| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สองฝั่งคลอง
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
หลังจากที่ทำวัตรเช้าสวดมนต์บทต่างๆ พร้อมทั้งการแผ่เมตตาจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้กล่าวสวัสดีทุกคนอีกครั้งแล้วนำสาระธรรมมาฝากทุกคนโดยเริ่มต้นว่า ..
"เป็นอย่างไรกันบ้างจากการหยุดไปหนึ่งสัปดาห์ที่แต่ละคนต่างก็ได้ไปใช้ชีวิตของตนเอง บางคนก็ไปทำธุระปะปัง บางคนก็ไปพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้มีพลังกลับมาสู้กับโลกต่อไป บางคนก็มารวมกันอยู่ที่มูลนิธินี้เพื่อมาทำความดีอันเป็นกิจวัตรประจำวันอาทิตย์ คือ สวดมนต์ไหว้พระ คุยธรรมะ และเรียนธรรมะคือได้เรียนเรื่องของปัจจัยอย่างเต็มที่เลย
และเราก็เรียนกันไปจนกระทั่งถึงเวลาประมาณบ่ายสองโมงก็พากันเดินทางไปพุทธมณฑลพร้อมทั้งมีเจตนาที่รู้ว่า เราจะไปเพื่ออะไร? ก็คือการไปให้อิสรภาพแก่สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย โดยได้ซื้อปลาไปปล่อยเป็นเงินจำนวน ๑๐,๘๐๐ บาท และอาหารสำหรับให้ปลาอีกประมาณ ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราได้ทำกุศลกันอย่างเต็มที่(อ่านกระทู้ที่นี่)
จากสัปดาห์นั้นมาจนถึงสัปดาห์นี้ ทุกคนก็ได้ใช้เวลาไปในกิจต่างๆ กันก็อยากจะถามว่า เหนื่อยกันไหมกับชีวิต? เหนื่อย การศึกษาเล่าเรียนเพื่อจะฝืนกับกิเลสนั้นยากไหม? ยาก
อย่างเช่นน้องคนหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากการไปเที่ยวสิงคโปร์ ก็จะเห็นว่า สิ่งที่เรายังไม่เคยเห็นนั้นสามารถดึงใจของเราไปได้จนทำให้ต้องเดินทางไป เพื่อให้ไปยินดีแล้วก็นำมาเทียบกับความไม่ยินดีที่มีมาในอดีต ซึ่งเป็นเรื่องราวระหว่างสิ่งที่ได้ไปเห็นใหม่กับของเก่าที่มีและนำไปเปรียบเทียบกัน จึงทำให้เราเกิดความพอใจหรือความไม่พอใจ สิ่งที่เราชอบ เราก็พอใจ สิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็ไม่พอใจ
ก็จะเห็นว่า กิเลสนั้นมีแรงดึงดูดมากมาย ฉะนั้น ในการทำความดีเราจึงต้องมีความพยายามสร้างแรงดึงดูดให้มากเพื่อจะได้ถอยออกมาจากกิเลสได้ การมาศึกษาเล่าเรียนในวันนี้หรือสัปดาห์หน้าที่มีหลายคนจะไปเข้าปฏิบัตินั้นย่อมเป็นเหมือนการทวนกระแส เช่นเดียวกับการเดินขึ้นบันไดที่ย่อมเหนื่อยกว่าการเดินลงบันไปแน่นอน
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ธ.ค. 2551 , 16:19:55 น.] ( IP = 58.9.101.203 : : )
สลักธรรม 2
การที่ฝืนใจหรือมีวิริยะสู้เพื่อการทำความดีนี้ก็ขอให้อย่าเหนื่อยเพราะว่า "ยามใดเหนื่อยอ่อนล้า เหมือนดังฆ่าตัวตาย" เราจึงต้องเตือนตนเองว่าเหนื่อยไม่ได้ เพราะเรากำลังเลือกอยู่ระหว่างสองฝั่งคลอง ที่เราอยู่ฝั่งนี้แล้วเราต้องการข้ามไปยังฝั่งพ้นทุกข์ เราไม่มีหน้าที่เรียกฝั่งให้มาหาเรา เพราะมันเป็นไปไม่ได้ แต่เรามีหน้าที่หาเรือหาแพแล้วก็รีบลงเรือถ่อแพเพื่อจะข้ามฝั่ง และในระหว่างที่ยังไปไม่ถึงแต่เราเมื่อยแล้วเราก็ต้องอดทน เพราะยามใดเหนื่อยอ่อนล้าเหมือนดังฆ่าตัวตาย
จึงขอให้มาทำจิตให้สงบสักพักเพื่อพิจารณาชีวิตสองฝั่งคลองของเรา เพราะขณะนี้ทุกคนก็ได้ชีวิตใหม่แล้วคือมีเส้นทางสายธรรม ที่ต่างจากคนอื่นอีกหลายคนในโลกนี้ที่มาปะปนกันอยู่เหมือนสายน้ำในลำคลอง เราก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในสังสารวัฏนั้น แต่พระนิพพานเท่านั้นที่เป็นจุดหมายในชีวิต แม้ในขณะนี้จิตใจของเราที่เดี๋ยวจะทำความดีแล้วเดี๋ยวก็วนไปอยู่กับกิเลส เราจึงต้องเริ่มทำความดีเพื่อไปสู่ธงชัยของชีวิตให้ได้
เพลงสองฝั่งคลอง
ชีวิตคนช่างมีหลากหลาย ดีชั่วมีมากมายปะปน
เปรียบสายน้ำในลำคลอง...เหมือนชีวิตคน ฉันก็คงเป็นหนึ่งในนั้น
ฝั่งนี้คือฝั่งเริ่มชีวิต จุดหมายคือสุดปลายความฝัน
อาจชนะหรือแพ้พ่าย...ร้ายก็เป็นกัน ฝันกันไปต่างๆ นานา
หากน้ำในคลอง...ดังหนึ่งการเริ่มต้น สายน้ำพาวน...วนสู่ห่วงปัญหา
รู้อย่างเดียว...คือตั้งใจฟันฝ่า ยากใดหยุดอ่อนล้า...เหมือนดังฆ่าตัวตาย
สุดท้ายคือขึ้นยังฝั่งนั้น ยังไม่รู้ว่ามันวันไหน
มีชีวิตก็ดิ้นรน...ค้นจนสิ้นใจ ชีวิตคนก็คล้าย...สองฝั่งคลอง
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ธ.ค. 2551 , 16:20:11 น.] ( IP = 58.9.101.203 : : )
สลักธรรม 3
ชีวิตคนก็เราก็คล้ายสองฝั่งคลอง เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยวจิตก็เป็นกุศล เดี๋ยวจิตก็ถูกอกุศลเข้าครอบงำ เดี๋ยวก็มีศรัทธาลากจิตของเราให้กลับมาเป็นคนดี อยากทำดี เดี๋ยวก็ถูกกิเลสลากไป เรือชีวิตของเราจึงวนเวียนอยู่ ไม่สามารถขึ้นฝั่งที่เราต้องการได้ ไม่มีอะไรมารับรองได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราในวันหน้า ปีหน้า และปีต่อๆ ไป คนที่อยู่ใกล้ตัวเรา คนที่เรารักเคารพก็ไม่สามารถมีอะไรมาประกันได้เลย หรือไม่มีคำทำนายที่มั่นใจได้เลยว่า เขาจะอยู่กับเราอย่างมีสวัสดิภาพ เขาจะดีกับเราหรือเราจะดีกับเขาได้อย่างถาวร
แต่สิ่งที่แน่นอนคือ เราไม่ตายจากเขา เขาก็ตายจากเรา หรือต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง เพราะกิเลสของแต่ละคนต่างกัน อารมณ์ของแต่ละคนก็ต่างกัน ความพอใจกับความไม่พอใจจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับชีวิต ซึ่งเป็นอย่างนี้มานานเหลือเกินแล้ว ยามที่เราได้รับความถูกใจเราก็ชื่นชมยินดี ยามที่เราได้รับความไม่ถูกใจเราก็ไม่ชื่นชมยินดี
ฉะนั้น ใครเล่าจะยินดีกับเราทำให้เราพอใจเสมอไปได้ และเราจะพึงใครสักคนได้..ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว เพราะขึ้นชื่อว่าคนก็ย่อมมีกิเลสเจือปนอยู่ในจิตใจ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้พึ่งใครเลยแต่สอนให้พึ่งธรรม เพราะธรรมเท่านั้นเป็นที่พึ่งเป็นสรณะอันประเสริฐ
การที่เราก้าวถึงธรรมได้ หรือนำธรรมมาใช้ มีหลักการปฏิบัติชีวิตที่ดี เราจึงจะพาชีวิตไปในทางที่ดีได้ เราจึงต้องอดทนต่อสู้กับอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์ที่เป็นโทสะหรืออารมณ์โกรธ ที่จะมาถามว่า โกรธอะไร? ซึ่งได้เขียนไว้บนกระดานว่า ..
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ธ.ค. 2551 , 16:20:27 น.] ( IP = 58.9.101.203 : : )
สลักธรรม 4
โกรธอะไร?
อารมณ์ของใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเฝ้าตรวจดู และระมัดระวังอย่าให้ทำตามอำเภอใจมากจนเกินงาม
เพราะการสนองตอบอารมณ์ตนอย่างไร้สติแล้ว ย่อมมีผลร้ายแก่ตนเองแน่นอน ผลนั้นคือบาป
อย่าลืมว่า กิเลสทุกกอง ไม่ว่าโลภ โกรธหรือหลงนั่นก็คือบาปทั้งสิ้น
ยิ่งถ้าเราขาดการไตร่ตรองตนแล้วอารมณ์อันได้แก่สิ่งที่เข้ามากระทบใจก่อเกิดความโกรธได้ง่ายๆ ด้วยเพราะอารมณ์นั้นไม่ตรงกับความปรารถนา
อดีต คือ สิ่งที่ผ่านไปแล้วดับไปหมด แต่ด้วยเพราะการเชื่อมโยงอดีตให้เกิดขึ้นมาตัดสินที่ปัจจุบันนั่นเอง เราจึงไม่ได้อิสระแต่กลับได้ความไม่พอใจไม่ถูกใจ
จนบางครั้งไม่เปิดโอกาสให้ความดีคือ กุศลเกิดขึ้นได้เลย เพราะมัวหมกมุ่นกับเรื่องเก่าๆ และการรีบด่วนตัดสินอย่างขาดสติและไร้ปัญญา
คิดให้ดี ..ว่าเราอาศัยอะไรไปโกรธ เพราะความโกรธมีแต่โทษไม่มีคุณเลย
และจงอย่าลืมว่า..ไม่มีใครพูด ใครทำให้เราโกรธ เราโกรธเองทั้งนั้น
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ธ.ค. 2551 , 16:20:42 น.] ( IP = 58.9.101.203 : : )
สลักธรรม 5
อย่าลืมว่า กิเลสทุกกอง ไม่ว่าโลภ หรือโกรธ หรือหลง ต่างก็คือบาปทั้งสิ้น เพราะเป็นกองของอกุศลจิต ๑๒ ซึ่งให้ผลที่น่ากลัวมาก จึงควรหมั่นเตือนตนเองว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบาป และเป็นบาปที่ให้ผลไม่ดีทั้งสิ้น เช่นการฆ่าสัตว์เป็นต้น ที่มีผลให้ทุพพลภาพ ...
และอกุศลกรรมบถ ๑๐ ข้อต่าง ๆ ก็ล้วนให้ผลไม่ดีทั้งสิ้น ถ้าหากเราไม่คอยสำรวจตรวจดูตนเองว่า สิ่งเหล่านั้นคืออะไร ให้ผลอย่างไร
อารมณ์อันได้แก่สิ่งที่เข้ามากระทบ คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ และธัมมารมณ์ ก็จะก่อให้เกิดความโกรธได้ง่าย เพราะจะเห็นว่าเขาทำไม่ถูกใจเรา หรือบางทีเราทักแต่เขาไม่เห็นเรา ...เราก็โกรธแล้ว
แต่เราไม่เคยสังเกตไม่มีความละเอียดลออพอไม่มีความประณีตใจพอ เราก็เลยโกรธได้ง่ายๆ หรือเราไปยืนซื้อกับข้าวอยู่แล้วมีคนมาแซงปุ๊บนี่..เขาก็ไม่ได้ตั้งใจทำให้เราโกรธแต่เราโกรธเอง ความโกรธความฉุนเฉียวนี่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลย เราจึงต้องคอยสังเกตว่า ทำไมเราจึงโกรธ ก็เพราะอารมณ์นั้นไม่ตรงกับความปรารถนานั่นเอง
บางครั้งเขาเคยทำสิ่งที่ไม่ถูกใจเราในอดีต เขาพูดไม่ถูกหูเราในอดีต เขาแสดงอาการไม่ดีกับเราในอดีต ..เราต้องรู้ว่า อดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ดับไปหมดแล้ว แต่เป็นเพราะการเชื่อมโยงเรื่องในอดีตมาตัดสินที่ปัจจุบัน เราจึงโกรธได้น้าน..นาน ยิ่งกว่าโปรโมชั่นซิมมือถือยี่ห้อใด ๆ แต่เป็นซิมที่ไม่แฮปปี้เลย
การโกรธกันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี ความไม่พอใจกันก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี ...ทำให้เราไม่มีอิสรภาพเพราะเรากักขังอารมณ์ความโกรธเอาไว้ ทำให้มีข้อมูลแห่งความโกรธ พอได้เห็นปุ๊บก็มีของเก่าออกมาตีเทียบแล้วก็โกรธอยู่นั่นแหละ เราจึงไม่ได้อิสระแต่กลับได้ความไม่พอใจไม่ถูกใจเข้ามาแทน และไม่มีกุศลเกิดขึ้นเลย
จึงต้องคิดให้ดีว่า ไม่มีใครพูดให้เราโกรธ ..เราโกรธเอง และก็ใกล้จะขึ้นศักราชใหม่แล้ว จึงพยายามเหลือเกินที่จะเป็นน้ำประสานทองให้กับทุกคน ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาและเมื่อวานนี้ต้องบอกว่า มีความรู้สึกดีใจจนน้ำตาไหล ที่ได้ทำของขวัญส่งท้ายปีเก่ามอบให้หลวงพ่อได้แล้ว ก็ขอเล่าเรื่องย่อๆ ว่า
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ธ.ค. 2551 , 16:21:01 น.] ( IP = 58.9.101.203 : : )
สลักธรรม 6
สัปดาห์ที่ผ่านมาคุณแม่ของลูกศิษย์คนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ซึ่งในระหว่างรอฤกษ์เคลื่อนศพออกจาโรงพยาบาลอยู่นั้นเขาก็ได้มาที่มูลนิธิเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับความฟุ้งซ่านหรือเรื่องที่เป็นอกุศล เขาก็มานั่งเรียนอยู่ในห้องนี้ด้วยซึ่งตัวเองก็รู้ว่า งานศพนั้นต้องใช้เงินมากและลูกศิษย์คนนี้ก็เป็นเพียงคนเดียวที่มีงานทำแล้วส่งเสียเลี้ยงทุกคนในครอบครัวทั้งพ่อแม่พี่ชายพี่สาวและหลาน
โดยให้เงินเดือนทางบ้านมาสม่ำเสมอเดือนละหลายหมื่นบาท แม้ในขณะที่ว่างงานบางช่วงก็ยังส่งเสียทางบ้านไม่ขาดโดยนำเงินเก็บของตนเองออกมาให้
เมื่อได้ทราบเรื่องที่แม่เขาเสียชีวิตแล้ว จึงได้มอบเงินส่วนตัวให้เขาไป ๕,๐๐๐ บาทเพื่อร่วมทำบุญด้วยเพราะรู้ว่าเขาลำบาก และก็มีลูกศิษย์อีกคนหนึ่งที่ได้ทราบเรื่องของเขามาตลอดก็ได้ร่วมทำบุญในทันทีด้วยอีก ๓,๐๐๐ บาท เมื่อมอบเงินให้เขาแล้วก็ได้บอกกับทุกคนว่า ..
"หลวงพ่อท่านสอนเสมอว่า คำว่ามีเพื่อนนั้น ก็มีทั้งเพื่อนดี เพื่อนไม่ดี เพื่อนที่อิจฉาริษยา เพื่อนกิน เพื่อนตาย เพื่อนจึงมีหลายชนิด แต่ยามใดที่เขาคนนั้นได้รับทุกข์ไม่ว่าจะเป็นทุกข์กายหรือทุกข์ใจคือมีวิบากไม่ดี เราอย่ามองคนนั้นแค่เพื่อน เราอย่าทำตนเองแค่เพื่อน แต่จงทำตนเองเป็นกัลยาณมิตร เพราะกัลยาณมิตรนั้นสูงค่ายิ่งกว่าเพื่อนเพราะเป็นผู้ที่หวังดี มีมองดี คิดดี และให้สิ่งดี เมื่อทำตนเองเป็นกัลยาณมิตรแล้วจิตก็จะตื่นจากความเศร้าหมอง ความขุ่นเคืองที่เคยมี แล้วก็จะหยิบยื่นให้ด้วยเมตตาและกรุณาได้ ..บุญก็จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล "
คำพูดนี้ก็ได้พูดดังๆ ให้ทุกคนในห้องได้ยินกันทั่ว ทำให้เกิดการช่วยเหลือกันเกิดขึ้น และด้วยคำพูดนี้ก็สามารถทำให้ลูกศิษย์คนนี้ได้รับในสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะได้รับมาด้วยคือการช่วยเหลือจากคนบางคนที่ไม่คิดจะพูดกันแล้ว เพราะมีเรื่องที่มีอดีตเหตุที่ไม่ดีมาด้วยกัน จนต่างคนก็ต่างไม่มองหน้ากัน
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ธ.ค. 2551 , 16:21:17 น.] ( IP = 58.9.101.203 : : )
สลักธรรม 7
สัปดาห์ที่แล้วจึงได้ทำให้คนที่ไม่คิดจะพูดกันได้มีโอกาสหยิบเงินมาช่วยเหลือกันได้ ก็เกิดความรู้สึกตื้นตันใจ ว่าสิ่งที่ได้พูดไปนั้นสามารถไปเปิดช่องแคบนั้นให้น้ำใจสามารถไหลเข้าไปได้ ก็ได้นำกุศลนี้ไปถวายหลวงพ่อเมื่อสัปดาห์ก่อน
หลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วจนมาถึงเมื่อวานนี้ ก็ได้บอกลูกศิษย์คนนี้ในระหว่างที่ทานอาหารว่า ขอนะ..เดินไปสวัสดีพี่เขาเสีย ไปทักเขาว่าสวัสดีค่ะ งานของคุณแม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ... ก็ให้เขาไปพูดเท่านี้ก่อนเพื่อพ่อของเราคือหลวงพ่อ เขาก็พยักหน้าแล้วก็เดินไปทัก ซึ่งได้เหลือบไปมองก็เห็นว่าเขาพูดกันแล้ว บอกตามตรงว่า ตอนนั้นข้าวไม่อร่อยหรอก แต่สิ่งที่ได้ทำนั้นอร่อย
ก็เลยนึกถึงหลวงพ่อว่า ลูกได้ทำให้หลวงพ่อส่งท้ายไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่วนของขวัญชิ้นนี้ลูกขอต้อนรับปีใหม่ให้หลวงพ่อ ..ก็ได้ทำสิ่งเหล่านี้ไป และได้รู้สึกปลื้มใจที่ได้สร้างทางให้แก่ชีวิตบางคนให้ได้รับน้ำดีๆ ไหลเข้าไป แต่ถ้าหากปิดไว้ก็จะกักเก็บไว้แต่น้ำขุ่นและไม่มีทางระบาย
เมื่อคืนลูกศิษย์คนนี้ก็ได้ไปนอนที่บ้าน ก็มีโอกาสคุยกับเขาแล้วบอกเขาว่า การที่เราทำก่อนคือไปพูดก่อนนั้น ก็เหมือนกับการทำลายกระจกที่กั้นให้ไปไม่ถึงกัน ทำให้เกิดความโล่งมีความปลอดภัยแล้วเพราะเราหมดกระจกนั้นแล้ว แต่ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่เราได้ทำลายเครื่องกีดขวางใจให้หมดลงแล้ว
นี่แหละ จึงได้มาถามว่า โกรธอะไร? โกรธอดีตหรือ และจะโกรธไปทำไม เพราะไม่มีอะไรจะน่าโกรธเลย แต่เราควรจะทำความดี ดังที่มีบทกลอนมาฝากว่า
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 16:21:31 น.] ( IP = 58.9.101.203 : : )
สลักธรรม 8
โกรธอะไรมีใครขัดใจเล่า.........................คำพูดเขาเสียดแทงแสลงใช่ไหม หรือเขาทำกับเราโหดร้ายไป.....................โกรธอะไร โกรธใคร คิดให้ดี
อย่าโทษว่าวาจาเขาทำร้าย.......................จงผ่อนคลายโทสามาสุขศรี อย่าไปโทษการกระทำที่เขามี.................. จงมองให้ดีดีก่อนโกรธใคร
หากใจเราไม่มีตะกอนขุ่น.........................เขาเอาไม้มาหมุนวนเคลื่อนไหว ต่อให้เขาแกว่งไม้จนตายไป......................ใจของเราก็ใสไม่ขุ่นมัว
แต่เพราะใจของเรามีตะกอน................... ที่หนาแน่นถมซ้อนไปจนทั่ว ทั้งเรื่องรสนิยม ความถือตัว......................จึงขุ่นมัวง่ายดายเมื่อใครกวน
เรามีตนเป็นใหญ่ไปตัดสิน........................โทสะฟุ้งใจสิ้นเข้าโต้สวน เกิดปัญหาขัดแย้งเป็นขบวน......................ตามตีรวนไม่เลิกราน่าเศร้าใจ
บางครั้งเขาพูดทำดีมีเหตุผล....................แต่ตะกอนอกุศลเราเคลื่อนไหว หงุดหงิดเขาโทษเขาอยู่ร่ำไป...................ไม่เคยโทษว่าใจมีตะกอน
บางครั้งเขาหมายถึงใครก็ไม่รู้..................เราไปตู่ "เขาว่าเรา" เฝ้าทอดถอน จึงเมินหมางห่างสัมพันธ์มุ่งบั่นรอน............น้อยใจจรจากมิตรคิดโกรธเคือง
ตรวจสอบตนเสียก่อนจะโกรธใคร............ กิเลสเราใช่ไหมที่ฟูเฟื่อง ขาดเมตตาใช่ไหมจึงขุ่นเคือง..................เพราะถือตนจึงมีเรื่องใช่ไหมเอย
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ธ.ค. 2551 , 16:21:47 น.] ( IP = 58.9.101.203 : : )
สลักธรรม 9
ฉะนั้น อย่าไปโกรธอะไร เพราะอย่าลืมว่า ความโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ดี รักกันไว้เถิด รักกันเหมือนดี่ ดีกันเหมือนน้อง แล้วก็ประคองพากันไปทำความดีต่อไป ..นั่นคือหน้าที่ของเรา เพราะเราอยู่ด้วยกันไม่นานหรอก
สัปดาห์ที่แล้วเราได้ไปปล่อยปลากันมา แล้วเราได้มีเป้าหมายที่จะให้อาหารปลากันด้วยความประณีตเพราะเราบอกกับปลาว่า " นี่เธอ..ฉันเอาอาหารมาให้เธอนะ" ไม่ใช้โยนโครมๆ ลงไป เราควรทำทุกอย่างให้มีจังหวะและลีลา เพราะทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น
และปกติแล้วเราไม่เคยใช้คำเพราะๆ เรียกสัตว์เดรัจฉาน หากไม่มีการรวมกลุ่มกันหรือการนำที่ดี เราก็จะเรียกสัตว์ว่า หมาตัวนั้น พวกมันทำอย่างนี้ ในวันนั้นปลาก็สดชื่นเราก็สดชื่นเพราะเรามีความพร้อมใจกันบอกว่า "นี่เธอ เราเอาอาหารมาให้เธอกันนะ"
และเมื่อกลับมาที่มูลนิธิแล้ว หลายคนก็ติดกับคำว่า นี่เธอ... เป็นที่สนุกสนาน
ปีหน้าจะมาถึงอีกแล้ว ก็เป็นสัญญาณบอกว่า ชีวิตของเราเหลือน้อยลงทุกที บางคนอยู่ไม่ถึงหกปีก็ต้องตาย หลายคนก็อยู่ไม่ถึงสิบปีก็ต้องตายไปด้วยโรคภัยต่างๆ เราฟังแล้วก็น่าตกใจ แต่เราเรียนธรรมะแล้วก็เอาความตกใจนี้มาเตรียมความพร้อมเพื่อจะจากภพนี้ไปกันดีกว่า เพราะเราจะต้องเดินทางไปอีกที่นึงแล้ว
ซึ่งในที่นั้นเราได้ซื้อที่ดินไว้หรือยัง? เราปลูกบ้านไว้หรือยัง ? บุญเท่านั้นที่จะเป็นเสบียง เป็นเครื่องประดิษฐ์ทุกๆ อย่างไว้ให้เราในชาติหน้า
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ธ.ค. 2551 , 16:22:03 น.] ( IP = 58.9.101.203 : : )
สลักธรรม 10
ต้องบอกว่าได้มีความตั้งใจมาตั้งแต่อดีตที่อธิษฐานว่า เจ้าประคุณ! ขอให้ได้เป็นกษัตริย์สักชาติหนึ่งในสมัยที่พระพุทธศาสนากำลังรุ่งเรืองมีการเผยแผ่พระธรรมอย่างเฟื่องฟู และเป็นลูกกษัตริย์ที่มีพ่อทรงทศพิธราชธรรม มีปุโรหิตที่เก่งพระอภิธรรมมาเป็นผู้สอน ...เหมือนจะเป็นลิเกเลยนะที่มีทั้งเสด็จพ่อซึ่งตอนนี้นึกถึงท่านอาจารย์บุญมี และก็มีทั้งปุโรหิตซึ่งนึกถึงหลวงพ่อแสวง ...แต่นี่เป็นการวางโปรแกรมชีวิตเอง เพราะไม่มีใครทำให้เราได้ถ้าเราไม่ช่วยตนเอง
จึงได้วางโปรแกรมตนเองไว้เช่นนี้ โดยขอให้เป็นลูกชายคนเดียวที่อาจจะมีน้องเป็นผู้หญิงเพื่อไม่ต้องแย่งชิงตำแหน่งกัน แล้วก็ตั้งใจว่า ในสมัยนั้นจะต้องให้มีครูสอนพระอภิธรรมเพื่อให้เด็กเจริญเติบโตอย่างผู้มีปัญญา นี่คือคำอธิษฐานประการที่หนึ่ง
คำอธิษฐานอย่างที่สองก็คือ ด้วยบารมีที่ข้าพเจ้าได้กระทำอยู่ทุกวันนี้คือทานบารมี ขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวยเหมือนอนาถบิณฑกเศรษฐีเพราะมุ่งหมายที่จะเอาเงินที่ตนเองมีนี้ไปซื้อทองคำมาตีเป็นแผ่นปูลาดลงบนแผ่นดินเพื่อสร้างที่ประทับให้แด่พระพุทธเจ้า ...เพราะสร้างอะไรมามากแล้ว จึงอยากทำให้พระพุทธเจ้าอย่างเต็มที่ ..นี่คือประการที่สอง
คำอธิษฐานอย่างที่สามคือ ขอให้อาจิณกรรมของข้าพเจ้าและอุปนิสัยที่ค่อนข้างเกรงใจคนไม่กล้าทำร้ายน้ำใจใคร ใครอยากจะให้อะไรก็จะรับไว้เพราะไม่กล้าปฏิเสธ และการที่ช่างเอาใจคนซึ่งในอดีตที่ผ่านมาก็คอยดูแลเอาใจใส่ เช่น ท่านอาจารย์บุญมีเป็นอย่างดี ขับรถไปรับไปส่ง ดูแลเช็ดแว่นตาให้ท่าน ดูแลเรื่องอาหารต่าง และเมื่อท่านจากไปแล้วก็ดูแลหลวงพ่อแสวงเป็นอย่างดี ไปล้างห้องน้ำขัดส้วม ปัดฝุ่นห้องพัก ทำความสะอาดแผล ชำระอุจจาระปัสสาวะในยามที่ท่านป่วยหนักซึ่งไม่เคยทำเช่นนี้ให้ใครมาก่อนเลย ไปคอยดูแลท่านตั้งแต่อาการท่านทรุดหนัก ช่วงโคม่าก็คอยสวดมนต์บทพุทธมงคลคาถาบอกท่านอยู่ถึง ๑๔ วัน จนกระทั่งไฟธาตุที่ขาเริ่มแตกก็ยังอยู่ดูแลจนลมหายใจของท่านหยุดลง
ด้วยอุปนิสัยและการเอาใจใส่นี้ขอให้ข้าพเจ้ามีอุปนิสัยเหมือนพระอานนท์ เพราะพระอานนท์เป็นผู้มีอุปนิสัยอุปัฐากพระพุทธเจ้า และก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้คิดตรงนี้ก็เพราะว่าไม่ขอมีอุปนิสัยอย่างพระสารีบุตรเพราะท่านต้องเรียนรู้เองคิดเองจนแตกฉานจากคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นร้อนนัยพันนัย แต่สำหรับพระอานนท์นั้นแม้จะอยู่ที่กุฏิแต่เมื่อพระพุทธเจ้าไปเทศน์ที่ไหนก็แล้วแต่ก็จะต้องกลับมาบอก ..นี่จึงเป็นความต่างกัน และก็ปรารถนาที่จะได้ฟังสบายแบบพระอานนท์มากกว่า แต่เจตนาที่สำคัญก็คือ อยากดูแลผู้ที่มีพระคุณผู้ที่เป็นธงชัย
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ธ.ค. 2551 , 16:22:19 น.] ( IP = 58.9.101.203 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |