มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก (๑๐)






ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๑๐. ทุกข์ในรูปแห่งสุข

พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนั้น เป็นผู้มีคุณธรรมสูงยิ่งดังกล่าวมา จึงเป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธบริษัททั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต คฤหัสถ์บางท่านเพียงพระสารีบุตรทักทายปราศรัยกับบุตรของตนเท่านั้น ก็มีจิตชื่นบานปราโมชประมาณมิได้ ดังพระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา มีเรื่องย่อดังนี้

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ปากุณฑธานวัน ใกล้นครกุณทิยาของพระเจ้าโกลิยวงศ์...พระญาติฝ่ายพระมารดา

พระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา ทรงครรภ์อยู่ ๗ ปี เจ็บครรภ์อยู่ ๗ วัน ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสแต่ทรงอดกลั้นทุกขเวทนานั้นด้วยสัมมาวิตก ๓ ประการ คือ ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย มีอาทิว่า “โอ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบแท้ ทรงแสดงธรรมเพื่อละความทุกข์อย่างนี้ ทรงย้ำอยู่เสมอว่า ความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว...ปฏิบัติเพื่อละทุกข์อย่างนี้ พระนิพพานซึ่งเป็นธรรมที่ไม่มีทุกข์อย่างนี้เป็นสุขจริงหนอ”

ภราดา! พระนางสุปปวาสาทรงเป็นอริยสาวิกาได้บรรลุธรรมแล้ว ได้เห็นธรรมแล้วในระดับต้น พระนางได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่าเป็นผู้เลิศ(เอตทัคคะ) กว่าสาวิกาทั้งหลาย ผู้ถวายของอันประณีต ถวายของด้วยความเคารพเลื่อมใส แต่เพราะกรรมเก่าของพระนางและพระโอรสผู้อยู่ในครรภ์ จึงทำให้เกิดทุกขเวทนาสาหัสเช่นนั้นขึ้น

พระนางทรงดำริว่า ชีวิตคงสิ้นสุดคราวนี้เป็นแน่แท้ จึงขอร้องให้พระสวามีไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกราบทูลให้ทรงทราบ เรื่องทุกขเวทนาของพระนาง

พระองค์ทรงทราบเรื่องนั้นตามคำบอกเล่าของพระสวามีของพระนางสุปปวาสาแล้ว ตรัสว่า “ขอสุปปวาสา โกลิยธิดา จงมีสุขหาโรคมิได้ และจงคลอดบุตรผู้หาโรคมิได้เถิด”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ธ.ค. 2551 , 09:34:03 น.] ( IP = 125.27.170.207 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ภราดา ! เพียงเท่านี้พระนางสุปปวาสาก็ประสูติพระโอรสหาโรคมิได้ พระโอรสของพระนางก็คือพระสีวลีนั่นเอง เรื่องนี้เป็นไปโดยพุทธานุภาพ อันพุทธานุภาพนั้นเป็นอจินไตยอย่างหนึ่ง คิดเอาอย่างคนสามัญมิได้

พระสวามีของพระนาง ทรงทราบเรื่องนี้แล้วทรงดีพระทัยเป็นหนักหนา ทรงดำริว่า “โอ น่าอัศจรรย์จริง ! เรื่องไม่เคยมีได้มีขึ้นแล้ว เรื่องไม่เคยเป็นได้เป็นขึ้นแล้ว พระตถาคตเจ้าทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากน่าปลื้มใจจริง”

พระนางสุปปวาสา ทรงขอร้องพระสวามีให้ไปทูลเชิญพระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เพื่อเสวยพระกระยาหารที่พระราชนิเวศน์เป็นเวลา ๗ วัน

สมัยนั้นอุบาสกผู้หนึ่ง ผู้เป็นอุปฐากของพระมหาโมคคัลลานะ ได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไว้แล้ว เพื่อเสวยและฉันในเรือนของตนในวันรุ่งขึ้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขอให้พระมหาโมคคัลลานะไปหาอุบาสกนั้นและขอร้องว่า ถ้าจะเลื่อนการถวายไทยธรรมของตนไปภายหลังกิจนิมนต์ของพระนางสุปปวาสาแล้ว จะขัดข้องหรือไม่

เมื่อพระมหาโมคคัลลานะไปขอร้องอุบาสก ดังนั้นอุบาสกจึงกล่าวว่า “ถ้าพระคุณเจ้าเป็นผู้ประกันเรื่องสามอย่างได้ ก็จะยินยอมตามที่ขอร้อง ถ้าประกันไม่ได้ก็ไม่ยินยอม คือ ภายในเจ็ดวันนี้ โภคทรัพย์ของข้าพเจ้าจะไม่เป็นอันตรายใดๆ ชีวิตของข้าพเจ้าจะไม่สิ้น และศรัทธาของข้าพเจ้าจะไม่ถอย”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ธ.ค. 2551 , 09:34:41 น.] ( IP = 125.27.170.207 : : )


  สลักธรรม 2

พระเถระอัครสาวกผู้เลิศด้วยฤทธิ์ เพ่งพินิจอยู่ครู่หนึ่ง “ดูก่อนอุบาสก อาตมารับประกันให้ได้ ๒ ประการ คือ โภคะของท่านจะไม่เป็นอันตรายใดๆ และชีวิตของท่านจะไม่สิ้น ส่วนศรัทธานั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับใจ อาตมาประกันให้ไม่ได้ ขอท่านจงประกันตัวท่านเองเถิด”

อุบาสกนั้นจึงรับว่า จะประกันศรัทธาของตนเอง เพราะเป็นผู้ได้เห็นสัจธรรมแล้ว ศรัทธาจึงไม่คลอนแคลน เขาอนุญาตให้พระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ไปเสวยที่พระราชนิเวศน์ของพระนางสุปปวาสาก่อน ด้วยความเคารพในพระมหาโมคคัลลานะ ด้วยปรารถนาความสุขและความเจริญด้วยบุญของพระนางสุปปวาสานั้น

ดูก่อนผู้แสวงธรรม ! เรื่องนี้บางคนอาจนึกตำหนิว่า พระศาสดาทำไมจึงทรงทำเช่นนั้นเล่า ในเมื่อทรงรับนิมนต์ของอุบาสกไว้ก่อนแล้ว ที่ทรงทำเช่นนั้นน่าจะเป็นเหตุด้วย ๒ ประการคือ

ประการที่หนึ่ง ทรงบำเพ็ญญาตัตถจริยา คือประโยชน์ของพระญาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในประโยชน์สามที่ทรงบำเพ็ญอยู่เป็นประจำ

อีกประการหนึ่ง พระนางสุปปวาสาผ่านอันตรายแห่งชีวิตมาใหม่ๆ หากได้ทำบุญตามใจปรารถนา ย่อมจะทรงปีติโสมนัสมากเป็นพิเศษ

พระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา ทรงอังคาส คือเลี้ยงภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ด้วยพระหัตถ์ของพระนางเองสิ้นเวลา ๗ วัน ให้ทารกถวายบังคมพระบรมศาสดาและภิกษุสงฆ์ พระสารีบุตรได้ทักทายทารกนั้นว่า พ่อหนูสบายดีหรือ? เพียงเท่านี้เอง พระนางสุปปวาสารทรงชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก ที่พระธรรมเสนาบดีทักทายพระโอรสของตน

ดูเถิดภราดา ! คนดีมีศีลธรรมเข้าไปเกี่ยวข้องกับใครก็ก่อความชุ่มเย็นเป็นสุขแก่ผู้นั้น ศีลธรรมจึงเป็นแก่นสารของชีวิต หาใช่สิ่งอื่นไม่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ธ.ค. 2551 , 09:35:04 น.] ( IP = 125.27.170.207 : : )


  สลักธรรม 3

พระบรมศาสดาทรงทราบวารจิตของพระนางสุปปวาสาว่าชื่นชมเบิกบานเช่นนั้นจึงตรัสถามว่า “ถ้ามีบุตรอย่างนี้อีกจะพอพระทัยไหม? ”

พระนางกราบทูลว่า “หม่อมฉันปรารถนาอีกแม้สัก ๗ คนก็ได้”

พระสุคตเจ้าทรงเปล่งอุทานเป็นเชิงเตือนในเวลานั้นว่า “สิ่งที่ไม่น่ายินดี มักปลอมมาในรูปที่น่ายินดี สิ่งไม่น่ารัก มักมาในรูปที่น่ารัก ทุกข์ มักมาในรูปแห่งสุข เพราะเหตุนี้ คนจึงประมาทกันนัก”

ท่านผู้แสวงสัจจะ ! คนส่วนมากหลงใหลในมายาธรรม คือสิ่งกลับกลอกหลอกลวง ยึดถือเอาว่าเป็นสัจธรรมคือความจริง จึงถูกมายาธรรมนั้นห้ำหั่นย่ำยีบีบคั้นหัวใจให้ต้องเศร้าโศก คร่ำครวญรำพัน ที่ว่าสุขก็หาใช่สุขจริงไม่ มันเป็นเพียงทุกข์ที่ปลอมเข้ามาในรูปแห่งสุข หรือมีสุขเป็นเหยื่อล่อเล็กน้อย เหมือนศัตรูปลอมมาในรูปแห่งมิตร

อนึ่ง ความสุขที่เกิดจากโลกียารมณ์ รัชนียารมณ์นั้น ล้วนมีทุกข์เป็นพื้นฐานเสียก่อน แล้วจึงมีสุข ความจริงก็คือความทุกข์ที่ลดลงเพราะบำบัดถูกวิธีเท่านั้นเอง และมีความทุกข์ติดตามมาอีกอย่างกระชั้นชิด บำบัดได้คราวหนึ่งก็สมมติเรียกว่าสุขคราวหนึ่ง

ลาภผลซึ่งคนแสวงหากันนักหนา ด้วยความยากลำบากนานาประการ ต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงก็มีนั้น เมื่อได้มาแล้วหาใช่จะอำนวยสุขให้ฝ่ายเดียวไม่ มันมีความทุกข์ความกังวลใจแอบแฝงมาด้วย ต้องเฝ้าต้องระวังจนไม่เป็นอันนอนให้เป็นสุขก็มี ต้องเสียชีวิตในการป้องกันทรัพย์สินก็มี

มียศแล้วต้องมีความเป็นอยู่เติบกว่าคนสามัญ ต้องหาทรัพย์มากขึ้น มักหาได้ไม่พอใช้ ต้องมีภาระมาก เวลาไม่เป็นของตน เป็นที่เกาะอาศัยของผู้อื่นจนนุงนัง ต้องพลอยทุกข์กับคนนั้นคนนี้ บางคนพอมียศเข้าก็ลืมตัวไม่เป็นอยู่อย่างเคย เป็นเหตุให้เสียมิตร เสียเพื่อน เสียญาติพี่น้องก็มี เพราะไปหลงติดยศอันเป็นเปลือกของคนจนแสงสว่างแห่งธรรมไม่อาจส่องถึงใจได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ธ.ค. 2551 , 09:35:53 น.] ( IP = 125.27.170.207 : : )


  สลักธรรม 4

ท่านผู้แสวงสัจจะ ! เรื่องนี้อย่าพูดเพียงคฤหัสถ์เลย แม้บรรพชิตบางรูปก็เมายศเหมือนกัน ยิ่งยศสูงขึ้น อาสวะก็พลอยหนาขึ้นตาม มันย้อมจิตให้มัวเมาและเมาหนักขึ้นเพราะเปลือกหนาขึ้น อยู่ในแวดวงของลาภ ยศ สรรเสริญเสียจนเคยตัว ทำผิดไม่มีใครกล้าติเตียน ทำถูกเล็กน้อยคนก็คอยชมแล้วชมอีกจนใจเหลิง

เพราะสรรเสริญเหมือนเหล้าหวานชวนให้เพลิน ดื่มเท่าไรไม่พอ เผลอตัวได้ง่าย ดื่มเหล้าเสียอีก ยั้งได้ง่ายกว่า และมีผู้คอยช่วยยั้ง ส่วนสรรเสริญมาจากผู้อื่นยั่วยวนใจอยู่เสมอ อยากได้รับให้ยิ่งขึ้นกว่าที่เคยได้ เมื่อไม่ได้รับดังปรารถนาก็ร้อนใจ หรือเมื่อถูกนินทาก็เร่าร้อนยิ่งขึ้น

นี่คือโทษของลาภ ยศ สรรเสริญ เท่าที่พอมองเห็นได้ มันเป็นสุขที่อยู่กับทุกข์ จึงเป็นสุขปลอมหาใช่สุขแท้ไม่ สุขแท้ต้องเกิดจากคุณธรรม จากการทำความดี ทำความเพียรลดอาสวะ สิ่งหมักดองสันดานให้มืดมน กิเลสลดลงเท่าใด ทุกข์ก็ลดลงมากเท่านั้น

เมื่อทุกข์ลดลงถึงที่สุด ก็เรียกว่า “ที่สุดแห่งทุกข์ คือ นิพพาน” เหมือนเมื่อความร้อนลดลงก็เป็นสภาพที่เย็นที่สุด นี่แหละคือความสุขแท้ ไม่มีความทุกข์แอบแฝงมาด้วย มีความเย็นใจเป็นรางวัล

พร้อมกันนั้น ความรู้แจ้งตามเป็นจริงในสิ่งทั้งปวงก็สว่างไสวขึ้นในดวงจิต เหมือนประทีปที่ถูกจุดขึ้น ย่อมทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน คือ กำจัดความมืด ยังแสงสว่างให้เกิดขึ้น เผาเชื้อ คือน้ำมันให้สิ้นไป เป็นต้น

อีกอย่างหนึ่งความที่บุคคลได้อบรมจิตและปัญญามาน้อย แสงสว่างในดวงจิตจึงมีน้อย ไม่อาจมองเห็นสิ่งต่างๆ ตามเป็นจริงได้ จึงถูกหลอกอยู่เรื่อยไป ถูกโลกียธรรมคือลาภบ้าง ยศบ้าง เสียงสรรเสริญบ้างหลอกเอา มอมให้เมาอยู่เนืองนิตย์ จนปัญญามืดมนลง ไม่สามารถรู้เห็นตามเป็นจริงของชีวิตได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ธ.ค. 2551 , 09:37:01 น.] ( IP = 125.27.170.207 : : )


  สลักธรรม 5

ภราดา ! อันว่าบุคคลผู้เดินอยู่ในที่มืด ใครมีแสงสว่างในมือเท่าใดก็เป็นความจริงที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าได้เท่านั้น

คนมีแสงสว่างน้อยก็เห็นได้น้อย และเห็นได้เฉพาะวัตถุหยาบ ผู้มีแสงสว่างมากก็เห็นได้กว้างไกล

และแม้วัตถุละเอียดก็พอมองเห็นได้ฉันใด ในโลกสันนิวาสอันมืดมิดด้วยโมหะนี้ก็ฉันนั้น ผู้ใดมีแสงสว่างคือปัญญาน้อย ก็ได้เห็นความจริงของชีวิตน้อย ผู้มีปัญญามาก ลึกซึ้งกว้างขวาง ก็ได้เห็นความจริงของชีวิตมาก เป็นเหตุให้ฉลาดในวิถีชีวิต

รู้ว่าอะไรเป็นเหตุแห่งสุข อะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วเว้นเหตุแห่งทุกข์เสีย ประกอบพอกพูนเหตุแห่งสุข พร้อมทั้งมีอุบายอันฉลาดในการหลีกเหตุแห่งทุกข์ ประกอบเหตุแห่งสุข เหมือนคนมีจักษุดี เว้นทางอันขรุขระเต็มไปด้วยอันตราย ดำเนินไปในทางที่ปลอดภัยฉะนั้น

แต่น่าเสียดายที่กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คนก็มักย่างเข้าสู่วัยชราจนทำอะไรไม่ค่อยทันเสียแล้ว ได้แต่นั่งนอนทอดถอนใจว่า “รู้อย่างนี้คงจะทำอะไรๆ ได้ดีกว่านี้”

ท่านผู้แสวงสัจจะ ! ความเข้าใจในชีวิตเป็นเรื่องประเสริฐสุดของมนุษย์ ศิลปะแห่งการดำรงชีวิต เป็นศิลปะชั้นสูงของมนุษย์ ความสามารถในการดำเนินชีวิตให้ดี เป็นความสามารถอันเลิศของมนุษย์ น่าเสียดายที่คนส่วนมากใช้เวลาของชีวิตไปเรียนรู้เรื่องอื่นเสียหมด ไม่ได้เรียนรู้และไม่เข้าใจเรื่องวิถีชีวิต...ชีวิตจึงหมกอยู่ในความเร่าร้อนทุรนทุรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ธ.ค. 2551 , 09:37:23 น.] ( IP = 125.27.170.207 : : )


  สลักธรรม 6

ภาพลวงตาที่เกิดจากการบำบัดทุกข์ได้ถูกวิธี..วิปริณามทุกข์..ที่กลายเป็นความสุขขึ้นมาได้ในปุถุชนเช่นเราๆ หากไม่มีสติปัญยาคอยพิจารณาแล้ว ก็คงจะต้องตกเป็นเหยื่อของอารมณ์สุขปลอมๆ เหล่านี้อย่างหาทางออกไม่ได้


ประทับใจกับคำว่า ..แต่น่าเสียดายที่กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คนก็มักย่างเข้าสู่วัยชราจนทำอะไรไม่ค่อยทันเสียแล้ว ..เพราะเป็นทำให้เกิดแรงกระตุ้นเพื่อการดูแลตนเองให้ดีได้อย่างมากเลยค่ะ ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [24 ธ.ค. 2551 , 11:34:42 น.] ( IP = 125.27.170.207 : : )


  สลักธรรม 7

ความสุขที่เกิดขึ้นเนื่องจากทุกข์ที่ลดลงจึงเป็นความสุขชั่วคราว จึงต้องอาศัยปัญญาเข้าไปเห็นความจริงที่แท้จริงของชีวิต และเว้นเหตุแห่งทุกข์เสีย

กราบขอบพระคุณค่ะ ที่ได้นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [24 ธ.ค. 2551 , 17:46:48 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )


  สลักธรรม 8

มาอ่านแล้วทำให้ยิ่งเห็นว่าความสุขแบบโลกีย ล้วนตกอยู่ในสถาพลวงตาทั้งสิ้น มันเป็นเพียงทุกข์ที่ปลอมเข้ามาในรูปแห่งสุข อยู่เสมอ

ชีวิตจึงดิ้นรน แก้ไข เพื่อแสวงหาสุขแบบผิดๆ
กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย น้องอุ๊ [24 ธ.ค. 2551 , 19:39:52 น.] ( IP = 125.24.34.31 : : )


  สลักธรรม 9


กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [29 ธ.ค. 2551 , 11:35:03 น.] ( IP = 124.121.178.156 : : )


  สลักธรรม 10

เคยประสบกับโลกธรรมทั้ง ๘ ประการมาแล้วไม่น้อยจนเกิดความทุกข์คิดหาทางออก และกุศลในอดีตส่งจึงได้มาเรียนธรรมะที่อภิธรรมมูลนิธิได้รู้ว่าชีวิตคืออะไร เมื่อเข้าใจในเรื่องชีวิตจึงทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้ถูกต้องมากขึ้น เมื่อกระทบวิบากอกุศลจึงทุกข์น้อยลง เมื่อกระทบวิบากกุศลก็ไม่ยินดีจนเกินไป
กราบขอบพระคุณพี่เณรที่นำเรื่องดีๆและมีคุณค่ามาให้ได้อ่านอยู่เสมอ
และกราบอนุโมทนาค่ะ

โดย abctoy - [5 ม.ค. 2552 , 18:38:17 น.] ( IP = 118.172.242.156 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org