มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก (๗)




ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๗. ปุพเพปณิธาน

ภิกษุทั้งหลายทูลถามถึงบุพพกรรมของพระอัครสาวกทั้งสองว่า มีปณิธานมาอย่างไร พระศาสดาได้ตรัสเล่าว่า

ในสมัยแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี อันเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๐ พระสารีบุตรเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาล มีนามว่าสรทมานพ ส่วนพระโมคคัลลานะเกิดในสกุลคหบดีมหาศาล มีนามว่าสิริวัฒกุฏุมพี ท่านทั้งสองเป็นสหายรักกัน

วันหนึ่ง สรทมานพอยู่ในที่เงียบสงัด ไตร่ตรองเรื่องของชีวิต เกิดความคิดขึ้นว่า “เราสามารถรู้เรื่องของชีวิต และอัตตภาพเฉพาะในโลกนี้เท่านั้น แต่มืดมนต่อปัญหาชีวิตและอัตตภาพในโลกหน้าเหลือเกิน สัตว์ผู้เกิดแล้วจะไม่ตายนั้นไม่มี เราจักต้องตายแน่แท้ ชีวิตในโลกหน้าของเราจักเป็นอย่างไรหนอ ? ”

เพื่อตอบปัญหาชีวิตนี้ให้ได้ สรทมานพต้องการออกบวชแสวงหาโมกขธรรม จึงไปชวนสิริวัฒกุฏมพีผู้สหาย แต่สิริวัฒไม่พร้อมจะทำได้ จึงปฏิเสธ สรทมานพคิดว่า “ผู้ไปสู่ปรโลก คือโลกหน้าจะชวนสหายหรือญาติมิตรไปด้วยไม่ได้ โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของของตน บุคคลต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป กรรมดีกรรมชั่วที่เราทำนั่นแหละเป็นของเรา และจะติดตามเราไปในโลกหน้า” คิดดังนี้แล้ว จึงบริจาคทรัพย์เท่าที่มีเป็นทานแล้วออกบวชเป็นชฏิล มีผู้ออกบวชตามเป็นอันมาก

สรทดาบสทำ กสิณบริกรรม จนได้ อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ชฏิลบริวารก็ได้คุณสมบัติเช่นนั้นเหมือนกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 07:48:31 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เช้าวันหนึ่ง พระอโนมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ หรือพระมหากรุณาสมบัติ ทรงพิจารณาอุปนิสัยแห่งสัตว์โลก ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งสรทดาบสพร้อมด้วยบริวารว่า สรทดาบสอาศัยพระองค์แล้วจักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวก ดังนี้แล้วเสด็จไปยังสำนักของสรทดาบส เสด็จไปทางอากาศทรงอธิษฐานพระทัยว่า ขอให้สรทดาบสรู้ความที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อสรทดาบสเห็นอยู่นั่นเอง เสด็จลงจากอากาศประทับยืนบนภาคพื้น

สรทดาบสเห็นอานุภาพแห่งอาคันตุกะ และเพ่งพินิจสง่าราศีแห่งพระพุทธสรีระแล้ว ระลึกถึงวิชาดูลักษณะคนที่ตนช้ำชองอย่างดี ก็ได้ทราบด้วยปัญญาญาณว่า อาคันตุกะผู้นี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ถอดถอนกิลสทั้งปวงออกจากจิตได้แล้ว จึงถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ จัดอาสนะถวาย ตนเองนั่งบนอาสนะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้น้อยกว่า

ขณะนั้นชฏิลบริวารของสรทดาบสจำนวนมาก กลับจากหาผลาผล ได้เห็นอาจารย์ของตนนั่งแสดงความเคารพอาคันตุกะผู้หนึ่งอยู่ เกิดความประหลาดใจ จึงกล่าวว่า พวกเราเข้าใจว่า ในโลกนี้ผู้ที่เป็นใหญ่กว่าอาจารย์ไม่มี บุรุษผู้นี้เป็นใหญ่กว่าอาจารย์หรือ ?

สรทดาบสตอบว่า “ท่านทั้งหลายอย่านำเม็ดทรายไปเทียบภูเขาสิเนรุราชเลย เราเป็นเสมือนเม็ดทราย ส่วนท่านผู้นี้เป็นเสมือนสิเนรุราชบรรพต พระองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า”

บริวารของสรทดาบสแน่ใจว่า อาคันตุกะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แท้จริง มิฉะนั้นแล้ว ไฉนเล่าอาจารย์ของพวกตนจึงแสดงอาการการและวาจาเช่นนั้น จึงพร้อมกันหมอบลงแสดงความเคารพ

สรทดาบสล้างมืออย่างดี แล้วนำเอาผลไม้ที่มีรสดีวางลงในบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่พระอโนมทัสสีสัมพุทธเจ้ากำลังทรงทำภัตตกิจท่ามกลางการแวดล้อมของชฏิลบริวารของสรทดาบส และทรงปราศรัยอยู่กับสรทดาบสนั่นเอง ทรงดำริว่า “ขอให้อัครสาวกของเราพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงมา”

พระอัครสาวกทั้งสองทราบพระดำริของพระศาสดาด้วยโทรจิต แล้วรีบมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์บริวาร ยืนถวายบังคมอยู่ ณ ที่อันสมควรด้านหนึ่ง

สรทดาบสสั่งให้ชฏิลบริวารผู้ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ไปนำดอกไม้จากป่าใหญ่มาทำอาสนะดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้า พระอัครสาวกและภิกษุสงฆ์ทั้งมวล อาสนะดอกไม้สำเร็จโดยรวดเร็ว ด้วยอำนาจ
ฤทธิ์ของผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 07:55:12 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )


  สลักธรรม 2

ภารดา ! วิสัยสามารถแห่งเด็กเล็กกับวิสัยแห่งผู้ใหญ่ผู้สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังความรู้ และกำลังปัญญา ย่อมแตกต่างกันมากฉันใด วิสัยสามารถแห่งสามัญชนกับท่านผู้สำเร็จแล้วทางอภิญญาสมาบัติก็แตกต่างกันมากฉันนั้น ท่านจึงเตือนไว้ว่า สามัญชนไม่ควรคิดมากในเรื่องต่อไปนี้คือ

๑.วิสัยสามารถของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (พุทธวิสัย)
๒.วิสัยสามารถแห่งผู้ได้ฌานสมาบัติ (ฌานวิสัย)
๓.วิสัยแห่งกรรมและผลของกรรม (กัมมวิปากวิสัย)
๔.ความคิดถึงความเป็นมาของโลก (โลกจินดา)

ท่านว่าเรื่องทั้ง ๔ นี้เป็นอจินไตย ใครคิดมากต้องการรู้ด้วยเหตุผล อาจเป็นบ้าได้

ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ? คำตอบก็คือว่า บางอย่างเรารู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส ธรรมดา เช่น รูปที่หยาบ รู้ด้วยตาเนื้อ เสียงที่หยาบรู้ด้วยหูเนื้อ สัมผัสที่หยาบรู้ด้วยกายเนื้อ เป็นต้น บางอย่างเรารู้ได้ด้วยเหตุผล เช่นความ
ผิด ความถูก ความดี ความชั่ว เป็นต้น แต่บางอย่างเราไม่อาจรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสและด้วยเหตุผล แต่รู้ได้จริงๆ ด้วยญาณวิเศษ ของท่านผู้ที่มีจิตใจประณีตจนมีญาณเกิดขึ้น เช่น ทิพยจักษุญาณ เป็นต้น สามารถเห็นกายทิพย์ที่จักษุธรรมดาเห็นไม่ได้

ภราดา ! สรุปว่า สิ่งอันเป็นวิสัยแห่งผัสสะ เรารู้ได้ด้วยผัสสะ สิ่งอันเป็นวิสัยแห่งเหตุผล เรารู้ได้ด้วยเหตุผล ส่วนสิ่งอันเป็นวิสัยแห่งญาณ ก็ต้องรู้ด้วยญาณ แม้ในเรื่องผัสสะนั่นเอง ก็ต้องจับให้ถูกคู่ของมันจึงจะสำเร็จประโยชน์ ผิดคู่ก็ไม่เกิดประโยชน์ เช่น เอาตาไปชิมแกง เอาลิ้นไปดูรูป เป็นต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 08:00:14 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )


  สลักธรรม 3

ตลอดเวลา ๗ วันที่พระอโนมทัสสีสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ สำนักของสรทดาบสนั้น สรทดาบสได้ยืนกั้นฉัตรดอกไม้ถวายด้วยปีติปราโมช มีความสุขตลอด ๗ วัน และ ๗ วันนั้น พระพุทธเจ้าและพระอัครสาวกรวมทั้งพระสาวกอรหันต์ได้เข้านิโรธสมาบัติ เพื่อให้สักการะของสรทดาบสและชฏิลบริวารมีอานิสงส์มาก

ในวันที่ ๗ พระศาสดาเสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ รับสั่งให้อัครสาวกนามว่าพระนิสภะอนุโมทนา และรับสั่งให้พระอัครสาวกอีกรูปหนึ่งคือ พระอโนมเถระแสดงธรรม แต่ไม่มีใครได้สำเร็จมรรคผลเลย พระศาสดาจึงทรงแสดงธรรมเอง ชฏิลบริวารของสรทดาบสได้สำเร็จอรหัตตผลหมด ส่วนท่านสรทะไม่ได้สำเร็จ
เพราะมีจิตฟุ้งซ่านอยู่ตั้งแต่เริ่มฟังอนุโมทนาของพระอัครสาวก จนถึงฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า จิตของท่านวนเวียนอยู่ว่า “ไฉนหนอเราจะพึงได้รับภาระเช่นนี้บ้างจากพระพุทธเจ้า ซึ่งจะบังเกิดขึ้นในอนาคต”

สรทดาบสจึงตั้งความปรารถนาเฉพาะพระพักตร์ของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ด้วยกุศลกรรมครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามิได้ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะหรือความเป็นพรหม แต่ข้าพระองค์ปรารถนาเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตเหมือนพระนิสภเถระ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 08:03:35 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )


  สลักธรรม 4

พระศาสดาทรงส่งพระญาณไปในอนาคต ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า “ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมในอนาคต ท่านจักเป็นอัครสาวกที่หนึ่งนามว่าสารีบุตร จักเป็นผู้สามารถหมุนธรรมจักรได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าจักเป็นผู้มีปัญญามาก บรรลุถึงยอดแห่งสาวกบารมีญาณ”

เมื่อพระศาสดาเสด็จกลับแล้ว สรทดาบสรีบไปหาสิริวัฒผู้สหาย เล่าเรื่องทั้งปวงทั้งฟัง และขอร้องให้สิริวัฒปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒

สิริวัฒเชื่อท่านสรทดาบส จึงเตรียมมหาทานถวายภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุขตลอด ๗ วันแล้ว ปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องปุพพจริยาของอัครสาวกทั้งสองจบลงแล้ว ตรัสเพิ่มเติมว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! นี่คือความปรารถนาที่บุตรของเราตั้งไว้แล้วในครั้งนั้น บัดนี้ เธอทั้งสองได้ตำแหน่งนั้นตามปรารถนาแล้ว ภิกษุทั้งหลาย ! เราหาได้ให้ตำแหน่งเพราะเห็นแก่หน้าไม่”

ภราดา ! ความพยายามและความปรารถนาของบุคคลผู้ทำความดี สั่งสมกรรมดีนั้นไม่เคยไร้ผล มันจะคอยจังหวะให้ผลในโอกาสอันควรอยู่เสมอ แต่เนื่องจากคนบางคนขณะพยายามเพื่อทำกรรมดี สั่งสมกรรมดีอยู่นั้นก็ให้โอกาสแห่งความชั่วแทรกแซงเข้ามาเป็นระยะ ๆ เมื่อเป็นดังนี้ ผลแห่งกรรมดีก็ถูกขัดขวางเป็นระยะๆ เหมือนกัน ไม่มีโอกาสให้ผลได้เต็มที่

อนึ่ง ความพยายามเพื่อเอาชนะความชั่วในตนนั้น จัดเป็นความพยายามที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตมนุษย์ เราจะต้องพยายามไปตลอดชีวิต ชีวิตเดียวไม่เพียงพอด้วยซ้ำไป ต้องพยายามกันชาติแล้วชาติเล่า โดยหาวิธีให้จิตค่อยเจริญขึ้นทีละน้อยทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้น ดังที่พระพุทธองค์ทรงอุปมาไว้ว่า “มหาสมุทร” ลึกลงโดยลำดับ ลาดลงโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนภูเขาขาดฉันใด ธรรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น มีการศึกษาตามลำดับ (อนุปุพพสิกขา) มีการกระทำตามลำดับ (อนุปุพพกิริยา) มีการปฏิบัติตามลำดับ (อนุปุพพปฏิปทา)”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 08:09:25 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )


  สลักธรรม 5

ความเจริญที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ นั้นจะช่วยให้เราเอาชนะความคิดและนิสัยที่ชั่วช้าได้ทีละน้อย ถ้าเร่งเกินไป อาจทำให้ฟุ้งซ่านเกิดภาวะความขัดแย้งมากมายในใจ

ความรู้หรือการให้อาหารแก่ใจก็ทำนองเดียวกับการให้อาหารแก่ร่างกาย ต้องค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อยทีละขั้น อาหารที่ย่อยดีจึงจะเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ความรู้ความเข้าใจที่ย่อยดีแล้วจึงจะเป็นประโยชน์แก่ดวงจิต ในการนี้ ความอดทนเป็นคุณธรรมที่จำเป็นจริงๆ ปราศจากความอดทนเสียแล้วก็ทำไปได้ตลอด อาจทอดทิ้งเสียกลางคัน

ช่างฝืมือบางพวก เมื่อจะทำงานสำคัญบางชิ้น เขาจะอุทิศชีวิตทั้งชีวิตทีเดียวเพื่องานนั้น นักปราชญ์ผู้แสวงหาปัญญา จะใช้ชีวิตทั้งชีวิตเหมือนกัน เพื่อให้รู้อะไรสักอย่างหนึ่ง หรือเพื่อให้ชีวิตก้าวไปสักขั้นหนึ่ง ในทางปัญญา แม้จะเป็นขั้นเล็กๆ ก็ตาม แล้วไปต่อเอาชาติหน้าอีก ความพยายามของเราจะต้องเป็นไปติดต่อ
(วิริยารัมภะ) ซื่อสัตย์และเอาจริง ผลจะต้องมีอย่างแน่นอน แม้จะช้าสักหน่อยก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ โชคชาตาของแต่ละคนจึงเป็นผลรวมแห่งการกระทำในอดีตของเขา ความสามารถทางจิต สภาพทางกาย อุปนิสัยทางศีลธรรม และเหตุการณ์สำคัญในชาติหนึ่งๆ ย่อมเป็นผลรวมแห่งความปรารถนา

ความคิด ความตั้งใจของเราเองในอดีต ความต้องการในอดีตของเราเป็นสิ่งกำหนดโอกาสในปัจจุบันให้เรา ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆ สภาพปัจจุบันของเราจึงเป็นผลแห่งการกระทำความคิดและความต้องการของเราในอดีต

ไม่เฉพาะแต่ในชาติก่อนเท่านั้น แต่หมายถึงในตอนต้นๆ แห่งชีวิตในชาตินี้ของเราด้วย จึงสรุปได้ว่า ทุกอย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลแห่งสิ่งที่เราเคยคิดไว้

“สิ่ง” ทั้งปวงมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จมาจากใจ ถ้าใจเศร้าหมอง การทำและการพูดก็เศร้าหมอง ความทุกข์จะตามมา ถ้าใจผ่องแผ้ว การทำและการพูดก็สะอาดบริสุทธิ์ ความสุขจะตามมา เหมือน ล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโค หรือเหมือนเงาตามตัว”

ภราดา ! พระตถาคตเจ้าตรัสไว้อีกว่า “จิต ที่ตั้งไว้ถูก ย่อมอำนวยผลดีให้สุดจะคณนา อย่างที่มารดาบิดาหรือญาติไม่อาจมอบให้ได้ ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมทำให้บุคคลนั้นย่อยยับป่นปี้ยิ่งเสียกว่าศัตรูคู่เวรทำให้”

ดังนั้น การบำรุงรักษาใจให้ดี จึงมีคุณแก่บุคคลผู้บำรุงรักษา ยิ่งกว่าการบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลกนี้ เพราะใจเป็นสมบัติอันล้ำค่าของมนุษย์

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 08:17:57 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )


  สลักธรรม 6


ทุกอย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลแห่งสิ่งที่เราเคยคิดไว้

ทำให้เห็นความสำคัญของการอธิษฐาน ก่อนที่จะกระทำการณ์ใดๆ ที่กอปร์ด้วยเจตนาที่แรงกล้า และเห็นผลถึงการช่วยเหลือแบ่งปัน บอกกล่าวสิ่งที่ดีมีประโยชน์แก่กันและกัน เพื่อจักได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันในอนาคตกาล

และทำให้ตระหนักชัดแจ้งว่า..ใจเท่านั้นแหละที่สำคัญยิ่ง เป็นสมบัติที่มนุษย์ควรทะนุถนอม บำรุงรักษาให้ดี ทั้งใจเขา และใจเราเอง....

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ...สาธุ สาธุ สาธุ

โดย พี่ดา [19 ธ.ค. 2551 , 10:32:52 น.] ( IP = 124.121.174.174 : : )


  สลักธรรม 7

ปุพเพปณิธาน..จุดเริ่มต้นของความสำเร็จและความล้มเหลวทั้งปวง ซึ่งสมกับคำสรุปในช่วงท้ายที่บอกว่า “จิต ที่ตั้งไว้ถูก ย่อมอำนวยผลดีให้สุดจะคณนา อย่างที่มารดาบิดาหรือญาติไม่อาจมอบให้ได้ ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมทำให้บุคคลนั้นย่อยยับป่นปี้ยิ่งเสียกว่าศัตรูคู่เวรทำให้”

เพราะหากตั้งเป้าหมายกำหนดทิศทางไว้ผิดแล้ว ต่อให้หวังผลหอมหวานอย่างไรก็ยากที่จะได้รับ ..ทำให้นึกถึงคำสอนของครูทุกท่านที่ย้ำเสมอว่า ต้องเป็นคนที่มีเป้าหมาย การขยายสาระธรรมในวันนี้ทำให้ทบทวนได้ถึงความเมตตาของครูทุกท่าน ที่คอยย้ำคอยควบคุมชีวิตให้มีทิศทางที่ดีเสมอ

และก็ประทับใจมากกับประโยคที่พี่เณรเน้นไว้ "ความพยายามเพื่อเอาชนะความชั่วในตนนั้น จัดเป็นความพยายามที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตมนุษย์" ทำให้เห็นว่าไม่มีอะไรควรพยายามทำมากไปกว่าสิ่งนี้อีกแล้ว

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาเผยแพร่เป็นธรรมทาน และสร้างความรู้สึกที่ดีให้เสมอ

โดย น้องกิ๊ฟ [19 ธ.ค. 2551 , 12:00:46 น.] ( IP = 125.27.171.183 : : )


  สลักธรรม 8

“ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆ” เมื่อปรารถนาสิ่งใด มีความพยายามและมีจิตที่ตั้งไว้ถูกต้องแล้ว ย่อมอำนวยผลดีให้อย่างเต็มที่

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่เณรค่ะ

โดย เซิ่น [23 ธ.ค. 2551 , 14:41:15 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )


  สลักธรรม 9

ความพยายามและความปรารถนาของบุคคลผู้ทำความดี สั่งสมกรรมดีนั้นไม่เคยไร้ผล
แต่ก็ให้โอกาสแห่งความชั่วแทรกแซงเข้ามาเป็นระยะ ๆ เมื่อเป็นดังนี้ ผลแห่งกรรมดีก็ถูกขัดขวางเป็นระยะๆ เหมือนกัน ไม่มีโอกาสให้ผลได้เต็มที่

ทำให้มองเห็นภาพของชีวิตที่ลุ่มๆดอนๆ เพราะวิบากแห่งกรรมที่ทำมาเช่นนั้นเอง

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาให้อ่านและเป็นประโยชน์สอนใจได้อย่างดีค่ะ...สาธุอนุโมทามิ

โดย ธัญธร [23 ธ.ค. 2551 , 19:05:49 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )


  สลักธรรม 10

ได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของคำอธิฐานที่มีคามตั้งมั่นและประทับใจในการบำเพ็ญบารมีเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะและกราบอนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ

โดย abctoy - [23 ธ.ค. 2551 , 23:12:35 น.] ( IP = 118.172.253.28 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org