| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก (๘)
![]()
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๘. เหมือนมารดาผู้ให้เกิด
เมื่อพระศาสดาตรัสเล่าบุพพกรรมหรือปุพเพปณิธานของพระอัครสาวกจบลงแล้ว ท่านทั้งสองได้กราบทูลเรื่องปัจจุบันของตนตั้งแต่ต้นจนถึงเรื่องที่ชักชวนท่านสัญชัยมาเฝ้าพระตถาคตเจ้า แต่ท่านสัญชัยไม่ยอมมา อ้างว่าไม่สมควรเป็นศิษย์ของใครอีกแล้ว ท่านสัญชัยบอกว่า ไปเถิด คนฉลาดๆ จงไปสำนักของพระสมณโคดม ส่วนคนโง่ๆ จงอยู่ในสำนักของเรา เพราะในโลกนี้ คนโง่มีมากกว่าคนฉลาด แม้ข้าพระองค์ทั้งสองจะกราบเรียนว่า ลัทธิของท่านอาจารย์ไม่มีสาระแล้ว ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันเถิด ท่านอาจารย์สัญชัยก็หาฟังไม่
พระตถาคตเจ้าทรงสดับคำของอัครสาวกแล้วตรัสว่า สัญชัยยึดมั่นสิ่งที่ไม่มีสาระว่า มีสาระ และเห็นสิ่งที่มีสาระว่า ไม่มีสาระ เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุเป็นปัจจัย ส่วนเธอทั้งสองเห็นตรงตามเป็นจริง เพราะความที่เธอเป็น บัณฑิต ดังนี้ แล้วตรัสย้ำอีกว่า
ชนใด เห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ เห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ คนพวกนั้นมีความดำริผิดเป็นทางดำเนิน ย่อมไม่ประสบสิ่งอันเป็นสาระ ส่วนชนใดเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ เห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ คนพวกนั้นมีความดำริชอบ เป็นทางดำเนินย่อมประสบสิ่งที่เป็นสาระ
ภราดา ! ก็อะไรเล่าเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ เห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ คนพวกนั้นมีความดำริชอบ เป็นทางดำเนินย่อมประสบสิ่งที่เป็นสาระ
ภราดา ! ก็อะไรเล่าคือสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ? อะไรคือสิ่งที่เป็นสาระ ? ตอบตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา สิ่งใดก็ตามอันเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบีบคั้นเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่านเอาใจไว้ไม่อยู่ ทำให้จิตเตลิด เป็นไปเพื่อความหลง งมงาย มืดมน เป็นไปเพื่อความติดพันยึดมั่น สิ่งทำนองนั้นแหละเป็นอสาระ
ส่วนสิ่งใดก็ตามอันเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนบีบคั้น เป็นไปเพื่อความสงบระงับแห่งดวงจิต เป็นไปเพื่อปัญญาเห็นแจ้ง เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน คือเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น สิ่งนั้นหรือสิ่งทำนองนั้นเรียกว่า มีสาระ
คนส่วนมากอาศัยความดำริผิด (มิจฉาสังกัปปะ) จึงเห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ แล้วหมกมุ่นอยู่พัวพันอยู่ จมอยู่ในสิ่งอันไม่เป็นสาระนั้น มิหนำซ้ำยังนึกดูหมิ่นผู้ที่กำลังศึกษาปฏิบัติอยู่ ซึ่งสิ่งอันเป็นสาระว่าขวนขวายในสิ่งที่ไม่มีสาระ
เมื่อเป็นดังนี้ เขาจึงไม่มีโอกาสประสบสิ่งอันเป็นสาระได้ เพราะได้สมาทานมิจฉาทิฐิไว้เต็มที่
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ธ.ค. 2551 , 00:23:18 น.] ( IP = 58.9.91.16 : : )
สลักธรรม 1ดูก่อนท่านผู้แสวงหาสาระ ! กล่าวโดยย่อ อกุศลธรรมทั้งปวงเป็นอสาระ กุศลธรรมทั้งปวงเป็นสาระสิ่งที่ทำให้จิตใจต่ำเป็นอสาระ สิ่งที่ทำให้ใจสูงเป็นสาระ คนดีเป็นสาระ คนชั่วเป็นอสาระ
ท่านผู้แสวงสัจจะ ! คนส่วนมากอยากเป็นคนดี อยากทำดี และอยากได้ดี แต่ที่ทำต่างๆ กันไปก็เพราะความเห็นในเรื่องความดีไม่ตรงกัน บางคนเห็นผิดไปเห็นชั่วเป็นดี เมื่อทำเข้าจึงชั่ว ผลออกมาเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน บางคนเห็นดีเป็นชั่ว จึงเว้นสิ่งที่ควรทำไม่ได้ทำความดี บางคนเห็นดีเป็นดี เห็นชั่วเป็นชั่ว มีความเห็นถูก ดำริถูก จึงทำถูก พูดถูก ผลออกมาเป็นความสุข ความเจริญ ความเย็นใจ
โดยนัยดังกล่าวมา บุคคลจึงควรปรับความเห็นและความคิดของตนให้ถูกให้ตรง ก็จะดำเนินชีวิตไปในทางถูก ทางตรง เขาย่อมพบสิ่งที่เป็นสาระ เพราะมีความเห็นถูก คิดถูกนั้น เป็นประทีปส่องทาง ส่วนผู้ที่มีความคิดความเห็นไม่ตรง ย่อมมีแต่โทษทุกข์เป็นผล ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! เราไม่เห็นสิ่งอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น ที่เกิดแล้วเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนมิจฉาทิฐินี้เลย ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลมีความเห็นผิด อกุศลกรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมที่เกิดแล้วย่อมเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น เกิดแล้วเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนสัมมาทิฐินี้เลย ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลมีความเห็นชอบ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น
อนึ่งมิจฉาทิฏฐิทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องตกนรก ส่วนสัมมาทิฐิทำให้สัตว์ทั้งหลายบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ผู้เป็นมิจฉาทิฐิเกิดมาเพื่อความฉิบหายวอดวาย เพื่อโทษทุกข์แก่คนมาก ส่วนผู้เป็นสัมมาทิฐิ เกิดมาเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนมาก เพราะทำให้คนทั้งหลายตั้งอยู่ในธรรมของสัตบุรุษ
ภิกษุทั้งหลาย ! กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของบุคคลผู้มีความเห็นผิด ย่อมเป็นไปเพื่อผลอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าชอบใจ ไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์ เพราะเหตุไร ? เพราะทิฐินั้นเลวทราม ภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนเมล็ดสะเดาก็ดี เมล็ดบวบขมก็ดี เมล็ดน้ำเต้าขมก็ดี ที่บุคคลหมกไว้ในดินอันชุ่มชื้น รสดินรสน้ำที่มันดูดซึมเข้าไปทั้งหมดย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของขม เพื่อเผ็ดร้อน เพื่อไม่น่ายินดี
ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะพืชเลวฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ! กายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี มโนกรรมก็ดี ของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ฉันนั้น เป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา เพราะความเห็นของเขาเลวทราม เจตนาก็ตาม ความปรารถนาก็ตามความตั้งใจก็ตาม มีผลที่ไม่น่าปรารถนาไปด้วย เพราะเกิดจากทิฐิอันเลวทรามโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ธ.ค. 2551 , 00:25:22 น.] ( IP = 58.9.91.16 : : )
สลักธรรม 2ภิกษุทั้งหลาย ! กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เจตนาความปรารถนา ความตั้งใจ สังขาร เครื่องปรุงแต่งจิตของบุคคลผู้มีความเห็นชอบ ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่น่าปรารถนา น่าชอบใจ เพื่อประโยชน์เพื่อความสุข
ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะทิฐิของเขาดี ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนพันธุ์อ้อยก็ดี พันธุ์ข้าวสาลีก็ดี พันธุ์ผลจันทน์ก็ดีอันบุคคลหมกไว้ในดินที่ชุ่มชื่น รสดิน รสน้ำที่มันดูดซึมเข้าไปทั้งหมด ย่อมเป็นของมีรสหวาน น่ายินดี น่าชื่นใจ ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะพืชพันธุ์ดี กายกรรม วจีกรรม... ของบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฐิ ก็ฉันนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลอันน่าปรารถนา...เพราะทิฐิของเขาดี
ภราดา ! เห็นหรือไม่ว่าความเห็นชอบ ความดำริชอบ มีความสำคัญต่อชีวิตของบุคคลอย่างไร เหมือนประทีปส่องทาง เหมือนเมล็ดพืชที่ดีอำนวยประโยชน์และความสุขแก่บุคคลหาประมาณมิได้
พระอัครสาวกทั้งสอง คือพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ เป็นผู้มีความเห็นชอบและมีความดำริชอบ ตั้งแต่สมัยเป็นปริพพาชก จึงตั้งใจแสวงหาสาระและได้มาพบสาระอันสูงยิ่งในศาสนาของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครคบท่านทั้งสองก็ได้รับสารประโยชน์ ก็ท่านทั้งสองได้รับการยกย่องสรรเสริญจากพระศาสดาเป็นอเนกประการ ดังที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายคบกับสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด เพราะทั้งสองมีปัญญาอนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิต สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ให้เกิด โมคคัลลานะเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณที่สูงกว่านั้น
พระสารีบุตรนั้น พระศาสดายกย่องว่าเป็นผู้เลิศทางปัญญา สามารถแสดงธรรมจักรให้กว้างขวางลึกซึ้งและพิสดารเช่นดียวกับพระองค์
พระสารีบุตรฉลาดในการสั่งสอน เมื่อพระพุทธศาสนาแพร่หลาย มีภิกษุมากขึ้นแล้ว ถ้ามีภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาทูลลาพระศาสดาเพื่อเที่ยวจาริกไปในแดนไกล มักตรัสถามว่าได้ลาพระสารีบุตรแล้วหรือไม่ ถ้าภิกษุกราบทูลว่ายังไม่ได้ลา ก็จะทรงแนะนำให้ไปลาพระสารีบุตรก่อน เพื่อท่านจะได้สั่งสอนภิกษุเหล่านั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ธ.ค. 2551 , 00:27:46 น.] ( IP = 58.9.91.96 : : )
สลักธรรม 3เช่น ครั้งหนึ่ง พระศาสดาประทับอยู่ที่เมืองเทวทหะ ภิกษุจำนวนมากเข้าไปเฝ้าทูลลาจะไปปัจฉาภูมิชนบท ตรัสบอกให้ไปลาพระสารีบุตรก่อน ทรงชมเชยว่าสารีบุตรมีปัญญาอนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิต
เมื่อภิกษุเหล่านั้นไปลาตามรับสั่ง พระสารีบุตรถามภิกษุเหล่านั้นว่า ผู้มีอายุ ถ้าผู้มีปัญญาจะถามปัญหากะท่านทั้งหลายว่า ครูของท่านสอนอย่างไร ? ท่านเคยเรียนเคยฟังมาแล้วหรือไม่ว่าจะตอบอย่างไร จึงจะไม่ผิดคำสอนของพระศาสดาผู้ทรงเป็นครูของพวกเรา ไม่ให้เขาติเตียนได้
ภิกษุเหล่านั้นตอบไม่ได้ ขอให้ท่านสั่งสอน พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า ถ้าเขาถามอย่างนั้น ท่านพึงตอบว่า ครูของเราสอนให้ละความกำหนัดรักใคร่เสีย ถ้าเขาถามอีกว่า ละความกำหนัดรักใคร่ในสิ่งใด ? พึงตอบในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันรวมเป็นขันธ์ ๕
ถ้าเขาถามอีกว่าครูของท่านเห็นโทษอย่างไร และเห็นอานิสงส์อย่างไรจึงสอนอย่างนั้น พึงตอบว่า เมื่อบุคคลยังมีความกำหนัดรักใคร่ในรูปเป็นต้นนั้นอยู่ ครั้นรูปเป็นต้นแปรปรวนเป็นอย่างอื่น ก็เกิดทุกข์โศกร่ำไรรำพัน เมื่อละความกำหนัดรักใคร่ในสิ่งเหล่านั้น เสียได้ แม้สิ่งเหล่านั้นจะวิบัติแปรไป ทุกข์ก็ไม่เกิด ครูของเราเห็นโทษและเห็นอานิสงส์อย่างนี้
อนึ่ง ถ้าบุคคลประพฤติอกุศลธรรมแล้วอยู่เป็นสุขไม่ต้องคับแค้น ไม่ต้องเดือดร้อน และบุคคลผู้ประพฤติกุศลธรรม จะต้องอยู่เป็นทุกข์ ต้องคับแค้น ต้องเดือดร้อนแล้วไซร้ พระศาสดาคงไม่ทรงสั่งสอนให้ละอกุศลธรรมเจริญกุศลธรรม แต่เพราะเหตุที่อกุศลให้ผลเป็นทุกข์ กุศลให้ผลเป็นสุข พระศาสดาจึงทรงสั่งสอนให้ละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม
ท่านผู้แสวงสัจจะ ! เรื่องการโต้ตอบปัญหาเพื่อย่ำยีหรือแก้ปรัปวาทนั้น เป็นเรื่องจำเป็นที่ภิกษุทั้งหลายต้องเรียนรู้ ต้องเข้าใจ เพื่อให้คนทั้งหลายผู้ข้องใจ สงสัยในพระพุทธศาสนาได้เข้าใจตามความเป็นจริง เมื่อพระศาสดาจะนิพพานก็ทรงปรารภเรื่องนี้เหมือนกันว่า บัดนี้มีพุทธบริษัทผู้สามารถย่ำยีปรัปวาทมากพอสมควรแล้ว ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่พระองค์จะนิพพาน แปลว่ามีสาวกผู้สามารถมากพอที่จะทำงานเผยแพร่พระธรรมแทนพระองค์ได้ พระองค์ก็ทรงพอพระทัยเสมือนมารดาหรือบิดาผู้มีมรดกไว้ให้ลูก เมื่อทราบว่าลูกเติบโตพอและมีปัญญาพอที่จะรักษามรดกได้แล้วก็พอใจนอนตาหลับ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น เป็นของไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย ใครจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ได้ ผู้ใดยึดมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันรวมเป็นขันธ์ ๕ ว่าเป็นของตน ผู้นั้นจะต้องเดือดร้อน เพราะความแปรปรวนไปแห่งขันธ์ ๕ นั้น ท่านจึงสอนให้ละความกำหนัดรักใคร่และความยึดมั่นในขันธ์ ๕ เสีย เพื่อจะได้ไม่ร้อนใจเมื่อมันปรวนแปรไปโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ธ.ค. 2551 , 00:28:58 น.] ( IP = 58.9.91.96 : : )
สลักธรรม 4อนึ่ง ขันธ์ ๕ นี้พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นหลักสูตรเพื่อปริญญา เป็นปริญไญยธรรม คือสิ่งที่ควรกำหนดรู้ตามความเป็นจริง เพื่อไม่หลง ไม่ติด ไม่ยึด เมื่อกำหนดรู้ตามความเป็นจริงจนไม่หลง ไม่ติด ไม่ยึดแล้ว ก็จะถึงความสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ นั่นแลคือปริญญาในศาสนาของพระศาสดา
อีกครั้งหนึ่ง พระรูปหนึ่งชื่อ ยมกะกล่าวว่า พระอรหันต์ (ขีณาสพ) ตายแล้วดับสูญ ภิกษุทั้งหลายท้วงติงว่าเห็นอย่างนั้นผิด พระยมกะไม่เชื่อ ยังคงถือทิฐิอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงได้นิมนต์พระสารีบุตรไปช่วยสอนพระยมกะให้คลายความเห็นผิด
พระสารีบุตรถามพระยมกะว่า ยมกะ ท่านเห็นว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นพระขีณาสพ (พระอรหันต์) หรือ ?
ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ พระยมกะตอบ
ท่านเห็นว่า พระขีณาสพมีในขันธ์ ๕ หรือ ? พระขีณาสพอื่นจากขันธ์ ๕ หรือ ? พระขีณาสพเป็นขันธ์ ๕ หรือ ? พระขีณาสพไม่มีขันธ์ ๕ หรือ ? ท่านถามต่อ
พระยมกะปฏิเสธทุกคำถามว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้เจริญๆ
พระสารีบุตรจึงว่า เมื่อเป็นดังนี้ ควรหรือยมกะที่ท่านจะพูดยืนยันว่า พระขีณาสพตายแล้วดับสูญ
พระยมกะกราบเรียนท่านว่า เมื่อก่อนนี้มีความเห็นผิด แต่บัดนี้ได้ฟังท่านสารีบุตรแล้ว ละความเห็นผิดเสียได้ และได้บรรลุธรรมพิเศษด้วยโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ธ.ค. 2551 , 00:29:19 น.] ( IP = 58.9.91.96 : : )
สลักธรรม 5คราวนี้ ถ้ามีผู้ถามท่านว่า พระขีณาสพตายแล้วเป็นอะไร ? ท่านจะตอบอย่างไร ? พระสารีบุตรถามพระยมกะ
ข้าพเจ้าจะตอบว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยงดับไปแล้ว
ดีแล้ว ยกมะ พระสารีบุตรรับ เราจะอุปมาให้ท่านฟัง บุคคลผู้หนึ่งมั่งมี รักษาตัวแข็งแรง บุรุษผู้หนึ่งคิดจะฆ่าเขา เห็นว่าจะฆ่าโดยเปิดเผยเห็นจะยาก เพราะมีอารักขาแข็งแรง ควรจะลอบฆ่าด้วยอุบาย จึงปลอมตนเข้าไปเป็นคนรับใช้ของเจ้าของเรือนนั้น หมั่นปรนนิบัติจนเขาไว้ใจ เมื่อเผลอก็ฆ่าเสียด้วยศัสตรา ยมกะท่านเห็นอย่างไร เจ้าของเรือนนั้น เมื่อบุรุษผู้ปองล้างชีวิตตนมาขออยู่รับใช้ก็ดี ใช้อยู่ก็ดี เวลาเขาฆ่าตัวก็ดี ไม่รู้เลยว่าผู้นี้เป็นคนฆ่าเรา อย่างนั้นมิใช่หรือ?
อย่างนั้นแล ท่านผู้เจริญ พระยมกะตอบ
พระสารีบุตรจึงว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับธรรมก็อย่างนั้น เขาเห็นขันธ์ ๕ ว่าเป็นตนบ้าง เห็นตนมีขันธ์ ๕ บ้าง ไม่รู้ว่าขันธ์ ๕ นั้นอันที่แท้แล้วไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวตน มีปัจจัยปรุงแต่ง ดุจผู้ฆ่า ปุถุชนนั้นยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ที่เขายึดมั่นไว้แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน ส่วนสาวกของพระอริยะได้สดับธรรมแล้ว ไม่ยึดมั่นในขันธ์ ๕ ข้อนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แลเพื่อสุขตลอดกาลนาน
ดูก่อนท่านผู้แสวงสัจจะ ! ความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้มิได้สดับธรรมกับสาวกของพระอริยะ (อริยสาวก) ผู้ได้สดับธรรมแม้จะยังเป็นปุถุชนก็ตาม ก็คือปุถุชนผู้มิได้สดับธรรม เป็นผู้เต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นในโลกียธรรมต่างๆ อาทิว่า ทรัพย์ของเรา บุตรภรรยาของเรา สามีของเรา เพื่อนของเรา นั่น นี่ของเรา ไม่รู้โทษของความยึดถือ
เมื่อสิ่งที่ยึดมั่นว่าเป็นของตนแปรปรวนไปเพราะความไม่เที่ยง ไม่อาจเหนี่ยวรั้งไว้ได้ ก็เกิดทุกข์โทมนัส ร่ำไร รำพัน ตรอมใจ หม่นไหม้ แม้กระนั้นก็ยังไม่รู้ว่านั่นเป็นเพราะโทษของความยึดมั่นถือมั่น กลับเห็นว่าเป็นเพราะความพลัดพรากบ้าง เพราะผู้อื่นมาทำให้บ้าง
ส่วนสาวกของพระอริยะผู้สดับธรรม ศึกษาธรรมเรียนรู้ธรรม ย่อมเป็นผู้คลายความยึดมั่นถือมั่น เพราะรู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อสิ่งนั้นๆ แปรปรวนไปเพราะไม่เที่ยง ก็รู้ว่าสิ่งนั้นแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย ท่านไม่ต้องทุกข์โทมนัส ไม่รำไรรำพัน ไม่หม่นไหม้ ตรอมใจ
ท่านอาศัยสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ ไม่เป็นทาสของสิ่งที่อาศัย จิตใจของท่านจึงปลอดโปร่ง ชื่นฉ่ำอยู่ด้วยธรรม มีสติปัญญาว่องไว รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ตน และเป็นที่พึ่งทางใจแก่คนทั้งหลายผู้รู้จักเกี่ยวข้อง นี่คืออานิสงส์ของการเรียนรู้ธรรม สดับธรรม ประพฤติธรรม
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ธ.ค. 2551 , 00:29:43 น.] ( IP = 58.9.91.96 : : )
สลักธรรม 6บุคคลแรกที่เป็นผู้เปิดทางให้พบกับสิ่งที่ดี นับเป็นผู้ทรงพระคุณยิ่งนัก เพราะหากไม่มีครูท่านแรก..โอกาสที่จะได้พบความรู้ก็คงมีไม่ได้ หรืออาจมีความลำบากมากหากมุ่งมั่นค้นคว้าเอง
อ่านมาถึงตอนนี้แล้วก็พบถึงความละเอียดรอบคอบและใจเย็นเป็นอย่างยิ่งของพระสารีบุตรในการผลิตบุคลากรทางพระพุทธศาสนา
กราบขอบพระคุณมากค่ะ..สาธุโดย น้องกิ๊ฟ [22 ธ.ค. 2551 , 15:54:06 น.] ( IP = 125.27.173.63 : : )
สลักธรรม 7การศึกษาธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะปรับความเห็นและความคิดของตนให้ถูกให้ตรง ทำให้เกิดกุศลธรรมและเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่เณรค่ะโดย เซิ่น [23 ธ.ค. 2551 , 15:00:33 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
สลักธรรม 8
ประทับใจประโยคที่พี่เณรได้เน้น...
คนส่วนมากอยากเป็นคนดี อยากทำดี และอยากได้ดี แต่ที่ทำต่างๆ กันไปก็เพราะความเห็นในเรื่องความดีไม่ตรงกัน
อาจจะมองว่าเป็นนานาทัศนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอาศัยความเห็นที่ได้ปลูกฝังมาว่าเป็นทิฏฐิแบบใด
ความฉลาดล้ำเลิศในการสั่งสอนแก่ภิกษุของท่านพระสารีบุตร สมแล้วที่ท่านเป็นอัครสาวกผู้เลิศทางปัญญา
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาให้อ่าน ให้ความเพลิดเพลินและมีสาระแก่นธรรมที่เป็นประโยชน์ยิ่งค่ะโดย ธัญธร [23 ธ.ค. 2551 , 22:54:54 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )
สลักธรรม 9
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [29 ธ.ค. 2551 , 11:36:23 น.] ( IP = 124.121.178.156 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |