| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒ (ตอนที่ ๕)
![]()
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒
( วิปัสสนา เล่ม ๔ )
ของ หลวงพ่อเสือ
ตอนที่ผ่านมา
คำถาม สมมุติว่าที่นี่เป็นห้องปฏิบัติวิปัสสนา ไม่เคยเรียนมาเลย จะต้องเริ่มเรียนปฏิบัติเป็นขั้นๆไปจนถึงวิปัสสนาหรือไม่
คำตอบ ขอตอบว่าวิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญา เป็นชื่อเรียกปัญญาแค่นั้นเอง ปัญญาได้มาจากไหนเล่า จากการศึกษาเล่าเรียน ปัญญามี ๓ ระดับ คือ
๑. สุตามยปัญญา ได้จากการฟัง ฟังแล้วเข้าใจ
๒. จินตามยปัญญา ได้จากการนึกคิดทบทวนในความเข้าใจนั้น
๓. ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่ได้ผลมาแล้วคือ ปฏิเวธ
ที่สอนตั้งแต่เช้า (๑๐.๐๐ น.) จนตอนนี้อีก ๒๐ นาทีบ่ายโมงแล้ว นั่นคือเริ่มปฏิบัติจนจบแล้ว ไม่ยากเลย แต่ถ้าลูกจะเรียนให้แตกฉานทุกแง่ทุกมุม ตั้งแต่ปริจเฉทที่ ๑ ถึง ๙ อาจารย์บุญมีท่านสอนละเอียดมาก
แต่คราวนี้ถามตัวเองว่า เราต้องการพ้นทุกข์โดยปฏิบัติถูกต้องไปเลยหรือไม่ เรามีเวลาพอหรือไม่ในชีวิตนี้ ถ้าพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติก็ลงมือเลย เพราะอะไร จะทำเพื่ออะไร วิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญา เพื่อจุดมุ่งหมายพระนิพพาน ปฏิบัติอยู่ในศีล อยู่ในสมาธิ อยู่ในการคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินทุกขณะจิต มีไหมลูก ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นมรรคอันมีองค์ ๘ เดินทางสู่ความทุกข์ ไม่ยากเลย
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 21:36:11 น.] ( IP = 118.173.42.72 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
คำถาม ทำอย่างไรจะเดินตามทางมรรค ๘ ให้ถึงมรรคผล นิพพาน ได้โดยเร็ว
คำตอบ จะสอนทางด้านโลกุตตระนะลูก เอาเที่ยวเดียว ถ้าลูกทำได้ตามที่พ่อพูด มรรค ๘ ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา
ประกอบด้วยสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะเป็นศีล
สัมมาสติ สัมมาวายามะ สัมมาสมาธิเป็นสมาธิ
สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะเป็นปัญญา
ให้ลูกเริ่มต้นทำตัวให้มีศีล ฝึกจิตให้สงบ แล้วมาฟังธรรมะเพื่อให้เกิดปัญญา เอาปัญญากลับไปควบคุมจิต กลับไปควบคุมศีล เพราะจะมีปัญญาได้จะต้องมีศีลสงเคราะห์ สมาธิสงเคราะห์ ให้มีการกระทำใช่ไหม มันเป็นที่พึ่งของกันและกัน ถ้าถามว่าเร็วไหม เร็ว ไปเร็วก็มี ทำไมจะทำไม่ได้
สัมมาวาจา เจรจาชอบ เรามาดูคำพูดต้องออกจากปากใช่ไหมลูก ในชีวิตปากมีไว้เพื่อกินข้าว เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ สัมมาวาจาคือ ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด จะพูดก็ต่อเมื่อมีความจำเป็น มีสติในการพูด เว้นโลภ เว้นโกรธ เว้นหลง จึงจะเป็นสัมมาวาจาที่ควบคุมด้วยสติอันมหาศาล
สัมมากัมมันตะ การงานชอบ การงานในที่นี้เป็นการงานของชีวิต ชีวิตคือรูปกับนาม มีสติเข้าควบคุมระหว่างรูปนาม โดยมิให้เผลอไปจากนามรูป ไม่ว่าจะเดิน จะยืน จะก้ม จะเงย จะเหยียด จะคู้ จะเปลี่ยนอิริยาบถ ต้องทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ ไมใช่ทำเพื่อแก้อยาก เว้นโลภ เว้นโกรธ เว้นหลง ต้องมีสติอันเป็นมหาสติควบคุม จึงจะทำอย่างนี้ได้ตลอดทุกขณะจิต
สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ ชีวิตอยู่ได้เนื่องด้วยปัจจัย ๔ เท่านั้นเอง เราออกไปทำงานได้เงิน เงินต้องซื้อข้าว เป็นเหตุเท่านั้นเอง แต่ผลอยู่ตรงไหน อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เว้นอาศัยปัจจัย ๔ ด้วยตัณหาและอวิชชาทุกขณะจิต
สัมมาสติ ระลึกชอบ ระลึกรู้สึกตัวไม่เผลอไปจากนามรูป
สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ เพียรสร้างสติให้เกิดขึ้นตรงฐานความจริง คือ กาย เวทนา จิต และธรรม
สัมมาสมาธิ ตั้งมั่นชอบ ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ไม่เลยไปในอดีต อนาคต
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ คือเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้
สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ความดำริออกจากความใคร่ในกามคุณ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งไร้สาระ ไร้แก่นสาร ไม่มีประโยชน์แท้ มีแต่ประโยชน์เทียม
จึงบำเพ็ญตนอยู่ในมรรคทั้ง ๘ ข้อ โดยมีมหาสติปัฏฐานเป็นตัวกำหนดสติ เจริญสู่มรรคผลนิพพาน ได้แล้ว เร็ว อย่างเร็วก็มี แต่ทำยาก
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 21:51:28 น.] ( IP = 118.173.42.72 : : )
สลักธรรม 2
คำถาม ที่หลวงพ่อพูดถึงมรรค ๘ ทางโลกุตตระนั้น มีข้อสงสัยอยู่ข้อหนึ่งคือ สัมมาอาชีวะ ที่ว่าอาศัยแค่ปัจจัย ๔ เมื่อบุคคลผู้นั้นกลับไปในโลกียะ เพียรที่จะสร้างศีล สมาธิ ปัญญา มีปัจจุบันอารมณ์อยู่ทุกขณะจิต อาชีพที่จะเลี้ยงชีพนี้จะเลี้ยงอย่างไร
คำตอบ เว้นจากมิจฉาชีพใช่ไหมลูก ทางด้านโลกียะก็มีการออกไปทำงานเลี้ยงชีวิต กินอาหารต้องเว้นจากการฆ่า ไม่ฆ่าสัตว์มาเลี้ยงชีวิต กินเพื่อแก้ทุกข์ ถ้าไปทำงานก็ไม่ไปค้าระเบิด ค้าอาวุธ เพื่อให้เกิดการประหัตประหารกัน
คำถาม หมายความว่าผู้ปฏิบัติตามโลกุตตระก็จะประกอบสัมมาอาชีพได้เหมือนกันหรือ
คำตอบ ได้ลูก แต่ไม่ข้องในมิจฉาชีพและไม่ข้องในตัณหา
คำถาม การประกอบอาชีพ ถ้าไม่มีตัณหารู้สึกว่าจะหาอาชีพนั้นไม่พบ
คำตอบ ยกตัวอย่างมาซิ
คำถาม อาชีพอะไรก็ตาม เราทุกคนขณะนี้ทำไปเพื่อหาเงินรายได้ไม่ใช่หรือ จึงมีตัณหา
คำตอบ ทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ทำเพื่อแก้อยาก ไม่ข้องในตัณหาเลยถ้าไม่แก้อยาก เพราะอะไร ชีวิตอยู่ได้ต้องมีปัจจัย ๔ อยู่ดีๆปัจจัย ๔ จะลอยมาหาเราไม่ได้ ต้องมีการกระทำ คือกรรม กรรมเป็นพื้นฐาน มีความชำนาญเร่งเร้า เช่น ค้าขายส่งออก ขายผ้า เราก็ต้องรู้ว่าขายไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรทำให้เกิดการขายนั้น ขายนั้นมันดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ
เอ้า ขายเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงชีวิต เพราะรู้ว่าถ้าไม่มี ชีวิตต้องตาย ไม่มีเงินมาซื้อข้าวต้องตาย ไม่มีเงินซื้อยาต้องตาย ไม่มีเงินซื้อเครื่องนุ่งห่มต้องตาย ขาดปัจจัย ๔ ทำให้ตายได้ ร้อนจัดๆแดดเผาทั้งตัวตายไหม หนาวจัดๆตายไหม ฉะนั้น เครื่องนุ่งห่มสำคัญไหม ยารักษาโรคสำคัญเหมือนกัน ที่อยู่อาศัย ถ้าไปนอนกลางถนนรถก็ทับเอา นอนใต้ต้นมะพร้าว มะพร้าวตกลงมาบนหัวก็ตาย จึงต้องมีปัจจัย ๔ ขายผ้าเพื่อให้ได้เงินมาซื้อปัจจัย ๔
มีตัวการอะไรทำให้เกิดการขายนั้น วิริยะในทางที่ชอบ เพราะว่าอะไร ไม่มีใครทำอะไรแทนใครได้ ตนย่อมเป็นที่พึ่งของตน จึงต้องทำมาหากิน มีปัญญาเข้าร่วมว่าไม่มีใครหยิบยื่นอะไรให้ใครได้ ขายนั้นดีหรือชั่ว ถ้าขายผ้าก็ดี ขายอาวุธก็ชั่ว ให้ผลอย่างไร คือ ไม่เดือดร้อนใจ ไม่ต้องดิ้นรนพึ่งคนอื่น เป็นตัวของตัวเอง ใครได้รับ ฉันได้รับ ไม่เนื่องด้วยตัณหาแล้ว มันก็ละออกได้
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 22:00:33 น.] ( IP = 118.173.42.72 : : )
สลักธรรม 3
คำถาม ขอความกรุณาอธิบาย อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง
คำตอบ ปด แปลว่าไม่จริง อดีตก็คือเรื่องไม่จริง เช่นพูดปด อนาคตคือความฝัน ฝันเป็นจริงไหม ปดอีกแล้ว ปัจจุบัน คือ ความจริง หิวเมื่อวานนี้ได้ไหม มันต้องหิวที่ปัจจุบัน โกรธต้องโกรธที่ปัจจุบัน ไม่โกรธต้องไม่โกรธที่ปัจจุบันเหมือนกัน ความฝันก็ยังไม่มี ความฝันเปรียบเหมือนเราดูกระจก (โทรทัศน์) พอปิดเครื่องรับแล้วมันมีภาพต่อไหมล่ะ ก็เหมือนเราตื่นขึ้นมา มันมีภาพฝันต่อไหม ไตรลักษณ์น่ะลูก พ่อพยายามทำอะไรให้เข้ากันเป็นไตรลักษณ์เสมอ ย้ำตัวเองไม่ให้เผลอไปจากความจริง
คำถาม ที่พูดกันว่าจิตว่างนั้น ว่างจริงหรือไม่
คำตอบ จิตมีหน้าที่รับรู้อารมณ์ จิตว่างจึงไม่มี แต่ถ้าบอกว่าจิตตอนนั้นว่างจากกิเลส เพราะมีเหตุของกุศลเข้าแทน ก็อาจจะใช้ได้ ต้องพูดให้จบ
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 22:05:02 น.] ( IP = 118.173.42.72 : : )
สลักธรรม 4
คำถาม พระพุทธองค์ตรัสสอนพระโมคคัลลานะว่า ดูกร โมคคัลลานะ เธอจงมองโลกโดยความเป็นของว่าง ถ้าเราจะเอามาพิจารณาดูแล้ว ทุกคนนี่ตั้งแต่ลืมตามานี่ดูไม่มีอะไรว่างเลย มองบนฟ้าก็เห็นเมฆ แม้กระทั่งหลับตาจะทำจิตให้ว่างๆ ไม่ให้เห็นอะไร มันก็ยังไม่ว่างอย่างหลวงพ่อว่า
คำตอบ เธอจงมองทุกอย่างด้วยความว่างใช่ไหมลูก โดยความเป็นของว่างเพราะมองด้วยปัญญา ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ถ้าเผื่อมีอะไรตั้งอยู่ได้ ที่นั้นจะว่างไหม แล้วธรรมชาติต่างๆไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้คงทน ต้องดับไป มันว่างจากการตั้งอยู่ มันว่างจากการเกิดขึ้นคือไตรลักษณ์ ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ชีวิตนี่ถ้าดูด้านรูปนาม มันว่างจากการเป็นฉัน เป็นของของฉันใช่ไหม พอเข้าใจไหมลูก เหมือนกับไปดูละคร
ถึงบอกว่าพระไตรปิฎกมีคุณค่าทั้ง ๓ ปิฎก เราจะเลือกปิฎกไหนมาตัดสินไม่ได้ ต้องรู้จักให้หมด อ่านพระสูตรเขาว่าอย่างนั้นว่าอย่างนี้ พระสูตรก็เกิดขึ้นจากสระพยัญชนะผสมกันเข้าให้อ่านเข้าใจ ความเข้าใจของแต่ละคนใครจะบังคับกันไม่ได้ จึงต้องมีพระอภิธรรมเป็นเครื่องตัดสิน
แล้วพระสูตรกับพระอภิธรรมก็ต้องมีหลักการดำเนินจากพระวินัย มีระเบียบรู้ว่า ระเบียบอันนี้อยู่ฝ่ายดี ระเบียบนี้อยู่ฝ่ายชั่ว
มาปฏิบัติธรรมก็จะต้องเป็นคนมีระเบียบ ไม่ใช่ฟังธรรมะแล้วกินไป เคี้ยวไป หยิบโน่นหยิบนี่มากิน มันจะฟังรู้เรื่องไหม ต้องพึ่งกัน ทีนี้พระสูตรนี่ไม่ได้ออกจากพระโอษฐ์โดยตรง เป็นการถ่ายทอดกันมา เพราะยุคนั้นไม่เหมือนตอนนี้มีการอัด (เทป) จบ จึงต้องเรียนพระอภิธรรมด้วยเข้าไปตัดสิน
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 22:11:12 น.] ( IP = 118.173.42.72 : : )
สลักธรรม 5
คำถาม ถ้าจะทำให้ได้ต้องเข้าถึงญาณต่างๆใช่หรือไม่
คำตอบ นั่นแหละจะเห็นเลย
คำถาม ญาณไหนจึงจะเห็นได้
คำตอบ อุทยัพพยญาณ รูปนามเกิดดับ ทั้งผู้รู้ก็ดับด้วย มีไหมล่ะ อะไรที่เป็นสาระแก่นสาร ถ้าลูกเห็นอย่างนี้แล้วมันจะไหลเรื่อยไป เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
คำถาม พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ค้นพบพระธรรมที่มีมาก่อนแล้วใช่หรือไม่
คำตอบ ถูกต้องลูก ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง เพราะมันมีอยู่แล้ว เช่น กาลิเลโอค้นพบสุริยจักรวาล สุริยะมีอยู่แล้ว ถ้ามันไม่มีอยู่ค้นเท่าไรก็ไม่เจอ เช่นเดียวกัน ธรรมชาติต้องมีอยู่แล้ว แต่พระพุทธองค์ทรงค้นพบเป็นพระองค์แรก
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 22:20:10 น.] ( IP = 118.173.42.72 : : )
สลักธรรม 6
คำถาม การนั่งกำหนดสติในกาย เวทนา จิต ธรรม โดยกำหนดอวัยวะต่างๆในกาย อย่างนี้จะถูกหรือไม่
คำตอบ การกำหนดที่กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ใช่กำหนดกาย กำหนดรูป กายคือรูป เวทนาคือนาม จิตคือนาม ธรรมคือทั้งรูปทั้งนาม
คำว่า กาย คือ ศีรษะจรดปลายเท้า เราเรียกว่ารูป จึงต้องกำหนดรูป เช่น รูปนั่ง รูปเดิน รูปยืน รูปนอน ขณะใดมีสติอยู่กับการนั่ง แล้วรู้สึกว่าเป็นรูปนั่ง เมื่อนั้นเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เวลาปวด เรามักจะกำหนดว่าเวทนาเกิด นั่นไม่ใช่เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนาคือการเสวยอารมณ์เป็นสุข เป็นทุกข์ เฉยๆ เป็นโสมนัส เป็นโทมนัส ขณะใดปวดต้องรู้ว่านามมันปวด ขณะใดเจ็บก็รู้ว่านามมันเจ็บ นั่นละคือ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จิตเป็นตัวรู้สารพัดเรื่อง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขณะที่เห็นก็รู้ว่านามเป็นผู้เห็น ขณะใดได้ยินก็รู้ว่านามได้ยิน นั่นก็คือ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เวลาเดิน ยืน นั่ง นอน ก็กำหนดว่า รูปเดิน รูปยืน รูปนั่ง รูปนอน อากาศร้อน อากาศหนาวก็กำหนด รูปร้อน รูปหนาว ขณะใดที่นึกคิดอยู่ มีรูปทางใจ รัก เกลียด ชอบ ชัง ก็รู้ว่านามทางใจ นั่นคือ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ไม่ใช่เอาคำว่า กาย คำว่า เวทนา คำว่า จิต คำว่า ธรรมไปกำหนด มีอยู่ ๒ ตัวเท่านั้นคือรูปกับนาม เมื่อใดไม่มีรูปกับนามเป็นฐานแห่งการกำหนด ปัญญาก็ไม่เกิด ต้องมีรูปกับนามเป็นอารมณ์อยู่เสมอ ไม่ใช่ท่องแต่รู้สึก ความรู้สึกว่าฉันนั่งนั่นแหละคือวิปลาส ให้รู้สึกว่ารูปมันนั่ง ขณะที่ยืนก็รู้สึกว่ารูปยืน อาการตั้งอยู่ในลักษณะใดให้กำหนดในอาการนั้น นี่คือการปฏิบัติวิปัสสนา
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 22:29:58 น.] ( IP = 118.173.42.72 : : )
สลักธรรม 7
เข้าใจไหมวิธีการที่ว่า ไม่จำเป็นไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถใดๆทั้งสิ้น เรานั่ง ยังไม่เมื่อยแต่รู้สึกอึดอัด หงุดหงิดเป็นทุกข์ หลวงพ่อไม่ให้เปลี่ยน นั่งทนต่อไป ผิด เพราะว่าทุกข์นี่มันไม่ได้เกิดที่รูปอย่างเดียว มันเกิดที่นาม รำคาญขึ้นมา กำหนดซิลูก ทุกข์มันเกิด เปลี่ยนเป็นเดินก็ได้ ถ้าเปลี่ยนไม่เป็น เกาะกับรูปก็กำหนดอยู่กับรูปเท่านั้น พอฟุ้งนามมันฟุ้ง ถ้ามัวกำหนดนามฟุ้งเรื่อยๆ ยิ่งฟุ้งใหญ่ ต้องกลับมากำหนดรูปต่อ และถ้ารูปนั้นไม่เมื่อย แต่รู้สึกรำคาญใจ กำหนดทุกข์เกิด เปลี่ยนอิริยาบถได้ จะได้เปลี่ยนเป็น ไม่ใช่นั่งแช่อยู่
เดินอยู่ เดินเท่าไรก็ไม่เมื่อย เพราะห้องมันแคบ เรียนมาไม่จำเป็นไม่ต้องนั่ง ก็เดินอยู่นั่นแหละ นี่เขาเรียกว่ารู้ปริยัติ นั่งอยู่นี่ยังไม่เมื่อยแต่เกิดฟุ้ง หงุดหงิดเปลี่ยนได้ไหม เปลี่ยนได้ กำหนดรู้สึกทุกข์เกิด เดินแล้วเรามีเจตนาจะเดินไปนั่ง เขาบอกว่าไม่จำป็นไม่ต้องนั่ง ทำอย่างไร เดินกลับไปใหม่ ก็กำหนดรูปยืน แล้วก็นั่ง กำหนดให้รู้ว่ามันแตกต่างกัน อยู่ตอนเย็นจะได้ปฏิบัติเป็น
ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น ต้องเจอแน่ความตาย ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ อย่าอยู่กับความฝัน ทำตรงนี้ให้เกิดความมั่นคง สันทัดจัดเจน ความเข้มของการกระทำผลักดันให้สำเร็จผลได้ หวังมากผิดหวังมาก ไม่หวังเลยไม่ผิดหวังเลย อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน แต่ปัจจุบันคือความจริง และทุกคนยังไม่พ้นจากวัยเรียน ถ้าพ้นจากวัยเรียนแล้วคือ พระอรหันต์ เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริง แต่เรานั้นกำลังอยู่ในวัยที่สละกิเลส ขอให้ตั้งใจสละให้ได้
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 22:34:46 น.] ( IP = 118.173.42.72 : : )
สลักธรรม 8
คำถาม เวลาเจริญสติปัฏฐาน เวทนาในเวทนาเพื่อจะดูร่างกายเจ็บป่วย แล้วภาวนาว่า เจ็บหนอ ปวดหนอ แล้วมาดูร่างกายปวด แต่เมื่อภาวนาว่าเฉย ร่างกายก็ไม่ปวด
คำตอบ คนละอันกันเลยลูก นี่คือการใช้คำภาวนา เครื่องช่วยให้จิตไปจับอารมณ์นั้น เรื่องของสมาธิ เหมือนเราดูอะไรนี่ ไม่ว่าหนอ ไม่ว่าหนูอะไรก็แล้วแต่ หรือเฉยๆไว้ มันเป็นการหนีจากความจริงใช่ไหมลูก ในเมื่อปวดมันก็ต้องปวด มันเจ็บมันก็ต้องเจ็บ แต่เราข่มเอาไว้ เหมือนเอาหินไปทับ มันก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น
แต่ถ้าเวทนาในเวทนาในสติปัฏฐาน ไม่มีการท่อง กำหนดรู้สึก เห็นว่าที่ปวดขึ้นมามันทีละขณะ แต่เร็วมาก มีการเกิดขึ้นแทนการดับ เห็นหัวต่อ จิตเราไม่ได้ไปใส่ใจอันนั้น แต่เห็นการเกิดขึ้น มีการเคลื่อนไหวของลักษณะนั้น แล้วรูปนั้นเป็นอย่างหนึ่ง นามก็เป็นอย่างหนึ่ง กำหนดจิตอยู่ที่ความรู้ ในความรู้จะเห็นไตรลักษณ์ มันไม่เที่ยง ปวดก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาไม่ให้ปวดได้ มันเป็นลักษณะเกิดดับเหมือนกับภาพยนตร์ ถ้าเราเอามาฉากเดียว ตัดต่อทำสโลโมชั่น จะรู้เรื่องไหม ในวิปัสสนากรรมฐานมันจะเห็นการขาดอย่างนี้ ( ทำมือยกขึ้นช้าๆทีละขณะ )
สุขของฉัน ทุกข์ของฉัน โกรธของฉัน มันไม่มี มันเป็นลักษณะที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป จิตจะไม่ไปจับอารมณ์นั้น แล้วสร้างภาพจากสัญญา เช่น ยกมือขึ้น มันมีความไว แต่มันมีการเกิดดับทุกขณะเป็นแสนโกฏิขณะ เหมือนกับดูหนัง บางคนดูหนังพอเห็นพระเอกนางเอกล้มตาย ลูกก็ร้องไห้เสียใจ เพราะอะไร ถูกภาพลวงตาแล้วก็ลวงใจ อย่างเห็นพระเอกจะยิงกัน ภาพนั้นกว่าจะล้มได้มันค่อยๆทำอย่างนี้นะ แล้วก็เปรี้ยง แล้วทางนี้ก็ค่อยๆล้ม ไม่เห็นน่าตื่นเต้นเลย
นี่แหละวิปัสสนา คือปัญญาที่เข้าไปเห็นทุกขณะของแต่ละปรมาณูที่มันเกิดดับ จิตมันก็จะถ่ายถอนความยึดมั่นว่าเป็นเจ็บของฉัน ปวดของฉัน สักแต่ว่าเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สักแต่ว่าเป็นเวทนา คือ อารมณ์ที่มากระทบเพราะเรามีศูนย์รับคือรูป
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 22:44:54 น.] ( IP = 118.173.42.72 : : )
สลักธรรม 9
คำถาม แล้วอารมณ์ปวดมันหายไปหรือเปล่า ที่ว่ากำหนดตรงเวทนาในเวทนา
คำตอบ มันมีสติอันแก่กล้าในเวทนา เช่น พระอรหันต์ รู้สึกแล้วก็กำหนดอยู่ที่สติ สติจะปกครองความเป็นใหญ่ ไม่ให้จิตเข้าไปรับรู้ในอารมณ์นั้นแล้วก็ฟุ้งไปไงลูก มันรู้ว่าปวดตรงนี้ รู้สึกเวทนา แต่มันจะไม่ทำทุกข์ให้เกิดขึ้นที่จิต พอเข้าใจคำนี้ไหมลูก มันเป็นอนุปาทานขันธ์ เพราะมันรู้เหตุปัจจัยอยู่ตลอดเวลา
คำถาม แต่ที่เรากำหนดไปแล้วนี่เรารู้ว่าความปวดนั้นหายไปเพราะเหตุใด
คำตอบ เพราะจิตนั้นไม่ไปเร่งเร้า มันก็ตั้งมั่นอยู่กับจิตนั้น เพราะมีบาทของสมาธิ มีสติคอยควบคุม อภิชฌาและโทมนัสเข้าไม่ได้ไงลูก มันไม่โทมนัสตรงนี้ เพราะสตินี้กำจัดอภิชฌา เช่น สบายมันก็ไม่สบาย เพราะสติมันตั้งมั่น ตัวนี้เข้าได้ไหมล่ะ มันรู้สึกเฉยๆไงลูกในอารมณ์นั้น
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [21 ธ.ค. 2551 , 23:07:55 น.] ( IP = 118.173.42.72 : : )
สลักธรรม 10เริ่มเข้าสู่บรรยากาศของการปฎิบัติแล้ว...ได้ทบทวนความเข้าใจซ้ำอีกหลายอย่างเลย
อนุโมทนาและขอบพระคุณมากนะคะพี่ธัญธรโดย น้องกิ๊ฟ [22 ธ.ค. 2551 , 15:15:04 น.] ( IP = 125.27.173.63 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |