| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก (๗)
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๗. ปุพเพปณิธาน
ภิกษุทั้งหลายทูลถามถึงบุพพกรรมของพระอัครสาวกทั้งสองว่า มีปณิธานมาอย่างไร พระศาสดาได้ตรัสเล่าว่า
ในสมัยแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี อันเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๐ พระสารีบุตรเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาล มีนามว่าสรทมานพ ส่วนพระโมคคัลลานะเกิดในสกุลคหบดีมหาศาล มีนามว่าสิริวัฒกุฏุมพี ท่านทั้งสองเป็นสหายรักกัน
วันหนึ่ง สรทมานพอยู่ในที่เงียบสงัด ไตร่ตรองเรื่องของชีวิต เกิดความคิดขึ้นว่า เราสามารถรู้เรื่องของชีวิต และอัตตภาพเฉพาะในโลกนี้เท่านั้น แต่มืดมนต่อปัญหาชีวิตและอัตตภาพในโลกหน้าเหลือเกิน สัตว์ผู้เกิดแล้วจะไม่ตายนั้นไม่มี เราจักต้องตายแน่แท้ ชีวิตในโลกหน้าของเราจักเป็นอย่างไรหนอ ?
เพื่อตอบปัญหาชีวิตนี้ให้ได้ สรทมานพต้องการออกบวชแสวงหาโมกขธรรม จึงไปชวนสิริวัฒกุฏมพีผู้สหาย แต่สิริวัฒไม่พร้อมจะทำได้ จึงปฏิเสธ สรทมานพคิดว่า ผู้ไปสู่ปรโลก คือโลกหน้าจะชวนสหายหรือญาติมิตรไปด้วยไม่ได้ โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของของตน บุคคลต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป กรรมดีกรรมชั่วที่เราทำนั่นแหละเป็นของเรา และจะติดตามเราไปในโลกหน้า คิดดังนี้แล้ว จึงบริจาคทรัพย์เท่าที่มีเป็นทานแล้วออกบวชเป็นชฏิล มีผู้ออกบวชตามเป็นอันมาก
สรทดาบสทำ กสิณบริกรรม จนได้ อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ชฏิลบริวารก็ได้คุณสมบัติเช่นนั้นเหมือนกันโดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 07:48:31 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )
สลักธรรม 1เช้าวันหนึ่ง พระอโนมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ หรือพระมหากรุณาสมบัติ ทรงพิจารณาอุปนิสัยแห่งสัตว์โลก ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งสรทดาบสพร้อมด้วยบริวารว่า สรทดาบสอาศัยพระองค์แล้วจักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวก ดังนี้แล้วเสด็จไปยังสำนักของสรทดาบส เสด็จไปทางอากาศทรงอธิษฐานพระทัยว่า ขอให้สรทดาบสรู้ความที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อสรทดาบสเห็นอยู่นั่นเอง เสด็จลงจากอากาศประทับยืนบนภาคพื้น
สรทดาบสเห็นอานุภาพแห่งอาคันตุกะ และเพ่งพินิจสง่าราศีแห่งพระพุทธสรีระแล้ว ระลึกถึงวิชาดูลักษณะคนที่ตนช้ำชองอย่างดี ก็ได้ทราบด้วยปัญญาญาณว่า อาคันตุกะผู้นี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ถอดถอนกิลสทั้งปวงออกจากจิตได้แล้ว จึงถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ จัดอาสนะถวาย ตนเองนั่งบนอาสนะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้น้อยกว่า
ขณะนั้นชฏิลบริวารของสรทดาบสจำนวนมาก กลับจากหาผลาผล ได้เห็นอาจารย์ของตนนั่งแสดงความเคารพอาคันตุกะผู้หนึ่งอยู่ เกิดความประหลาดใจ จึงกล่าวว่า พวกเราเข้าใจว่า ในโลกนี้ผู้ที่เป็นใหญ่กว่าอาจารย์ไม่มี บุรุษผู้นี้เป็นใหญ่กว่าอาจารย์หรือ ?
สรทดาบสตอบว่า ท่านทั้งหลายอย่านำเม็ดทรายไปเทียบภูเขาสิเนรุราชเลย เราเป็นเสมือนเม็ดทราย ส่วนท่านผู้นี้เป็นเสมือนสิเนรุราชบรรพต พระองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
บริวารของสรทดาบสแน่ใจว่า อาคันตุกะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แท้จริง มิฉะนั้นแล้ว ไฉนเล่าอาจารย์ของพวกตนจึงแสดงอาการการและวาจาเช่นนั้น จึงพร้อมกันหมอบลงแสดงความเคารพ
สรทดาบสล้างมืออย่างดี แล้วนำเอาผลไม้ที่มีรสดีวางลงในบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่พระอโนมทัสสีสัมพุทธเจ้ากำลังทรงทำภัตตกิจท่ามกลางการแวดล้อมของชฏิลบริวารของสรทดาบส และทรงปราศรัยอยู่กับสรทดาบสนั่นเอง ทรงดำริว่า ขอให้อัครสาวกของเราพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงมา
พระอัครสาวกทั้งสองทราบพระดำริของพระศาสดาด้วยโทรจิต แล้วรีบมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์บริวาร ยืนถวายบังคมอยู่ ณ ที่อันสมควรด้านหนึ่ง
สรทดาบสสั่งให้ชฏิลบริวารผู้ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ไปนำดอกไม้จากป่าใหญ่มาทำอาสนะดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้า พระอัครสาวกและภิกษุสงฆ์ทั้งมวล อาสนะดอกไม้สำเร็จโดยรวดเร็ว ด้วยอำนาจ
ฤทธิ์ของผู้มีฤทธิ์ทั้งหลายโดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 07:55:12 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )
สลักธรรม 2ภารดา ! วิสัยสามารถแห่งเด็กเล็กกับวิสัยแห่งผู้ใหญ่ผู้สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังความรู้ และกำลังปัญญา ย่อมแตกต่างกันมากฉันใด วิสัยสามารถแห่งสามัญชนกับท่านผู้สำเร็จแล้วทางอภิญญาสมาบัติก็แตกต่างกันมากฉันนั้น ท่านจึงเตือนไว้ว่า สามัญชนไม่ควรคิดมากในเรื่องต่อไปนี้คือ
๑.วิสัยสามารถของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (พุทธวิสัย) ๒.วิสัยสามารถแห่งผู้ได้ฌานสมาบัติ (ฌานวิสัย) ๓.วิสัยแห่งกรรมและผลของกรรม (กัมมวิปากวิสัย) ๔.ความคิดถึงความเป็นมาของโลก (โลกจินดา)
ท่านว่าเรื่องทั้ง ๔ นี้เป็นอจินไตย ใครคิดมากต้องการรู้ด้วยเหตุผล อาจเป็นบ้าได้
ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ? คำตอบก็คือว่า บางอย่างเรารู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส ธรรมดา เช่น รูปที่หยาบ รู้ด้วยตาเนื้อ เสียงที่หยาบรู้ด้วยหูเนื้อ สัมผัสที่หยาบรู้ด้วยกายเนื้อ เป็นต้น บางอย่างเรารู้ได้ด้วยเหตุผล เช่นความ
ผิด ความถูก ความดี ความชั่ว เป็นต้น แต่บางอย่างเราไม่อาจรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสและด้วยเหตุผล แต่รู้ได้จริงๆ ด้วยญาณวิเศษ ของท่านผู้ที่มีจิตใจประณีตจนมีญาณเกิดขึ้น เช่น ทิพยจักษุญาณ เป็นต้น สามารถเห็นกายทิพย์ที่จักษุธรรมดาเห็นไม่ได้
ภราดา ! สรุปว่า สิ่งอันเป็นวิสัยแห่งผัสสะ เรารู้ได้ด้วยผัสสะ สิ่งอันเป็นวิสัยแห่งเหตุผล เรารู้ได้ด้วยเหตุผล ส่วนสิ่งอันเป็นวิสัยแห่งญาณ ก็ต้องรู้ด้วยญาณ แม้ในเรื่องผัสสะนั่นเอง ก็ต้องจับให้ถูกคู่ของมันจึงจะสำเร็จประโยชน์ ผิดคู่ก็ไม่เกิดประโยชน์ เช่น เอาตาไปชิมแกง เอาลิ้นไปดูรูป เป็นต้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 08:00:14 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )
สลักธรรม 3ตลอดเวลา ๗ วันที่พระอโนมทัสสีสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ สำนักของสรทดาบสนั้น สรทดาบสได้ยืนกั้นฉัตรดอกไม้ถวายด้วยปีติปราโมช มีความสุขตลอด ๗ วัน และ ๗ วันนั้น พระพุทธเจ้าและพระอัครสาวกรวมทั้งพระสาวกอรหันต์ได้เข้านิโรธสมาบัติ เพื่อให้สักการะของสรทดาบสและชฏิลบริวารมีอานิสงส์มาก
ในวันที่ ๗ พระศาสดาเสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ รับสั่งให้อัครสาวกนามว่าพระนิสภะอนุโมทนา และรับสั่งให้พระอัครสาวกอีกรูปหนึ่งคือ พระอโนมเถระแสดงธรรม แต่ไม่มีใครได้สำเร็จมรรคผลเลย พระศาสดาจึงทรงแสดงธรรมเอง ชฏิลบริวารของสรทดาบสได้สำเร็จอรหัตตผลหมด ส่วนท่านสรทะไม่ได้สำเร็จ
เพราะมีจิตฟุ้งซ่านอยู่ตั้งแต่เริ่มฟังอนุโมทนาของพระอัครสาวก จนถึงฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า จิตของท่านวนเวียนอยู่ว่า ไฉนหนอเราจะพึงได้รับภาระเช่นนี้บ้างจากพระพุทธเจ้า ซึ่งจะบังเกิดขึ้นในอนาคต
สรทดาบสจึงตั้งความปรารถนาเฉพาะพระพักตร์ของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้าว่า พระเจ้าข้า ด้วยกุศลกรรมครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามิได้ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะหรือความเป็นพรหม แต่ข้าพระองค์ปรารถนาเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตเหมือนพระนิสภเถระโดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 08:03:35 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )
สลักธรรม 4พระศาสดาทรงส่งพระญาณไปในอนาคต ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมในอนาคต ท่านจักเป็นอัครสาวกที่หนึ่งนามว่าสารีบุตร จักเป็นผู้สามารถหมุนธรรมจักรได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าจักเป็นผู้มีปัญญามาก บรรลุถึงยอดแห่งสาวกบารมีญาณ
เมื่อพระศาสดาเสด็จกลับแล้ว สรทดาบสรีบไปหาสิริวัฒผู้สหาย เล่าเรื่องทั้งปวงทั้งฟัง และขอร้องให้สิริวัฒปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒
สิริวัฒเชื่อท่านสรทดาบส จึงเตรียมมหาทานถวายภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุขตลอด ๗ วันแล้ว ปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องปุพพจริยาของอัครสาวกทั้งสองจบลงแล้ว ตรัสเพิ่มเติมว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! นี่คือความปรารถนาที่บุตรของเราตั้งไว้แล้วในครั้งนั้น บัดนี้ เธอทั้งสองได้ตำแหน่งนั้นตามปรารถนาแล้ว ภิกษุทั้งหลาย ! เราหาได้ให้ตำแหน่งเพราะเห็นแก่หน้าไม่
ภราดา ! ความพยายามและความปรารถนาของบุคคลผู้ทำความดี สั่งสมกรรมดีนั้นไม่เคยไร้ผล มันจะคอยจังหวะให้ผลในโอกาสอันควรอยู่เสมอ แต่เนื่องจากคนบางคนขณะพยายามเพื่อทำกรรมดี สั่งสมกรรมดีอยู่นั้นก็ให้โอกาสแห่งความชั่วแทรกแซงเข้ามาเป็นระยะ ๆ เมื่อเป็นดังนี้ ผลแห่งกรรมดีก็ถูกขัดขวางเป็นระยะๆ เหมือนกัน ไม่มีโอกาสให้ผลได้เต็มที่
อนึ่ง ความพยายามเพื่อเอาชนะความชั่วในตนนั้น จัดเป็นความพยายามที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตมนุษย์ เราจะต้องพยายามไปตลอดชีวิต ชีวิตเดียวไม่เพียงพอด้วยซ้ำไป ต้องพยายามกันชาติแล้วชาติเล่า โดยหาวิธีให้จิตค่อยเจริญขึ้นทีละน้อยทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้น ดังที่พระพุทธองค์ทรงอุปมาไว้ว่า มหาสมุทร ลึกลงโดยลำดับ ลาดลงโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนภูเขาขาดฉันใด ธรรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น มีการศึกษาตามลำดับ (อนุปุพพสิกขา) มีการกระทำตามลำดับ (อนุปุพพกิริยา) มีการปฏิบัติตามลำดับ (อนุปุพพปฏิปทา)โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 08:09:25 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )
สลักธรรม 5ความเจริญที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ นั้นจะช่วยให้เราเอาชนะความคิดและนิสัยที่ชั่วช้าได้ทีละน้อย ถ้าเร่งเกินไป อาจทำให้ฟุ้งซ่านเกิดภาวะความขัดแย้งมากมายในใจ
ความรู้หรือการให้อาหารแก่ใจก็ทำนองเดียวกับการให้อาหารแก่ร่างกาย ต้องค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อยทีละขั้น อาหารที่ย่อยดีจึงจะเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ความรู้ความเข้าใจที่ย่อยดีแล้วจึงจะเป็นประโยชน์แก่ดวงจิต ในการนี้ ความอดทนเป็นคุณธรรมที่จำเป็นจริงๆ ปราศจากความอดทนเสียแล้วก็ทำไปได้ตลอด อาจทอดทิ้งเสียกลางคัน
ช่างฝืมือบางพวก เมื่อจะทำงานสำคัญบางชิ้น เขาจะอุทิศชีวิตทั้งชีวิตทีเดียวเพื่องานนั้น นักปราชญ์ผู้แสวงหาปัญญา จะใช้ชีวิตทั้งชีวิตเหมือนกัน เพื่อให้รู้อะไรสักอย่างหนึ่ง หรือเพื่อให้ชีวิตก้าวไปสักขั้นหนึ่ง ในทางปัญญา แม้จะเป็นขั้นเล็กๆ ก็ตาม แล้วไปต่อเอาชาติหน้าอีก ความพยายามของเราจะต้องเป็นไปติดต่อ
(วิริยารัมภะ) ซื่อสัตย์และเอาจริง ผลจะต้องมีอย่างแน่นอน แม้จะช้าสักหน่อยก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ โชคชาตาของแต่ละคนจึงเป็นผลรวมแห่งการกระทำในอดีตของเขา ความสามารถทางจิต สภาพทางกาย อุปนิสัยทางศีลธรรม และเหตุการณ์สำคัญในชาติหนึ่งๆ ย่อมเป็นผลรวมแห่งความปรารถนา
ความคิด ความตั้งใจของเราเองในอดีต ความต้องการในอดีตของเราเป็นสิ่งกำหนดโอกาสในปัจจุบันให้เรา ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆ สภาพปัจจุบันของเราจึงเป็นผลแห่งการกระทำความคิดและความต้องการของเราในอดีต
ไม่เฉพาะแต่ในชาติก่อนเท่านั้น แต่หมายถึงในตอนต้นๆ แห่งชีวิตในชาตินี้ของเราด้วย จึงสรุปได้ว่า ทุกอย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลแห่งสิ่งที่เราเคยคิดไว้
สิ่ง ทั้งปวงมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จมาจากใจ ถ้าใจเศร้าหมอง การทำและการพูดก็เศร้าหมอง ความทุกข์จะตามมา ถ้าใจผ่องแผ้ว การทำและการพูดก็สะอาดบริสุทธิ์ ความสุขจะตามมา เหมือน ล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโค หรือเหมือนเงาตามตัว
ภราดา ! พระตถาคตเจ้าตรัสไว้อีกว่า จิต ที่ตั้งไว้ถูก ย่อมอำนวยผลดีให้สุดจะคณนา อย่างที่มารดาบิดาหรือญาติไม่อาจมอบให้ได้ ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมทำให้บุคคลนั้นย่อยยับป่นปี้ยิ่งเสียกว่าศัตรูคู่เวรทำให้
ดังนั้น การบำรุงรักษาใจให้ดี จึงมีคุณแก่บุคคลผู้บำรุงรักษา ยิ่งกว่าการบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลกนี้ เพราะใจเป็นสมบัติอันล้ำค่าของมนุษย์
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 08:17:57 น.] ( IP = 58.9.137.241 : : )
สลักธรรม 6
ทุกอย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลแห่งสิ่งที่เราเคยคิดไว้
ทำให้เห็นความสำคัญของการอธิษฐาน ก่อนที่จะกระทำการณ์ใดๆ ที่กอปร์ด้วยเจตนาที่แรงกล้า และเห็นผลถึงการช่วยเหลือแบ่งปัน บอกกล่าวสิ่งที่ดีมีประโยชน์แก่กันและกัน เพื่อจักได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันในอนาคตกาล
และทำให้ตระหนักชัดแจ้งว่า..ใจเท่านั้นแหละที่สำคัญยิ่ง เป็นสมบัติที่มนุษย์ควรทะนุถนอม บำรุงรักษาให้ดี ทั้งใจเขา และใจเราเอง....
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ...สาธุ สาธุ สาธุโดย พี่ดา [19 ธ.ค. 2551 , 10:32:52 น.] ( IP = 124.121.174.174 : : )
สลักธรรม 7ปุพเพปณิธาน..จุดเริ่มต้นของความสำเร็จและความล้มเหลวทั้งปวง ซึ่งสมกับคำสรุปในช่วงท้ายที่บอกว่า จิต ที่ตั้งไว้ถูก ย่อมอำนวยผลดีให้สุดจะคณนา อย่างที่มารดาบิดาหรือญาติไม่อาจมอบให้ได้ ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมทำให้บุคคลนั้นย่อยยับป่นปี้ยิ่งเสียกว่าศัตรูคู่เวรทำให้
เพราะหากตั้งเป้าหมายกำหนดทิศทางไว้ผิดแล้ว ต่อให้หวังผลหอมหวานอย่างไรก็ยากที่จะได้รับ ..ทำให้นึกถึงคำสอนของครูทุกท่านที่ย้ำเสมอว่า ต้องเป็นคนที่มีเป้าหมาย การขยายสาระธรรมในวันนี้ทำให้ทบทวนได้ถึงความเมตตาของครูทุกท่าน ที่คอยย้ำคอยควบคุมชีวิตให้มีทิศทางที่ดีเสมอ
และก็ประทับใจมากกับประโยคที่พี่เณรเน้นไว้ "ความพยายามเพื่อเอาชนะความชั่วในตนนั้น จัดเป็นความพยายามที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตมนุษย์" ทำให้เห็นว่าไม่มีอะไรควรพยายามทำมากไปกว่าสิ่งนี้อีกแล้ว
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาเผยแพร่เป็นธรรมทาน และสร้างความรู้สึกที่ดีให้เสมอ
โดย น้องกิ๊ฟ [19 ธ.ค. 2551 , 12:00:46 น.] ( IP = 125.27.171.183 : : )
สลักธรรม 8ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆ เมื่อปรารถนาสิ่งใด มีความพยายามและมีจิตที่ตั้งไว้ถูกต้องแล้ว ย่อมอำนวยผลดีให้อย่างเต็มที่
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่เณรค่ะโดย เซิ่น [23 ธ.ค. 2551 , 14:41:15 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
สลักธรรม 9ความพยายามและความปรารถนาของบุคคลผู้ทำความดี สั่งสมกรรมดีนั้นไม่เคยไร้ผล
แต่ก็ให้โอกาสแห่งความชั่วแทรกแซงเข้ามาเป็นระยะ ๆ เมื่อเป็นดังนี้ ผลแห่งกรรมดีก็ถูกขัดขวางเป็นระยะๆ เหมือนกัน ไม่มีโอกาสให้ผลได้เต็มที่
ทำให้มองเห็นภาพของชีวิตที่ลุ่มๆดอนๆ เพราะวิบากแห่งกรรมที่ทำมาเช่นนั้นเอง
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาให้อ่านและเป็นประโยชน์สอนใจได้อย่างดีค่ะ...สาธุอนุโมทามิโดย ธัญธร [23 ธ.ค. 2551 , 19:05:49 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |