มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก (๑๑)






ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๑๐. พระธรรมเสนาบดีกับชัมพุปริพพาชิกา

เดิมทีเมื่อยังไม่ได้บวช ชัมพุปริพพาชิกา ชื่อกุณฑลเกสี เป็นธิดาเศรษฐีเมืองราชคฤห์ เมื่ออายุปฐมวัยประมาณ ๑๖ ปี นั้น มีความงามเป็นที่เลื่องลือ ใครได้เห็นก็กล่าวขวัญกันไปนาน แต่คนภายนอกไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นนางบ่อยนัก เพราะท่านเศรษฐีประคับประคองหวงแหนให้อยู่บนปราสาทชั้นที่ ๗ ให้มีสตรีรับใช้คอยเอาใจ ปรนนิบัติให้มีความสุข มิให้ขัดข้องในสิ่งที่นางปรารถนา

แต่เด็กวัยสาวอายุ ๑๖-๑๗ นั้น ย่อมมีจิตใจอยากรู้อยากเห็นในสิ่งอันตนไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น อนึ่งเล่า แรงกระตุ้นตามธรรมชาติก็คอยรบเร้าใจของนางอยู่เสมอ มีคนไม่มากนักดอกที่มีจิตใจเข้มแข็ง สามารถเหยียบสัญชาตญาณดังกล่าวนั้นไว้ได้ ไม่ให้มีพิษสงต่อชีวิตอันกระโดดเร่าอยู่บนโลกที่ระอุด้วยเพลิงนานาประการได้ นอกนั้นสัญชาตญาณแห่งธรรมชาติมักอยู่เหนือเสมอ

วันหนึ่ง นางยืนรับลมชมทิวทัศน์อยู่บนปราสาทในเวลาเย็น ได้เห็นราชบุรุษนำโจรผู้หนึ่งผ่านมา เขาถูกจับเอามือไขว้หลัง และกำลังถูกเฆี่ยนด้วยหวายครั้งละ ๔ เส้น นำไปสู่ที่ฆ่า

นางมีจิตปฏิพัทธ์ต่อโจรนั้น มีความปรารถนาอย่างรุนแรงที่จะได้โจรคนนั้น มาเป็นคู่ครอง แต่ไม่ทราบจะทำประการใด จึงเข้าห้องปิดประตูไม่ยอมพูดจากับใคร และไม่ยอมบริโภคอาหาร จิตของนางรำพึงถึงแต่โจรเท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2551 , 10:39:55 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

จวนค่ำ มารดาเข้ามาหานางถึงในห้องนอน เห็นบุตรีนอนสะอื้นอยู่บนเตียงน้อยจึงกล่าวว่า “เป็นอะไรไปหรือลูก ?”

“ไม่ค่ะ” นางตอบ

“คนรับใช้ไปบอกว่าลูกนอนร้องไห้อยู่ตั้งแต่เย็นแล้ว รับประทานอาหารเสียหน่อยซิลูก”

“ไม่ค่ะ” นางคงปฏิเสธ

“ลูกเป็นอะไรไปน่ะ ? ” มารดามองบุตรีอย่างตำหนิ “ทำไมไม่บอกแม่ แม่เคยเป็นมิตรที่ดีของลูกมาตลอด ลูกไม่เชื่อแม่หรือ ? ”

“แม่คะ แม่รักลูกไหมคะ ?” นางทอดสายตาอ่อนโยนมายังมารดา

“รักซิลูก” แม่ตอบ พร้อมลูบศีรษะบุตรีเบาๆ อย่างปรานี จริงใจ “แม่มีลูกคนเดียว แม่ทุ่มเทความรักให้ลูกของแม่คนเดียวจนหมดสิ้น”

“แม่คะ เย็นนี้น่ะ แม่ได้ยินเสียงโห่ร้องผ่านไปทางปราสาทของเราไหมคะ ?”

“ได้ยิน เสียงคนโห่ร้องยินดีที่ราชบุรุษจับโจรได้ มันเป็นคนร้ายกาจ เที่ยวปล้นเบียดเบียนสุจริตชนเขาตีมันด้วยหวายครั้งละสี่เส้นแน่ะลูก สมน้ำหน้ามัน”

“ลูกสงสารเขาค่ะ” ธิดาสาวพูด ดวงตาและแววตาบอกว่าสงสารจริงๆ

“สงสาร ! ! ” แม่ทวนคำ มองหน้าบุตรีด้วยความพิศวง “สงสารทำไม สงสารคนเลวทำไม มันมีชีวิตอยู่ก็ก่อความเดือดร้อนแก่คนอื่นมากมาย”

“แต่ลูกสงสารค่ะ ลูกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงสงสาร และอยากช่วยให้เขาพ้นจากการถูกฆ่า” บุตรีสาวยืนยันความเห็นเดิม

“ตายแล้ว ลูกแม่ คนดีถมไปทำไมไม่สงสาร ไม่อยากช่วย อยากมาช่วยคนเลว พ่อของลูกจะไม่ยอมให้ลูกช่วยเหลือเขาเป็นอันขาด”

นิ่งอยู่ครู่หนึ่งคล้ายตัดสินใจให้แน่นอนก่อนพูดว่า “หากเขาต้องตาย ลูกจะขอตายด้วยค่ะ ลูกจะอดอาหารตาย”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2551 , 10:40:26 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อเห็นว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่ได้ผลแล้ว มารดาของเธอจึงรีบบอกเรื่องนี้ให้เศรษฐีทราบ สองสามีภรรยาช่วยกันอ้อนวอนทั้งปลอบทั้งขู่ให้บุตรีเห็นว่า คนดีๆ ที่นางจะพึงรักได้ก็มีมาก สมกันทั้งศักดิ์ศรีและฐานะ แต่ธิดาเศรษฐีก็คงขอร้องวิงวอนให้มารดาบิดาไปช่วยชีวิตโจรไว้ และจะยอมตายจริงๆ หากโจรผู้นั้นถูกฆ่าตาย

ในที่สุด เศรษฐีจึงให้คนไปไถ่โจรมาด้วยทรัพย์ ๑ พันกหาปณะ ราชบุรุษได้ฆ่าชายคนหนึ่งแทน แล้วกราบทูลพระราชาว่าได้ฆ่ามหาโจรผู้นั้นแล้ว

โจรและกุณฑลเกสีได้ครองความเป็นสามีภรรยากันอย่างเป็นสุขมาหลายวัน นางมีความตั้งใจอยู่เสมอว่าจะให้สามีมีความสุข จึงปรนนิบัติด้วยมือของตนเองตลอดเวลา ตกแต่งตนด้วยอาภรณ์อันเลิศค่าเพื่อให้สามีชื่นชม

แต่วิสัยสุกร ใครจะนำมาเลี้ยงบนเรือนให้ดีอย่างไรก็ตาม พอเผลอมันก็ต้องกระโดดลงไปกินอาจมจนได้ โจรนั้นก็เช่นเดียวกัน เพียงไม่กี่วันก็คิดวางแผนเอาเครื่องแต่งกายของภรรยาเพื่อไปซื้อเหล้ากิน จึงคิดหาอุบาย เมื่อคิดอุบายได้แล้วจึงนอนทำทีเหมือนคนมีทุกข์หนัก

“พี่เป็นอะไรไปหรือ ? ” นางถามด้วยกังวล

“ไม่เป็นอะไร” โจรตอบ

“น้องทำอะไรให้พี่ไม่พอใจหรือ ?”

“ไม่มี”

“คุณพ่อคุณแม่ล่ะคะ ? ”

“ไม่เหมือนกัน”

“ถ้ากระนั้นพี่มีเรื่องร้อนใจอะไร บอกน้องซิคะ น้องจะช่วยทุกอย่าง”

โจรเจ้าเล่ห์จึงกล่าวว่า ในวันที่ถูกจับนั้นได้ผ่านภูเขาที่ทิ้งโจร ได้บนบานกับเทวดาซึ่งสิงสถิตอยู่ ณ ที่นั้นว่า หากรอดชีวิตได้ก็จะทำพลีกรรมแก่เทวดาอย่างใหญ่หลวง บัดนี้ได้รอดชีวิตแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำพลีกรรมแก้บน

“เรื่องแค่นี้ไม่น่าคิดมากเลยพี่” ภรรยาปลอบ “น้องจะจัดพลีกรรมอย่างดีทีเดียว พี่เบาใจเถิด”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2551 , 10:42:01 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : )


  สลักธรรม 3

วันรุ่งขึ้นนางได้จัดพลีกรรมทุกอย่าง เช่น ข้าวมธุปายาสที่มีน้ำน้อย ข้าวตอกและดอกไม้เป็นต้น เสร็จแล้วขึ้นสู่ยานไปยังภูเขาที่ทิ้งโจร นางประดับตกแต่งร่างกายด้วยอาภรณ์อันเลิศค่า

เมื่อไปได้หน่อยหนึ่งโจรจึงขอให้ญาติกลับเพื่อจะได้รื่นเริงบันเทิงสุขกันเพียง ๒ คน เมื่อจวนจะขึ้นภูเขา เขาก็ขอร้องให้คนนำของกลับ เขาทั้งสองนำพลีกรรมไปเอง เมื่อถึงภูเขาอันโกรกชันเป็นที่สำหรับทิ้งโจรแล้ว ภรรยาก็ขอให้สามีทำพลีกรรม แม้นางจะอ้อนวอนอยู่ ๒ - ๓ ครั้งโจรนั้นก็นิ่งเฉย

“ทำไมพี่ไม่ลงมือทำพลีกรรมคะ ? ” นางถาม

“ฉันไม่ได้ชวนเธอมาทำพลีกรรม” โจรตอบ

“อ้าว แล้วทำอะไรล่ะคะ ? ”

“จะทำฆาตกรรม ฉันจะฆ่าเธอ”

“ฆ่าน้องทำไม ? ”

“ฉันต้องการเครื่องประดับของเธอ”

“ก็ทั้งตัวน้องและเครื่องประดับของน้องก็เป็นของพี่อยู่แล้วนี่ จะต้องการเมื่อไรก็ได้นี่คะ เมื่อต้องการเครื่องประดับน้องก็จะถอดให้ แต่ขอไว้ชีวิตน้องเถอะ”

“ไม่ได้” โจรพูดเสียงกร้าว “ปล่อยเธอไป ฉันก็ตาย เธอคิดว่าฉันโง่หรือ ? ปล่อยเธอไป เธอก็ไปบอกพ่อแม่พี่น้อง ตำรวจหลวงจะได้มาลากคอฉันเข้าตะรางอีก หรืออาจประหารชีวิตฉัน”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2551 , 10:42:26 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : )


  สลักธรรม 4

นางพยายามอ้อนวอนครั้งแล้วครั้งเล่า พูดให้ระลึกถึงความหลังซึ่งนางยอมสละชีวิตตนเพื่อให้ได้เขามา แต่โจรใจเหี้ยมไร้คุณธรรมก็คงยืนยันคำเดิมว่าจะฆ่านางให้ได้ ขอให้นางถอดเครื่องประดับให้เขาเสียโดยดี อย่าต้องพาเครื่องประดับตกเหวไปด้วย

นางคิดว่าเข้าทีคับขันแล้ว จะต้องใช้ปัญญาเอาตัวรอด ธรรมดาว่าปัญญานั้นมีไว้สำหรับแก้ไขเหตุการณ์มิใช่มีไว้เพื่อต้มแกงกิน จึงขอร้องวิงวอนโจรนั้นว่า

“การที่น้องจะได้เห็นพี่ หรือพี่จะได้เห็นน้องครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ขอให้น้องได้ทำประทักษิณ(เดินเวียนขวาแสดงความเคารพ) สามรอบ และไหว้พี่ มองดูพี่ให้สมใจเสียก่อน แล้วเชิญพี่ถอดเอาเครื่องประดับและผลักน้องลงสู่หน้าผาอันเป็นที่ทิ้งโจรนี้เถิด”

โจรมิได้มีความระแวงประการใด ด้วยนึกดูหมิ่นปัญญาและกำลังของหญิง เขายืนอยู่บนยอดเขาด้วยความกระหยิ่มและประมาท เห็นโจรเผลอตัว นางจึงผลักโจรนั้นลงอย่างว่องไว โจรร่วงลงจากหน้าผาถึงกาลกิริยาทันที

นี่คือโทษแห่งการประทุษร้ายต่อผู้มีคิดประทุษร้ายตน โทษแห่งความเนรคุณ

เทวดาซึ่งสิงสถิตอยู่ ณ ยอดเขานั้น ได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด ต่างชื่นชมยินดี จึงเปล่งสาธุการว่า “บุรุษจะเป็นผู้ฉลาดในที่ทั้งปวงก็หามิได้ สตรีที่มีปัญญาใคร่ครวญให้ควรแก่เหตุการณ์นั้นๆ ก็เป็นบัณฑิตได้เหมือนกัน”

เมื่อผลักสามีผู้เป็นโจรลงเหวแล้ว นางคิดว่า หากกลับไปบ้านคนทั้งหลาย มีมารดาบิดาเป็นต้น จึงต้องถามว่าสามีอยู่ที่ไหน เมื่อเราเล่าตามความเป็นจริง คนทั้งหลายจักไม่เชื่อ ซ้ำจะด่าเราเสียอีกว่าสู้อุตส่าห์ให้ไปซื้อผู้ชายมาด้วยทรัพย์ถึงหนึ่งพันกหาปณะแล้วมาฆ่าเสียเอง คนทั้งหลายจะต้องคิดว่าเป็นคนชั่ว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2551 , 10:43:30 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : )


  สลักธรรม 5

เมื่อนางคิดดังนี้แล้ว จึงตั้งใจแน่นอนไม่กลับบ้าน นางมองดูเครื่องประดับกายพลางปรารภกับตนเองว่า “เครื่องประดับเหล่านี้คือสาเหตุของความวุ่นวาย มันไม่มีค่าอะไรในตัวของมันเองดอก คนทั้งหลายไปหลงยึดมันเอง และมันมีปกติให้โทษมากกว่าให้คุณ”

ปรารภดังนี้แล้วทิ้งอาภรณ์เหล่านั้นเสียมุ่งหน้าเข้าสู่ป่า ไปถึงอาศรมของปริพพาชกแห่งหนึ่ง นางขอบวชกับปริพพาชกเหล่านั้น ปริพพาชกทั้งหลายได้ทราบเรื่องของนางแล้วก็บวชให้ด้วยความยินดี

ในสำนักปริพพาชกนั้น มีการศึกษาอยู่ ๒ อย่าง คือการบริกรรมกสิณ ๑๐ จนเกิดฌานอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือการเรียนศิลปะในการโต้ตอบปัญหา ท่านเรียกว่าวาทสหัสสะ นางเลือกเรียนวาทสหัสสะ และเรียนได้เร็วจนจบในไม่ช้า หัวหน้าปริพพาชกกล่าวแก่นางว่า

“น้องหญิง ! ศิลปะในการโต้ตอบปัญหาเธอเรียนจบแล้ว หากประสงค์เธอจงเดินทางไปในชมพูทวีป ลองท้าโต้วาทะกับนักปราชญ์ทั้งหลายดู หากใครเอาชนะเธอได้ ถ้าเขาเป็นคฤหัสถ์จึงยอมเป็นบาทบริจาริกา (ภรรยา) ของเขา หากเป็นบรรพชิตก็จงขอบวชในสำนักของเขา” แลแล้วได้มอบกิ่งหว้าให้เป็นสัญลักษณ์แห่งนาง นางเที่ยวถือกิ่งหว้าไปในที่ต่างๆ คนทั้งหลายจึงเรียกนางว่า ชัมพุปริพพาชิกา

นางได้เที่ยวท้าโต้ตอบปัญหาในที่ต่างๆ จนคนทั้งหลายคร้ามเกรง พอได้ยินว่า ชัมพุปริพพาชิกามาแล้วเท่านั้น ก็พากันหลบหนีไม่อาจสู้หน้าได้

นางไปที่ไหนก็มีกิ่งหว้าติดมือไปด้วย เมื่อไม่มีใครกล้าโต้วาทะนางก็เอากิ่งหว้าปักไว้ที่กองทราย หรือกองดินหน้าหมู่บ้านแล้วเดินเข้าไปในหมู่บ้านเที่ยวประกาศว่า ใครสามารถโต้วาทะกับนางได้ ขอให้ไปทำลายกิ่งหว้าของนาง เมื่อกิ่งหว้าเหี่ยวแห้งไปก็หากิ่งหว้าใหม่มาแทน

นางทำอยู่อย่างนี้ เที่ยวไปอย่างนี้ จนกระทั่งลุถึงสาวัตถีราชธานีแห่งแคว้นโกศล และได้ประกาศทำนองเดียวกัน พวกเด็กๆ เห็นเป็นของแปลกก็พากันมาล้อมดู

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2551 , 10:44:08 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : )


  สลักธรรม 6

เวลานั้น พระสารีบุตรออกจากเชตวนาราม เข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี เมื่อทำภัตตกิจคือฉันอาหารแล้ว ก็ออกจากเมือง ได้เห็นพวกเด็กยืนล้อมกิ่งหว้าอยู่ จึงถาม ทราบความตลอดแล้ว ท่านจึงให้เด็กทำลายกิ่งหว้านั้นเสีย พวกเด็กเรียนท่านว่า พวกเขากลัว พระธรรมเสนาบดีบอกว่า ท่านจะรับผิดชอบเอง ท่านจะแก้ปัญหาเอง พวกเด็กจึงยอมทำตามคำของท่าน

ชัมพุปริพพาชิกาออกมาจากหมู่บ้านได้เห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ด่าเด็กว่ามายุ่งในธุระมิใช่ของตัว พวกเด็กไม่เกี่ยวข้องกับการโต้ตอบปัญหา

“อาตมาให้เขาทำลายเอง น้องหญิง” พระสารีบุตรพูด

“ท่านประสงค์จะถามปัญหาแก้ปัญหากับข้าพเจ้าหรือ?” นางถาม

“ถูกแล้ว น้องหญิง ! ”

“ถ้าอย่างนั้น บ่ายนี้ ข้าพเจ้าจะไปยังสำนักของท่าน ท่านประจำที่ไหน่ไม่ทราบ ? ”

“เชตวนารามนี่เอง”

“จะให้ข้าพเจ้าถามหาภิกษุชื่ออะไรคะ ?”

“ถามถึงพระสารีบุตรก็แล้วกัน”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2551 , 10:44:32 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : )


  สลักธรรม 7

บ่ายวันนั้น ข่าวเรื่องสองบัณฑิตจะโต้ตอบปัญหากันก็แพร่สะพัดไปทั่วนครชาวเมืองต่างก็ชวนกันไปฟังคับคั่ง ปัญหาทุกอย่างที่นางถามนั้น พระสารีบุตรแก้ได้สิ้นเป็นปัญหาพื้นๆ สำหรับท่าน เพราะพระสารีบุตรเคยศึกษาวาทสหัสสะในสำนักสัญชัยปริพพาชกคณาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่งมาก่อน ศึกษาจนจบในลัทธิของปริพพาชกแล้วจึงสละลัทธินั้นมาบวช

“ปัญหาเธอมีเท่านี้หรือ น้องหญิง ?” พระสารีบุตรถาม

“มีเท่านี้เองค่ะ” นางตอบ ก้มหน้าด้วยความขวย

“ถ้าอย่างนั้น อาตมาขอถามบ้างจะได้ไหม ? ”

“ได้ค่ะ”

“ถามปัญหาง่ายๆ” ท่านพูด “อะไรชื่อว่าหนึ่ง ?”

นางคิดอยู่นาน มองไม่เห็นคำตอบ จึงรับว่า “ไม่ทราบค่ะ โปรดบอกเถิด”

“พุทธมนต์ชื่อว่าหนึ่ง น้องหญิง”

“ท่านจะบอกพุทธมนต์แก่ข้าพเจ้าได้ไหม ? ”

“ตอนนี้ยังบอกไม่ได้” พระสารีบุตรตอบ “แต่ถ้าบวชแล้วจะบอกได้”

“ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าขอบวช” นางพูดอย่างหนักแน่นมั่นคง

พระสารีบุตรให้เธอบวชในสำนักภิกษุณี เมื่อบวชแล้ว ใครๆ ก็รู้จักนางในนามว่า “กุณฑลเกสี” นางใช้ความพยายามอยู่ไม่กี่วันก็ได้บรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔

บัดนี้ ภิกษุณีกุณฑลเกสีได้รู้แล้วว่า “อะไรชื่อว่าหนึ่ง” และได้แจ่มแจ้งด้วยตนเองว่า “พุทธมนต์” ในความหมายที่แท้จริงนั้นคืออะไร

เพราะนางได้พบด้วยตนเอง เห็นแจ้งด้วยตนเอง เข้าถึงด้วยตนเอง นั่นคือพระนิพพาน อันพ้นจากความเป็นคู่ คือความยินดี ยินร้าย การได้ การเสีย ความดีใจ เสียใจ พ้นจากความหวั่นไหวต่อโลกธรรมทั้ง ๘ อันครอบงำสัตวโลกอยู่ ได้พบอสระทางจิตอย่างเต็มที่ เป็นข้อชนะที่เด็ดขาด ไม่กลับแพ้อีก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2551 , 10:44:55 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : )


  สลักธรรม 8

เย็นวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันที่ธรรมสภาว่า กุณฑลเกสีเถรี ไม่ต้องฟังธรรมมากเลยก็สามารถบรรลุขั้นสุดยอดแห่งกิจของบรรพชิตได้ ได้ทราบว่านางได้ทำสงครามกับโจรคนหนึ่ง ชนะสงครามนั้นแล้วจึงมาบวช พระศาสดาเสด็จมา ทรงทราบว่าภิกษุกำลังนั่งสนทนาเรื่องนั้นกันอยู่ จึงตรัสถามว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธออย่าคิดว่า ธรรมที่เราแสดงแล้วน้อยหรือมาก เพราะว่าบทที่ไม่มีประโยชน์แม้มากตั้งร้อยบทก็ไม่ประเสริฐ ส่วนบทแห่งธรรม แม้เพียงบทเดียวก็ประเสริฐแท้ เพราะทำให้พ้นทุกข์ได้ อนึ่งบุคคลผู้ชนะสิ่งอื่นมีชนะโจรเป็นต้น ไม่ชื่อว่าเป็นความชนะ ส่วนผู้ชนะโจรภายในคือกิเลสนั่นแหละชื่อว่าเป็นความชนะที่ยอดเยี่ยม” ดังนี้แล้วทรงย้ำว่า

“ผู้ใดกล่าวคำไม่ประกอบด้วยประโยชน์แม้ตั้งร้อย คำของผู้นั้นก็ไม่ประเสริฐ แต่บทธรรมเพียงบทเดียวซึ่งฟังแล้วให้เกิดความสงบประเสริฐกว่า อนึ่งบุคคลผู้ชนะมนุษย์เป็นจำนวนล้านในสงคราม ก็สู้ชนะตนเพียงคนเดียวไม่ได้ ผู้ชนะตนนั่นแลชื่อว่าเป็นยอดนักรบในสงคราม”

ภราดา ! สงครามภายใน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สงครามชีวิต เป็นสงครามที่ยืดเยื้อตลอดชีวิต การสู้รบระหว่างธรรมกับอธรรม ระหว่างกิเลสกับธรรมภายในจิตใจของมนุษย์นั้น รบกันยืดยาวหลายชีวิตหลายชาติ

ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ จนกว่าผู้นั้นจะบรรลุธรรมสูงสุด คืออรหัตตผลนั่นแหละ สงครามชีวิตจึงจะสิ้นสุดลง ผู้ชนะสงครามชีวิตได้จึงชื่อว่าเป็นยอดนักรบในสงคราม เป็นที่สุดของชัยชนะ ไม่ต้องรบอีก

ผู้ชนะตนได้ คือชนะกิเลสของตนได้ ชื่อว่าเป็นผู้สูงสุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ เพราะเทวดาและมนุษย์เป็นจำนวนล้านจำนวนโกฏิ แม้เอาชนะผู้อื่นได้ ปกครองแผ่นดิน และสวรรค์ก็ยังพ่ายแพ้แก่กิเลสของตน ไม่ประสบสุขที่แท้จริง ไม่ปลอดโปร่งแท้จริง ส่วนผู้ชนะกิเลสของตนได้แล้ว เป็นผู้มีความสุขแท้จริง ปลอดโปร่งอย่างแท้จริง

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 ธ.ค. 2551 , 10:45:14 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณค่ะ
อ่านตอนต้นๆ ไม่นึกว่านางจะผูกใจรักได้ขนาดนั้น

แต่การสั่งสมปัญญามากไว้แล้ว ก็ย่อมคลี่คลายความเห็นผิดได้อย่างรวดเร็ว

การชนะโจรได้ที่แท้ชนะโจรภายในย่อมประเสริฐที่สุด

โดย น้องอุ๊ [25 ธ.ค. 2551 , 13:08:38 น.] ( IP = 202.28.183.10 : : 10.6.129.70 )


  สลักธรรม 10

หลากอารมณ์มากกับการอ่านในตอนนี้ ..ผู้ที่มีปัญญามากแต่ยังไม่อาจละกิเลสได้ก็ไม่พ้นที่จะตกเป็นเหยื่อของกามตัณหา ส่วนผู้ที่โง่เขลาแม้จะอยู่ในฐานะที่ร่ำรวยแล้วก็ยังไม่อาจละทิ้งนิสัยละโมบได้

และก็ได้พบกับตัวอย่างของผู้ที่กระทำด้วยความจริงใจชนิด ..อันความรู้รู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล..

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ธ.ค. 2551 , 16:45:20 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org