มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก(๑๓)





ผู้สละโลก

โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

กับนางสูจิมุขี และอันตราย จากลาภสักการะ

ขณะที่พระสารีบุตรพักอาศัยอยู่ ณ เวฬุวัน เมืองราชคฤห์นั้น วันหนึ่งท่านออกบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ เมื่อได้อาหารพอสมควรแล้วจึงแวะฉันใกล้ฝาเรือนแห่งหนึ่ง พอดีปริพพาชิกานางหนึ่งชื่อสูจิมุขี แปลว่ามีหน้าแหลม หรือมีปากแหลมเหมือนเข็มผ่านมาเห็นเข้า ที่ว่ามีปากแหลมเหมือนเข็มนั้นอาจเป็นนามที่ได้โดยลักษณะของนาง คือมีปกติชอบพูดจาทิ่มแทงคนอื่นให้เจ็บแสบ แม้เรื่องที่มาพบพระสารีบุตรนั่งฉันอยู่ใกล้ฝาเรือนนี้ก็เหมือนกัน นางอดไม่ได้ที่จะพูดทิ่มแทง บังเอิญไปแทงเอาหินเข้า เข็มคือปากของนางจึงหักไปเอง

นางเห็นพระสารีบุตรนั่งฉันอยู่อย่างนั้นจึงว่า “สมณะผู้นี้ก้มหน้าฉัน”

พระสารีบุตรตอบว่า “เรามิได้ก้มหน้าฉัน”

“ถ้าอย่างนั้น ท่านแหงนหน้าฉัน” นางพูดต่อ

“เราไม่ได้แหงนหน้าฉัน” พระสารีบุตรตอบ

“ถ้าอย่างนั้น ท่านหันหน้าไปทางทิศใหญ่ฉัน” นางหาเรื่องต่อไป

“เราไม่ได้หันหน้าไปทางทิศใหญ่ฉัน”

“ถ้าอย่างนั้น ท่านหันหน้าไปทางทิศน้อยฉัน”

“เราไม่ได้หันหน้าไปทางทิศน้อยฉัน”

นางสูจิมุขีจึงว่า “ข้าพเจ้าพูดอย่างใดๆ ท่านก็ปฏิเสธเสียสิ้น ถ้าอย่างนั้น ท่านฉันอย่างไร ?”

พระสารีบุตรตอบว่า

“น้องหญิง ! สมณพราหมณ์เหล่าใดเลี้ยงชีพด้วยดิรัจฉานวิชา คือวิชาดูที่ต่างๆ ว่าที่ตรงนี้ดี ตรงนี้ไม่ดีเป็นต้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นเรียกว่าก้มหน้าฉัน สมณพรามหณ์เหล่าใดเลี้ยงชีพด้วยเดรัจฉานวิชาคือวิชาดูดาวนักษัตร ทำนายทายทักโดยอาศัยดวงดาว สมณพราหมณ์เหล่านั้นเรียกว่าแหงนหน้าฉัน สมณพราหมณ์เหล่าใดเลี้ยงชีพด้วยดิรัจฉานวิชา คือรับใช้เป็นทูตเขา รับใช้ไปโน่นมานี่ให้เขา เพื่อได้ค่าจ้างหรือลาภสักการะเป็นเครื่องตอบแทน สมณพราหมณ์เหล่านั้นเรียกว่าหันหน้าไปทางทิศใหญ่ฉัน สมณพราหมณ์เหล่าใดเลี้ยงชีพด้วยดิรัจฉานวิชา คือวิชาดูลักษณะอวัยวะร่างกาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นเรียกว่าหันหน้าไปทางทิศน้อยฉัน

“น้องหญิง ! เรามิได้อาศัยดิรัจฉานวิชาเหล่านั้นเลี้ยงชีพ จึงชื่อว่ามิได้ก้มหน้าฉัน เงยหน้าฉัน หันหน้าไปทางทิศใหญ่ฉัน หรือหันหน้าไปทางทิศน้อยฉัน เราเลี้ยงชีพโดยสุจริตตามอริยประเพณี อาชีวะของเราบริสุทธิ์เต็มที่ เราแสวงหาอาหารโดยธรรม มิได้เบียดเบียนหลอกลวงผู้ใดได้มาโดยธรรม และฉันโดยธรรม”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2551 , 08:42:38 น.] ( IP = 58.9.138.197 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ดูก่อนท่านผู้แสวงหาธรรม ! ถ้อยคำของพระสารีบุตรที่ตอบโต้นางสูจิมุขีนั้นน่าคิด น่าตรึกตรองสำหรับสมณพราหมณ์หรือนักบวช ผู้มุ่งการเป็นอยู่โดยธรรมเป็นอย่างยิ่ง

กล่าวโดยเฉพาะนักบวชในพระพุทธศาสนานั้น ถ้ามุ่งลากสักการะและชื่อเสียง หรือยศศักดิ์เป็นจุดมุ่งหมายแล้ว ก็เรียกว่าพลาดเป้าหมายอย่างมาก ขอยกเอาข้อความในจูฬสาโรปมสูตรมาเทียบดังนี้ :

เมื่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวนารามเมืองสาวัตถีนั้น พราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อปิงคลโกจฉะ เขาไปเฝ้า เมื่อได้ทักทายปราศรัยกันพอสมควรแล้ว พราหมณ์ได้ทูลถามขึ้นว่า

“พระโคดมผู้เจริญ ! สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ มีชื่อเสียงปรากฏ มีคนรู้จักเคารพนับถือมาก เช่นปูรณะกัสสปะ เป็นต้น ท่านเหล่านั้นได้รู้แจ้งเห็นจริงตามปฏิญญาของตนหรือไม่รู้แจ้งเห็นจริงเลย หรือบางพวกรู้บางพวกไม่รู้ ?”

“อย่าเลยพราหมณ์ !” พระศาสดาตรัส “อย่าพูดถึงท่านเหล่านั้นเลย เขาจะรู้จริงหรือไม่รู้จริงก็ช่างเถิด
อย่าไปมัวสนใจเขาเลย ถ้าท่านต้องการฟังธรรม เราจะแสดงธรรมให้ฟัง”

เมื่อพราหมณ์ปิงคลโกจฉะ ทูลรับว่าต้องการฟังแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสว่า

“บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่เมื่อพบต้นไม้ใหญ่ มีแก่นยืนต้นอยู่ เขาตัดเอากิ่งและใบไปด้วยสำคัญผิดว่าเป็นแก่น คนที่รู้เรื่องดีย่อมเข้าใจได้ทันทีว่า บุรุษผู้นั้นไม่อาจยังประโยชน์ของตนให้สำเร็จเป็นแน่แท้ อีกคนหนึ่งต้องการแก่นไม้ แต่ได้ถากเอาสะเก็ดไป อีกคนหนึ่งถากเอาเปลือกไป อีกคนหนึ่งถากเอากระพี้ไป บุรุษเหล่านั้นสำคัญผิดว่าสะเก็ด เปลือก กระพี้เป็นแก่น เพราะความเขลาไม่รู้จักแก่นไม้ พวกเขาย่อมไม่อาจจะยังประโยชน์ที่จะพึงทำด้วยแก่นไม้ให้สำเร็จได้

“ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่ง ต้องการแก่นไม้ ฉลาดรู้จักแก่นไม้ จึงตัดเอาแก่นไป คนที่รู้เรื่องดี เห็นเข้าก็รู้ได้ทันที ว่าบุรุษนั้นย่อมได้รับประโยชน์จากแก่นไม้

“ดูก่อนพราหมณ์ ! เรื่องที่กล่าวเป็นอุปมานี้ฉันใด ข้ออุปไมยต่อไปนี้ก็ฉันนั้น คือกุลบุตรบางคนในศาสนานี้มีศรัทธาออกบวช ประพฤติตนเป็นอนาคาริกมุนี ไม่ครองเรือน ด้วยเห็นทุกข์ต่างๆ เบียดเบียนตนอยู่ และทั้งดักอยู่ข้างหน้า ต้องการให้พ้นทุกข์ จึงออกบวช ครั้นบวชแล้ว ลาภสักการะและชื่อเสียงเกิดขึ้นมาก ก็อิ่มใจ เต็มความปรารถนาด้วยลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น ยกตนข่มผู้อื่นว่า เราเป็นผู้มีลาภ สักการะและชื่อเสียง ส่วนภิกษุอื่นๆ ไม่มีใครรู้จัก เป็นผู้มีศักดิ์น้อย เมื่อเป็นดังนี้ ภิกษุนั้นไม่ได้ปลูกความพอใจในคุณธรรมอื่นๆ อันประณีตกว่า ดีกว่าลาภสักการะและชื่อเสียง เป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อนหละหลวม เธอย่อมเปรียบกันได้กับบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้แต่กลับตัดเอากิ่งและใบไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2551 , 08:51:07 น.] ( IP = 58.9.138.197 : : )


  สลักธรรม 2

“บางคนไม่ติดในลาภสักการะ ไม่ยกตนข่มผู้อื่น เพราะเหตุแห่งลาภสักการะนั้น แต่ไปติดอยู่เพียงแค่ศีล พอใจปรารถนาในศีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล แล้วยกตนข่มผู้อื่น เพราะเหตุแห่งศีลสัมปทานั้น ไม่ขวนขวายเพื่อคุณธรรมอันสูงขึ้นไป เธอเปรียบได้กับบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ แต่กลับถากเอาสะเก็ดไป

“บางคนไม่ติดในลาภสักการะและในศีล แต่ไปติดในสมาธิ พอใจเต็มปรารถนาในคุณธรรมคือสมาธินั้น ไม่ขวนขวายเพื่อคุณธรรมอันยิ่งขึ้นไป เธอย่อมเปรียบได้กับบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้แต่กลับถากเอาเปลือกไป”

“บางคนไม่ติดแม้ในสมาธินั้น แต่ไปติดอยู่แค่ปัญญาหรือญาณทัศนะ พอใจเต็มปรารถนาในญาณทัศนะนั้น ไม่พยายามเพื่อคุณธรรมอันยิ่งขึ้นไป เธอย่อมเปรียบได้กับบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้แต่กลับถากเอากระพี้ไป”

“บางคน ไม่ติดในลาภสักการะชื่อเสียง ไม่ติดอยู่เพียงแค่ศีล สมาธิ ปัญญา พยายามขวนขวายโดยลำดับเพื่อความสิ้นอาสวะ และได้สิ้นอาสวะด้วยปัญญาอันชอบ ได้เสวยรสแห่งวิมุติคือความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง บุคคลเช่นนี้แหละ เปรียบได้กับบุรุษต้องการแก่นไม้และได้ตัดเอาแก่นไปสมประสงค์”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2551 , 08:55:11 น.] ( IP = 58.9.138.197 : : )


  สลักธรรม 3

พระตถาคตเจ้าตรัสย้ำตอนท้ายว่า

“ดูก่อนพราหมณ์ ! ด้วยประการฉะนี้แหละ พรหมจรรย์คือการประพฤติความดีในศาสนานี้ มิใช่ลาภสักการะหรือชื่อเสียงเป็นจุดมุ่งหมาย มิใช่มีศีลสมาธิและปัญญาหรือญาณทัศนะ เป็นจุดมุ่งหมาย แต่การประพฤติความดีในศาสนานี้ มุ่งเอาความหลุดพ้นแห่งใจจากอาสวะทั้งปวงเป็นจุดมุ่งหมาย และความหลุดพ้นไม่กลับกำเริบอีก คือไม่กลับมาติดพันตกต่ำลงอีก ความหลุดพ้นอย่างนี้แหละ เป็นที่ต้องการ เป็นแก่นสาร เป็นที่สุดโดยรอบแห่งการประพฤติความดีในศาสนานี้”

ดูก่อนผู้แสวงหาสาระ ! กล่าวโดยสรุปอีกทีหนึ่งเพื่อจำง่ายก็คือ ลาภสักการะชื่อเสียง เปรียบเสมือนกิ่งใบของไม้ ความสมบูรณ์ด้วยศีลเปรียบเสมือนสะเก็ดไม้ ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิเปรียบเสมือนเปลือกไม้ ความสมบูรณ์ด้วยญาณทัศนะหรือปัญญาเปรียบเสมือนกระพี้ไม้ ความหลุดพ้นแห่งใจอันไม่กำเริบ (อกปฺปา เจโตวิมุตฺติ) เปรียบเสมือนแก่นไม้

ด้วยประการฉะนี้ ผู้บวชในศาสนาของพระศาสดาถ้าอิ่มใจ พอใจ ติดอยู่ในลาภสักการะ ชื่อเสียงหรือยศศักดิ์ บรรพชานั้นก็ชื่อว่าไม่ได้รับอานิสงส์ตามความมุ่งหมาย เพียงแต่ได้กิ่งไม้ ใบไม้ไปเล็กๆ น้อยๆ ไม่สำเร็จประโยชน์ที่ต้องการกลับจะเป็นโทษที่หลงยึดเอาสิ่งอันไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระแล้วยกตนข่มผู้อื่นว่าไม่มีลาภสักการะชื่อเสียงหรือยศศักดิ์เหมือนตน ทำจิตให้เหลิงและมัวเมาอยู่ในลาภยศนั้น เพราะถือเอาลาภยศเป็นจุดมุ่งหมายหรือผลอันพึงได้จากบรรพชาเสียแล้ว ไม่ต้องการคุณธรรมอันประณีตกว่าดีกว่า นำความสงบเย็นมาให้มากกว่า และเป็นทางสิ้นสุดทุกข์โดยชอบ จึงจมอยู่ในลาภสักการะ ชื่อเสียงและยศศักดิ์นั้น

เกี่ยวกับลาภสักการะและชื่อเสียงที่มีอำนาจครอบงำจิตของบุคคล แล้วทำอันตรายนั้น พระตถาคตเจ้าอาศัยความอนุเคราะห์ตรัสไว้ดังนี้ :

“ภิกษุทั้งหลาย ! ” ลาภสักการะและชื่อเสียงเป็นของทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากความยึดอยาก เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายพึงตั้งใจไว้ว่า เราจักละลาภสักการะและชื่อเสียงที่เกิดขึ้นแล้วเสีย และจักทำโดยวิธีที่มันจะครอบงำจิตไม่ได้

“ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนปลาที่เห็นแก่เหยื่อ (อามิสจกฺขุ มจฺโฉ) กลืนเบ็ดที่พรานเกี่ยวเหยื่อแล้วหย่อนลงไปในห้วงน้ำลึก มันได้รับทุกข์ถึงความพินาศ พรานเบ็ดย่อมทำปลานั้นได้ตามความพอใจ

“ภิกษุทั้งหลาย ! คำว่า “พรานเบ็ด” เราหมายเอามารผู้ใจบาป คำว่า “เบ็ด” เราหมายเอาลาภสักการะและชื่อเสียง ภิกษุใดยินดีพอใจในลาภสักการะและชื่อเสียงที่เกิดขึ้นแล้ว เรากล่าวว่าภิกษุนั้นกลืนเบ็ดของมารเข้าไปแล้ว ย่อมได้รับความทุกข์ทรมานถึงความพินาศ อันมารผู้ใจบาปพึงเอาได้ตามความพอใจของตน ภิกษุทั้งหลาย! ลาภสักการะและชื่อเสียง ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคายอย่างนี้...

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2551 , 09:03:05 น.] ( IP = 58.9.138.197 : : )


  สลักธรรม 4

“ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องเคยมีมาแล้ว ในห้วงน้ำแห่งหนึ่ง มีตระกูลเต่าใหญ่อยู่อาศัยมานาน เต่าตัวหนึ่งกล่าวกับเต่าอีกตัวหนึ่งว่าอย่าได้ไป ณ ที่นั้นนะ แต่เต่าตัวนั้นหาเชื่อฟังไม่ ไป ณ ที่นั้น ถูกนายพรานยิงด้วยลูกดอกแล้วกลับไปยังที่อาศัย เมื่อเต่าผู้หวังดีถามว่าท่านไปยังที่นั้นไม่ถูกทุบตีดอกหรือ เต่าดื้อบอกว่าไม่ถูกทุบตี แต่มีเชือกเส้นหนึ่งติดหลังมา เต่าผู้หวังดีจึงกล่าวว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ของเจ้าได้รับทุกข์ถึงความพินาศมานักต่อนักแล้ว เพราะเชือกเส้นนี้แหละ ออกไปนะ ออกไปเดี๋ยวนี้ เจ้าไม่ใช่พวกของเราแล้ว

“ภิกษุทั้งหลาย ! คำว่า “ลูกดอก” เราหมายเอาลาภสักการะชื่อเสียง คำว่า “เชือก” เราหมายถึงนันทิราคะ คือความกำหนัด เพราะความเพลิดเพลิน...ลาภสักการะชื่อเสียง ทารุณอย่างนี้

“ภิกษุทั้งหลาย ! แกะขนยาวเข้าไปสู่ชัฏป่ามีหนามมาก มันพึงติดหนามอันหนามเกี่ยวไว้ ได้รับทุกข์ถึงความพินาศในที่นั้นๆ ฉันใด ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น อันลาภสักการะและชื่อเสียงครอบงำแล้ว ย่ำยีจิตแล้ว เวลาเช้าเข้าไปบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม เธอข้องอยู่ในปัจจัย อันปัจจัยเกี่ยวพัน ผูกมัดไว้ในที่นั้นๆ ย่อมได้รับความทุกข์ถึงความพินาศ...

“ภิกษุทั้งหลาย ! หนอนกินอุจจาระเต็มท้องแล้ว ยังมีอุจจาระกองโตวางอยู่ข้างหน้าอีก มันนึกดูหมิ่นหนอนตัวอื่นว่า เรากินอุจจาระเต็มท้องแล้ว ยังมีอุจจาระกองโตวางอยู่ข้างหน้าอีกฉันใด ภิกษุบางรูปก็ฉันนั้น ถูกลาภสักการะครอบงำย่ำยีแล้ว เวลาเช้าเข้าไปบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ฉันตามความต้องการเต็มที่แล้ว ทายกยังนิมนต์เพื่อให้ฉันในวันรุ่งขึ้นอีก เธอกลับไปยังอารามอวดอ้างท่ามกลางหมู่ภิกษุถึงลาภสักการะนั้นว่า นอกจากจะบริบูรณ์ด้วยบิณฑบาตแล้ว ยังจะได้จีวร เสนาสนะ และคิลานเภสัช (ยาแก้โรค) อีกมาก ส่วนภิกษุเหล่าอื่นมีบุญน้อยมีศักดิ์น้อย จึงไม่ได้จีวร บิณฑบาตและเสนาสนะ คิลานเภสัช เธออันลาภสักการะและชื่อเสียงย่ำยีแล้ว ย่อมดูหมิ่นภิกษุอื่นผู้มีศีลมีธรรม ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อโทษทุกข์แก่ภิกษุนั้นตลอดกาลนาน ดูเถิด ภิกษุทั้งหลาย ! ลาภสักการะและชื่อเสียงทารุณอย่างนี้ เผ็ดร้อนร้ายกาจอย่างนี้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2551 , 09:08:22 น.] ( IP = 58.9.138.197 : : )


  สลักธรรม 5

“ภิกษุทั้งหลาย ! เธอเห็นสุนัขจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่งซึ่งเป็นโรคเรื้อนหรือไม่ ? ” “เห็นพระเจ้าข้า” ภิกษุทั้งหลายทูลรับ

“ภิกษุทั้งหลาย ! สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นอยู่บนบกก็ไม่สบาย อยู่โคนไม้ก็ไม่สบาย อยู่ในที่แจ้งก็ไม่สบาย เดิน ยืน นั่ง นอนตรงไหนก็ไม่สบายไปเสียทั้งนั้น (เพราะโรคของมันเบียดเบียนมัน) ฉันใด ภิกษุบางรูปก็ฉันนั้น อันลาภสักการะและชื่อเสียงครอบงำย่ำยีแล้ว จะอยู่ที่ไหนก็ไม่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ไม่สบาย (เพราะจิตร้อนด้วยโลภ)

“ภิกษุทั้งหลาย ! เรากำหนดรู้ด้วยใจของเราว่า คนบางคนไม่ยอมพูดเท็จ แม้เพราะถาดทองคำอันเต็มด้วยผงแร่ยั่วยวน แม้เพราะถาดเงินอันเต็มด้วยแร่ทองคำ แม้เพราะแท่งทองคำ แท่งทองสิงคี แม้เพราะแผ่นดินอันเต็มด้วยทองคำ หรือแม้เพราะการสูญเสียชีวิต แต่พอเขาถูกลาภสักการะและชื่อเสียงครอบงำแล้ว เขาก็พูดเท็จได้ทั้งๆ ที่รู้

“ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุบางรูปมาตุคามหรือ หญิงสวยก็ไม่อาจย่ำยีจิตของเธอได้ แต่ลาภสักการะและชื่อเสียงสามารถย่ำยีจิตของเธอได้ ดูเถิด ภิกษุทั้งหลาย ! ลาภสักการะและชื่อเสียง ทารุณเผ็ดร้อนร้ายกาจเพียงไหน

“ภิกษุทั้งหลาย ! ลาภสักการะและชื่อเสียงเป็นอันตราย แม้แก่ภิกษุผู้เป็นอรหันตชีณาสพ”

เมื่อพระศาสดาตรัสดังนี้ พระอานนท์ได้ทูลถามขึ้นว่า “เพราะเหตุใดเล่าพระเจ้าข้า ลาภสักการะและชื่อเสียงจึงเป็นอันตรายแม้แก่พระขีณาสพ ? ”

“ดูก่อนอานนท์ ! ลาภสักการะและชื่อเสียงจะเป็นอันตรายแก่เจโตวิมุติ(ความหลุดพ้นแห่งใจ) ของพระขีณาสพหรือไม่ แต่เป็นอันตรายต่อการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของพระขีณาสพนั้น (เพราะต้องเป็นภาระกับเรื่องคนไปมาหาสู่ ไม่มีเวลาเป็นของตนเอง...)

“ดูก่อนอานนท์ ! ลาภสักการะและชื่อเสียงเป็นของทารุณ เผ็ดร้อน ร้ายกาจอย่างนี้ เธอทั้งหลายพึงตั้งใจว่าจักละลาภสักการะที่เกิดขึ้นแล้วเสีย และไม่ให้มันครอบงำจิตได้”

ดูก่อนผู้แสวงหาสาระ ! พระศาสดาได้ตรัสตำหนิโทษของลาภสักการะ และชื่อเสียงไว้เป็นอันมากอย่างนี้ ควรที่เราทั้งหลายจะใส่ใจและปฏิบัติตาม เพื่อมิให้ลาภสักการะและชื่อเสียงครอบงำได้

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ธ.ค. 2551 , 09:17:24 น.] ( IP = 58.9.138.197 : : )


  สลักธรรม 6


กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [29 ธ.ค. 2551 , 11:39:12 น.] ( IP = 124.121.178.156 : : )


  สลักธรรม 7

การสร้างอกุศลไว้จนติดเป็นนิสัยเป็นสิ่งที่น่ากลัวจังเลยนะคะ เพราะความเคยชินนั้นอาจพาไปทำบาปที่หนักยิ่งขึ้นได้อย่างนางสูจิมุขีผู้นี้ ..นิสัยชอบทิ่มแทงผู้อื่น หากกระทำกับปุถุชนธรรมดาก็มีโทษไม่ใช่น้อยแล้ว นี่ยังใช้ความเคยชินไปกระทำต่อพระอริยะบุคคลด้วย นับเป็นความประมาทเอามากๆ

น่ากลัวกับโลกียสุขที่นำความพินาศมาพร้อมกันด้วย ทำให้สามารถละเลยสิ่งอันเป็นสาระไปอย่างน่าเสียดาย แล้วก็ได้เห็นชัดถึงความรุงรังของญาติโยมที่บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธาด้วย

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ธ.ค. 2551 , 12:48:17 น.] ( IP = 125.27.174.186 : : )


  สลักธรรม 8

จุดมุ่งหมายที่เป็นแก่นสารในทางพระพุทธศาสนาก็คือความหลุดพ้นแห่งอาสวะกิเลสทั้งปวง

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [30 ธ.ค. 2551 , 14:51:19 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org