| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะในบ้านเสือพิทักษ์ (๒)
![]()
![]()
ธรรมะในบ้านเสือพิทักษ์ (๒)
ตอนที่ผ่านมา
"สติ" ยิ่งมีมากเท่าใดจิตใจของเราก็ยิ่งอ่อนโยนและอ่อนไหวได้มากขึ้น คือสามารถรับอารมณ์ได้ไวเพราะมีความระลึกรู้สึกตัว เช่น รู้สึกถึงความปวดได้ไว รู้สึกถึงความเบื่อได้ไว รู้สึกถึงความทุกข์ได้ไว รู้สึกถึงความไร้สาระได้ไว เมื่อเราสามารถรู้สึกอย่างนี้ได้ ความรู้สึกนี้ก็จะทำให้เราเกิดความรำคาญในสิ่งที่ไร้สาระจนอยากปลีกตนเองออกมา เช่นเดียวกับการที่เรามองเห็นมูลสัตว์อย่างชัดเจนแล้วเราจะเหยียบไหม?ไม่เหยียบ
ขอโทษนะ .. ขอพูดไม่เพราะสักหน่อย ขอถามลูกว่า เคยตั้งใจเหยียบขี้หมาไหม? ไม่เคยตั้งใจเหยียบ แต่เหยียบบ่อยเพราะเผลอ ไม่รู้ว่าสิ่งที่จะก้าวไปเหยียบนั้นมันจะเป็นขี้หมา และเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันสกปรก เพราะเราขาดสติขาดความรอบคอบจึงเหยียบลงไป แต่ถ้าหากมีสติมีความรู้ว่าตรงนั้นมีมูลสุนัขอยู่เราก็จะไม่เหยียบ
ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าหากเรารู้ชัดว่าสิ่งนั้นไม่ดี เราก็จะไม่ทำ แต่เพราะเราขาดสติ ขาดความรอบคอบ ขาดความสังเกต ขาดวิจารณญาณพิจารณาให้ถี่ถ้วน เราจึงใช้ชีวิตแบบสุรุ่ยสุร่าย แล้วก็หมดไปวันหนึ่งๆ อย่างเปล่าประโยชน์ และในแต่ละวันเหล่านั้นนอกจากจะเปล่าประโยชน์แล้วกลับเป็นโทษเพราะมีแต่กิเลสเกิดขึ้น
ที่ได้ศึกษากันไปในเรื่อง อกุศลจิต ๑๒ ดวง มหากุศลจิต ๘ ดวง มหัคคตกุศลจิต ๙ ดวง มรรคจิต ๔ ดวง มหาวิบากจิต ๘ ดวง ฯ เหล่านี้เป็นการเรียนในเรื่องที่ดีมากๆ เพราะเราจะได้รู้และแยกแยะได้ระหว่างความดีกับความชั่วให้ออกจากกันให้เป็น และในความดีนั้นก็มีดีกว่าคือ ดีแบบกุศลธรรมดากับดีแบบมหัคคตกุศล มหัคคตกุศลเป็นความดีที่ประณีตมากขึ้นๆ ดังนั้น เมื่อเราศึกษาแล้วก็จะรู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่? ชีวิตของเราเป็นอย่างไร?
ในมหากุศลจิตทั้งแปดดวงนั้นก็ยังมีกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญาเรียกว่า มหากุศลญาณสัมปยุต และก็มีกุศลที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญาเรียกว่ามหากุศลญาณวิปปยุต ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ดีแต่ดีต่างกัน อย่างที่อาจารย์วิชิตได้มาเปรียบเทียบแล้วว่า ดวงไฟเหมือนกันยี่ห้อเดียวกัน ดวงหนึ่งมีแสงสว่างส่วนอีกดวงหนึ่งไม่มีแสงสว่าง ดวงที่มีแสงสว่างก็เหมือนกับกุศลที่มีปัญญา ที่มีแสงสว่างสามารถสาดส่องให้เห็นอะไรๆ
การศึกษาเล่าเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะเสมือนแผนที่ในการเดินทาง แต่สิ่งที่ดีกว่าการมีแผนที่ก็คือ การได้เดินทาง เพราะผู้เดินทางย่อมถึงเป้าหมาย ส่วนผู้ถือแผนที่แล้วนั่งอยู่กับที่จึงไปไม่ถึงเป้าหมาย
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [1 ม.ค. 2552 , 17:56:58 น.] ( IP = 58.9.105.80 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ถาม พยายามสวดมนต์ทุกคืน เมื่อสวดจบแล้วก็จะขอว่า ถ้าตายแล้วก็ขอให้ไปอยู่สวรรค์ ขออย่างนี้เรื่อยๆ จะระคายเคืองความคิดของหลวงพ่อไหม และจะเป็นได้หรือไม่ครับ? เพราะฟังจากหลวงพ่อแล้วก็เข้าใจว่าขอไปก็ไม่ได้ จึงอยากจะหาทางอื่นที่ดีกว่า
ตอบ ก็เปลี่ยนจากความรู้สึก "ขอ" มาเป็นการตั้ง"อธิษฐานจิต" คำว่าอธิษฐานคือ อำนาจเหนือกิเลสที่เป็นบารมีอย่างหนึ่ง เป็นการตั้งเจตนาว่า ข้าพเจ้าได้สวดมนต์ไหว้พระทำกุศลในวันนี้ ขอให้ตายแล้วได้เกิดในเทวภูมิ ..นี่เป็นการตั้งความปรารถนาเอาไว้ และก็อยากจะให้ทุกคนขอแล้วก็อยากให้ไป
ไม่อยากให้ทุกคนต้องเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติหน้า ที่ต้องการเช่นนี้ก็เพราะว่าวันเดือนปีแค่ที่เรายังไม่ตายไป โลกนี้ก็มีแต่ความปั่นป่วน แผ่นดินก็จะยุบ ทะเลก็จะอาละวาด อำนาจกิเลสก็จะปกครองประเทศและโลก จึงไม่เป็นที่ที่น่าอยู่เลย แต่เราต้องตายแล้วเกิดแน่นอน
อย่างทุกวันนี้อย่างแม่ลูกศิษย์เฟี้ยวเสมอ มีครอบครัวดี ลูกเต้าก็ดีแม้เจ้าคนเล็กจะดื้อไปหน่อย สามีก็ดี ฐานะที่เป็นอยู่ก็ดีสามารถดูแลตนเองได้อย่างสบายและสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ เรื่องความรู้ก็ไม่ได้ด้อยกว่าใครเลยทั้งสามีทั้งเรา และคนที่นั่งหลับตาฟังอยู่ข้างๆ ก็เหมือนกัน ตั้งแต่ลืมตาจนมาหลับตาคือจากไม่สงบเป็นลิงมาสงบเป็นชีก็ผ่านอะไรมาเยอะแยะ ลูกก็ได้ดีรู้รักษาตัวรอดวางแนวทางชีวิตได้
เอาละ! ทั้งสองคน ต่างคนต่างอยู่นะ ..ตอนนี้มีทั้งงานมีทั้งฐานะมีทั้งความรู้ที่อย่างน้อยก็รู้ว่าอะไรบาป อะไรบุญ แล้วก็ลองนึกหวนกลับไปถึงมารดาของเราสิว่า ท่านดีไหม? ดี ส่งเสริมเราอุดหนุนเราให้เรียนให้ทำงานให้ขยันให้รู้จักสัมมาคารวะ เรามีพ่อแม่สอนมาดีแล้วเราก็ดีด้วยตัวเอง จนกระทั่งมีครอบครัวดี แต่ถ้าหากต้องตาย ลงไปภายในเจ็ดวันนี้แล้วไปปฏิสนธิถือกำเนิดเป็นมนุษย์ คือเกิดในครรภ์มารดา
ลูกลองนึกถึงภาพเด็กที่จะมาเป็นแม่เราตอนนี้สิลูก มองจากเด็กโดยส่วนมากที่เขาจะสามารถตั้งท้องได้ เด็กสาวที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ขณะนี้เขาก็กำลังเจริญกิเลสอยู่ด้วย และผู้ที่จะเป็นพ่อในสมัยนี้ล่ะ แล้วเราจะต้องไปอาศัยเขาเหล่านั้นอยู่ตั้งเก้าเดือน พอเด็กพวกนี้ไปเต้นเราก็ส่ายไปด้วยเลยไม่สงบตั้งแต่อยู่ในท้อง วันดีคืนดีพอกับแม่พากันแว้นแล้วลูกจะเป็นอย่างไร
พอคลอดออกมาก็ตกอยู่ในท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่ดี ท่ามกลางผู้ที่ไม่ค่อยมีคุณธรรม ท่ามกลางสังคมที่ป่าเถื่อน วัฒนธรรมก็เสื่อมทราม ศีลธรรมก็เสื่อมโทรม ผู้ที่มีคุณธรรมก็ได้ตายไปหมดแล้ว หลักการเรียนก็ถูกเปลี่ยนบท สิ่งที่จะมาหล่อหลอมให้ดีก็หายาก ถึงเราจะมีจิตใจมีอุปนิสัยดีแต่สิ่งแวดล้อมไม่ดีเราก็ต้านอำนาจที่มีมากกว่าไม่ได้ ..นี่คือสิ่งที่ไม่อยากให้ลูกไปเป็นมนุษย์อีก
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ม.ค. 2552 , 17:57:27 น.] ( IP = 58.9.105.80 : : )
สลักธรรม 2
การอธิษฐานจึงเป็นเรื่องดี เช่น ขอให้ข้าพเจ้ามีอนาคตที่ได้เทวภูมิเป็นที่รองรับเพื่อจะได้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้ที่จุติแล้วปฏิสนธิในเทวภูมิต้องมีอำนาจกรรมที่ดีกว่าการปฏิสนธิในมนุษย์ภูมิ เพราะท่านเหล่านั้นมีความแน่นไปด้วยหิริโอตตัปปะ คือเกรงความชั่วและกลัวผลบาป เทวภูมิเป็นภูมิที่มีความเกรงความชั่วและกลัวผลบาปมากกว่ามนุษย์และแม้จะมีกิเลสเช่นการเนรมิตได้แต่ก็เนรมิตให้ตัวเอง เทวดาไม่มีการถือปืนอาก้าไปยิงใคร หรือยกกันมาเป็นขบวนแล้วคอยเอาแก๊สน้ำตายิงกัน
ฉะนั้น ก็อธิษฐานสิแต่ต้องทำด้วย เราต้องรู้ว่าสิ่งที่เราอยากไปหรือภูมิที่เราออยากไปนั้น บันไดแต่ละขั้นต้องก้าวด้วยอะไร? คือ หิริ โอตตัปปะ และจาคะ ณ วันนี้เราต้องเกรงความชั่วและกลัวผลบาปเริ่มสร้างบันไดนั้นเสีย เพราะเราต้องการไปถึงขั้นสุดท้ายเราจึงต้องสร้างบันไดตั้งแต่ขั้นตรงนี้เพื่อให้ไปถึง ไม่ใช่บันไดดาราแต่เป็นบันไดศรัทธาที่จะทำความดี หนีความชั่ว แล้วกลัวบาปกรรม
นอกจากนั้นต้องหมั่นระลึกดีคือมีสติ สติเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องป้องกันทุกๆ อย่าง ไม่มีพระองค์ใดหรืออำนาจจิตใดๆ เลยในโลกนี้ที่จะดลบันดาลให้เราเป็นอย่างไรได้ แต่อะไรที่ทำบ่อยๆ จะทำให้กลายเป็นอุปนิสัย เห็นบอกกันบ่อยๆ ว่ารักหลวงพ่อเสือ เมื่อรักและศรัทธาก็เดินตามมาสิด้วยการอายชั่ว กลัวบาป กำหราบจิต คิดให้เป็น เห็นให้ชัด หัดให้ได้
วันนี้จึงสอนให้รู้ว่า ให้หยุดนิ่งหยุดการงานที่ไม่เข้าเรื่องออกไป เพื่อหาความอิสระจากตัณหาและอัตตาคือความเป็นตัวตน การกระทำของเรานั้นเราทำด้วยอัตตาหรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอัตตวาทุปาทาน อัตตานี้มีแฝงอยู่ตลอดเวลา อย่างที่เราเรียนเป็นชื่อๆ แล้วมีคำแปล ซึ่งในแต่ละชื่อนั้นมันมีตัวเรา และถ้าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นนั่นก็คือตัวเรา เช่นวิจิกิจฉาความลังเลสงสัย ..เป็นสภาพธรรมที่ไม่ดี
ความสงสัยมีแปดอย่าง คือ สงสัยในพระพุทธเจ้า สงสัยในพระธรรม สงสัยในพระสงฆ์ สงสัยในไตรสิกขา สงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุที่เป็นอดีต สงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุที่เป็นอนาคต สงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุที่เป็นอดีตและอนาคต และสงสัยในปฏิจจสมุปบาท
สงสัยในพระพุทธเจ้าว่ามีจริงหรือ? ผู้รู้เช่นนั้นมีจริงๆ หรือ? นี่ก็เป็นเรื่องที่ยังสงสัยกันมากแม้ผู้ที่บวชเรียนได้อาศัยผ้ากาสาวพัตร์ของพระองค์แล้วก็ยังมีความสงสัยว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือใครจะเป็นผู้รู้ได้ถึงขนาดนั้น? เป็นการเอามาเทียบกับตนเองเสียนี่ แล้วก็สงสัยไปว่าถ้าหากเจริญเอกายนมัคโค มหาสติปัฏฐานสี่แล้วจะพ้นทุกข์ได้จริงหรือ แล้วก็สงสัยว่าพระอรหันต์เจ้ามีจริงหรือจะมีผู้ที่รู้ตามได้อย่างนั้นแล้วตัดกิเลสได้หมด ขนาดฉันยังทำไม่ได้เลย ..นี่เอาตัวเองเข้าไปเทียบ
แม้กระทั่งเรื่องปฏิจจสมุปบาทรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่รู้จักจบ สังสารวัฏคือการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอย่างซ้ำๆซากๆ ภายใต้ปฏิจสมุปบาท มีอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ ..สิ่งเหล่านี้มีจริงหรือ? ตายแล้วเกิดจริงหรือ? ความสงสัยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วตัวตนนี่แหละเป็นผู้สงสัยนั่นก็คือ อัตตา
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ม.ค. 2552 , 17:57:48 น.] ( IP = 58.9.105.80 : : )
สลักธรรม 3
ในกองอกุศลนั้นมีอัตตาอยู่ตลอด เช่น โกรธ ..โทสะ แต่ถ้าหากเป็นกลุ่มเขาเรียกว่า โทจตุกะ คือ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ สภาพธรรมที่เลวเกิดขึ้นแล้วเร่าร้อนซึ่งในขณะกำลังเกิดนั้นตัวเราเป็นผู้กระทำใช่ไหม? จึงเป็นอัตตาทั้งนั้น แม้กระทั่งในบุญก็มีอัตตา ซึ่งพระพุทธองค์สอนว่า ธรรมชาติทั้งหลายเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน เป็นสภาพธรรมที่เกิดด้วยเหตุมีปัจจัยอุดหนุน เหตุก็คือ เหตุ ๖ ปัจจัยอุดหนุนก็มีตามสมควร และเมื่อหมดเหตุหมดปัจจัยธรรมเหล่านั้นๆ ก็ต้องดับไป เพราะไม่มีตัวค้ำยัน
ฟังแล้วก็ยาก แต่ก็คือเรื่องที่กล่าวไปในตอนต้นว่า เรามีแต่กรรมและวิบาก ที่เราทุกคนเดินได้นั้นเรียกว่ามีวิบากดีมาก เพราะยังมีคนที่เดินไม่ได้ ขาขาด ขาเสีย เป็นโปลิโอ ที่เห็นได้ก็เพราะวิบากดี เพราะคนที่เห็นไม่ได้ก็มีมากมาย จะเห็นว่าผู้พิการมีมากมายแต่เราไม่ได้พิการ ..นับว่าเป็นวิบากขันธ์ที่ดีแล้ว
ที่นั่งอยู่นี่เรียกว่ามีวิบากขันธ์ แล้วเราก็อาศัยวิบากนี้กระทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม จึงไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากสองอย่างนี้ และต้องพึงสังวรระวังด้วยการอาศัยสติในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยความไม่ประมาทนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
เรื่อง "เบื่อ" ไม่มีใครห้ามได้ เพราะเราเบื่อเราจึงหางานทำสารพัด แต่ให้ลองหางานที่เป็นประโยชน์แท้ทำดูบ้าง คืองานระลึกรู้สึกตัวในกรรมและวิบาก ถ้าเราหางานที่ไม่ใช่เรื่องของสติสัมปชัญญะทำแล้วความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น
คนที่มีกิจการมีการงาน สบายไหม? ไม่สบายเพราะต้องดูแลเอาใจใส่ ไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำอะไร แต่เราจะต้องรู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร พอเหมาะพอควรพอดีพองามแก่ชีวิตหรือไม่ ให้ทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก จะกินก็ไม่ได้ห้ามแต่ให้กินเพื่อทุกข์ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก แต่นานๆ จะแวะไปอยากสักทีก็ไม่เป็นไร
ความพอเหมาะพอควรพอดีพองามกับชีวิตต้องมีอยู่ในจิตใจเสมอๆ เพราะคุณค่าของคนเราก็อยู่ที่ความดี ดังคำโบราณที่ว่า ..คนจะงามงามน้ำใจใช่ใบหน้า คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน คนจะรวยรวยศีลทานใช่บ้านโต..
คนที่เกิดมาด้อยทรัพย์ ..ความด้อยทรัพย์ไม่ได้หมายถึงว่าเขาไม่มีคุณค่า บางคนแม้จะด้อยทรัพย์แต่ใจงาม ไม่คิดลักทรัพย์ใคร ไม่คิดโกงใคร ไม่คิดเอาเปรียบใคร อย่างผู้ขับรถที่เราเรียกว่าแท๊กซี่ เขาเจอของบนรถ เขาก็เอาไปคืน เขาไม่อยากได้ของของคนอื่น..นี่คือคุณธรรมในใจ สิ่งเหล่านี้จะเป็นเงาเป็นแสงแห่งชีวิต ใครที่อยู่ใกล้ก็ปลอดภัย และเมื่อมีการประกาศเกียรติคุณขึ้นมาผู้คนก็ชื่นชมยอมรับว่า เขาเป็นคนดีจังเลยนะ
ความดีจึงไม่ได้อยู่ที่เครื่องตกแต่ง เพราะบางคนพยายามหาค่าของชีวิตด้วยการตกแต่ง แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นค่าของวัตถุสิ่งนั้นๆ แต่ไม่ใช่ค่าของชีวิต คุณค่าของชีวิตอยู่ที่ความดี อยู่ที่การรู้จักธรรม
เมื่อเราสามารถรักษากาย วาจา ใจให้อยู่ดี คิดดี ทำดี เขาเรียกว่า กำลังทำใจเป็นพระ พระคือคำนำหน้าของผู้ที่ควรยกย่อง เป็นผู้ที่มีดี เช่นพระคุณของพ่อ พระคุณของแม่ พระบูชา พระคุณเจ้า พระคุณของครู เมื่อสิ่งใดมีคุณสิ่งนั้นก็จะได้รับคำยกย่องว่าเป็นพระ และก็ไม่ใช่พระที่อยู่ในมือองค์นี้เพราะมีแต่พระองค์นี้แต่เราไม่มีคุณธรรมก็ไม่ดี
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ม.ค. 2552 , 17:58:05 น.] ( IP = 58.9.105.80 : : )
สลักธรรม 4
เราจึงต้องพยายามฝึก พัฒนากาย วาจา ใจของเราให้มีความสงบ มีอิสระภาพ อยู่อย่างเพียงพอ และมีความพอเพียง ต้องฝึกสติ ฝึกปัญญาให้รู้จักชีวิต แยกกรรมแยกวิบากให้เป็น ไม่มีใครทำไม่ได้แต่อยู่ที่ว่าจะยอมรับไปทำหรือไม่เท่านั้น
ในขณะที่เราอยู่คนเดียวไม่มีใครในบ้านแล้วก็ลองนั่งนิ่งแต่ไม่ต้องทำตัวแข็ง และไม่ต้องทำงานอะไรเลยแต่ทำงานทางใจ สังเกตใจตนเองว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง สังเกตว่า เมื่อเราอยู่นิ่งแล้วเรารู้สึกอย่างไร กระวนกระวายหรือไม่ เบื่อหรือไม่ รำคาญหรือไม่ หงุดหงิดหรือไม่
สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดมีขึ้นมาได้ แล้วเราก็ตีให้แตกว่า ที่เราเบื่อความรำคาญที่ไม่มีอะไรทำนี้ก็เพราะเราชอบทำ และที่ชอบทำนั้นก็เป็นกรรมแล้ว ...บอกตนเองเลยว่า มันเป็นกรรมอีกแล้ว สิ่งที่เราอยากจะหาก็คือการหากรรม เมื่อเราหากรรมเราก็ต้องมีวิบาก แล้วเราต้องรับวิบากคนเดียว ถ้าทำกรรมดีก็เป็นวิบากดี แล้ววิบากดีก็อยู่เพียงชั่วคราว ทำกรรมชั่ววิบากก็ชั่ว ...น่ากลัวทั้งนั้น
พอรู้ว่าน่ากลัวแล้วก็หยุด หรือชลอให้เราเบาบางจากความต้องการทำ เพราะนั่นคือเครื่องร้อยรัด
ในขณะที่เราอยู่คนเดียวแล้วอยากทำอะไรก็หมั่นถามตนเองว่า เราจะทำไปทำไม? ไม่ทำได้ไหม? ในชีวิตเรามีการทำอยู่สองอย่างคือ ทำไม่ได้ กับไม่ทำไม่ได้
ไม่ทำไม่ได้ ..คือ การงานที่เรารับผิดชอบ ความเป็นแม่บ้าน พ่อบ้าน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดจนสุดความสามารถ เพราะเกินความสามารถไม่มีใครทำได้ เวลาเหนื่อยแล้วก็พัก อะไรมันหนักเราก็วางลง ห่างจากการหา เพราะหามากก็ทุกข์มากต้องดูแลมาก ฉะนั้น เหนื่อยก็พัก หนักก็วางในเรื่องที่เราไม่ทำไม่ได้
ทำไม่ได้ ..คือ ความชั่วทั้งปวงเราทำไม่ได้ ยอมแลกด้วยชีวิตดูสิว่าถ้าหากเราไม่ทำแล้วมันจะตายไหม เพราะความตายเพราะความตายไม่ได้อยู่ที่ ไม่ทำ ถึงเวลาตายย่อมต้องตายเอง
สิ่งที่อยากได้ แต่ลองไม่หา ไม่เอาเพราะรู้ว่าเป็นกิเลส ..นี่คือการดูใจตนเองเสียก่อน สู้กับกิเลสตนเอง ลองดูสิว่ามันจะเป็นอะไรไหม? สังเกตดูใจแล้วพอรู้สึกเร่าร้อนขึ้นมาก็รู้เลยว่า กิเลสเกิด พอรู้ทันกิเลสแล้วกิเลสก็ต้องดับ เหมือนกับการที่เราเห็น"ปลาช่อน" ก็แปลว่า "เราไม่ใช่ปลาช่อน" เมื่อเห็นว่าเป็น "เธอ" ก็ย่อมจะไม่ใช่ "เรา"
ฉะนั้น เรามาเป็นผู้เห็น แล้วเห็นให้ชัดก็จะเห็นลวดลายของสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นลวดลายกรรมชนิดไหน กรรมดีหรือกรรมชั่ว? เพราะทุกอย่างนั้นใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ม.ค. 2552 , 17:58:23 น.] ( IP = 58.9.105.80 : : )
สลักธรรม 5
เรื่องของการปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องของการต้องทำบ่อยๆ สติปัญญาที่ถูกฟื้นฟูได้นั้นจะต้องอาศัยความต่อเนื่อง นึกถึงเวลาที่เราเข้าโรงเรียน..ที่เราอ่านหนังสือออกในทุกวันนี้ กว่าเราเขียนออกมาเป็นเรื่องเป็นราวได้ เราต้องไปโรงเรียนอย่างต่อเนื่องทุกวัน ถ้าไปปีละวันจะอ่านหนังสือออกไหม?
เช่นเดียวกับเรื่องของสติและปัญญา เราต้องอาศัยความระลึกรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มาบอกทีก็ทำทีแล้วก็หยุดไป อะไรที่ทำบ่อยๆ ก็จะเกิดเป็นความเคยชิน แล้วความเคยชินด้วยสติด้วยปัญญานี้วิเศษที่สุด เพราะสามารถฉุดชีวิตออกจากสังสารวัฏได้
พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องสติปัฏฐานสี่ ซึ่งเปรียบเสมือนรอยเท้าช้าง กุสลทุกอย่างไหลอยู่ในสติปัฏฐานคือรอยเท้าช้าง ไม่ว่าจะเป็นการถือศีล ..ศีลก็เป็นส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน หรือเราจะทำสมาธิ..สมาธิก็เป็นส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน เราจะกระทำปัญญา..ปัญญาก็เป็นส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน
สติปัฏฐานคือการงานสี่อย่างที่เราต้องคอยหมั่นสังเกตและหมั่นระลึก มีกาย เวทนา จิต และธรรม
ระลึกในเรื่องกาย..คืออิริยาบถนั่ง เดิน ยืน นอน ต้องรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้สึกอย่างไรอยู่ อาการนั้นเป็นอย่างไรอยู่
รู้สึกในเวทนา ...คือสิ่งที่บังเกิดขึ้นในอารมณ์นั่นเองมีสุขเวทนา ทุกข์เวทนา ที่ให้สังเกต
จิต ..คือสภาพที่รู้อารมณ์ เราต้องสังเกตจิตว่าไปรู้อะไร รู้สึกอย่างไร นึกคิดอะไรอยู่ ชีวิตประจำวันเราจึงต้องหมั่นดูใจเรา เพราะเราดูใจเขามานานแล้ว เราเอาใจเขาทั้งหลายมานานแล้ว ก็เอาใจมาดูใจเราบ้าง เพื่อความมีอิสระภาพ
ธรรม ..คือธรรมชาติทั้งหลาย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง รัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับจิต เราก็ต้องคอยสังเกตว่ามีอะไรเข้ามาในจิตของเราบ้าง พอเรารู้ได้ชัดแล้วก็รู้เลยว่าธรรมชาตินั้นดีหรือไม่ดี
แรกๆ ในการปฏิบัติที่มีการสอนหรือการอบรมก็คือการบอกวินัยให้ อย่าลืมว่าบัดนี้พระพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว แต่พระองค์มีพระโอวาทว่า ธรรมวินัยนั่นแหละเป็นศาสดาของเธอ การศึกษาเล่าเรียนก็คือการสอนให้รู้วินัยธรรม แล้วก็รู้แค่วินัยไม่ได้แต่ต้องปฏิบัติด้วย
เปรียบเสมือนว่าโรงเรียนนี้เขาห้ามให้กางเกงสั้นกระโปรงสั้น ก่อนเข้าโรงเรียนเราก็อยู่วินัยแล้ว และพอไปโรงเรียนเราต้องบอกไหมว่า "โรงเรียนนี้เขาห้ามใส่กระโปรงสั้นกางเกงสั้น = อย่าใส่สั้น" ? เราก็ไม่ต้องบอกอีกแล้วเพราะรู้แล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ม.ค. 2552 , 17:59:03 น.] ( IP = 58.9.105.80 : : )
สลักธรรม 6
ที่เราเรียนอยู่ทุกวันนี้คือ รูป นาม อะไรคือรูป อะไรคือนาม แล้วตอนปฏิบัติจะต้องไปบอกไหมว่า.. นี่รูป นี่นาม นี่รูป นี่นาม.. เพราะเราระลึกได้แล้วในรูปในนาม ซึ่งต่างกับการบอกในตอนแรกๆ ที่บอกว่า นี่นั่งนะ ..เป็นรูป นี่รู้นะ ..เป็นนาม
วินัยธรรมของการปฏิบัติ คือ การเห็น ให้กำหนดนาม ..เมื่อเห็น ก็ให้ทำความรู้สึกว่านาม ..ทำไมจึงต้องกำหนดนามล่ะ ? ก็เพราะเราหลงว่า "เราเห็น" แต่ "เรา"ไม่ได้เห็น "จิต"เห็น ธรรมชาติของจิตเท่านั้นที่เป็นผู้เห็น เพราะจิตเป็นตัวรู้อารมณ์ แต่"เรา"ส่วนไหนล่ะเห็น จิตจึงเป็นผู้เห็น แล้วจิตก็ไม่ใช่ว่าจะเห็นได้ง่ายๆ แต่มีเหตุมาทำให้จิตเห็นก็คือ มีรูปารมณ์ (คลื่นแสง) มีอาโลกะ(ความสว่าง) มีมนสิการ(ความใส่ใจ) มีจักขุปสาทดี(สายตาดี) ...เพราะมีเหตุเหล่านี้จึงเกิดการเห็น ถ้าขาดเหตุใดไปการเห็นก็เกิดขึ้นไม่ได้
เมื่อเราเรียนอย่างนี้แล้วเราเข้าใจว่า การเห็นเป็นอย่างนี้ ต้องประกอบด้วยเหตุอย่างนี้ ม่ใช่เราเห็น ที่บอกว่า เราเห็นนั้นเพราะพูดโดยรวม โดยความสมมติ โดยความวิปลาส จึงต้องหมั่นระลึกว่า จิตเห็น แล้วจิตเป็นนาม ..จึงกำหนดนามเห็น นี่คือวินัยในการปฏิบัติ
เมื่อเวลาที่เราจะปฏิบัติ เรามีความเข้าใจไปแล้วว่า โรงเรียนนี้เขาห้ามใส่สั้น พอไปโรงเรียนเราก็ไม่ใส่สั้น คือไม่ใช่เราเห็นแล้ว แต่เป็นนามเห็น พอเห็นปุ๊บก็รู้เลย "นามรู้"
ทางหูก็เหมือนกัน เสียงคือสัททารมณ์ เสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ำเป็นความสั่นสะเทือนของอากาศ ที่สะท้อนเข้ามา เมื่อเรามีประสาทหูดี มีช่องว่างระหว่างหู มีเสียง มีความใส่ใจ..การได้ยินก็เกิดขึ้นเพราะเหตุเหล่านี้ และตัวได้ยินก็คือ จิต แล้วจิตเป็นนาม ..จึงกำหนดนามได้ยินนี่คือวินัยที่เรารู้แล้วปฏิบัติตามก็จะไปต่อได้ คือไปสูงกว่านี้จนสูงสุดก็คือพระนิพพาน
นิพพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานํ ปรมํ สุญญํ นิพพานที่เป็นบรมสุขอย่างยิ่ง นิพพานดับแล้วสูญสิ้นจากกิเลสอาสวะแล้ว นิพพานจึงเป็นยอดปรารถนาเพราะเป็นบรมสุข แต่ทุกวันนี้เราได้แค่สุขชั่วคราว สุขจากวิบากคือสุขเพราะผลดีเท่านั้นเอง แล้วผลก็ย่อมมาจากเหตุ ฉะนั้นถ้าเมื่อใดที่หมดเหตุที่ให้ผลดีคราวนี้ละแย่เลย
เมื่อเราสร้างแต่เหตุดี แล้วเหตุดีที่ทำก็เป็นเหตุดีที่สุดทำให้หยุดจากการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อไม่เกิดเสียอย่างเดียวก็บรมสุข สิ้นสุดความทุกข์ทั้งปวง
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ม.ค. 2552 , 17:59:22 น.] ( IP = 58.9.105.80 : : )
สลักธรรม 7
ถาม อย่างเราเป็นปุถุชนแล้วบางครั้งก็เกิดความเจ็บป่วยมีความปวดขึ้นมาบ้าง โดยธรรมชาติทั่วไปก็คิดว่า ถ้ามันปวดเล็กๆ น้อยๆ ก็อย่าไปสนใจมัน แต่ตามที่หลวงพ่อบอกว่า เราต้องรู้ คือถ้ามันปวดเราก็รู้ว่ามันปวด แต่ถ้าเราไม่สนใจมันก็อาจทำให้เราลืมไปไม่รู้สึกปวด อันนี้จะไปตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่ควรจะปฏิบัติในชีวิตประจำวันหรือไม่?
ตอบ ต้องแยกให้เป็นระหว่างชีวิตประจำวันกับชีวิตของการปฏิบัติที่เราตั้งใจจะปฏิบัติ ชีวิตประจำวันนั้นให้เจริญสติมากๆ คือสติที่รู้ทันกรรมรู้ทันวิบาก ทำไมจึงมีอยู่แค่นี้? เพราะสติคือการระลึกรู้สึกตัว และในเรื่องส่วนตัวก็มีแต่กรรมและวิบาก การระลึกรู้เรื่องส่วนตัวก็คือ นี่คือส่วนกรรม นี่คือส่วนวิบาก ที่กระทบนั่นแหละวิบาก ที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม จึงให้เจริญอันนี้มากๆ
แต่เมื่อเราได้เจริญสติแล้วรู้ทันแล้วว่า นี่กรรม นี่วิบาก แล้วเราก็เคยได้ศึกษาว่า เมื่อเอาชีวิตมากระจายอย่างที่มานั่งเรียนในห้องนี้หรือห้องโน้น ไม่ได้เรียนเรื่องอื่นเลยแต่เรียนเรื่องตัวเอง เอาตัวเองทั้งหมดมาตีแผ่ออกมาสิบสองอย่างว่ามีหรือไม่มี คือ โลภมูลจิต ๑๒ ดวง ตั้งแต่เกิดมาเราเคย มีไหม? มี ความโลภที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีใครชักชวนเคยมีไหม? มี ..นั่นแหละเขาเรียกโลภมูลจิตดวงที่หนึ่ง
มีความอยากได้มีความต้องการโดยมีคนบอกคนแนะคนชวน เคยมีไหม? เช่นไปสิ ไปที่นี่สนุก เคยมีไหม? มี นั่นแหละเขาเรียกโลภะที่มีคนชักชวน และโลภะนี้ก็มีแปดอย่างมีทั้งประกอบไปด้วยความเห็นผิด(สัมปปยุต) ทั้งไม่ประกอบไปด้วยความเห็นผิด(วิปปยุต) จากนั้นก็เอาตัวเราออกมาอีก เราเคยมีความโกรธไหม? มี โกรธเองคือไม่มีใครทำให้เราโกรธ กับมีเหตุที่ทำให้เราโกรธเคยมีไหม? มี เราเคยมีไหมความเห็นผิด? มี ..นี่ไง! อกุศลจิต ๑๒ ที่เราเอาออกมาแล้ว
เราเคยทำบุญไหม? เคย เราเคยใส่บาตร รักษาศีล เจริญภาวนาไหม? เคย เราเคยทำแบบมีปัญญาไหม? เคย และเคยทำแบบไม่มีปัญญาไหม? เคย ฉะนั้น มหากุศลเราก็เคยทำ ทุกวันนี้เรามีเครื่องรับไหม? มี คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เคยมีทั้งสิ่งดีและสิ่งที่ไม่ดีผ่านมาทางเครื่องรับไหม? เคยมี
การเรียนพระอภิธรรมคือการเรียนที่กระจายตนเองออกมา แล้วก็ดูว่ามีสิทธิเกิดขึ้นที่เราเท่าไร พวกกามจิตมี ๕๔ แล้วเรามีไหม? นี่แหละคือความสุขุมคัมภีรภาพอันเหนือชั้นที่ปุถุชนจะรู้ได้ ถ้าหากไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลก สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ถูกตีแผ่ออกมา..นี่คือพระสัพพัญญุตญาณที่ทำให้เราได้เรียนรู้ตาม เมื่อเรารู้แล้วว่าสภาพชีวิตจริงๆ เป็นแบบนี้ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสอนไว้เยอะเลยถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็นพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม
พระวินัยคือกฎระเบียบให้ผู้ปฏิบัติเดินตามครรลองคลองธรรมไม่ออกนอกลู่นอกทาง เหมือนคันนาที่อยู่ระหว่างคูน้ำกับคลอง เมื่อเราเดินตรงไปบนคันนาก็จะไม่พลาดถลำ เราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดคำหยาบ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของๆ ผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่พยาบาทปองร้าย ไม่เห็นผิด ไม่ทำในอกุศลกรรมบถ ๑๐ เพราะถ้าหากใครทำไปแล้วก็จะได้รับผลมากมายเหลือเกิน
เช่น ถ้าหากฆ่าสัตว์ร่างกายของเราก็ต้องทุพพลภาพแน่ๆ ในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป มีกำลังกายเฉื่อยชากำลังปัญญาไม่ว่องไว ..สิ่งเหล่านี้เป็นผลของบาป ด้อยทรัพย์อดอยาก ยากจนเป็นผลของอทินนาทาน สิ่งเหล่านี้เป็นผลที่เราทำแล้วเราได้ ถ้าหากเราไม่อยากได้ก็อย่าทำเหตุ ..นี่คือวินัย
วินัยของพระก็เพื่อให้มีสมณรูปที่งามและจิตที่งาม มีกฎวางไว้ถ้าผิดธรรมก็ปรับอาบัติ ทั้งอาบัติทุกกฎ อาบัติปาจิตตีย์ เพราะสิ่งเหล่านั้นทำแล้วไม่งาม ไม่เป็นมงคล และไม่เป็นประโยชน์ วินัยจึงสอนเรื่องคุณงามความดี
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ม.ค. 2552 , 17:59:38 น.] ( IP = 58.9.105.80 : : )
สลักธรรม 8
พระสูตรโดยบุคคลาธิษฐานคือการยกตัวอย่างขึ้นมาว่า ถ้าหากทำกรรมชั่วเช่นผิดประเวณีไว้อย่างที่อาจารย์วิชิตเคยมาเล่าว่า พอตายแล้วต้องตกนรก เมื่อหมดเวลาในนรกแล้วก็ไม่ได้ขยับขึ้นมาพรวดเดียวเป็นมนุษย์ เหมือนเวลาที่เราจะปีนขึ้นที่สูงหรือทางชันก็ต้องค่อยๆ ไต่ เดี๋ยวๆก็ตกลงมานั่ง แล้วก็ไหลลงไปได้ง่ายอีก การขึ้นที่สูงจึงต้องเก่งและต้องแกร่งว่าอย่าตกเชียว เพราะตกลงไปแล้วขึ้นมายาก
เมื่อผิดประเวณีตกลงไปในนรกและพ้นขึ้นมาแล้วก็ขยับขึ้นมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน พอมาเกิดเป็นคก็ถูกตอนแล้วก็เกิดเป็นสัตว์ต่างๆ จนกระทั่งมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องพลัดพรากจากคนที่ตนเองรัก จะต้องมีเรื่องราวที่ทำให้แตกระแหงกันเหมือนกับว่าหาสาเหตุไม่เจอ แต่เหตุนั้นคือกรรม ฉะนั้นความปลอดภัยก็คือ อย่าทำชั่ว
ท่านก็ยกเอาบุคคลาธิษฐานคือบุคคลทั้งทางดีและทางชั่วขึ้นตั้งเป็นตัวอย่าง เช่น นางสุชาดา พระนางมัลลิกา ท่านอนาถบิณฑกเศรษฐี ยกขึ้นมาให้เห็นว่าทำไมแต่ละท่านจึงเป็นเช่นนี้ ได้นำบุพกรรมในอดีตมาเล่าให้ฟังว่าแต่ละท่านที่เรารู้จักนี้มีอดีตมาอย่างไร ถ้าอดีตดีมา..ก็นี่ไงแสดงถึงอุปนิสัยที่ได้มา ถ้าอดีตชั่วมา..ก็นี่ไงแสดงถึงอุปนิสัยที่ได้มา และก็เป็นกรรมที่ส่งผลคนผู้นั้นคนเดียว ไม่มีใครรับกรรมแทนใครได้
เมื่อท่านมาตั้งเป็นตัวอย่างไว้พอเราอ่านปุ๊บก็ โอ้โห..ไม่เอาแล้วเรื่องอย่างนี้ เราไม่ทำ
พระอภิธรรมคือการนำเราออกไปกระจายบนกระดานมี จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ลองมองไปบนกระดานสิแล้วหาว่ามี "คน"ไหม? ไม่มี
เมื่อเราจะไปปฏิบัติเราก็รู้แล้วว่าสภาพธรรมของรูปธรรม และนามธรรม เราก็อาศัยความระลึกรู้ในอาการนั้นๆ แล้วพยายามทำบ่อยๆ โดยอย่าไปหวังอะไร แต่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด นึกอะไรทำอะไรได้เท่าไหนก็เท่านั้น
แล้วก็อย่าไปอยากได้ เพราะความอยากได้นั้นเป็นตัณหา ซึ่งเป็นปราการมากั้นความเจริญแล้ว เพราะถ้าหากเราไม่สมปรารถนาในตัณหาเราก็จะทุกข์มาก เมื่อเรารู้วิธีการแล้วเราก็ปฏิบัติการ เช่นเราเรียนจบช่างกลมาใหม่ๆ เราก็เข้าทำงาน เราไม่ได้เก่งไปทุกอย่างหรอกเพราะเราเก่งแต่ทฤษฎีมาแต่เราก็ลงมือปฏิบัติสิเพราะนี่คือภาคสนาม
ภาคสนามจึงต้องทำบ่อยๆ ออกรบบ่อยๆ ให้ชิน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะค้านกันหรอกลูก เมื่อมีความหวังก็ต้องประกอบไปด้วยความเพียร ถ้าหวังโดยปราศจากความเพียร เมื่อหวังมากก็ผิดหวังมาก แต่ถ้าไม่หวังเลยก็ไม่ผิดหวังเลย แต่เมื่อใดที่ความหวังประกอบไปด้วยความเพียรย่อมต้องสมหวังทั้งสิ้น
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [1 ม.ค. 2552 , 17:59:56 น.] ( IP = 58.9.105.80 : : )
สลักธรรม 9
ได้รับความรู้ใหม่ค่ะว่า...สติทำให้ใจของเราอ่อนโยน และอ่อนไหว...
จะเพียรฝึกสติให้ได้สม่ำเสมอค่ะ เพื่อสติจะได้มีกำลังและรู้เท่าทันว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากกรรมและวิบาก
จะมีความเพียร เพื่อให้ได้ในสิ่งที่หวังค่ะ
กราบขอบพระคุณในความรักและความเมตตาที่หลวงพ่อมีต่อลูกเสมอมาค่ะ
ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะ...อนุโมทนานะคะโดย พี่ดา [1 ม.ค. 2552 , 19:51:16 น.] ( IP = 124.121.172.29 : : )
สลักธรรม 10มาติดตามต่อค่ะ
ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากค่ะ
โดย น้องอุ๊ [2 ม.ค. 2552 , 16:25:39 น.] ( IP = 125.24.56.228 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |