| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะในบ้านเสือพิทักษ์ (๑)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
อดีตที่ผ่านมาแล้วเมื่อนำมาเล่าก็ไม่ใช่เรื่องจริง ...เพราะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขณะนี้ ทุกคนต่างมีอดีตทั้งสิ้นคือมีทั้งอดีตกรรม และอดีตที่เป็นวิบากกรรม
อดีตกรรมก็คือ กรรมที่ทำมาซึ่งมีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว เพราะไม่มีใครทำกรรมดีหรือกรรมชั่วมาอย่างเดียวแน่นอน อดีตกรรมนี้จึงเป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม
นอกจากนั้นก็ยังมีอดีตคือวิบากกรรมที่ผ่านเข้ามา ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่เผชิญชีวิตกันมาอย่างไร ..แต่ละคนต่างรู้ดี ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน แต่ละคนต่างเผชิญชะตากรรมตามลำพังทั้งสุข ทุกข์ พอใจ ไม่พอใจ เสียใจ สมหวัง ไม่มีใครมารับรู้หรือช่วยแก้ไขวิบากของเราได้
แต่ละคนรับวิบากมาทั้งสิ้น ก็คือหน้าที่ความรับผิดชอบที่เรามีอยู่นั่นแหละ เราผ่านวันเวลาผ่านเดือนปีมาจนมีตำนานมาแล้ว และถ้าหากสิ้นวันไปในวันนี้ก็จะไปสมทบเป็นตำนานคือเป็นอดีตไปอีก แต่เราก็ยังมีวันพรุ่งนี้และวันหน้า เดือนหน้าและปีหน้าที่จะมีรอยกรรมใหม่ รอยวิบากใหม่ที่จะถาโถมเข้ามาท้าทายชีวิตของเราคนเดียวว่าเราจะเผชิญกับชะตากรรมหรือวิบากรรมเหล่านั้นอย่างไร
วิบากคือผลของกรรมที่เราทำมาเอง
ทำดีมาในอดีตและอดีตชาติ เช่นให้ทาน รักษาศีล มีเมตตากรุณา ..สิ่งที่จะมาให้ผลก็คือสิ่งที่ดีๆ
แต่ถ้าเราเคยทำไม่ดีไว้ในอดีตและอดีตชาติ เช่น มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์เป็นต้น ..สิ่งที่จะมาให้ผลก็คือสิ่งที่ไม่ดี
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ชีวิตเราไม่มีอะไรนอกจากกรรมและวิบาก
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ธ.ค. 2551 , 13:10:10 น.] ( IP = 58.9.92.169 : : )
สลักธรรม 2
ถ้าหากเราสังเกตด้วยความรอบรู้เราก็จะเป็นผู้ชนะทุกๆ อย่าง แต่ที่ทุกวันนี้เราไม่ชนะ เราพ่ายแพ้อารมณ์ตกเป็นทาสของอารมณ์ ทั้งที่เราเรียนแล้วว่าอารมณ์ ก็คือรูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส..ทางกาย และธัมมารมณ์ คือ สิ่งที่รับรู้ทางใจนึกคิดขึ้นมาเอง
สิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่ผ่านเข้าออกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเราอย่างไม่มีวันหยุดเลยตั้งแต่เกิดไปจนตาย หรือถ้าแบ่งเป็นระยะสั้นก็คือตั้งแต่เช้าตื่นลืมตาไปจนหลับตาลงไป ที่เราได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ได้นึกคิด สิ่งเหล่านี้มากระแทกใจ คือ ผ่านทางตามากระแทกใจ ผ่านทางหูมากระแทกใจ
ถ้าหากเราไม่มีกำแพงใจคือมีขันติธรรม ก็จะลุ่มหลงและเร่าร้อนไปกับสิ่งที่มากระแทก
ถ้าหากเราไม่มีสติและสัมปชัญญะรู้เท่าทันว่าเป็นเพียงวิบากกรรมที่เราทำมาเอง ใจของเราก็ไหลตามอารมณ์เหล่านั้นไปทำให้พอใจบ้างไม่พอใจบ้าง
ตั้งแต่เช้าลืมตาไปจนหลับตาของทุกวันนั้นทุกคนต้องเห็นต้อง ได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องสัมผัส ต้องนึกคิด คือสัมผัสอารมณ์อย่างไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ และอารมณ์เหล่านั้นก็มีอยู่สองประการคือ พอใจ กับ ไม่พอใจ
เมื่อ "พอใจ" ชอบไหม? ชอบ เมื่อ "ไม่พอใจ" ชอบไหม? ไม่ชอบ
ฉะนั้น อารมณ์ที่เข้ามาจึงมีสองชนิดคือ อิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่ดี) และอนิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่ไม่ดี) ซึ่งมาจากวิบากกรรมของเราที่เราทำมาเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ธ.ค. 2551 , 13:10:37 น.] ( IP = 58.9.92.169 : : )
สลักธรรม 3
เมื่อเราไม่รู้เท่าทันและขาดขันติธรรมเราก็เสพอารมณ์ดีและไม่ดีเข้าไป โดยเฉพาะอารมณ์ไม่ดีที่ได้เสพเข้าไปก็เกิดความไม่พอใจในอารมณ์นั้น คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้นๆ รวมความว่า เราตัดสินอารมณ์ไปด้วยความไม่พอใจ
ความไม่พอใจนั้นแหละคือ โทสะ
โทสะนี้เองคือกิเลส
กิเลส คือ เครื่องเศร้าหมองของจิต
แล้วใครเล่าที่เป็นผู้ได้รับเครื่องเศร้าหมองนั้นไป? ก็คือผู้เสพนั่นเอง
เมื่อรูป รส กลิ่น เสียง ผ่านเข้ามาแล้วเราก็ชอบใจ เช่น เห็นดอกไม้งามๆ พวงมาลัยงามๆ เจตนางามๆ ที่แม่ชีเขาเตรียมมานี้ หรือเห็นดอกไม้แห่งรัก ได้ทำดอกไม้แห่งรักด้วยความพอใจที่จะทำ ความพอใจที่จะดู แล้วก็ความรู้สึกสบายใจ
ความรู้สึกพอใจเหล่านี้ ก็คือ โลภะ
โลภะนี้เองคือ กิเลส
กิเลส คือ เครื่องเศร้าหมองของจิต
แล้วใครเล่าที่เป็นผู้ได้รับเครื่องเศร้าหมองนั้นไป? ก็คือผู้เสพนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ธ.ค. 2551 , 13:10:56 น.] ( IP = 58.9.92.169 : : )
สลักธรรม 4
การเสพก็เหมือนกับการเติมน้ำขุ่นลงไปในจิตใจ และภายใต้จิตใจของแต่ละคนนั้นก็มีตะกอนกิเลสอยู่มากมาย ที่บอกว่า "มากมาย" ก็เพราะตั้งแต่เช้าไปจนกระทั่งเย็น เราเติมกิเลสลงไปเท่าไร เราเติมกันอย่างไม่มีวันหยุดเลย วันนี้เติมแล้ว พรุ่งนี้ก็เติมอีก มะรืนมะเรื่องก็เติมอีก
จึงพูดได้เต็มที่ว่าชีวิตของแต่ละคนนี้เต็มไปด้วยกิเลสอาสวะ ยากที่จะถ่ายถอนออกไปถ้าเราไม่รู้ผิดไม่รู้ถูกว่า อะไรควรทำ อะไรควรละ
สิ่งต่างๆ นี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากกรรมและวิบากเพียงสองประการนี้ ถ้าพูดง่ายๆ กรรมก็คือการกระทำที่มีทั้งดีทั้งชั่ว มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม วิบากก็คือ ผลของกรรมทั้งดีทั้งชั่ว
เราจึงต้องเป็นผู้เพียรเจริญสติระลึกรู้ให้ได้ว่า ชีวิตนี้เราหาอะไรได้ร้อยแปด เราก็ต้องหาความจริงให้ได้ ตั้งแต่เล็กจนโตมาเราได้หามาสารพัดจนกระทั่งมาถึงปลายชีวิตแล้ว ก่อนที่จะสิ้นชีวิตไปเราจะต้องหาความจริงให้ได้
ความจริงในที่นี้เป็นความจริงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงรู้เข้าไปในจริตอัชฌาสัยของเวไนยสัตว์แล้วก็ทรงแสดงออกมาให้ผู้อื่นได้รู้ตาม เรารู้ความจริงไปเพื่ออะไร? เรารู้ไปเพื่อหยุด เพราะถ้าหากเราไม่รู้เราก็หยุดสร้างทั้งกรรมชั่วและกรรมดีไม่ได้ เมื่อหยุดไม่ได้วัฏฏะสงสารคือการเวียนว่ายตายเกิดนี้ก็จะพ่วงชีวิตเอาไว้ต่อไป
วัฏฏะสงสารจะร้อยรัดชีวิตไว้ทำให้เราต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปในภพภูมิต่างๆ ซึ่งมีถึงสามสิบเอ็ดภูมิ การเดินทางของชีวิตจึงน่ากลัวเพราะกว่าจะอาศัยชีวิตให้อยู่รอดไปวันหนึ่งๆ นั้นก็ยาก แต่เราดูว่าไม่ยากเพราะเราไม่เคยสังเกตว่าการกระทำของเรานี้เป็นไปเพราะอะไร เนื่องด้วยอะไรจึงต้องทำ
เช่นการเคลื่อนไหวของเรา เราเปลี่ยนอิริยาบถเพราะอะไร? เพราะเราทนในสภาพที่เมื่อยอยู่ไม่ได้
แล้วเราเปลี่ยนอิริยาบถวันละกี่ครั้ง? นับไม่ถ้วน
เราต้องดื่มน้ำ ทานอาหาร มีการกินของขบเคี้ยวตามจริตอัชฌาสัยเพราะอะไร? เพราะความหิวและความอยาก
เราต้องนอนพักร่างกายเพื่อไม่ให้อ่อนเพลียกันมากี่ครั้ง? นับไม่ถ้วน ฯลฯ
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ธ.ค. 2551 , 13:11:16 น.] ( IP = 58.9.92.169 : : )
สลักธรรม 5
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่เราต้องหมั่นศึกษาตนเอง พระอภิธรรมที่เราศึกษากันอยู่ที่นี่หรือที่อื่นๆ ก็มุ่งหมายเพื่อให้เรารู้จักตนเอง ว่าสภาพตนเองนี้คืออะไร? คือมีจิต เจตสิก และรูป
จิตคือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เจตสิกคือ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปในอาการต่างๆ ที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ส่วนสภาพของรูปก็คือรูปธรรมต่างๆ
ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์นั้นทรงชี้ชัดว่าความเป็นไปในวัฏฏะสงสารของเรานั้นถูกปกคลุมไว้ด้วยโมหะอวิชชา โมหะก็คือความมืด อวิชชาก็คือความไม่รู้ ..ในที่มืดเราไม่สามารถเห็นอะไรได้ ถึงจะเห็นก็เห็นไม่ชัด
เมื่อเรามีโมหะอวิชชาเหล่านี้ปิดบังอยู่ ชีวิตของเราจึงดำเนินไปด้วยความประมาทเหมือนคนที่เดินไปในที่มืดแล้วไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จึงหลงป่าหาทางออกไม่ได้คือ มีแต่อารมณ์ที่คร่ำครวญ บ่นเพ้อ ตัดอาลัยไม่ขาด และก็ความหวาดกลัว สิ่งเหล่านี้เป็นของคู่อยู่กับชีวิตสามัญ เราจึงต้องเพียรพยายามเจริญสติหมั่นสังเกตว่าชีวิตเรามีอะไรกันแน่
เมื่อเรารู้แล้วว่ามีแต่กรรมและวิบาก เราก็ต้องมีความพยายามเอาสติไปฟื้นฟูชีวิตด้วยการสังเกตดูว่า ที่เราได้รับมาทางทวารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ..เป็นวิบากคือผลจองกรรมทั้งสิ้น เช่นได้อาหารดี ที่อยู่อาศัยดี เครื่องนุ่งห่มดี ที่นั่งดีๆ ได้ดื่มน้ำดีๆ เหล่านี้เป็นวิบาก และเมื่อมาให้ผลแล้วก็หมดไปเหมือนผลส้มที่ถูกเด็ดไปรับประทานแล้วก็หมดไปจากต้น ทุกอย่างที่ให้ผลแล้วก็จะหมดไปเป็นอโหสิกรรม
แต่สิ่งที่ยังไม่ให้ผลก็กำลังทะยอยมาให้ผลอยู่เรื่อยๆ เราจึงต้องมีชีวิตตรวจสอบพฤติกรรมของตนเอง คือหมั่นสังเกตตนเองว่าที่เราศึกษามาหรือรู้มาว่ามีกรรมและวิบากจริงหรือไม่
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ธ.ค. 2551 , 13:11:34 น.] ( IP = 58.9.92.169 : : )
สลักธรรม 6
การที่ได้นั่งเบาะนิ่มๆ ได้นั่งในห้องดีๆ ..เป็นวิบาก การได้ทานอาหารดีๆ หรือไม่ดี ..เป็นวิบาก เมื่อเรารับแล้วก็มีการแก้ไขเช่นเปรียบเสมือนว่า เรามีอาหารอยู่หนึ่งจานหรือมีก๋วยเตี๋ยวซึ่งมีพ่อครัวแม่ครัวปรุงไว้ให้แล้ว ..เรียกว่าเราวิบากดีเพราะไม่ต้องปรุงเอง ออกจากห้องนี้ไปก็มีให้รับประทานแล้ว ...นี่คือวิบากเขาเตรียมพร้อมไว้ให้แล้ว
เมื่อหมดเวลาตรงนี้เราก็ออกไปรับประทาน เราต้องมีพฤติกรรมในการออกไปคือมีการเดิน ..กายกรรมก็เกิดขึ้น หรือถ้าเดินไปคุยกันไป ..วจีกรรมก็เกิดขึ้นแล้วต้องมีมโนกรรมด้วย
เมื่อเราไปสั่งก๋วยเตี๋ยวหรือรับประทานข้าว ถ้าหากรสชาติถูกปากเราก็เกิดกิเลส..นี่แหละกรรมได้เกิดขึ้น
ถ้าหากได้ก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารที่เราไม่ชอบ คือไม่เหมาะกับรสปากของเรา ทำไมจึงไม่เหมาะล่ะ? เพราะวิบากไม่ดี ..ไม่ใช่อาหารไม่ดี แต่ส่วนมากเราจะมองว่าอาหารไม่ดีแล้วก็บ่นกันว่าทำไมอย่างนั้น ทำไมอย่างนี้ ..นี่เป็นการไปดูเกินจริงแต่ไม่ได้กำหนดวิบาก จึงเป็นความประมาทแล้ว
เช่นอาหารเปรี้ยวไปหรือหวานไปไม่เหมาะกับความชอบของเราไม่ได้ดั่งใจเรา ถ้าหากเรากำหนดวิบากได้ก็จะรู้ว่า วิบากเราไม่ดี เมื่อกำหนดวิบากได้ก็จะหยุดโทษผู้อื่นเพราะมารู้ที่ตน
และเมื่อรู้ว่า หวานไป จืดไป หรือเค็มไป เราก็มองหาอุปกรณ์สังโยชน์ก็คือน้ำปลา น้ำตาล หรือพวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว เมื่อเรามองเห็นอุปกรณ์สังโยชน์เหล่านั้นแล้วเราก็ดูไม่ทัน ที่เรารู้สึกว่าจืดไปแล้วมีน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้มมาให้เติมก็เพราะเราวิบากดี เพราะบางคนไม่มีอุปกรณ์สังโยชน์เหล่านี้มาให้เติม
ตอนที่เราหาเครื่องปรุงมาเติมได้นั้นวิบากดี แต่ตอนที่เราเติมนั้นเป็นการสร้างวิบากกรรม คือ เราอาศัยวิบากดีที่มีเครื่องปรุงไปสร้างเหตุใหม่คือการสร้างกิเลส ฉะนั้นก็จะเห็นว่าชีวิตเรามีแต่กรรมกับวิบาก
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ธ.ค. 2551 , 13:11:53 น.] ( IP = 58.9.92.169 : : )
สลักธรรม 7
การที่เราแยกกรรมกับวิบากไม่ได้เพราะสติของเราไม่ได้ฟื้นฟู เพราะเราอาศัยแต่สตางค์ซื้อโดยไม่ได้อาศัยสติ สตางค์นั้นไม่ค่อยสำคัญแต่สติสำคัญกว่า เพราะสตางค์นี้มีใช้ก็แค่ชาติหนึ่งชีพหนึ่ง แต่สติใช้ไปได้ทุกชาติและทุกอาชีพ
เหตุที่พูดคำนี้เพราะเทคโนโลยีทุกวันนี้มีความรุดหน้ามาก อย่างเราพูดกันอยู่ตรงนี้สามารถได้ยินไปถึงแอฟริกาได้แน่ะ เห็นเขานั่งกดคอมพิวเตอร์กันตรงนี้ข้อความก็ไปถึงคนที่ออสเตรเลียได้ แล้วเครื่องเล็กๆ นั้นราคาแพงกว่าข้าวหนึ่งเกวียนเสียอีก
เศรษฐกิจไทยความเป็นไทยของเราจึงถูกย่ำยีและย่ำแย่เพราะความไม่รู้ ชาวนาหว่านข้าวลงไปแล้วข้าวก็ไม่ได้ออกรวงเลยทันที แต่ต้องดำนา ต้องปล่อยน้ำเข้านาให้ข้าวตั้งท้อง แล้วรอไปอีกสองสามเดือนให้ออกรวง ออกรวงแล้วก็ยังกินไม่ได้ขายไม่ได้ แต่ต้องเกี่ยวข้าวแล้วเอามาสี แล้วก็เอาข้าวแต่ละเม็ดบรรจุใส่ถุงหรือใส่เป็นกระสอบ พอขายแล้วก็ได้เงินไม่กี่พันบาทต่อหนึ่งเกวียน แล้วต้องทำข้าวกี่เกวียนจึงจะพอค่าคอมพิวเตอร์ที่ลูกอยากได้ ..บางทีเหนื่อยมาทั้งปีก็ยังซื้อไม่ได้เลย
เทคโนโลยีตอนนี้มีส่วนดีและไม่ดี ความเป็นไทยก็คือชาวนาหรือระบบเศรษฐกิจไทยไม่ทันเทคโนโลยีเพราะราคาต่างกัน ชาวนาทำงานตั้งนานได้เงินเพียงเท่านี้ แต่คอมพิวเตอร์ผลิตกันวันละไม่รู้กี่เครื่อง เพราะเขาใช้เครื่องจักรผลิต แบ่งชิ้นส่วนไปประกอบเป็นแผนกๆ แล้วก็ทำพร้อมๆ กันไป
เราไม่ได้คิดอันนี้เพราะความลุ่มหลงที่ต้องการก้าวเท่าทันโลกแต่ไม่เท่าทันธรรม จึงได้พากันบ่นว่าทำไม เป็นเพราะอะไรจึงมีเงินไม่พอ? เพราะเราไม่ได้อาศัยเศรษฐกิจพอเพียง จริงอยู่ที่เราต้องมีสิ่งเหล่านี้เพื่อทันโลก แต่เราต้องทันธรรมด้วยคือรู้จักพอ และสิ่งที่ได้มาแล้วก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ไม่ให้เป็นโทษ
เรื่องของกรรมและวิบากนี้เป็นสิ่งที่แนบติดสนิทแน่นกับชีวิตของเรา จึงอยากให้ทุกคนเจริญสติระลึกรู้ว่าอะไรเป็นกรรม อะไรเป็นวิบากให้คล่องแคล่ว ว่องไว เรียกว่าเท่าทันกรรมและวิบาก
เมื่อใดที่เรายังไม่สามารถแยกกรรมแยกวิบากได้ก็อย่าเพิ่งไปแยกรูปนาม เพราะนั่นเป็นสิ่งที่สุขุมกว่า ถ้าเราใช้เวลาในชีวิตปกติไปรู้กรรมรู้วิบากก็เท่ากับไปรู้เรื่องตัวเอง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองจริงๆ นี่คือ เรื่องความจริง เพราะตนเองมีกรรมมีวิบากหล่อเลี้ยงตลอดเวลา เมื่อเราเท่าทันกรรมเท่าทันวิบากแล้วเรื่องต่างๆ ที่นอกตัวก็จะเบาบางลง
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ธ.ค. 2551 , 13:12:12 น.] ( IP = 58.9.92.169 : : )
สลักธรรม 8
เรื่องนอกตัวก็อย่างเรื่องในวงสนทนา และในวงสนทนาของเรามีเรื่องอะไรบ้าง? ๑. เรื่องไร้สาระ ๒.เรื่องที่อนุมานเอา ๓. เรื่องโกหก ..ถ้าใครคิดว่าไม่จริงก็ค้านได้นะ ทั้งสามเรื่องนี้ถ้าหากคัดออกไปได้ก็แทบจะไม่มีเรื่องคุยกันเลย
เรื่องไร้สาระ เช่น ไปไหน ไปทำไม กินข้าวกับอะไร ..ถามเขาทำไม ถามแล้วได้อะไร?
เรื่องอนุมานเอาคือคาดเดาเอา ตรึกตามอาการ เช่น คงเป็นอย่างนั้น เขาคงคิดอย่างนี้ เขาต้องรู้อย่างนั้น เขารู้อย่างนี้ ..นี่ก็แปลว่าเราไม่รู้เลย ในขณะที่เราประกาศศักดาคนอื่นนั้นก็เท่ากับเราประกาศความโง่ของตนเอง เพราะคนอื่นรู้หมดแต่เราไม่รู้เราจึงเอาความรู้ของเขามาบอกมาพูดมาประกาศศักดาให้เขาเพื่อจะบอกว่า ฉันไม่รู้
เรื่องโกหก ซึ่งมีอยู่ตลอด แต่ถ้าหากเราสามารถคัดเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง คือ เรื่องที่ไม่มีค่าออกไปจากชีวิตได้ เราจะมีอิสระภาพขึ้น แล้วความอิสระนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับชีวิตเพราะสติเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ผู้ใดมีสติมากผู้นั้นจะอ่อนโยน ผู้ใดมีสติมากผู้นั้นจะอ่อนไหว
ฟังแล้วก็คงจะแปลกว่าทำไมมีสติแล้วจึงอ่อนโยนและอ่อนไหว ..เพราะสติคือความระลึกรู้สึกตัว ซึ่งทุกวันนี้เราไม่ค่อยรู้สึกตัวเพราะเราขาดสติ เมื่อสติถูกฟื้นฟูให้มีมากๆ สติก็จะทำให้เราอ่อนโยนเพราะคนที่มีสติจะเป็นผู้มีลีลาแห่งชีวิต จะทำอะไรก็เหมือนพญาหงส์ จะเดินก็เดินไปอย่างนุ่มนวลเพราะมีความรู้สึกตัวว่าก้าวอยู่ กำลังขึ้นบันไดอยู่ จึงไม่พลาดถลำหกล้มง่ายๆ ไม่เดินชนสิ่งต่างๆ ไม่ทำอะไรตกหล่น จึงเป็นคนสุภาพอ่อนโยน
เมื่อมีสติมากๆ จะเป็นผู้อ่อนไหวในการรับอารมณ์ ได้แก่ อารมณ์ทุกข์ เช่นความปวด ทุกวันนี้เราไม่ค่อยมีสติรู้สึกกัน พอถูกยุงกัดปุ๊บเราก็ตบยุงหรือเกาเลย ..แต่ที่จริงมันต้องรู้สึกเจ็บขึ้นมาก่อน แล้วก็ต้องรู้สึกว่าถูกกัด ถูกตอม รู้สึกหิว รู้สึกคอแห้ง ..ลักษณะที่เกิดขึ้นอย่างนี้ต้องถูกแก้ไขก่อน แต่เพราะเราไม่มีใจที่อ่อนไหวไปตามอาการ ไม่อ่อนไหวต่ออารมณ์ที่ไหวเข้ามา
แต่ถ้าจิตเรามีเรดาร์ก็จะเข้าไปรับรู้สึกได้ทัน ความรู้สึกต่างๆ นั้นก็จะถูกความอ่อนไหวไปรับรู้สิ่งที่เป็นวิบากได้ทัน เช่น เมื่อย..เราก็รู้สึกได้ ไหวตามไปได้ แต่บางคนถูกสิ่งที่แข็งๆ มากระทบแล้วไม่รู้สึกก็มี ลองเปรียบกับต้นไม้นะส่วนไหนของต้นไม้ที่ไหวและแกว่งได้ ใบหรือลำต้น ? ใบไม้ เพราะใบไม้มีความเบาสามารถรับกระทบแรงลมไปตามนั้นได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่ต้นไม้แกว่งก็ให้ลูกๆ รีบหนีกันทันที
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ธ.ค. 2551 , 13:12:28 น.] ( IP = 58.9.92.169 : : )
สลักธรรม 9
ฉะนั้น เมื่อมีสติแล้วก็จะเป็นผู้ที่อ่อนโยนและอ่อนไหวในการรับรู้อารมณ์ได้ชัด ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เป็นสุข ทุกข์ ปวดเมื่อย เจ็บ ..เราก็จะรู้สึกชัด จึงตรงกับความหมายของคำว่าสติ คือ ความระลึกรู้สึกตัว ซึ่งเราเคยรู้จักความหมายของสติมาก่อนแต่เราไม่สามารถล้วงเข้าไปถึงความระลึกรู้สึกตัวได้ แต่เมื่อใดที่เราเอาสติเข้ามาอยู่คู่กับจิตเรา เราจะรับรู้อาการเหมือนมีเรดาร์คอยสำรวจตรวจตราชีวิตเรา
เมื่อเรามีสติแล้วความมีลีลาของชีวิตก็จะรู้ทันวิบาก รู้ทันกรรม
รู้ทันวิบาก คือ รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราทำมาเอง
รู้ทันกรรม ก็จะได้เบรคกรรมชั่วแล้วทำกรรมดี
สติจึงเป็นที่มาของสิ่งประเสริฐทั้งหลาย ซึ่งในวันหนึ่งๆ เราไม่เคยอยู่กับตัวเองเลย เราอยู่กับเรื่องราว เราอยู่กับอารมณ์ เราอยู่กับมิตรสหายซึ่งมีเรื่องที่เฮฮาพาไป เราอยู่กับกับเรื่องราวที่จะต้องแก้ไข เราอยู่กับการงานที่มีทั้งความทุกข์และความสุข
แต่เราไม่มีโอกาสที่จะกับตัวเองเลย..นั่นก็คือการขาดอิสระภาพ เพราะมีสิ่งข้างนอกตัวมาผูกมัดดึงเราไว้หมด แต่พอมาอยู่กับตัวเองเข้า..ด้วยความที่ไม่เคยก็เลย "เบื่อ" เช่นลองอยู่บ้านแล้วไม่ต้องทำอะไร ให้อยู่กับความรู้สึกโดยมีสติอยู่นั่นเอง ขอให้ทำให้รอดไปได้สักวันหนึ่งก่อน แล้วความที่รอดไปได้หนึ่งวันก็จะทำให้มีวันที่สอง ..วันที่สาม ..วันที่สี่ ..วันที่ห้า
แต่ถ้าหากเราไม่เคยทำอย่างนี้เลยแล้วก็บอกว่าถ้าถึงเวลาแล้วก็จะทำเพราะคิดว่าง่าย..การอยู่ลำพังนี้ไม่ง่ายเลย การอยู่ลำพังโดยไม่ทำอะไรเลยนั้นเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับปุถุชนเพราะเราฝึกมาเอง คือฝึกในการสนองตอบสิ่งเร้า ฝึกที่จะสนองตอบรูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ เราฝึกมาตั้งแต่เล็กเพื่อสนองตอบสิ่งเร้าเหล่านี้
เช่น พอคลอดออกมาแม่ก็เอาลงเปลแล้วก็เอาปลาตะเพียนมาแขวนให้ดู เราก็นอนมองเวลาเปลแกว่งไปมา พอมองมากๆ ก็หลับไปเพราะเวียนหัว ..นี่คือการสนองตอบสิ่งเร้า หรืออย่างบิดามารดามาพูดกับเราว่า สวยไหมลูก? สีอะไร? พอเขาบอกว่า สวย และบอกว่าเป็นสีอะไร..เราก็จำแล้ว หรือขามีตุ๊กตุ่นตุ๊กตามีหมุนแล้วมีเสียง เราก็สนองตอบเสียงนั้นด้วยการคอยฟัง
หรือแม้แต่ไม่มีของเล่นใดแต่การเอามือปิดหน้ามาทำท่า "จ๊ะ ..เอ๋ " เราก็ชอบแล้ว หรือเราไปเล่นกับเด็กๆพอเราบอกว่า "จ๊ะ" เด็กก็จะ "เอ๋" กับเรา หรือเด็กบางคนก็ยังพูดไม่ได้แต่เราก็พูดแทนเด็ก ...นี่คือการที่เราฝึกมาจนชินและชำนาญที่สุดหยุดไม่ได้ในการสนองตอบสิ่งเร้า
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ธ.ค. 2551 , 13:12:47 น.] ( IP = 58.9.92.169 : : )
สลักธรรม 10
ตั้งแต่เล็กๆ กว่าจะเจริญเติบโตมาเราก็มี ก.ไก่ ข.ไข่ ..สระอะ สระอา.. เข้ามาเป็นเรื่องให้เราผสมผสานแต่ละวันๆ พอเราเริ่มชินกับภาษาแล้วสูตรคูณก็ตามมา แล้วก็มีมากขึ้นๆ จนกระทั่งเรียนจบออกมาทำงาน จากนั้นก็มีงานมาเป็นสิ่งเร้าให้เราสนองตอบอารมณ์ พอทำงานเริ่มชินแล้วเนื้อคู่ก็ตามมาให้เราสนองตอบสิ่งเร้า พอเริ่มชินกับเนื้อคู่แล้วลูกคู่ก็มาคือลูกของคู่ของเราไงที่มาให้เราเลี้ยง
เรามีกิจกรรมชีวิตตลอดเวลาและไม่หยุดนิ่งคือมีการกระทำ แล้วการกระทำนี่แหละคือ "กรรม" และกรรมต้องมี "วิบากกรรม"เป็นผล ...วัฏฏะของเราก็ต้องหมุนอยู่อย่างไม่มีวันจบ ฉะนั้น ต้องลองอยู่คนเดียว และอยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด
อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด .. อย่าคิด แต่ให้รู้สึก คือการนั่งดูตนเอง ไม่ใช่นั่งมองตัวเองไปมาแต่ให้ดูความรู้สึก คอยสังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น สังเกตรู้แล้วว่าเมื่อย รู้ว่าความจำเป็นมาบีบบังคับแล้ว...เราก็ขยับตัว โดยรู้ว่าเราจะเปลี่ยนอิริยาบถทำไม
จึงให้หาวันที่จะไม่ทำอะไรเลย และการไม่ทำอะไรเลยนี้เป็นการกระทำงานที่ประเสริฐที่สุด เป็นงานที่พระพุทธเจ้าสอน และเป็นงานหยุดกรรม แต่การกระทำที่เราทำทุกวันนี้เป็นการกระทำกรรม ..เมื่อหยุดกรรมได้ วิบากก็ไม่มี
ที่เราเบื่อหน่ายอยู่ทุกวันนี้ก็คือเราเบื่อสิ่งที่เป็นวิบาก ทำงานซ้ำซากมาหลายปีเบื่อไหม? เบื่อ ..วิบาก เบื่อไหมที่จะต้องเลี้ยงลูกแบบนี้? เบื่อ..วิบาก
สิ่งที่เราเบื่อคือวิบากที่ปรากฏอยู่แต่เราไม่ทัน เราจึงเบื่อวิบาก เหมือนกับเราปลูกต้นมะม่วงที่พอออกลูกมาใหม่ๆ เราก็ชอบบางคนก็รับขวัญเลย พออยู่ไปๆ มะม่วงที่ออกมามันเปรี้ยว ..เราก็เบื่อ เราไม่อยากปลูกต้นนี้ให้เป็นมะม่วงเปรี้ยว แต่อยากให้เป็นมะม่วงมันหรืออกมาเป็นทุเรียนแทน อย่างนี้จะได้ไหม? ไม่ได้ ..นี่คือเราอยากได้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เมื่อเราอยากได้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็มีทางเดียวคือ ยอมรับความจริง ยอมรับวิบาก เมื่อเรายอมรับได้จิตใจเราก็หยุดกระวนกระวายเร่าร้อน ฉะนั้น ทุกอย่างจึงอยู่ที่คำว่า "หยุด" เท่านี้แหละ เพราะไม่มีเรื่องอะไรมากหรือมีอะไรเลยในชีวิตนอกจากกรรมและวิบาก
โดย น้องกิ๊ฟ [31 ธ.ค. 2551 , 13:13:05 น.] ( IP = 58.9.92.169 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |