| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก(๑๔)
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๑๔. ประกาศความเลื่อมใสของตน ต่อพระศาสดา
พระสารีบุตรนั้นเลื่อมใสพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งนัก และกล่าววาจาแสดงความเลื่อมใสของตนให้ปรากฏอยู่เนืองๆ
ครั้งหนึ่ง เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี เขตเมืองนาลันทา พระสารีบุตรเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วกราบทูลว่า ข้าพระองค์เลื่อมใสพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งนัก แน่ใจว่า ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นใดจะมีความรู้ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณ
ดูก่อนสารีบุตร ! พระศาสดาตรัส เธอรู้หรือว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตและในอนาคตที่มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีความหลุดพ้นอย่างนี้ เธอจึงกล้ากล่าว
อาสภิวาจาอันประเสริฐ บันลือสีหนาทต่อหน้าเราตถาคตอย่างนี้ ?
ไม่เลยพระเจ้าข้า พระสารีบุตรทูลตอบ ข้าพระองค์ไม่ทราบถึงวิหารธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีตและในอนาคตเลย
ช่างเถิดสารีบุตร แต่เราผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในปัจจุบันนี้ เธอรู้หรือว่า มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีความหลุดพ้นอย่างนี้ ?
มิได้เลยพระเจ้าข้า
ดูก่อนสารีบุตร ! เมื่อเธอไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบันดังนี้แล้ว ไฉนเล่าเธอจึงกล้าเปล่งอาสภิวาจาบันลือสีหนาทต่อหน้าเราว่า ไม่มีใครมีความรู้ยิ่งไปกว่าเราในทางพระสัมโพธิญาณ ? โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2551 , 08:34:09 น.] ( IP = 58.9.148.182 : : )
สลักธรรม 1ข้าแต่พระธรรมราชา ! แม้ข้าพระองค์จะไม่มีญาณหยั่งทราบถึงวิหารธรรมเป็นต้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จริง แต่ข้าพระองค์ก็พอทราบอาการที่เป็นแนวของธรรมได้ (ธมฺมนฺวโย) พอเปรียบเทียบได้
เปรียบเหมือนนครที่มีป้อมปราการแน่นหนา มีกำแพงและเชิงเทินมั่นคง มีประตูเพียงประตูเดียว คนยามผู้เฝ้าประตู พระนครนั้นเป็นคนฉลาด คอยห้ามคนที่ควรห้าม อนุญาตให้เข้าไปเฉพาะคนที่ควรอนุญาต เขาเที่ยวตรวจดูตามแนวกำแพงรอบๆ เมือง ไม่เห็นช่องกำแพงแม้เพียงพอแมวลอดได้ จึงคิดว่าสัตว์ที่มีร่างใหญ่จะเข้าออกเมืองนี้ จะต้องเข้าออกทางประตูนี้เท่านั้นฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น พอทราบอาการที่เป็นแนวธรรมได้ คือ
ข้าพระองค์คิดว่า พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีมาแล้วในอดีต และที่จักทรงอุบัติขึ้นในอนาคต ล้วนทรงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจทอนกำลังปัญญา ล้วนมีพระมนัสตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ เจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ได้ตามเป็นจริง จึงได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้ก็ ทรงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจทอนกำลังปัญญา มีพระมนัสตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ เจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ได้ตามเป็นจริง จึงได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
พระองค์ผู้เจริญ พระสารีบุตรกราบทูลต่อไป คราวใดที่ข้าพระองค์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่อฟังธรรมคราวนั้น พระองค์ทรงแสดงธรรมอย่างยอดเยี่ยม ประณีตยิ่งนัก ทั้งฝ่ายกุศล อกุศล พร้อมทั้งอุปมาอุปไมยอันไพเราะยิ่ง พระองค์ทรงแสดงธรรมพร้อมอุปมาอย่างใด ข้าพระองค์ก็สามารถรู้ตามเข้าใจได้ซึ่งธรรมนั้น ได้ถึงความสำเร็จธรรมบางส่วน คือเข้าถึงธรรมบางส่วนในธรรมทั้งหลายแล้ว จึงเลื่อมใสในพระองค์ยิ่งนักว่า พระผู้มีพระภาคตรัสรู้เองโดยชอบแน่แล้ว พระธรรมอันพระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระองค์เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว
ต่อจากนั้น พระสารีบุตรได้สรรเสริญพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแล้ว อันทำให้ท่านเลื่อมใสอื่นๆ อีกเป็นอันมาก ในที่สุดพระสารีบุตรได้กราบทูลว่า...โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2551 , 08:41:39 น.] ( IP = 58.9.148.182 : : )
สลักธรรม 2ข้าแต่พระจอมมุนี ! สิ่งใดที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารภความเพียร มีความเพียรมั่นคง จะพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงกำลัง ความเพียรและความบากบั่นของบุรุษ สิ่งนั้นอันพระผู้มีพระภาคได้บรรลุเต็มที่แล้ว อนึ่ง พระผู้มีพระภาคไม่ทรงหมกมุ่นพัวพันในกามสุขอันเป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่เป็นประโยชน์แท้จริง พระองค์ไม่ประกอบตนด้วยอัตตกิลมถานุโยค การทำตนให้ลำบากโดยเปล่าประโยชน์ สิ่งนั้นทำให้เป็นทุกข์เปล่าๆ ไม่ประเสริฐเลย พระผู้มีพระภาคเมื่อจำนงหวังอยู่ ย่อมได้ญาณ ๔ โดยไม่ยาก อยู่สบายในปัจจุบันได้ตามพระประสงค์
ข้าแต่พระจอมมุนี ! ถ้ามีใครถามข้าพระองค์ว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่นทั้งในอดีตและอนาคตที่มีความรู้เยี่ยมยิ่งกว่าพระองค์มีอยู่หรือไม่ ? ข้าพระองค์ก็จะตอบว่า ไม่มีเลย ถ้าเขาถามว่าในปัจจุบันเล่ามีไหม? ข้าพระองค์ก็จะตอบว่า ไม่มี ถ้าเขาถามว่า สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตและอนาคตที่มีความรู้เท่าพระผู้มีพระภาคในสัมโพธิญาณมีอยู่หรือไม่ ? ข้าพระองค์ก็จะพึงตอบว่า มีอยู่ ถ้าเขาถามว่าในปัจจุบันเล่ามีไหม ? ข้าพระองค์จะตอบว่า ไม่มี ถ้าเขาถามว่า เหตุไรท่านสารีบุตรจึงตอบรับบางอย่าง ปฏิเสธบางอย่าง ? ข้าพระองค์พึงตอบเขาว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีตและอนาคต เป็นผู้มีความรู้เสมอกับพระองค์ในสัมโพธิญาณ แต่ข้อที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์ จะ เสด็จอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกันนั้น เป็นไปไม่ได้
ข้าแต่พระตถาคตเจ้า ! เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์ตอบอย่างนี้ จะถือว่ากล่าวตามพระพุทธพจน์หรือไม่ ? ชื่อว่ากล่าวแก้ถูกต้องเหมาะสมแลหรือ ? ข้าพระองค์ไม่พึงเป็นผู้ควรติเตียนแลหรือ ?
พระธรรมราชาตรัสว่า... ถูกแล้วสารีบุตร ! ถูกแล้ว เธอกล่าวแก้ชอบแก่คำถามแล้วโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2551 , 08:48:37 น.] ( IP = 58.9.148.182 : : )
สลักธรรม 3เมื่อพระศาสดาตรัสดังนี้ พระอุทายีซึ่งนั่งอยู่ที่นั่นด้วยได้กราบทูลขึ้นว่า อัศจรรย์นัก พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมาได้มีขึ้นแล้ว คือข้อที่ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลามีอยู่แก่พระผู้มีพระภาคผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากถึงปานนี้ แต่ไม่ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏ พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าพวกเดียรถีย์ปริพพาชกได้เห็นธรรมอย่างนี้ในตนแม้สักข้อหนึ่ง พวกเขาจะต้องยกธงเที่ยวประกาศให้คนทั้งหลายรู้เป็นแน่แท้
พระทศพลทรงรับถ้อยคำของพระอุทายีนั้นว่าเป็นความจริง และตรัสกับพระสารีบุตรอีกว่า
สารีบุตร ! ด้วยเหตุนี้ เธอพึงกล่าวธรรมปริยายนี้เนืองๆ แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เพราะว่าคนบางพวกอาจมีความสงสัยเคลือบแคลงในตถาคตอยู่ เมื่อได้ฟังธรรมปริยายนี้แล้วจักละความสงสัยเคลือบแคลงนั้นเสียได้
ธรรมปริยายนี้ ชื่อสัมปสาทนียะ เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส เพราะพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาได้ประกาศความเลื่อมใสของตนเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาค
อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ที่ทรงแสดงเป็นคู่ๆ เช่นท่อน้ำไหลออกจากพระหัตถ์ข้างซ้าย ท่อไฟไหลออกจากพระหัตถ์ข้างขวาเป็นต้น แล้วเสด็จจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพโปรดพระพุทธมารดาในวันออกพรรษาเสด็จลงจากเทวโลก ณ สังกัสสนคร เมืองที่พระธรรมเสนาบดี สารีบุตรอยู่ในเวลานั้น ขณะที่พระศาสดาหยุดประทับอยู่ที่ประตูเมืองสังกัสส์นั่นเอง พระสารีบุตรมาถวายบังคมพระจอมมุนี ได้เห็นพระพุทธสิริ...ความสง่างามของพระพุทธองค์อันตนไม่เคยเห็นมาก่อน จึงประกาศความเบิกบานพอใจขึ้นว่า
พระศาสดาผู้มีพระวาจาไพเราะ ทรงเป็นอาจารย์ของคณะเสด็จมาจากเทวโลกอย่างนี้ ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย ดังนี้แล้วกราบทูลพระศาสดาว่า พระเจ้าข้า วันนี้เทวดาและมนุษย์ต่างกระหยิ่มยินดีต่อพุทธภาวะ ปรารถนาเป็นอย่างพระองค์เหลือเกิน
พระจอมมุนีตรัสว่า สารีบุตรเอย ! ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยคุณเห็นปานนี้ ย่อมเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นปราชญ์ ขวนขวายในฌาน ยินดีในพระนิพพานอันเป็นธรรมที่ออกจากกาม สงบระงับเยือกเย็นเต็มที่ เทวดาและมนุษย์ย่อมกระหยิ่มยินดีต่อพระพุทธเจ้าเช่นนั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2551 , 08:55:35 น.] ( IP = 58.9.148.182 : : )
สลักธรรม 4ท่ามกลางยมกปาฏิหาริย์สมาคมอันยิ่งใหญ่นี้ ความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง สุขุมลุ่มลึกของพระสารีบุตรได้ปรากฏแล้วแก่ชุมนุมบริษัททั้งปวง ทั้งเทวดาและมนุษย์ เพราะในสมาคมนี้ได้มีการถามและตอบปัญหาธรรมกันมาก พระศาสดาได้ตรัสถามปัญหาหลายหลากเพื่อประกาศความรู้ทั่วถึงธรรมแห่งสาวกของพระองค์เป็นลำดับชั้น พวกปุถุชนไม่อาจแก้ปัญหาอันเป็นวิสัยของพระโสดาบันได้
แม้พระโสดาบันก็ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระสกทาคามี พระสกทาคามีไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระอนาคามี พระอนาคามี ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระอรหันต์ แม้พระอรหันต์ธรรมดาก็ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระมหาโมคคัลลานะได้ พระมหาโมคคัลลานะก็ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระสารีบุตร แม้พระสารีบุตรก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในวิสัยของพระพุทธเจ้าเช่นกัน
พระศาสดาทอดพระเนตรทิศทั้งปวง สถานที่ทั้งปวงมีเนินเป็นอันเดียวกัน คือมองดูเป็นพืดเดียวกัน หลามล้นด้วยฝูงชนผู้มาเฝ้า ทรงถามปัญหาสุดท้ายในวิสัยแห่งพระพุทธเจ้า ทรงดำริว่าสารีบุตรมีปัญญามากก็จริง แต่ไม่อาจตอบปัญหาอันเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่ให้นัย ถ้าให้นัย สารีบุตรตอบได้จึงทรงประทานนัย พอได้นัยเท่านั้น พระธรรมเสนาบดีก็สามารถแทงทะลุปัญหาเป็นร้อยนัยพันนัย ผู้อื่นนอกจากพระศาสดาแล้วไม่มีใครมีปัญญาเสมอเหมือนพระธรรมเสนาบดี จนได้รับยกย่องจากพระทศพลว่าเป็นพระสาวกผู้เลิศทางปัญญาหาอะไรเปรียบได้ยาก หยาดฝนในท้องฟ้าก็น้อยไป เม็ดทรายในมหาสมุทรก็น้อยไป แผ่นดินว่ากว้างใหญ่ก็ยังไม่เท่าปัญญาของพระสารีบุตร ท่านเป็นผู้มีปัญญาเกินเปรียบ
ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาเห็นปานนี้ เมื่อพระศาสดายังไม่ประทานนัย ก็ไม่อาจวิสัชนาปัญหาในพุทธวิสัยได้ ดูเถิด พระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีมากเพียงใด เพราะทรงสั่งสมพระปัญญาบารมีมาเป็นเวลานานสุดจะคณนาได้
ภิกษุทั้งหลายชมเชยพระสารีบุตรว่า คนทั้งหมดที่มาประชุมกันไม่อาจแก้ปัญหาใดได้ พระสารีบุตรผู้เดียวเท่านั้นแก้ปัญหานั้นได้ พระศาสดาตรัสว่า
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น มีความยุ่งยากเกิดขึ้น คนผู้ไร้ปัญญามาประชุมกันแม้มากเป็นจำนวนพัน คร่ำครวญอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี บุคคลผู้มีปัญญารู้อรรถแห่งภาษิตเพียงคนเดียวเท่านั้นประเสริฐกว่า เพราะสามารถเปลื้องคนเป็นอันมากออกจากทุกข์ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2551 , 09:00:21 น.] ( IP = 58.9.148.182 : : )
สลักธรรม 5พระธรรมราชาตรัสต่อไปว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! สารีบุตรสามารถแก้ปัญหาที่มหาชนไม่อาจแก้ได้ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อนก็เคยแก้มาแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วตรัสเล่าเรื่องปัญญาในอดีตของพระสารีบุตรดังต่อไปนี้ :
ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้สละทรัพย์สมบัติออกบรรพชาเป็นฤษี บำเพ็ญเพียรจนได้อภิญญา และสมาบัติอาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศ มีฤษีเป็นบริวารจำนวนมาก
ต่อมาหัวหน้าศิษย์ของพระโพธิสัตว์นั้น ออกจากป่าเข้าไปในเมืองเพื่อลิ้มรสเปรี้ยวเค็มบ้าง ได้พาหมู่ฤษีครึ่งหนึ่งไปด้วย
เมื่อหัวหน้าศิษย์จากไปแล้วไม่นานก็ถึงกาลที่ฤษีโพธิสัตว์จะมรณภาพ พวกศิษย์พากันห้อมล้อมถามอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์ได้บรรลุคุณวิเศษอะไรบ้าง ท่านอาจารย์ตอบว่า ไม่มีอะไรเลยสักหน่อยหนึ่ง...นตฺถิกิญฺจิ ดังนี้แล้วมรณภาพไปเกิดในพรหมโลกชั้นอาภัสสรา (ธรรมดาโพธิสัตว์ แม้จะได้อรูปฌานก็ไม่ไปบังเกิดในชั้นอรูปพรหม) ศิษย์ทั้งหลายสำคัญหมายอาจารย์มิได้บรรลุอะไร จึงมิได้ทำสักการะในการฌาปนกิจศพ ได้แต่ชวนกันเศร้าโศกคร่ำครวญ
เมื่อหัวหน้าศิษย์กลับมา ไม่เห็นอาจารย์จึงถาม ทราบความว่าอาจารย์สิ้นชีวิตเสียแล้ว ถามศิษย์ร่วมสำนักว่า ก่อนตายท่านทั้งหลายได้ถามถึงคุณวิเศษที่อาจารย์ได้บรรลุหรือไม่ ? ได้ฟังศิษย์ร่วมสำนักเล่าถึงคำพูดของอาจารย์แล้วก็เข้าใจความหมายว่า อาจารย์ได้บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน เป็นฌานลำดับที่ ๗ จึงบอกศิษย์ร่วมสำนักของตนแต่คนอื่นๆ หาเชื่อไม่
พระโพธิสัตว์ทราบเรื่องนี้จึงลงจากพรหมโลกด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ แสดงตนให้ปรากฏ สรรเสริญคุณของหัวหน้าดาบสว่า
คนอื่นจำนวนพันหาปัญญามิได้ พากันคร่ำครวญอยู่ แต่ผู้มีปัญญาเพียงผู้เดียว รู้ความหมายแห่งคำสุภาษิต เป็นผู้ประเสริฐกว่าคนอื่นนับจำนวนพันนั้น
พระศาสดาตรัสว่า หัวหน้าศิษย์ในครั้งนั้นคือพระสารีบุตรในครั้งนี้ ส่วนอาจารย์คือ เราตถาคตนี่เอง
อีกเรื่องหนึ่ง พระตถาคตเจ้าทรงยกย่องพระสารีบุตรว่า เป็นบุรุษผู้สูงสุด เพราะเป็นผู้มีคุณสมบัติแห่งบุรุษผู้สูงสุดนั้น มีเรื่องย่อดังนี้ :โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2551 , 09:07:21 น.] ( IP = 58.9.148.182 : : )
สลักธรรม 6วันหนึ่ง ภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรประมาณ ๓๐ รูปมาสู่สำนักพระศาสดา พระพุทธองค์ทรงตรวจดูอุปนิสัยแห่งภิกษุเหล่านั้นแล้วทรงทราบว่า มีอุปนิสัยแห่งอรหัตตผล แต่ต้องอาศัยการตอบปัญหาของพระสารีบุตร พระองค์จึงรับสั่งให้พระสารีบุตรเข้าเฝ้า ตรัสถามปัญหาเกี่ยวกับอินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาว่า
สารีบุตร ! เธอเชื่อหรือไม่ว่าอินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ?
พระธรรมเสนาบดีกราบทูลว่า..พระองค์ผู้เจริญ ! อินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น อันบุคคลใดไม่อบรมให้มาก ไม่ทำให้แจ้งด้วยตนเอง ไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาของตนเอง ผู้นั้นยังต้องเชื่อผู้อื่นอยู่ในเรื่องนี้
ภิกษุทั้งหลายติเตียนพระสารีบุตรว่า แก้ปัญหาไม่ตรง อวดเก่ง ไม่ยอมเชื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระผู้มีพระภาคทรงทราบคำติเตียนของภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ! ใครๆ ไม่พึงติเตียนสารีบุตร
สารีบุตรไม่ต้องเชื่อผู้อื่นอีกแล้วในเรื่องฌานวิปัสสนา มรรคและผล เพราะสารีบุตรได้บรรลุเอง ได้เห็นเองแล้ว ไม่ต้องมีผู้อื่นเป็นปัจจัยในเรื่องความเชื่ออีกต่อไป ดังนี้แล้วตรัสชมเชย พระสารีบุตรว่า
บุคคลใดไม่เชื่อง่าย รู้จักพระนิพพานอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ตัดวัฏฏะได้แล้ว กำจัดโอกาสแห่งการเกิดใหม่ได้แล้ว เพราะละเสียได้ทั้งบุญและบาป คายความหวังทั้งปวงออกหมดแล้ว บุคคลเช่นนั้นแลเป็นบุรุษผู้สูงสุด
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ธ.ค. 2551 , 09:13:32 น.] ( IP = 58.9.148.182 : : )
สลักธรรม 7
มาติดตามพระจริยวัตรอันสุขุม และความปรีชาสามารถยิ่งของผู้สละโลกค่ะ
ผู้ที่สั่งสมอุปนิสัยมาเช่นไรก็จะมีอุปนิสัยเช่นนั้น ไม่เว้นแม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสารีบุตร
ขอให้มีปัญญาแตกฉานเฉกเช่นพระสารีบุตรด้วยเทอญ
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะพี่เณรที่นำรอยกรรมที่สมควรเดินตามมาให้เป็นแม่แบบที่น่าเดินตามยิ่งค่ะโดย พี่ดา [30 ธ.ค. 2551 , 10:18:15 น.] ( IP = 124.121.171.145 : : )
สลักธรรม 8มาอ่านสิ่งดีๆ ในยามเช้า ทำให้ชีวิตมีโอกาสสะสมกำไรบุญได้มากขึ้น ยิ่งได้อ่านสาระความของผู้ที่มีปัญญาสูงส่งที่สุดกับรองลงมาปุจฉา-วิสัชนานั้น ได้พบแต่คำที่ไพเราะ เป็นจริงเป็นจัง และไม่กระทบกระเทือนถึงผู้ใด ยิ่งอ่านก็ยิ่งทำให้เห็นถึงคุณค่าของการนำธรรมะไปปฏิบัติ
มีความคิดเห็นเป็นส่วนตัวว่า ผู้ที่สามารถบอกรสชาติของอาหารว่า "อร่อย" ได้ก็ต้องเป็นผู้ที่ได้ลิ้มรสอาหารนั้นแล้ว และถ้ามีความสมบูรณ์ในการรับรสก็จะยิ่งรับรสชาติที่ประณีตได้ยิ่งขึ้น.. ความรู้เช่นนี้คงไม่ต่างไปจากพระอริยะบุคคลที่ท่านได้เข้าถึงพระนิพพานแล้วจึงมีศรัทธาที่ไม่หวั่นไหวและเลื่อมใสอย่างที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญญามากก็จะยิ่งทราบชัดในพระพุทธานุภาพที่มากกว่าผู้ใด
หันมามองดูชีวิตตนเองแล้ว..บ่อยครั้งที่ไม่มีศรัทธาในเรื่องกรรม ..วิบาก แล้วก็เผลอพูดออกไปอย่างไร้สติปัญญาโทษคนนั้นตำหนิคนนี้ไปเรื่อยๆ ..การได้มาอ่านเช่นนี้จึงเป็นเสมือนมือที่มาจูงให้กลับมาเดินในเส้นทางที่ควรดำเนินต่อไป
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [30 ธ.ค. 2551 , 10:39:13 น.] ( IP = 125.27.175.1 : : )
สลักธรรม 9การสั่งสมปัญญาบารมีมาอย่างยิ่งยวดของท่านพระสารีบุตร ทำให้ท่านเป็นผู้ที่มีปัญญาแตกฉาน สุขุมลุ่มลึก แม้ได้รับฟังพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเพียงเล็กน้อย ก็สามรถรู้ร้อยนัยพันนัย
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาที่ได้นำมาฝากไว้ค่ะโดย เซิ่น [30 ธ.ค. 2551 , 16:31:03 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
สลักธรรม 10ได้มาติดตามด้วยความน่าศรัทธายิ่ง
เมื่อได้อ่านการสนทธาธรรมของพระพุทธองค์และพระสารีบุตนแล้ว
ทำให้เกิดความอภิรมย์ใจ ช่างไพเราะ และสุขุมคัมภีร์
อ่านไปใจก็โอนอ่อนตามไปด้วย ทำให้เกิดความร่มเย็น
และศรัทธาในแนวทางของพระพุทธองค์และพระสารีบุตรโดย น้องอุ๊ [30 ธ.ค. 2551 , 20:57:02 น.] ( IP = 125.24.20.124 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |