มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒ (ตอนที่ ๖)





ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา
( วิปัสสนา เล่ม ๔ )
ของ หลวงพ่อเสือ


ตอนที่ผ่านมา

คำถาม ในการปฏิบัติวิปัสสนานั้น สถานที่มีความสำคัญขนาดไหนต่อการปฏิบัติ ยกตัวอย่างในพระไตรปิฎกบอกว่า ให้ไปปฏิบัติที่เรือนว่าง หรือโคนไม้อะไรอย่างนี้ จะทำให้ธรรมะเจริญดีขึ้นกว่าที่อื่น การสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่จะเน้นเฉพาะพระสงฆ์ หรือคนธรรมดาทั่วๆไปสมัยนี้ด้วย

คำตอบ
เน้นเฉพาะผู้ที่รู้ภัยในวัฏฏะดีแล้ว ที่บอกว่าต้องเรือนว่าง โคนต้นไม้ มาดูว่าความจริงอยู่ตรงไหน ที่ลูกพูดน่ะใช่ ข้าวของเยอะกิเลสเยอะใช่ไหมลูก บ้านเราก็เป็นเรือนว่างได้ ใต้ต้นมะม่วงที่บ้านก็เป็นโคนต้นไม้ได้ จริงหรือไม่ จริง เพราะฉะนั้น จะมาว่าเรือนว่าง หมายถึงห้องกรรมฐาน ห้องกรรมฐานเกิดจากอะไร เกิดมาจากจิต

ฟังนะลูก ปฏิบัติอยู่ในบ้านไม่ได้ คลุกคลีกับหมู่คณะ ต้องละ ไปห้องกรรมฐาน พ่อถามคำเดียว ห้องกรรมฐานเกิดมาจากไหน อ้อมน้อยนี่มาจากไหน จากจิต จิตของกรรมการ ของผู้สร้าง เกิดขึ้นภายหลังจิต บ้านที่เราอยู่นี่มีกี่ห้อง มีห้องนอน เราติดห้องนอน พอเรานึกว่าเป็นห้องกรรมฐาน มันก็เป็นห้องกรรมฐาน ใช่ไหม

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2551 , 13:27:22 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



คำถาม ความรู้สึกจริงๆมันถอนยาก

คำตอบ
ความรู้สึกจริงๆนี่เพราะมีอุปาทาน เพราะอยู่ที่บ้านเรา มันเป็นบ้านของฉัน จะทำได้ยากต้องไปปฏิบัติที่อื่น ถูกต้อง ถ้ามีโอกาสไปปฏิบัติที่อ้อมน้อยได้ดี ส่งเสริม แต่ใครล่ะจะชนะกิเลสได้ ทุกวันนี้แค่มาวัดมาเรียนยังไม่ได้ แล้วจะไปปฏิบัติ ถ้าไม่เริ่มที่บ้านเราก่อน ไปอ้อมน้อยนี่ฝืนไหม ฝืน ส่วนมากฝืน พอฝืนมากเข้า มันตึงเกินไปใช่ไหมลูก ตึงเกินไป

อ้อมน้อยเกิดขึ้นมาจากจิต เราก็ตั้งเจตนา วันนี้ราชการหยุด ว่าง ถ้าจะไปอ้อมน้อยไปกลับก็หมดเวลาแล้ว เราเข้ากรรมฐานอ้อมใจ ไม่ต้องออกไปอยู่นอกบ้าน เดินเข้าห้องนอน กำหนดต่อไปนี้จะปฏิบัติวิปัสสนา เข้าไปกำหนดด้วยสติ เข้าห้องนอนกำหนดรูปนาม สร้างห้องกรรมฐานอ้อมใจเรา ใจเราพร้อมแล้ว บ้านใครมีต้นมะม่วง ต้นส้ม ต้นเงาะ ก็เป็นโคนต้นไม้ ปฏิบัติได้ ชนะกิเลสมาทำได้ทั้งนั้น

ไปอ้อมน้อยแต่ละคน น้ำเอย กาแฟเอย พัดลมเอย เครื่องสุขภัณฑ์เยอะ อุปโภคบริโภคเหมือนจะไปเข้าแคมป์ เสร็จแล้วเป็นไงลูก พอเข้าห้องจัดไอ้นี่ วางไอ้นั่น หมดเวลา นอนเหยียด พอตื่นขึ้นมาปิ่นโตมาส่ง เอ้ากิน กินเสร็จ รู้สึกแน่น ถีนะเข้า ต้องเดินเสียหน่อยเพื่อให้หายอิ่ม ตัณหานำไปทุกขณะ

ที่ดูๆมาเป็นอย่างนั้น พอเข้าห้องต้องจัดของก่อน ต้องเป็นระเบียบ ต้องวางให้หยิบได้ จะได้ไม่ทุกข์ หลอกตัวเองว่าจะเป็นทุกข์ แต่ไม่ใช่หรอก ชอบ พวกราคจริต พอจัดเสร็จก็เหนื่อยเพลีย หลับ พอตื่นขึ้นมาเขาวางแก๊ก อุ๊ย ปิ่นโตมา กิน ไม่มีเวลาปฏิบัติเลย ฉะนั้น ทำตรงนี้ดีที่สุด จริงไหมลูก

คำถาม
ทีนี้ถ้าเราพร้อม เราทำที่บ้านได้อยู่แล้ว การไปปฏิบัติที่สำนักก็จะดีกว่าใช่หรือไม่

คำตอบ
มันเจริญเร็ว

คำถาม
แต่ไม่ถึงกับเป็นสิ่งจำเป็นใช่หรือไม่ เพราะแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน

คำตอบ ถูกแล้ว ไม่ใช่กฎตายตัว

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2551 , 13:37:25 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )


  สลักธรรม 2



คำถาม ที่ว่าอารมณ์ภายนอกสามารถพิจารณาให้บรรลุธรรมได้นี่ เช่น พิจารณาใบไม้ร่วงแล้วเห็นไตรลักษณ์ การพิจารณาใบไม้ร่วงหรือพิจารณาดอกไม้ทองอย่างที่ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ แล้วบรรลุธรรมได้นี่ อารมณ์ดังที่ว่านั้นเป็นอารมณ์ภายนอก และไม่ใช่อารมณ์ปัจจุบัน ปัจจุบันนี่คือตาเห็นสี เห็นรูปไปเลย เพราะฉะนั้น การที่ใบไม้ร่วงไปต่อหน้าอย่างนั้นคงไม่เป็นปัจจุบัน

คำตอบ
คนเราอ่านจากที่เขาเล่ามาว่า พระพุทธองค์ทรงนิมิตดอกไม้ทองขึ้นมาแล้วให้ร่วง มีบุคคลสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ ด้วยการพิจารณาอารมณ์ภายนอกจากใบไม้ร่วง

อ่านตรงนี้เราก็วาดจินตนาการว่าใบไม้มันร่วงอย่างไร ใบไม้ก็ต้องร่วงจากต้น จากต้นมันจะเป็นไตรลักษณ์ได้อย่างไร เพราะมันไม่ใช่ปัจจุบัน เป็นความเข้าใจจากสัญญาเก่าของเรา แต่ในความจริงเขาไม่ได้เขียนไว้นี่ลูก ความจริงมันเป็นปัจจัตตังเฉพาะตน

หนังสือจึงไม่มีบทบาทเท่ากับปฏิบัติได้ เพราะแต่ละคนมีสัญญาว่าดอกไม้ต้องสวย สีทองชอบ และผู้นั้นมีกำลังสติแก่กล้าแล้ว เห็นการเกิดดับที่ทวาร ไม่ได้เกิดที่รูปดอกไม้ พอเห็นรูปอันนั้นตกลงมาอารมณ์ภายนอกเป็นปัจจัยให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาที่ทวารตา

ตาเห็นได้ต้องมีแสงสว่าง มีรูปเป็นปัจจัย มีจิตรู้ทำงานรวมกับจักขุปสาทะ จิตมันดับตรงนี้ ตาเรายังจ้องอยู่มันก็ไม่เห็นใช่ไหมลูก ตาที่เบิกโพลงจ้องอะไรอยู่นี่กำลังของสติมันมีมหาศาล มันอยู่กับปัจจุบัน จิตทำงานเสร็จ เหมือนกับทีวีที่ลูกดูต้องมีเครื่องถ่ายเข้าไปใช่ไหมลูก ถ้าตัวนี้ดับข้างหน้าก็ต้องดับด้วย

ใบไม้ที่กำลังร่วงนี่ ตรงที่กำลังเห็นมันต้องเกิดดับ เกิดดับอยู่ จึงเห็นมันค่อยๆร่วงลงมา ความจริงมันไม่ได้เป็นรูปหรอก มันเห็นแล้วก็ขาด แล้วก็ดับ ทีนี้มันไวเห็นดับเลย อารมณ์ภายนอกเป็นปัจจัยให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาที่ทวาร

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2551 , 13:47:44 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )


  สลักธรรม 3



คำถาม ถ้าเช่นนั้นการที่เห็นใบไม้ร่วงหรือดอกไม้ทองก็ไม่จำเป็น อาจจะเป็นภาพอื่นๆก็ได้ใช่หรือไม่

คำตอบ
อะไรก็ได้ สักวันหนึ่งถ้าลูกมานั่งเรียนพระอภิธรรม และมีสติเป็นมหาสติ ลูกจะเห็นพ่อหัวขาด แขนขาด ดับอยู่ก็ได้ ในรูปแต่ละรูปมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นามแต่ละนามมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือไม่ทางหู ได้ยินปุ๊บมันดับ เพราะจิตมันจับตรงนี้ ได้ยินมันก็ไม่มี

เหมือนกับทีวีกำลังฉายอยู่แล้วเราหลับตาลง ตรงนั้นก็ขาดไปใช่ไหมลูก การหลับตานี่เปรียบเหมือนจิตมันดับ อารมณ์ยังเกิดอยู่ รูปยังเกิดอยู่ แต่ที่เห็นมันดับ ตรงนั้นมันไม่เกี่ยวแต่มันเป็นเหตุปัจจัย เพราะมันต้องมีสมุฏฐานของรูปหรือนาม มาเป็นเครื่องให้สติเห็น

จึงบอกว่าอ่านพระไตรปิฎกกันมาต้องเป็นอย่างนี้ เป็นใบไม้ ไปนั่งกำหนดใบไม้ให้เห็นใบไม้ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น รูปนกบนฝาผนังไม่ได้อยู่เป็นสุขนะ พระที่ตั้งอยู่ไม่เป็นรูปพระนะ เป็นสสารพลังงานจับกลุ่มกัน เห็นอย่างนี้ตรงไหนก็ได้ เป็นอารมณ์ภายนอกทั้งนั้น

คำถาม
ถ้าเช่นนั้นที่พระพุทธองค์ทรงนิมิตดอกไม้ทอง ก็เพื่อโน้มน้าวจิตใจของผู้ปฏิบัติให้เข้าสู่ไตรลักษณ์ใช่หรือไม่

คำตอบ
ใช่ เหมือนกับเป็นผู้ที่ไปจุดประทัด เป็นเหตุปัจจัยให้ถึงพร้อมแล้ว เหตุปัจจัยก็ต้องเหตุปัจจัยภายนอก และเราก็ต้องมีเหตุปัจจัยภายในด้วย ทำไมบุคคลนั้นจึงไปประจักษ์ต่อพระพักตร์ของพระพุทธองค์ แล้วพระพุทธองค์ทรงทำนิมิตให้เห็น วิบากกุศลกำลังส่งใช่ไหมลูก

คนที่อยู่เฉพาะพระพักตร์นี่ ต้องมีวิบากกุศลอันแรงกล้า กรรมตัดรอนกำลังส่งผล กรรมตัดรอนนั้นก็คือ พระพุทธองค์ทรงตัดรอนให้ขาดจากการเวียนว่ายตายเกิด เห็นของจริง ต้องมีวิบากของตัวเอง เหตุอดีตต้องให้ผล

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2551 , 13:56:11 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )


  สลักธรรม 4



คำถาม อ่านหนังสือเสรีธรรมแล้ว เกิดความสงสัยในเรื่องของสติปัฏฐาน ขอให้อธิบายคำว่า หัวใจเป็นรูป จิตและสติ กับที่บอกให้กำหนดใจให้อยู่ที่ใจ

คำตอบ
หัวใจเป็นรูป จิตเป็นนาม จิตต้องอิงอาศัยรูปเกิด จิตจะล่องลอยไม่ได้ รูปนั้นคือหทยวัตถุคือหัวใจ หัวใจในสรีรร่างกายแบ่งออกเป็น ๔ ห้อง ห้องที่ ๔ คือหทยวัตถุเป็นที่ตั้งของจิต ให้จิตนั้นทำงานเป็นพลัง ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจ ถ้าว่าด้วยกาย หัวใจก็เป็นรูป

คราวนี้ถามเรื่องจิตกับสติ แล้วก็ใจ การนึกคิด เราใช้ต่างกัน จิตเป็นนาม ใจนั้นคือหัวใจ ใจเป็นรูปไม่สามารถทำงานเองได้โดยลำพัง ต้องมีจิตเป็นตัวสั่งงาน เฉือนได้ไม่เจ็บ ที่เจ็บคือจิตเจ็บ ใจคือรูป จิตคือนาม สติคือตัวปรุงแต่งจิต ปรุงแต่งนามให้ตั้งอยู่ที่หัวใจ ในการนึกคิดต่างๆไปในทางที่ชอบ

พึงกำหนดใจให้อยู่ที่ใจ ก็คือรูปอยู่ตรงไหน นามต้องอยู่ตรงนั้น เพราะคนเรารูปอยู่ตรงนี้ นามไปอยู่ตรงโน้น ไม่เป็นความจริง เป็นคำศัพท์ที่ใช้ทำให้เกิดความเข้าใจ เราเตือนตัวเองได้ว่าตัวอยู่ตรงไหน ใจต้องอยู่ตรงนั้น ไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง

ถ้าเป็นการปฏิบัติวิปัสสนา รูปอยู่ตรงไหน นามต้องอยู่ตรงนั้น เพราะรูปกับนามต้องสัมพันธ์กัน รูปเดินไปทางหนึ่ง นามไม่สั่ง เดินไม่ได้ จงตั้งจิตไว้ที่ใจ คือตรงต่องาน ไม่จำเป็นไม่ต้องดู ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด ไม่ต้องฟัง เพราะว่าเราต้องรักษาภพภูมิของเราให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความบริสุทธิ์ ถ้าเราเดินไปแต่ใจนึกคิดไปสารพัด รถชนก็ได้ หกล้มก็ได้ ฉะนั้น เตือนตัวเองรูปอยู่ตรงไหน นามอยู่ตรงนั้น รูปนั่งอยู่ นามก็ต้องรู้ รู้สึกตัวคือมีสติอยู่กับนามว่า รู้สึกตัวว่ารูปนั่ง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2551 , 14:00:36 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )


  สลักธรรม 5



คำถาม การพิจารณากายให้เห็นอาการเปลี่ยนแปลง มันพองแล้วก็ยุบเป็นสาเหตุนำไปสู่นามรูปปริเฉทญาณด้วยได้หรือไม่

คำตอบ
ไม่ได้ลูก เป็นการสร้างสมาธิเท่านั้นเอง เพราะยังมีคำสมมุติอยู่ ปัญญาจะต้องละทิ้งสมมุติออก

คำถาม
การที่หลวงพ่อสอนว่ารูปเจ็บไม่มี เป็นนามเจ็บ และการเปลี่ยนอิริยาบถนั้น ทำไมจึงว่าโลภะนำไป

คำตอบ
ไม่ใช่ลูก ทุกวันนี้เราเปลี่ยนโดยที่เราไม่มีเหตุผลให้กับชีวิต คนขาดเหตุผลคือขาดปัญญา ในการเจริญวิปัสสนา ขณะที่เรานั่ง นั่งอย่างไรก็แล้วแต่คือรูปนั่ง รู้ว่าเป็นรูปนั่งขณะที่รู้ว่าเป็นรูปนั้นปัญญารู้ ถ่ายถอนความเป็นอัตตาคือตัวตนออกไป ความวิปลาส ความโง่ออกจากชีวิต ขณะที่เมื่อยเกิดขึ้นมา เรารู้ว่านามเมื่อย เมื่อยนี้เป็นทุกข์ เพราะรู้ว่าทุกข์จึงเปลี่ยน เช่น นั่งขัดสมาธิอย่างนี้เราก็กำหนดรูปนั่ง ขณะกำหนดรูปนั่งได้อะไรแล้ว ปัญญาเกิด ถ่ายถอนตัวตนออกไปว่าเป็นเรานั่ง

ขณะรู้ว่าปวดขา สติเป็นตัวระลึกได้ว่านามเป็นผู้ปวด ตรงนี้สติเกิด สติเป็นมหากุศลนะตอนนั้น แล้วรู้ว่านามปวด รู้ถูกต้องคือไม่ใช่เราปวด ตัวตนไม่มีก็ถ่ายถอยสักกายทิฏฐิ สาเหตุนี้จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ห้อยขา พอห้อยขาแล้วก็กำหนดรูปนั่งต่อ เรามิได้อยากห้อยขาเอง มันมีเหตุจำเป็น แต่ทุกวันนี้เราเปลี่ยนโดยขาดเหตุ เพราะอยาก การปฏิบัติวิปัสสนานั้นต้องไม่มีตัณหาเข้าร่วม ถ้ามีโยนิโสมนสิการถูกต้อง

พ่อเปรียบการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างง่ายๆว่า ให้วางชีวิตโดยใส่เครื่องหมายคำถามไว้ตลอดเวลา ทำทำไม ห้อยขาเมื่อย ยกขึ้น เพราะบางคนนี้พอห้อยขาปุ๊บ สั่น ถามว่าสั่นทำไม เปลืองมหาภูตรูป ทุกวันนี้ร่างกายเราเสื่อมอยู่แล้ว ทำทำไมแบบนี้ อะไรที่ไม่จำเป็นไม่ต้องทำ เมื่อจำเป็นจะต้องทำ มีสติรู้เหตุ เพราะทุกข์จึงเปลี่ยน

การนั่งถึงยังไม่ทุกข์ แต่กิริยามารยาทไม่เรียบร้อย เช่น พ่อนั่งห้อยขา มีคนนั่งอยู่ข้างล่าง ยังไม่เมื่อยเลย แต่มีสติรู้ว่าขาดความสำรวม รู้ว่าความไม่สำรวมเป็นฝ่ายบาป ความสำรวมเป็นฝ่ายบุญ จิตนั้นมีหิริโอตตัปปะ ไม่จำเป็นต้องเมื่อยก็เปลี่ยนได้ เพราะเรารู้แล้วว่าไม่ดี จึงต้องทำดี หิริโอตตัปปะก็เข้า เป็นฝ่ายบุญนะลูกนะ ฉะนั้น การปฏิบัติวิปัสสนาเป็นการวางชีวิตอยู่กับบุญ สติ สัมปชัญญะตลอดเวลา

พ่อเมตตากรุณา ( ลูกศิษย์คนหนึ่ง ) นี่ก็เหมือนกัน อดีตชาติต้องเคยเป็นทหารเอกของใครสักคนหนึ่ง เดินอย่างกับทหาร กำหนดเดินตรงถึงโน่นหยุดกลับ เดินกลับ อยากจะไปสะกิดบอกว่า ไว้ตอนที่เขาสวนสนามแล้วค่อยเดินกลับ ทำตามธรรมชาติลูก ธรรมชาติที่เรารู้ว่าไม่สมควร ทุกข์เกิดไหม กำหนดแก้ไข อย่าทำอิริยาบถให้ผิดปกติ เพราะถ้าผิดปกติ นั่นคือการตั้งใจทำ ความอยากเข้าร่วมแล้ว ตัณหาเข้าโดยที่เราไม่รู้

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2551 , 14:09:32 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )


  สลักธรรม 6



คำถาม การพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมเป็นอย่างไร

คำตอบ
กายในกายจะเห็นได้ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ เวทนาในเวทนาจะเห็นได้ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ จิตในจิตจะเห็นได้ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ ธรรมในธรรมจะเห็นได้ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ แต่การพิจารณาจะพิจารณาอย่างไร ทางสายเดียวเท่านั้นที่จะเดินสู่มรรคผลนิพพานได้ คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔

สติ คือการระลึกรู้สึกตัว
ปัฏฐาน คือ การกระทำที่มีที่ตั้ง ๔ ที่ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม

การที่เราจะเจริญมหาสติปัฏฐานได้ต้องรู้จักกาย รู้จักเวทนา รู้จักจิต รู้จักธรรม

กาย
คือ ศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งอวัยวะภายในและอวัยวะภายนอก อวัยวะที่เราสามารถมองเห็นได้ทางตา เราเรียกว่ารูปธรรม

เวทนา
คือ การเสวยอารมณ์ เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เฉยๆบ้าง เป็นโทมนัสก็ได้ เป็นโสมนัสก็ได้ ไม่มีรูปปรากฏแต่เป็นของที่มีอยู่จริง เรียกว่านามธรรม

จิต
คือ ตัวรู้ในอารมณ์ต่างๆที่เข้าออกกระทบระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอก จิตทำงานกับตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ การรู้ของจิตรู้ทีละขณะ เราไม่สามารถมองเห็นจิตได้จึงเป็นนามธรรม

ธรรม
คือ ธรรมชาติมีทั้งแบบเปิดเผยได้แก่ การเดิน ยืน นั่ง นอน เราสามารถมองเห็นได้ เป็นรูป และธรรมชาติแบบซ่อนเร้น ไม่มีรูปปรากฏแต่มีอยู่จริง ได้แก่ รัก เกลียด ชอบ ชัง ปวด เมื่อย ฟุ้ง เจ็บ คัน เป็นนาม

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2551 , 14:17:45 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )


  สลักธรรม 7



กาย เวทนา จิต ธรรม ก็คือ รูปธรรมและนามธรรม รูปตั้งอยู่กับกาย นามตั้งอยู่กับเวทนา จิต ธรรม หรือรูปตั้งอยู่กับธรรม

ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องเข้าใจเรื่องปรมัตถ์สัจจะว่า คำว่ารูปนามมาจากไหน คำว่ารูปนามมาจากความจริงของชีวิต ชีวิตประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นรูปธรรม ๑ กองและนามธรรม ๔ กอง ส่วนที่เราเรียกผู้หญิง ผู้ชาย พระ เณร ชี คนไทย จีน ฝรั่ง แขก เป็นสมมุติสัจจะ ซึ่งไม่ใช่ความจริงเลย

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อยืนอยู่บนพื้นฐานความจริง ด้วยการกำหนดรู้เฉยๆ ทำลายความยินดี ทำลายความเสียใจ อภิชฌาและโทมนัส ด้วยการมีสติตั้งมั่นอยู่กับฐานใดฐานหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน ถ้าเกิดขึ้นที่กายให้กำหนดรูป ถ้าเกิดขึ้นที่เวทนาให้กำหนดนาม ถ้าเกิดขึ้นที่จิตให้กำหนดนาม ถ้าเกิดขึ้นที่ธรรมจะเป็นรูปหรือเป็นนามก็ได้ อยู่ที่สภาวะว่าอันไหนจะมีความรุนแรงเด่นชัดกว่ากัน

ทำไมต้องกำหนดรูปนาม นี่คือหลักสำคัญ เพราะจะต้องเอาคำว่ารูป ว่านาม มาเป็นตัวรื้อสัญญา สัญญาอะไร สัญญาวิปลาส คือความจำที่ผิดจากความเป็นจริง คลาดเคลื่อน ไม่มีความจริงเลย ความคลาดเคลื่อนนั่นคือ ผู้หญิง ผู้ชาย พระ เณร ชี คน สัตว์ แท้จริงไม่มี มีแต่รูปนาม แต่เรามีสัญญาวิปลาสว่าเป็นหญิง เป็นชาย เป็นคน เป็นสัตว์ สร้างอำนาจสักกายทิฏฐิ คือ ความเข้าใจผิดในกายตนเกิดขึ้น จึงต้องมีสติกำหนดอยู่กับความเป็นจริงของปรมัตถ์สัจจะให้รู้ว่า ในความจริงนั้นเวลาเดิน ยืน นั่ง นอน อะไรยืน เดิน นั่ง นอน

ที่เราเห็นได้เรียกว่ารูป รูปยืน รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอน แต่เวลารัก เกลียด ชอบ ชัง โกรธ เราเคยนึกว่าเรารัก เราเกลียด เราชอบ เราไม่มี เอาสมมุติออกไป มีแต่นามรัก เกลียด ชอบ ชัง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2551 , 14:24:20 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )


  สลักธรรม 8



ฉะนั้น การปฏิบัติทางด้านกาย อิริยาบถน้อย อิริยาบถใหญ่ เดิน ยืน นั่ง นอน ต่างๆ ที่เราเห็นได้เรียกว่ารูป

นอกจากรื้อสัญญาแล้วยังทำลายการเปรียบเทียบ เพราะถ้ายังมีการเปรียบเทียบอยู่ ความพอใจกับความไม่พอใจก็ยังมีอยู่ ถ้าเป็นรูปเหมือนกันหมดไม่ว่าฉันหรือเขา ใครก็แล้วแต่เป็นรูป ชั้นวรรณะผิวพรรณน้อยลง เมื่อน้อยลงทุกข์ก็น้อยลง ทำลายความกำหนัดยินดี ทางกายให้กำหนดรูป เวลาเรานั่งเราเคยรู้สึกว่าเรานั่ง เราไม่ได้นั่ง รูปมันนั่ง นี่คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เวลาเรารู้สึกว่าเป็นสุขเป็นทุกข์ นามเป็นสุข นามเป็นทุกข์ นามหดหู่ นามเศร้าหมอง เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ทางจิต เวลาเราเห็น เราเคยรู้ว่าฉันเห็น สวยไม่สวยก็เกิดขึ้น ฉันหอมเหม็นเกิดขึ้นเลย ฉันไม่ได้ได้กลิ่น นามได้กลิ่น ฉันไม่มี เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ส่วนเวลาเหยียด คู้ ก้ม เงย เดิน ยืน นั่ง นอน เป็นรูป รู้สึกตัวด้วยสติว่ารูปมันทำอยู่ในลักษณะใด อาการใด หรือเวลาคัน ปวด เจ็บ เราเคยรู้สึกว่าเราเจ็บ เราไม่มี นามเป็นผู้รู้สึก เป็นธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ชีวิตจึงมีแต่รูปแต่นาม รื้อสัญญาเก่าๆออกจนหมดสิ้น จึงยกระดับตัวเองออกจากความหลงผิด เข้าใจผิดว่าชีวิตเป็นของดี มันเหมือนกันหมด สวยไม่สวยนั่นอนาคต ยังมาไม่ถึงเลย ที่มันมาได้ก็เพราะมีสัญญาวิปลาส ถ้าเราเห็นเป็นรูปอย่างเดียว จะตัดอภิชฌาและโทมนัสได้

อะไรเข้ามาก็แล้วแต่ ทางตาให้กำหนดนามเห็น ไม่ใช่ฉันเห็น เพราะความเข้าใจผิดคิดว่าฉันเห็นเป็นสักกายทิฏฐิ ถ้ายังมีเราอยู่ สุขทุกข์ต้องมี แต่คราวนี้นามเป็นผู้เห็น มันจะสวยหรือไม่สวยฉันไม่เกี่ยวแล้ว เอาคำใหม่มารื้อของเก่า

เหมือนกับลูกตอนนี้ชื่อบัญชา สมมุติว่าให้เปลี่ยนเป็นชื่อเสือ ลูกจะเขียนอะไรก็แล้วแต่ต้องเสือหมด เพิ่งจะเปลี่ยนใหม่ๆ พอจะเขียนก็ยังบัญชาอยู่ ต่อไปชะงัก ไม่ได้แล้วตอนนี้ชื่อเสือ ตอนนั้นสติเกิด นั่นละรูปนามจึงมาเป็นตัวรื้อสัญญา สติที่ระลึกได้จะละสังโยชน์ทันที

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2551 , 14:39:37 น.] ( IP = 118.173.35.69 : : )


  สลักธรรม 9

แม้จะตั้งใจอ่านพระสูตรอย่างไร หากไม่มีพื้นฐานของพระอภิธรรมและความเข้าใจจริงในเรื่องของวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ก็ยากที่จะเข้าใจเรื่องราวที่ปรากฏในพระสูตรนั้นได้จริงๆ

มาอ่านคำตอบของหลวงพ่อแล้วทำให้เห็นข้อควรระวังในการศึกษาตำราเป็นอย่างมาก ทั้งการประมาทในการตีความด้วยตนเองด้วย โดยเฉพาะความอาจเอื้อมในการใช้ภูมิรู้อันต่ำต้อยไปสรุปสภาพธรรมของพระอริยะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะพี่ธัญธร

โดย น้องกิ๊ฟ [24 ธ.ค. 2551 , 10:49:18 น.] ( IP = 125.27.170.207 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org