มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒ (ตอนที่ ๔)






ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒
( วิปัสสนาเล่ม ๔ )

ของ หลวงพ่อเสือ


ตอนที่ผ่านมา

คำถาม ในคนๆหนึ่งมีจิตดวงเดียวหรือหลายดวง ทำไมเราจึงสามารถได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัสพร้อมๆกัน และในการกำหนดรูปนาม สมมุติว่าเราเห็นวัตถุสิ่งหนึ่ง เราจะกำหนดรูปสีและวัตถุที่สีตั้งอยู่นั้นเป็นรูปเดียวกันหรือไม่

คำตอบ
จิตมีหลายดวงแต่เกิดขึ้นทีละดวง จิตเป็นตัวรู้อารมณ์ และเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ ต้องมีตัวปรุงแต่งจิต เรียกว่า เจตสิก เกิดขึ้นพร้อมกับจิต ตั้งอยู่ที่เดียวกับจิต และดับไปพร้อมกับจิต ถ้าตัวปรุงแต่งจิตเป็นโลภะเข้ามา ตอนนั้นก็เป็นจิตโลภะ จิตโลภะดับ โทสะเข้าก็เป็นจิตโทสะ เกิดขึ้นทีละขณะ แต่ตัวปรุงแต่งที่เข้ามาตั้งที่เดียวกับจิตมันมีหลายตัว เมื่อเข้ามาจิตก็เป็นไปตามตัวปรุงแต่ง จึงมีหลายชื่อ แต่เกิดขึ้นทีละดวง

ทำไมเราจึงสามารถเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัสพร้อมๆกัน ไม่ได้พร้อมๆกัน เห็นก็เห็นก่อน ได้ยินก็ได้ยินก่อน มันทีละขณะ แต่ความไวของจิตลัดนิ้วเดียวนี่แสนโกฏิขณะ ตอนตาเห็นนี่ เห็นแล้วมันก็ดับ เหมือนประจุไฟฟ้านี่เราเห็นทันไหม เราเห็นไม่ทัน เวลามันดับ จุดนี้มันดับก่อนแล้วจุดอื่นวิ่งเข้ามา เราจึงคิดว่ามันเที่ยง มันเป็นอันเดียวกัน เช่น เราดูหนัง เห็นด้วยฟังไปด้วย มันเหมือนอารมณ์เดียวกัน แต่เพราะเราไม่เท่าทันจิต จึงหลงฟั่นเฟือนไปตามอาการว่าคนนั้นตาย คนนั้นร้องไห้ เราจึงร้องไห้ สร้างความวิปลาสให้แก่ผู้ดูอยู่ตลอดเวลา

มันเกิดดับทีละขณะ มันวิ่งเข้ามานี่เราไม่สามารถรู้เลยว่าศัตรูอยู่รอบๆ มันมีคลื่นแสง คลื่นเสียงอยู่ตลอดเวลาเป็นธรรมชาติ ทวารเราเปิดอยู่ตลอดเวลา จิตเราจึงไปรับรู้อารมณ์เร่งเร้าเข้ามันก็มาตรงนั้น ทีนี้เวลาจะดูหนัง ใครอยากดูแล้วไม่อยากได้ยิน ใครเปิดทีวีอยากแต่จะดูแต่ไม่อยากได้ยิน มันก็อยากดูอยากได้ยินไปด้วย ความอยากจึงมีอำนาจสั่งจิตให้รับอารมณ์ทางตา ทางหูไปด้วย เปิดทวารพร้อมกัน เพราะจิตไปเร่งเร้า จึงจับอารมณ์ทั้งการเห็นการได้ยินอยู่ตลอดเวลา มันเร็วมาก

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 19:07:00 น.] ( IP = 118.173.32.228 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ในการกำหนดรูปนาม สมมุติว่าเราเห็นวัตถุสิ่งหนึ่ง เราจะกำหนดรูปสีและวัตถุที่ตั้งอยู่เป็นรูปเดียวกันหรือไม่ ถ้าเผื่อเห็นกรรไกรก็ต้องกำหนดนามเห็น เพราะอะไรต้องกำหนดนามเห็น เพราะกรรไกรอันนี้ไม่ได้สร้างความสุขความทุกข์ให้ หรือสีนี้ไม่ได้สร้างความสุขความทุกข์ให้ ใจเป็นผู้สร้าง เพราะตัวชอบตัวชังอยู่ที่สัญญา เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นปัจจุบัน

เราต้องเห็น มันจำเป็น แต่สีนี้มันอยู่ในใจ สีส้มมันอยู่ในใจ ทำไมตรงนี้ไม่ใช่สีส้ม ไปถามเด็กที่ยังไม่เรียนหนังสือ ไม่รู้สีส้มก็ตอบไม่ถูก สีส้มต้องอยู่ในใจ ดังนั้น ใจจึงเป็นผู้สร้างอำนาจชอบ ชัง รับรู้อารมณ์แล้วเกิดคววามชอบ ชัง เราจึงหลงผิดว่าเรานั้นเป็นผู้เห็น เราชอบสีแดง เห็นสีส้มเราก็ไม่ชอบ

ทีนี้เราไม่ได้เป็นผู้เห็น จิตมันเป็นผู้เห็น นามมันเป็นผู้เห็น ระหว่างที่เราบอกว่านามนี่ จิตมันก็จะถูกปรุงแต่งด้วยอะไร ปัญญาเจตสิก โลภเจตสิก หรือสัญญาเจตสิกก็เข้าไม่ได้

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 19:11:51 น.] ( IP = 118.173.32.228 : : )


  สลักธรรม 2



จะยกตัวอย่าง พ่ออำนวยยืนขึ้น เปรียบเสมือนว่ามีคนมาด่าว่าพ่ออำนวยเลว เรามีสัญญาว่าเราชื่ออำนวย แล้วเราหลงยึดมั่นว่าเราชื่ออำนวย พอบอกว่าเลว โกรธไหม โกรธ ระหว่างอำนวยกับหลวงพ่อเสือ พ่อชื่อเสือ เราชื่อรูป ยืนอยู่ด้วยกัน มีคนมาชี้หน้าบอกนามมันเลว พ่ออำนวยไม่โกรธหรอก คนที่ชื่อนามโกรธ ใช่ไหมลูก จึงเอานามมาเป็นของใหม่ ทำลายสักกายทิฏฐิว่าเขาว่าฉัน เป็นนามได้ยิน ฉันไม่ได้ยิน กำหนดเพื่อรื้อสัญญา ฉันชื่อนายเสือ ถ้าเขาด่ามาว่าเลว สัญญาที่เรามีสักกายทิฏฐิคิดว่าเรานั้นชื่อเสือ หลงว่าเป็นเราก็โกรธ

ทีนี้เราไม่มี พิสูจน์ออกมาว่าเราไม่มี มีแต่รูป มีแต่นาม เราเอาของใหม่ ของใหม่ที่เรายังไม่สันทัด เราสันทัดมาตั้ง ๓๐ ปีว่าเป็นฉัน พอคนเรียกชื่อว่าเสือ เราหันไปเจอคนที่เราชอบก็ดีใจ ถ้าเจอคนที่เราเกลียด เราก็ไม่ดีใจ แต่ที่คนเขาไม่ได้เรียกเราว่าเสือ เขาเรียกรูป เราก็ไม่สนใจ ความไม่ใส่ใจมันเกิดขึ้นเพราะมันมีอะไร จิตไม่ได้โกรธ มันรู้อย่างเดียว มันรับรู้ได้ยิน แต่ตัวที่รู้ว่าเราได้ยินนั้น สัญญาเจตสิกเข้าจึงจำได้หมายรู้

แต่ทีนี้เราจะเอาสัญญาเจตสิกที่เป็นฝ่ายที่ทำให้เรารัก เกลียด ชอบ ชังออก พอได้ยินเสียงปุ๊บ เรากำหนดว่านามได้ยิน อะไรเข้า สติเจตสิกเข้า สติเจตสิกออก ปัญญาเจตสิกเข้า สัญญามีโอกาสมาสร้างอำนาจเสพอารมณ์ให้เราไหม ไม่มี มันทำลายตรงนั้นเองทีละขณะ

ส่วนมากจะเข้าใจว่ากำหนดแล้ว เอ้า นามได้ยิน มันก็ยังเกลียดอยู่ มันมาเกลียดทีหลัง เพราะสติมันดับไปแล้ว มันไว แต่ถ้าเราทำบ่อยๆเข้า มีความชำนาญเข้า สติปัญญาจะเข้าแทนที่

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 19:16:09 น.] ( IP = 118.173.32.228 : : )


  สลักธรรม 3



จิตเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ ต้องมีเจตสิกโลภะ เจตสิกโทสะ ฝ่ายชั่ว สติเจตสิก ปัญญาเจตสิก ฝ่ายดี สัญญาเจตสิก ฝ่ายกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว ช่วงนี้เราไม่มีสติเร็ว ไม่มีปัญญาเร็ว พอจิตเห็นปุ๊บ สัญญาเจตสิกเข้าก่อน ฝ่ายกลางเข้าก่อน จำเข้ามา สีเหลืองเข้ามาปุ๊บ สัญญาเจตสิกต้องดับทันที ถ้าชอบสีเหลือง โลภะก็เข้าแทนที่สัญญา ทำให้เก็บอารมณ์ชอบ เห็นไหมลูก เห็นครั้งเดียวนี่สัญญาเจตสิก ถ้าเห็นแล้วชอบนี่มีเจตสิกตั้ง ๒ ตัว อาจจะมากกว่า ๒ ก็ได้ มีสัญญาเจตสิก มีโลภเจตสิก แล้วเห็นทันไหม พอเห็นปุ๊บชอบเลย แล้วนึกว่าเห็นทันที

พอเห็นปุ๊บมันต้องมีสัญญาก่อน ถ้าไม่มีสัญญาคำว่าเหลืองจะไม่มี หรือไม่ พอเห็นผู้ชายคนนั่งข้างๆปุ๊บ ลักษณะไม่ถูกใจ สัญญาเข้าว่าลักษณะไม่ดี พอสัญญาเจตสิกดับ โทสะเจตสิกเข้าปรุงแต่ง ฉันไม่ชอบ อันตราย เห็นไหมลูก พอเห็นปุ๊บรู้สึกไม่ชอบ ความรู้สึกไม่ชอบมันออกมาทีหลัง มาจากอะไร สัญญาเก่าของเราสร้างอำนาจ แล้วก็มีโทสะเข้ามาปรุงแต่ง

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะต้องทำลายความวิปลาสในสัญญาของเรา ทุกวันนี้เราถามตัวเองว่าเรามีสัญญาอะไร สัญญาวิปลาสทั้งสิ้น สัญญาที่จำของเทียมๆทั้งสิ้น จำว่าผู้หญิง จำว่าผู้ชาย จำว่าแม่ ว่าพ่อ ว่าสามี เราเรียนแล้วต้องเรียนต่อถึงจะรับรู้ ในเมื่อยอมรับแล้วว่าอยากเรียน เราจะต้องหาทางรื้อสัญญาเทียมๆออกไป

คราวนี้พอเห็นอะไรปุ๊บ เอ้า สีเขียว ถ้ามีสีเขียวปุ๊บก็คือมีสัญญาเจตสิกเข้า ถ้าเผื่อชอบสีเขียวก็มีโลภะเจตสิกเข้า ทีนี้สีเขียวนี่มันเป็นสัญญาเจตสิก มันสร้างอำนาจโลภะ โทสะให้ใช่ไหม เราจะต้องไม่ยินดีติดใจ ต้องทำลายความยินดีติดใจ เราจึงต้องกำหนดแก้ไขที่ความหลงผิดว่าเราเป็นผู้เห็น ระลึกได้ว่านามเห็น แทนที่สัญญาจะเข้า มีสติระลึก สติเจตสิกเข้า ระลึกได้อะไร ระลึกในปัญญา คือ นามเป็นผู้เห็น

สติต้องระลึกก่อน ระลึกได้ความจริงคือนามเห็น มีปัญญา สัญญาก็ถูกทำลาย เมื่อสัญญาถูกทำลายแล้ว ของเก่าที่ไม่มีโอกาสมาปรุงแต่ง ก็ไม่มาทำให้เกิดความชอบหรือไม่ชอบ

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 19:20:37 น.] ( IP = 118.173.32.228 : : )


  สลักธรรม 4



คำถาม การที่เราทำอาชีพต่างๆนี้ ทำให้อกุศลเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย ถ้าเราจะละอาชีพการงานมาปฏิบัติวิปัสสนาเสียเลยจะดีกว่าหรือไม่

คำตอบ
ตอบว่าดีสุดยอดเลยลูก แต่จะทำได้หรือเปล่า แม้กระทั่งห้องกรรมฐานที่อ้อมน้อยของอภิธรรมมูลนิธิยังมีเข้าออกเลยลูก วิปัสสนาไม่มีเข้าไม่มีออก มีการขอเข้าวิปัสสนา ลาออกจากวิปัสสนา ไปลากันทำไมกับปัญญา เดี๋ยวลาไม่ให้มีปัญญา เดี๋ยวขอมีปัญญา วิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญา เกิดได้ทุกขณะจิต ปัญญานี้เกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ ต้องมีบาทคือสติ สติเกิดขึ้นเองตามลำพังได้ ดังนั้น ถ้าเราไม่อบรมหัดความสงบ คือมีสมาธิ ไม่รู้จักพื้นฐานของความสงบ สติก็เกิดขึ้นไม่ได้

นี่แหละเริ่มทำอย่างพ่อ ไม่ต้องออกจากงานด้วย เช้าตื่นขึ้นมาก็รู้ว่าตอนนี้กำลังไปทำงาน รู้สึกตัวสร้างสติให้มีกำลัง เหมือนลับมีดก่อน แล้วค่อยไปฟันกับเขาจึงจะชนะ หนีอะไรหนีไม่พ้นนะลูกนะ สุขทุกข์อยู่ที่ตน ไม่ว่าจะออกจากที่ทำงานแล้ว ไปอยู่ในป่าในเขา ถ้าเผื่อกิเลสไม่อนุญาตแล้ว ป่าเขาก็พัง

ในกรณีที่ลูกถามว่า จะเลิกจากอาชีพการงานเลยแล้วปฏิบัติอย่างเดียว พ่อก็ขออนุโมทนาด้วย ถ้าเราเลิกแล้วไม่เดือดร้อน คือ มีปัจจัย ๔ พออยู่ พอกิน มีอาหาร มีเงินไว้ซื้ออาหาร มีที่อยู่อาศัย มีเงินไว้ใช้ตอนเจ็บป่วย มีเครื่องนุ่งห่มพอประมาณ ทำได้เป็นดีที่สุด อนุโมทนาด้วย

แต่ถ้าเราออกมาแล้วต้องไปขอข้าวใคร ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน อย่าทำลูก เป็นทุกข์ จงทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก เมื่อพร้อมแล้วหลีก ละ ลด และเลิก ดีมาก แต่ก็ต้องทีละน้อยนะลูกนะ ไม่สนับสนุนให้ใครออก ถ้าออกแล้วต้องไปพึ่งคนอื่น อย่าเลยลูก แพ้ตัวเอง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 19:25:27 น.] ( IP = 118.173.32.228 : : )


  สลักธรรม 5



คำถาม มีญาติชราคนหนึ่งอายุ ๙๐ ปี ไปวัดก็มีแต่รักษาศีล ตั้งแต่อายุ ๔๐ แต่เรื่องการปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนาไม่รู้จัก วันหนึ่งๆเที่ยวบ่นคนโน้น ว่าคนนี้ ทำอย่างไรจะช่วยเขาได้ จะเอาธรรมะข้อใดให้เขารู้จักการปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนาบ้าง

คำตอบ
คิดจะช่วยเขา เราต้องมีพร้อม คนเรานี่มีจริตต่างกัน เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดแล้วหยุดแค่นั้น เช่น เรามีโอกาสก็บอกให้ฟังว่า บุญมีทั้งประกอบด้วยปัญญา และไม่ประกอบด้วยปัญญา บุญที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาหมายถึงบุญที่ทำตามประเพณี ทำตามกาละและเทศะ บวชตามประเพณีได้บุญจริง แต่ไม่มีปัญญา หรือวันนี้วันพระทำเสียหน่อย

ส่วนบุญที่ประกอบด้วยปัญญา เรียกว่ากัมมัสสกตาปัญญา รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักกาล รู้จักประมาณ รู้จักชุมชน รู้จักเลือกคบคน รู้จักไว้อยู่ตลอดเวลา รู้จักเสียสละนั่นเอง

เราบอกแล้วว่าคนชรา เราก็ต้องรู้สมรรถภาพว่าเสื่อมไหมลูก สมองเสื่อม เส้นเลือดตีบตันรับอะไรไม่ได้ หน้าที่ของเราคือส่งเสริมการทำดีนั้น เมื่อเขารับจากเราไม่ได้ เราก็อุดหนุนการทำดีนั้น เหมือนกับเราจะไปบอกใครเขาว่าทำอันนี้ซิดี เขาไม่ทำ เราต้องไม่โกรธ โกรธแปลว่าเราก็ยังทำไม่ได้ เราเป็นผู้ชี้แนะเท่านั้น

เหมือนเราเอาอาหารไปให้ เขามีหน้าที่เคี้ยวแล้วกลืนเอา เราอย่าไปวุ่นวายกับการเคี้ยวการกลืนของเขา เราต้องรู้ว่าคนเรานี้รับได้ไม่เหมือนกัน เอาให้ตัวเองดีพร้อม พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไป เราจะได้ไม่เจอคนชราประเภทนี้ หมดเรื่องเลย แต่เขาก็ทำดีอยู่ใช่ไหมลูก ก็อุดหนุนความดีที่เขาทำอยู่

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 19:30:12 น.] ( IP = 118.173.32.228 : : )


  สลักธรรม 6



คำถาม มีปัญหาเรื่องการทำสมาธิ บางสำนักว่าลืมตาก็ได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ลืมตาหรือหลับตากันแน่

คำตอบ
ขอตอบว่าเข้าใจผิด คำว่าสมาธิ คือจิตอันตั้งมั่นในอารมณ์นั้น ครูที่กำลังเขียนกระดานดำ หมอที่กำลังกรอฟัน กรอได้ไม่ผิดซี่ ต้องมีสมาธิเป็นฐาน เดิน ยืน นั่ง นอน เขียน อ่านหนังสือนิยายจบเรื่อง ก็มีสมาธิจดจ่อต่องานนั้น ฉะนั้น ที่มีการนั่งสมาธิ ขัดสมาธิ หลับตาเพื่อช่วยตัวเองปิดทวารไม่ให้ฟุ้งซ่าน เห็นอะไรแล้วมันยินดี แต่ถ้าเรามองอะไรแล้วมันมั่นคงกว่า ก็เลือกทำได้ ไม่จำเป็น

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 19:33:34 น.] ( IP = 118.173.32.228 : : )


  สลักธรรม 7



คำถาม ทำอย่างไรจะปล่อยวางกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาได้

คำตอบ
ไปไกลเลยนะ จะปล่อยวางกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ต้องรู้จัก ๓ ตัวนี้ก่อน

กามตัณหา คือความยินดีติดใจใจรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รูปสวย รสดี กลิ่นดี ตัณหาเป็นความต้องการ สร้างความทุกข์ให้ เราจะต้องมีความเข้าใจลึกซึ้งเข้าไป คือมีปัญญามาก แล้วตอนนั้นเห็นการเกิดดับของสภาวะ เหตุปัจจัย จะยกตัวอย่างอันเดียวคือรูป จะละรูปได้ต้องรู้จักเหตุปัจจัย รู้จักว่ารูปนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้

เห็นได้อย่างไร เห็นได้เพราะมีประสาทตาดี จะต้องมีแสงสว่าง มีรูปมากระทบ มีความตั้งใจดู และในภาวะนั้นมีการเกิดดับ จะเห็นความกระจัดกระจายอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นรูป ไม่มีความสวย ไม่มีความงาม นั่นละ ละได้ หรือไม่อย่างหยาบก็คือ เรารู้นะว่ารูป เราจะเริ่มหัดละ เช่น เขาชอบสีแดง สีเป็นรูป ทำอย่างไรล่ะ ถ้าเราทำจำเจซ้ำๆซากๆ แล้วเบื่อทั้งนั้น ลองใส่เสื้อสีแดงทุกวัน กลับบ้านปูที่นอนสีแดง เดินไปไหนติดสีแดงหมด จะได้คลายความชอบ ทำมันอยู่ซ้ำๆซากๆ

หรือไม่ หลงแม่บ้าน หลงพ่อบ้านว่าเป็นของของฉัน จูงมือกันมา นั่งจ้องกันซักชั่วโมงหนึ่ง ต่างคนต่างกระเจิงหมด เราจะละได้เราต้องเห็นมันชัดๆ ต้องพิสูจน์ลูก เรื่องกลิ่นก็เหมือนกัน น้ำหอมยี่ห้อนี้หอม ลูกนั่งดมมันตลอด นี่ละ อยากจะละได้ต้องทำแบบนี้

ภวตัณหา คือ ความยินดีติดใจในอัตภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ เช่น ยินดีกับความเป็นคน ยินดีกับความร่ำรวย ยินดีกับหน้าที่การงานที่ตัวเองมีอยู่

วิภวตัณหา คือ ความยินดีกับอุจเฉททิฏฐิ โดยคิดว่าทุกอย่างทำแล้วขาดสูญ มีมิจฉาทิฏฐิปกคลุมอยู่ตลอดเวลา จะต้องศึกษาให้เกิดปัญญา จึงจะเจาะเข้าไปเห็นว่า สิ่งที่สวยนั้นก็ไม่มี ดีก็ไม่มี เที่ยงก็ไม่มี ตัวตนรูปที่ตั้งอยู่ก็ไม่มี จึงจะกำจัดได้

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 19:40:26 น.] ( IP = 118.173.32.228 : : )


  สลักธรรม 8



คำถาม ในขณะที่กำลังขับรถอยู่กลางถนนควรจะกำหนดอย่างไรดี ต้องมองตรงไปข้างหน้า ขณะเดียวกันร่างกายรวมทั้งมือก็เคลื่อนไหวไปด้วย

คำตอบ
ในการขับรถควรกำหนดอย่างไร รูปอยู่ตรงไหน นามอยู่ตรงนั้น รูปขาอยู่ที่คันเร่ง นามต้องควบคุมคันเร่ง เพื่อไม่ให้มันกดหนักเกินไป หรือไม่ให้ถอนจากคันเร่งเครื่องดับใช่ไหมลูก

คำถาม
คือเหตุผลส่วนใหญ่หมายความว่า ต้องมีลักษณะการเคลื่อนไหวเพื่อให้รถวิ่งไป ต้องให้จิตคุมอยู่ที่คันเร่งหรือไม่

คำตอบ
ตาต้องทำงาน ดูให้มันทั่วๆ สตินั่นเองลูก รูปอยู่ตรงไหน นามอยู่ตรงนั้น นามต้องคอยควบคุม มิฉะนั้นมันจะผิดไป ถ้าเราฟุ้งซ่านเวลาขับไป เมื่อมีเหตุต้องเบรค เราลืมปลดเกียร์ว่าง เครื่องก็ดับ

คำถาม
ในขณะที่ขับรถไปเรื่อยๆ สติก็มีอยู่เพราะมันเป็นธรรมชาติ เป็นอัตโนมัติ คนที่ขับรถยนต์มักจะรู้ทันทีว่า ระยะไหนควรจะทำอย่างไร เวลาเราได้ยินเสียงวิทยุ กำหนดนามได้ยินเลยถูกหรือไม่

คำตอบ
ใช้รูปนามผิดที่ อยู่หลังพวงมาลัยมีแต่สติ ลูกออกจากบ้าน ลงบันไดให้ลงด้วยปัญญา อยู่บ้านอยู่ด้วยสติ อยู่บนรถก็อยู่ด้วยสติ ลงจากรถไปก็ปัญญาเหมือนกัน

ไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ นี่คือเครื่องช่วยให้เรารู้ว่า เราบอกว่ามันต้องฝึก ยากเหลือเกิน แล้วที่เป็นเก่งๆนี่ใครฝึกให้ขาดสติ ตัวเองใช่ไหมลูก เมื่อเรารู้ว่าที่ฝึกไว้มันไม่ดีเลย เราพักงานนี้ ฝึกของดีใหม่ ฝึกมากชินมาก จากน้อยหมุนไปหามาก เช่น วันนี้มีวิจิกิจฉาว่า จะฟังธรรมะดีหรืออยู่ดูกระจกดี ( หมายถึงโทรทัศน์ ) ให้อุบายลูกถามตัวเอง เมื่อลูกจะกระทำชั่วลูกก็เข้าข้างตัวเอง เมื่อลูกจะกระทำดี หยุดพักสักนิดแล้วถามตัวเองว่า “หลวงพ่อควรจะทำดีหรือไม่” พ่อไม่ไปตะโกนตอบหรอก แต่พ่อจะสอนให้ลูกเป็นคนคิด มันจะได้ตอบได้เอง อยู่ดูกระจกดีไหมหลวงพ่อ แล้วจะเข้าข้างตัวเองก็เข้าได้ ถ้าตัวเองตอบว่าดูกระจกดี ก็เอาคำของหลวงพ่อไปสอนบ้างถามว่า มันควรหรือไม่ ตอบได้ว่าตัณหาเอาไปกิน

หรือไม่ก็เดินไปที่รูปหลวงพ่อ อยู่ดูกระจกดีไหม ก็เอาสิ่งที่พ่อปฏิบัติชอบเอาไปตอบ มันจะได้ตอบให้ลูก แล้วลูกก็ทำตาม ไม่ใช่ถามแล้วไม่ทำก็แล้วกัน

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ธัญธร...นำมาฝาก [19 ธ.ค. 2551 , 19:52:07 น.] ( IP = 118.173.32.228 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org