มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะในบ้านเสือพิทักษ์ (๓)









ธรรมะในบ้านเสือพิทักษ์ (๓)


ตอนที่ผ่านมา

ถาม ถ้าเกิดอกุศลจิตไม่ว่าจากเหตุใดก็ตามจะขอวิธีการกำราบความไม่ดีเหล่านั้นไปตามลำดับความรุนแรงจากหลวงพ่อค่ะ

ตอบ ความวุ่นวายหรือปัญหาและกิเลสทั้งหลายนี้มีอยู่เป็นอนุสัยคือมีเป็นของเก่าของเขาอยู่ ถ้าหากไม่มีของเก่าเป็นความขุ่นอยู่ในใจ ใครจะเอาไม้มากวนน้ำที่ไม่มีดินไม่มีโคลนนี่จะกวนอย่างไรน้ำก็ยังใส แต่เพราะว่ามันมีตะกอนหัวใจคือความขุ่นของกิเลสอยู่เหมือนดินโคนบัวที่เราปลูก จะเห็นว่าข้างบนเป็นน้ำใสแต่ถ้าเมื่อใดเอาไม้ลงไปกวน น้ำใสๆ ก็ขุ่น

วิธีแก้ไขอย่างแรก เราต้องยอมรู้ว่า ไม่มีใครไม่มีกิเลส ที่เราโกรธเพราะเรามีกิเลสมีตะกอนเก่าอยู่ในหัวใจของเรา เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราก็ต้องรีบชำระ เพราะจิตของเราสกปรก ..นี่คือการยอมรับความจริง และเมื่อยอมรับความจริงแล้วเราต้องพยายามหยุดตัวเอง อย่าใส่ตะกอนเติม

จึงได้บอกทุกคนว่า ถ้าหากแยกเรื่องไร้สาระ เรื่องอนุมานเอา และเรื่องโกหก ออกไปจากชีวิตเราได้ เราก็จะเหลือเรื่องที่คุยกับคนอื่นน้อยมาก และเมื่อเราคลุกคลีกับหมู่คณะที่เต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระน้อยลงแล้วก็จะไม่มีสิ่งที่ไปกวนใจเราใหม่ เหมือนกับการที่เราหยุดไม่เอาไม้ไปกวนตะกอนของเก่า

การอยู่คนเดียวด้วยการมีสติและปัญญาบ่อยๆ จะทำให้เราคุ้นเคย ไม่ได้ให้หยุดการคบแต่ให้เลือกคบซึ่งเป็นหลักของสัปปุริสธรรมทั้งเจ็ดประการที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้แล้ว คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักเลือกคบคน พุทธวิธีจึงมีอยู่แล้วแต่บางครั้งเรากำลังฟังธรรมะหมวดนี้อยู่แล้วได้ไปฟังหมวดอื่นก็เลยรู้สึก ..อู้หูๆ แจ๋วเลย ชอบ ..ก็เลยลืมหมวดสำคัญที่เป็นฐานชีวิตนี้ไป

ทั้งของเก่าและของใหม่ที่ได้ฟังจึงอยู่แค่แจ๋วจึงแจ้งไม่ได้ เราจึงต้องเอามาใช้อย่างที่สอนไปให้รู้จักเหตุ คือหมั่นสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้น วิบากเกิดขึ้นใช่ไหม? แล้วการรู้วิบากเป็นการรู้จักเหตุไหม? เป็น แล้วการรู้วิบากเป็นการรู้จักผลไหม? เป็น

นอกจากนี้เราต้องรู้ว่าเมื่อสร้างเหตุอย่างนี้ เช่นสมมติว่าจะทำอะไรอย่างหนึ่งก็อย่าเพิ่งด่วนได้ฉิบหายช่างมัน หยุดความด่วนได้..เพราะคนเรามักมีความด่วนได้ ให้เวลากับตัวเองคิดสักนิด ..คิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสิน ทั้งห้าประการนี้จะทำให้ไม่ด่วนได้

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [2 ม.ค. 2552 , 11:43:52 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1




คิด ...ทำไปเพื่ออะไร ที่เราจะทำนี้เราทำไปเพื่ออะไร หาตัวเองให้เจอ หาความต้องการของตัวเองให้เจอ เช่น จะไปทำไม? เพื่อที่จะหยุดการที่เร่งกันว่าเร็วๆ ขึ้นรถไปเถอะ พอขึ้นมาแล้วจึงค่อยถามว่าจะไปไหน ให้ถามกันเสียก่อนแล้วค่อยไป อย่าไปแล้วค่อยถาม หยุดอาการแบบนี้เสีย ไม่ว่าใครจะชวนก็ตาม

พิจารณา..มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น หาให้เจอว่าที่จะทำนี้เราจะทำเพราะมันชอบ เราก็เจอตัวการแล้วคือ ชอบ และก็บอกไปเลยว่า โลภะ ประกาศกับใจตนเองเลยว่าเป็นโลภะ จะได้ดูสิว่าจะทนได้แค่ไหน

ทบทวน ..ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ความรู้สึกที่อยากทำเพราะมันชอบนี้เป็นกิเลสหรือกุศล

ให้ผลอย่างไร .. ผลของตัวการคือกิเลสหรือกุศลนั้นจะให้ผลอย่างไรกับเรา

แล้วใครเป็นผู้ได้รับ... ฉันเอง ชี้มาที่ตัวเองเลย

แต่เรามักจะบอกว่า ไม่เป็นไร คราวหน้าค่อยเปลี่ยนครั้งนี้ทำไปก่อน จึงต้องบอกเหมือนกรอกหูตัวเองทุกครั้งบอกบ่อยๆ เหมือนน้ำที่หยดลงหินบ่อยๆ ก็ทำให้กร่อนได้ แล้วกระไรเลยกับจิตที่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แล้วคนเรานั้นไม่ชอบของไม่ดี ไม่อยากได้ของไม่ดี เราจึงต้องให้ข้อมูลตัวเองว่า ทำอย่างนี้ไม่ดีนะ ทำอย่างนี้ดีแน่ เมื่อเรารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดีก็เหมือนกับเราประกาศว่า นี่ มูลสุนัขก้อนนั้นน่ะเหม็นนะ เราก็จะไม่เหยียบ เราจึงต้องประกาศบ่อยๆ

นี่ละคือ อุบายที่แยบคาย แล้วก็เตือนตนเองเสมอๆ ว่า ไม่มีใครพูดหรือทำให้เราโกรธ ..เราโกรธเอง

การให้สิ่งของ การบริจาคทาน ยังต้องมีคำว่าเสียสละ ต้องมีอุปกรณ์ที่จะบริจาค ซึ่งบางคนก็ให้ง่ายเพราะทำมาจนเป็นนิสัยแล้ว แต่ให้อภัยคนไม่ได้ เพราะอะไรจึงให้อภัยคนไม่ได้? เพราะอำนาจมานะความถือตัว

ฉะนั้น อาการของกิเลสจึงรุนแรงต่างกัน แล้วก็ล้วนไม่ดีทั้งสิ้น เราจึงต้องเป็นผู้ปลีกออกจากการยุ่งไม่เข้าเรื่องเสีย เมื่อไม่ใช่เรื่องของเราก็อย่าไปยุ่ง เห็นใครเขามีความสามารถเราก็อนุโมทนากับเขา ยินดีกับเขาและพร้อมช่วยเหลือ

เราอาสาสมัครมาเยอะแล้ว ..ทุกคนเป็นคนดีทำเต็มที่ทั้งงานดอกไม้ งานประดิษฐ์ งานอีกสารพัด ทุกคนจึงทำดีมาตลอด ขันอาสามาช่วยเยอะแล้วแต่ลูกยังไม่เคยอาสาสมัครแน่ๆ ที่จะเดินตามคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลูกเชื่อใครๆ แม้กระทั่งเชื่อพ่อมามากแล้ว เชื่อครูคนนั้นคนนี้ ความเชื่อนั้นก็ดีแต่อย่าลืมว่า พ่ออยากให้ลูกเชื่อพระพุทธเจ้า

เชื่อในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เรามีกรรมเป็นของตน เรามีวิบากเป็นของตน และสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าใครต่างก็มีกรรมเป็นของตน ไม่มีใครฝืนอำนาจกรรมใครได้ การเชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นการเชื่อที่สูงสุด เพราะเมื่อเชื่อคำสั่งสอนของพระองค์แล้วศรัทธาที่เหลืออีกสามประการก็จะตามมาเอง และถ้าหากแต่ละคนเข้าใจเรื่องกรรมเรื่องวิบาก ปัญหาก็จะน้อย ความเร่าร้อนก็น้อย


โดย น้องกิ๊ฟ [2 ม.ค. 2552 , 11:44:27 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : )


  สลักธรรม 2




ถาม ความหวังที่ประกอบด้วยความปรารถนาที่ดี ความหวังที่ประกอบด้วยความเพียร ความหวังที่ประกอบไปด้วยแรงศรัทธา ทั้งสามความหวังนี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

ตอบขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ เพราะในคำว่า "หวัง" นั้นเป็นสภาพรวม แล้วความหวังอันสูงสุดนั้นเราหวังอะไรล่ะ?

ถาม สมมติว่าหวังบรรลุพระอรหันต์

ตอบ นั่นคือความหวังอันสูงสุด คือหวังว่าชีวิตของเรานั้นเมื่อได้ศึกษาธรรมะและนำธรรมะไปปฏิบัติได้ เราก็หวังได้เลยว่า เราจะเป็นพระอรหันต์แน่นอน เพราะถ้าหากเราศึกษาทางถูกแล้วรู้จักทาง และดำเนินไปตามทางอย่างนี้โดยไม่ย่อท้อ ประกาศกับตนเองเลยว่า ต้องเป็นพระอรหันต์ได้แน่นอน ถ้าหากมีความปรารถนาเช่นนี้แล้วมีความเพียรไม่หยุดก็สมหวังแน่นอน

ถาม ความปรารถนาตรงนี้คล้ายๆ กับว่าจะมีโลภะเข้ามาปนอยู่ด้วย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันจะปนหรือไม่ปนเพราะด้วยปัญญาของเรานั้นคงแยกไปได้ หลวงพ่อพอมีวิธีแนะนำหรือไม่ว่าความปรารถนาอันนี้เป็นความปรารถนาที่บริสุทธิ์นะไม่มีโลภะปน ?

ตอบเป็นเรื่องยากทีเดียวที่จะมีความปรารถนาที่บริสุทธิ์เพราะผู้ที่บริสุทธิ์มีผู้เดียวคือพระอรหันต์ อย่างเรานั้นต้องอาศัยตัณหาเพื่อละตัณหา

ถาม หมายถึงอย่างไรก็ต้องมีโลภะ ผมมองว่าการที่จะหวังอะไรโดยที่จะทำให้ความหวังนั้นยังคงอยู่กับเรา โดยที่เรามีความเพียรสม่ำเสมอซึ่งจะต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนของความปรารถนาซึ่งมีโลภะเข้าประกอบด้วยเสมอ การที่มีโลภะแบบนี้ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายใช่ไหมครับ

ตอบที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกคนมีโลภะกันทั้งนั้น ผู้ที่จะไม่มีโลภะได้นิดๆ ก็คือพระโสดาบัน อย่ากลัวและก็อย่าไปคิดมาก จึงได้บอกว่าปริยัตินั้นดีแต่อย่าเอาปริยัติมายัดเยียดความทุกข์ให้ตนเอง

โลภะคือสภาวะของความยินดี แล้วเราก็ต้องรู้ด้วยว่า โลภะในที่นี้ก็คือความต้องการที่เกิดขึ้นจากกิเลส ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ต่างจากธรรมฉันทะ ธรรมฉันทะคือความพอใจที่จะได้ดี เพราะมีความดีที่จะให้ได้

เราศึกษาเล่าเรียนแล้วว่าการออกจากกิเลส การไม่มีชีวิตด้วยตัณหาและอวิชชา ทางนี้แหละเป็นทางอันมั่นคงที่ดำเนินไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน แล้วเราก็เพิ่งได้รู้เป็นครั้งแรกหลังจากที่เข้ามาศึกษา เมื่อรู้แล้วก็ไม่ใช่แค่รู้ทุกวันแต่ทำทุกวัน รู้ครั้งเดียวรู้ให้กินใจรู้ให้ชัดแล้วก็ทำทุกวัน

เอาเถอะน่า ..แม้จะเป็นโลภะไปบ้างก็เหมือนกับเสียไปหนึ่งแต่ได้มาตั้งร้อย อย่าไปคิดมาก ความปรารถนาที่ไม่มีโลภะนั้นยากสำหรับปุถุชนแต่อริยะชนท่านทำได้ เราเอาตัวเองอาศัยโลภะทำให้เป็นอริยะชนขั้นแรกแล้วตรงนั้นละสติสัมปชัญญะก็จะพาไปถึงพระอรหันต์เอง

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ม.ค. 2552 , 11:47:03 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : )


  สลักธรรม 3




สำหรับลูกชายที่มาจากอเมริกา ..ทั้งหมดนี้ให้ประมวลคำสอนแล้วจำเอาไปใช้ ชีวิตที่สั้นๆ เราอยู่กันไม่นานหรอกก็ต้องตาย แล้วความตายไม่มีเครื่องหมายนะลูกนะ จึงอย่าประมาทกับชีวิต เพราะเราจะตายเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้ ๑ เราจะตายที่ไหนเราก็ไม่รู้ ๑ เราจะตายด้วยโรคอะไรเราก็ไม่รู้ ๑ แล้วตายแล้วเราจะเกิดเป็นอะไรเราก็ไม่รู้ ๑ ทั้งสี่อย่างนี้เป็นยิ่งกว่าความมืด แต่ด้วยแสงของพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ อันเกิดขึ้นจากพระราชหฤทัยของผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์ที่สุดแล้วคือพระบริสุทธิ์คุณ

พระองค์ทรงประทานแสงให้ก็คือ ปัญญา เป็นตะเกียงนำทางชีวิต อาศัยชีวิตวันนี้และวันต่อๆ ไปให้ดี เปลี่ยนวิถีชีวิตเสีย มีเข็มทิศชีวิตว่า ต่อไปนี้ข้าวที่เรากินมาไม่รู้กี่มื้อ อร่อยมาก็มาก ไม่อร่อยมาก็มาก เรื่องราวต่างๆ เราเจอมามากมายนับไม่ถ้วน ทั้งสุขทั้งทุกข์ก็มากเกินนับแล้ว ขอเวลาตัวเองเถอะขอว่า วันนี้บำเพ็ญใจให้ดีแล้วก็อยู่อย่างสงบจากเรื่องวุ่นวาย

อะไรที่ปลีกได้คือภาระที่คนอื่นเขาสามารถทำแทนได้ก็ให้เขาทำไป เราเป็นผู้ดูเป็นผู้กำกับการแสดงเบื้องหลังก็พอ เพราะอย่างไรเราไม่จากมันไป มันก็จากเราไป สมบัตินั้นเป็นของนอกกาย สมบัตินั้นมีแต่วิบัติ เราอาศัยแค่พอประทังชีวิตพอทำคุณกับชีวิตได้ เช่น ทำให้ชีวิตเจริญอยู่ได้ อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดีได้ แล้วก็ทำให้เกิดคุณงามความดีติดตามไปได้

อยู่ให้พอคือรับประทานอาหารให้ดี พักผ่อนให้ดี และที่สำคัญคือต้องทำอารมณ์ดี เมื่อนั้นทางที่มืดจะสว่างเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ม.ค. 2552 , 11:47:27 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : )


  สลักธรรม 4




ถาม การเกิดดับของรูปจะกล่าวได้ไหมว่า เป็นการเห็นการเกิดขึ้นของรูป การสืบต่อของรูป การเสื่อมของรูป การดับของรูป?

ตอบตอนนี้เรามีความเข้าใจในปริยัติหมดแล้ว ว่าเป็นอย่างนี้ๆ และพระอภิธรรมก็เถียงไม่ได้เลยเพราะมีเหตุผลควบคุม จิตเกิดขึ้น มีรูปเกิดขึ้น มีการตั้งอยู่กี่ขณะเราก็รู้หมด แต่ขณะนี้เรายังไม่ได้ญาณปัญญาที่เข้าไปรู้ในรูปนามนั้น เราก็คาดเดาหรือเทียบเคียงว่ามันจะต้องเป็นอุปจยะกับสันตติที่กำลังเสื่อมซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะขณะที่พูดเรายังสโลว์เลย

เรื่องของรูปนั้นมีสี่จังหวะ คือ เกิดขึ้น สืบต่อ กำลังเสื่อม แล้วก็ดับ นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้านำมาแสดงว่าลักษณะของทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีอายุ เหมือนกับเราที่มีอายุแล้วก็ต้องมีการดับมีการปราศจากไปอย่างแน่นอน ไม่มีอะไรคงที่อยู่ได้ ตามที่เราเรียนมาลักษณะของรูปนั้นมีสี่ ลักษณะของนามนั้นมีสามคือพระไตรลักษณ์ ก็เพื่อให้เราเข้าใจในเนื้อหาสาระว่าสภาพการทำงานของเขานั้นมีจักรกลของเขาอยู่ จักรกลกรรมคือเกมกรรมหรือลักษณะกรรมที่ทำให้รูปนี้เป็นอย่างนี้ เรียกว่า กฎของกรรม

กฎของรูป กฎของนาม ก็เหมือนกับเราเรียนว่า ขึ้นชื่อว่ากุหลาบแล้วมันต้องมีกลิ่น แต่จะมากจะน้อยต่างกัน แล้วมันก็ต้องเหี่ยวเฉาไป การที่เราเรียนรู้ก็เหมือนกับการเสริมสร้างปลูกฝังแล้วเพิ่มเติมศรัทธา แล้วก็อาศัยศรัทธานำมาซึ่งการเดินตามทางพระพุทธเจ้าก็คือการปฏิบัติ

และเมื่อปฏิบัติแล้วโสฬสญาณคือ ญาณ ๑๖ ที่เริ่มจากนามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจัยปริคคหญาณ สัมมสนญาณ อุทยัพพยญาณ ภังคญาณ ภยญาณ อาทีนวญาณ เป็นต้นไปจนถึงญาณที่ ๑๖ นี้ เขาจะเกิดขึ้นเป็นลำดับ อำนาจความคมชัดทั้ง ๑๖ ขั้นเกิดขึ้นเหมือนดวงอาทิตย์ที่สว่างจ้าที่เดียวไม่ได้ แต่ต้องค่อยๆ โผล่ขึ้นจากทิวเขาจนกระทั่งโผล่ได้เต็มดวง ความสว่างที่มีมากฉันใด อำนาจญาณปัญญานั้นค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น จะเห็นรูปนามเห็นอาการลักษณะของชีวิตเป็นไปตามความเป็นจริงคือ เกิดและดับ มีลักษณะไตรลักษณ์

แล้วก็จะต้องผ่านสัมมสนญาณคือเห็นสภาพอนิจจัง เห็นสภาพทุกขัง เห็นสภาพอนัตตาอย่างใดอย่างหนึ่งชัด แต่มีทั้งสามอย่างในสิ่งนั้น อย่างในแจกันนี้มองเห็นดอกกุหลาบไหม? เห็นเพราะสภาพกุหลาบชัด แต่ดอกกุหลาบไร้ใบไร้ก้านไหม? ไม่ได้ ก็เหมือนกันถ้าหากเห็นอนัตตาชัดก็เหมือนกับเห็นดอกกุหลาบชัด แต่ถามว่าในดอกนี้มีใบมีก้านไหม? มี แต่ไม่ชัด ความเด่นชัดไม่มีก็จริงแต่จะปฏิเสธว่าไม่มีไม่ได้

แต่ก็ไม่ใช่ให้เราไปดูของที่เล็กที่สุด เพราะจะเหมือนกับแกล้งเห็นไม่ชัดจึงไปมองหาอย่างอื่น ฉะนั้นสภาพของปัญญาญาณความเด่นชัดความคมของจริตอัฌชาสัยที่มีอยู่จะมาปรากฎ เหมือนกับเราที่พอถูกถามมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า เอานี่ไหม? เราก็ตอบ ครับ ถามว่าใครให้เราพูด ครับล่ะ เป็นความสันทัดในอุปนิสัยจึงมีความเด่นชัดปรากฏขึ้น ฉะนั้นลักษณะของพระไตรลักษณ์นี่แหละจะเป็นวงล้อใหม่

ทุกทีเราจะมีวงล้อของสังสารวัฏฏ์คือ กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ วงล้อทั้งสามที่หมุนชีวิตเราด้วยกิเลส กรรม วิบาก แต่วงล้อใหม่คือวงล้อของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะขับเคลื่อนอุปถัมภ์พาชีวิตเราที่มีความเคยชินแล้วให้มีความคมชัดเหมือนกับแสงสว่างที่สาดส่องไปในทุกรูปทุกนาม แล้วก็เห็นแง่มุมอย่างชัดเจน

คือนอกจากจะเห็นรูปนามชัดแล้วยังเห็นรูปนามเป็นไปในเหลี่ยมนี้เหลี่ยมนั้นเป็นการเห็นไปทุกมุมมแล้ว พอเห็นได้ทุกมุมก็เหมือนกับเรารู้ทั่ว เห็นว่าทุกมุมมีหนาม ทุกมุมมีอันตราย

เมื่อเราเห็นมุมหนึ่งมีอันตรายเราก็กลัวแล้ว และรูปนามเช่นนี้แหละมาให้เห็นทะลุเข้าไปในด้านอื่นอีกแล้วก็เห็นอันตรายตรงนี้อีก เป็นการเห็นอันตรายทั่วรอบ จิตก็สลัดสละออกจากความอุปาทานว่าตรงนี้ไม่ดีตรงนั้นอาจจะดีก็ได้ เหมือนอารมณ์ที่อยู่ตรงนี้ไม่ดีแล้วเราก็ย้ายอารมณ์ไปที่อื่นที่ดี แต่การที่เห็นทั่วรอบและเห็นหลายๆ ครั้งอย่างรอบทั่ว จนเห็นสภาพธรรมเหล่านั้นมีแต่ความอันตรายจิตจึงหลุดพ้น

สภาพของปัญญาเช่นนี้ถ้านำมาเทียบกับปริยัติก็ได้ แต่ก็ไม่ควรเทียบ เพราะเราไม่มีจิตที่ไวที่จะรู้ไปถึงอายุของรูปได้อย่างแท้จริง

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ม.ค. 2552 , 11:47:56 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : )


  สลักธรรม 5




ถาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ท่านอาจารย์ได้พูดถึงเรื่องการอธิษฐาน พอมามองตัวเองแล้วก็เห็นว่า จะอธิษฐานอะไรที่ใกล้ๆ เช่นในการบริจาคทานลูกก็จะอธิษฐานแค่ว่า ขอให้สามารถสละความมัจฉริยะได้ ซึ่งไม่ได้คิดไปไกล

หรืออธิษฐานในเวลาปฏิบัติว่า ขอให้ลูกมีปัญญา ขอให้มีความอิสระ แต่ไม่ได้ขอเป็นเรื่องเป็นราวค่ะ ก็เลยคิดว่าลูกควรจะต้องแก้ไขหรือไม่ในเวลาที่อธิษฐานเพราะดูจะไม่ประณีตกับการกระทำของตนเองหรือเปล่าที่ควรจะตั้งเจตนาอธิษฐานทุกครั้งที่จะทำอะไร บางทีก็ทำไปแล้วก็ค่อยรู้สึกว่า อ้าวลืมอธิษฐาน หรือพออธิษฐานก็จะอธิษฐานเหมือนเดิมทุกครั้ง เช่นขอให้มีความรู้ถูก ก็เลยรู้สึกว่า จะต้องมีการพัฒนาการอธิษฐานไหมคะ?

ตอบขออย่างที่ลูกบอกว่านี่แหละเรียกว่าขอเป็นเรื่องๆ แล้ว และที่ทำอยู่ก็ดีมากแล้ว แต่ถ้าถามตรงนี้ก็จะขอยกตัวอย่างว่า เราต้องมีแม่แบบ หรือต้องมีเบ้าชีวิต พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมานั้นล้วนมีเบ้าหล่อทั้งนั้นเลย เราจึงต้องหาแม่แบบตัวเอง

อย่างอาจารย์วิชิตท่านในตอนแรกๆ ท่านก็ขออย่างนี้คือ ขอให้สามารถทำลายความตระหนี่ถี่เหนียวได้ พอขอบ่อยๆ โดยอาศัยเวลาที่นานเข้าทำจนเป็นนิสัย แล้วท่านก็ได้ประสบการณ์ว่าทุกอย่างนั้นทวีคูณ ยิ่งทำยิ่งได้ ทำมากได้มาก และเมื่อมันได้มากถ้าเราไม่ขอทำให้มากกว่านั้นเดี๋ยวความมัจฉริยะมันเข้า ท่านมีความคิดอย่างนี้

เมื่อเรามีน้อยเช่น ในหนึ่งร้อยบาทเราก็ขอให้เราสามารถบริจาคทานได้ยี่สิบห้าบาท ..ท่านขอแบบนี้ และก็รู้ว่าเมื่อทำมากก็ได้มากเพราะได้กลับมามากกว่าเก่า ท่านก็ขอมีเป้าหมายมากกว่าเก่า โดยท่านได้อธิษฐานว่า ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีใจศรัทธาที่จะเสียสละได้อย่างอนาถบิณฑกเศรษฐี เพราะรู้ว่าในอนาคตท่านเป็นเศรษฐีแน่นอน จึงได้อธิษฐานมาเจ็ดปีแล้วที่จะขอให้เสียสละได้อย่างท่านอนาถบิณฑกเศรษฐี

แล้วก็มาเติมคำอธิษฐานที่จะเอากุศลคือผลของทานที่ได้มานั้นนำไปเปลี่ยนเป็นทองคำแล้วตีลงดินแผ่ไปทั่วเพื่อสร้างพระอารามให้แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ..นี่คือคำอธิษฐานของอาจารย์วิชิต

นี่คือการที่รู้แล้วก็ขยับเป้าหมายขึ้นไป ฉะนั้น ลูกก็ควรมีเป้าหมาย แต่ที่อธิษฐานอยู่ก็ไม่ผิดนะ .. ขออำนาจทานกุศลนี้จงทำให้จิตใจของข้าพเจ้าสามารถเป็นผู้ทำลายมัจฉริยะ และเห็นคุณค่าของทานบารมี ด้วยเหตุผลก็คือ เมื่อผู้สมบูรณ์ด้วยทาน และมีผลของทานแล้ว ชีวิตของข้าพเจ้าจะสะดวกในการแสวงหาธรรม ..ลูกก็ค่อยๆ เติมเข้าไปอย่างนี้


โดย น้องกิ๊ฟ [2 ม.ค. 2552 , 11:48:15 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : )


  สลักธรรม 6




ถามถ้าหากจะอธิษฐานทำทานให้พ้นทุกข์อย่างเดียวเลยจะขอมากไปไหม

ตอบ อยู่ที่ความเข้าใจ ทุกอย่างนั้นต้องประกอบไปด้วยปัญญา ปัญญาจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเป็นความรอบรู้ สติคือความระลึกรู้ ถ้ามีความระลึกรู้สึกตัวด้วยความรอบรู้ก็จะมีคุณค่ามหาศาล การที่เราอยากจะได้อะไรนั้นเราต้องรู้คุณประโยชน์ ของสิ่งเหล่านั้นจึงอยากได้ นี่คือข้อสำคัญไม่ใช่อยากได้ไปทั่ว แต่ต้องรู้ศักยภาพของตนเองด้วยในการที่อยากจะได้อะไรๆ

แล้วก็ต้องหาให้ตนเองมีคุณสมบัติเหล่านั้นด้วย การอาศัยทานบารมีนี้เป็นเรื่องประเสริฐ เพราะทานเป็นบาทแรกเป็นเรื่องที่สำคัญเลย เพราะคนเราอาศัยเงินทองเพื่ออยู่รอด ถ้าไม่มีเงินไม่มีทองไม่มีงานก็จะลำบาก จะมัวแต่กินบุญเก่าแล้วเฉาปลายทางก็ไม่ดี ต้องกินบุญเก่าแล้วสร้างบุญใหม่ด้วย

อย่างอาจารย์ท่านมีโครงการจะไปทำบุญกับโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคามขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์คือเครื่องตรวจเกลือแร่ซึ่งมีความจำเป็นมากในการใช้งานและงบประมาณก็ไม่มี ท่านก็ตกลงที่จะบริจาคทันที และพยาบาลก็บอกว่าถ้าหากไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็จะขอบริจาคเครื่องวัดความดันอีกสองเครื่องเพราะไม่พอใช้ต้องวิ่งไปมาระหว่างห้องฉุกเฉิน

นี่คืออุปนิสัยของท่านเมื่อท่านปรารถนาทำบุญทุกอย่างก็จะสอดคล้องเข้ามาให้ทำ เจตนาจึงสำคัญเมื่อตั้งเจตนาว่าจะทำดี โอกาสก็จะเปิดให้เราทำดี ขอให้ลูกอธิษฐานเถอะและไม่ต้องอธิษฐานอะไรมากไปกว่าทำชีวิตให้ดี เพราะชีวิตดีแล้วทุกอย่างดีเอง เขาเรียกว่าสุชีวิต


โดย น้องกิ๊ฟ [2 ม.ค. 2552 , 11:49:00 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : )


  สลักธรรม 7




ถามจะทำอย่างไรให้ลูกที่มีสมาธิสั้นสามารถพัฒนาให้มีการทำบุญที่มีปัญญา เขาจะได้มีชาติหน้าดี

ตอบขอตอบตามความเป็นจริงเพื่อจะได้เข้าใจ เรื่องไม่จริงนั้นไม่พูดเสียเลยจะดีกว่า ถึงจะเป็นการพูดเพื่อเอาใจหรือเห็นใจ ถ้าหากเรื่องนั้นผิดจากสภาวะธรรม ท่านบอกว่าไม่ควรพูด ฉะนั้นเราต้องยอมรับว่า หนึ่งเชื่อเรื่องกรรม สองเชื่อเรื่องวิบากกรรม สามเชื่อเรื่องสัตว์โลกนั้นต่างมีกรรมเป็นของตน สี่ เชื่อคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ตอนนี้เป็นคำถามเรื่องสัตวโลกต่างมีกรรมเป็นของตน เขามีกรรมส่วนตัวของเขา อดีตชาติที่เขาเคยสั่งสมกรรมไม่ดี คนที่มีสติสัมปชัญญะค่อนข้างน้อยและเจริญไม่ได้ ก็คือผู้ที่มัวเมาและหมกมุ่นอยู่กับสุรายาเมามาในอดีตชาติ อำนาจของการทำสติและสัมปชัญญะให้น้อยลงๆ ไปจนไม่มีนี้มันเป็นเรื่องที่เขาทำ ในอดีตชาติ

แล้วอะไรที่คนเราชอบเสพมันก็จะเสพบ่อยๆ คนกินเหล้าชอบเข้าร้านเหล้า คนชอบสวดมนต์ก็เข้าวัดวาอาราม และคนเรานั้นไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ ฆ่ายุงตัวเดียวแล้วตกนรกนั้นไม่มี แต่ที่อยู่กันในนรกนี้มันไม่ได้ฆ่ายุงตัวเดียวแต่อาจจะฆ่ามาแล้วมากมาย ความฮึกเหิมในการฆ่าที่มีมากจากการฆ่าสัตว์เล็กก็กล้าไปฆ่าสัตว์ใหญ่

จึงอย่าลืมว่าไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ ผู้ที่เมาเหล้าทำสติสัมปชัญญะให้ฟั่นเฟือนนี้ทำได้เพราะเคยทำจนมีอุปนิสัยมา แต่ทำไมเรากินแล้วขมกินแล้วเหม็นก็เพราะเราไม่เคยทำมา เลขสิบมีมาได้ก็เพราะว่ามีเลขเก้าเป็นปัจจัย เลขเก้ามีมาได้ก็เพราะเลขแปด เลขแปดมีมาได้ก็เพราะเลขเจ็ด เลขเจ็ดมีมาได้ก็เพราะเลขหก เลขหกมีมาได้ก็เพราะเลขห้า เลขห้ามีมาได้ก็เพราะเลขสี่ เลขสี่มีมาได้ก็เพราะเลขสาม เลขสามมีมาได้ก็เพราะเลขสอง เลขสองมีมาได้ก็เพราะเลขหนึ่ง เลขหนึ่งมีมาได้เพราะเริ่มจากเลขศูนย์

ฉะนั้นทุกอย่างที่มีมากจนกระทั่งมีกำลังก็มาจากน้อยทั้งสิ้น ผู้ที่เสพสุรายาเมาก็ไม่ได้เสพชาตินี้เพียงชาติเดียว แต่ได้เสพมาแล้วมากและมีความยินดีด้วย และความยินดีนี้ไปเกิดขึ้นในฐานะที่หายนะพอดีคือตอนตาย จึงมีทุคติเป็นที่หวัง แล้วกว่าจะเวียนวนขึ้นมาก็นานมากและในทุคติภูมิก็ไม่สามารถพัฒนาสติปัญญาได้เลย เพราะความทุกขเวทนามีมากกว่าที่จะทำประโยชน์อย่างอื่นกระทั่งประโยชน์ตนก็ยังไม่มีเลย ทำให้ตนเองหายเร่าร้อนก็ยังไม่ได้แล้วจะไปช่วยเหลือใคร

เหมือนเรากำลังถูกน้ำร้อนลวก ความเจ็บที่เกิดขึ้นตรงนี้กับความคันที่ศีรษะเราจะเลือกตรงไหน อำนาจความแรงกว่าจึงหล่อหลอมทำให้มึนเมาทุรนทุรายอยู่ตรงนั้น เมื่อมาได้สุคติภูมิ ..เศษกรรมก็ทำให้ไม่สมประกอบเป็นผู้ทุพพลภาพ

และทำไมจึงต้องเป็นเรา เพราะเรามีกรรมสอดคล้องกันจากอดีตเหตุและปัจจุบันเหตุด้วยทำให้เราต้องได้รับแบบนี้ การยอมรับจากข้อมูลนี้ก็คือ..เขามีกรรมเป็นของตน..

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ม.ค. 2552 , 11:49:25 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : )


  สลักธรรม 8




แต่ก็ยังมีข้อขอดต่อไปว่า เราอยากจะให้เขามีชาติหน้าดี ต้องบอกว่ายากที่สุด ยากมากที่เราจะช่วยให้ใครมีชาติหน้าดี เรามีหน้าที่แนะนำว่าชาติหน้าจะดีได้อย่างไรแต่ช่วยให้ใครมีชาติหน้าดีไม่ได้ สัตว์โลกจึงต่างมีกรรมเป็นของตน

การทำกรรมชั่วนั้นเป็นการปิดประตูความสว่างทุกด้าน แต่ก็อย่าสิ้นหวังโดยเราทำหน้าที่ชาตินี้ให้ดีที่สุด ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่ลูกกัน ตอนนี้เราอุปาทานเขาว่านี่คือลูกเราก็เลยรักและห่วง แต่ถ้ามีเด็กอีกคนเดินมาแล้วบอกเราว่า แม่ๆ อดีตหนูเคยเป็นลูกแม่มา

ต่อให้สมบูรณ์พูนสุขดูสวยสง่าอย่างไรเรารักเด็กคนนั้นเท่าลูกคนนี้ไหม ? ไม่ ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเขาตายลงในชาตินี้แล้วไปเกิดใหม่ ความรักของเราก็จบลงแล้ว ฉะนั้นจึงอยู่แค่ชาติ ขณะนี้ก็ให้ทำดีที่สุด สอนให้เขารู้จักไหว้พระ พยายามป้อนเขาให้ได้มากที่สุด เหมือนเรามีหน้าที่หวานเมล็ดแต่การเจริญเติบโตเป็นของเขาเองเป็นหน้าที่ของกรรม

ถ้าหากเราหวังที่จะให้เขาพัฒนาได้ในชาตินี้เราก็จะผิดหวัง เพราะในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป ไม่มีใครที่จะตามกันเจอ คนเราเวียนว่ายตายเกิดกันมาแล้ว นับภพนับชาติไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เอาต้นไม้ทุกต้นในป่าหิมพานต์หรือลูกจะจินตนาการแค่ป่าในเมืองไทยก็ได้ไม่ต้องป่าหิมพานต์หรอก ตัดเฉพาะกิ่งออกมาแล้วสับเป็นท่อนเล็กๆ มัดเป็นกองๆ ยังไม่เท่ากับกองกระดูกของเราที่เคยตายกันมาแล้ว

น้ำตาที่เราเคยร้องไห้ด้วยความเสียใจ ถ้าหากสามารถเก็บรวมกันได้ก็มากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร และไม่มีใครไม่เคยเกิดเป็นญาติพี่น้องกัน แล้วก็พลัดพรากจากกัน อาลัยกันแล้วก็ตายไป นี่คือพระพุทธญาณที่อุปมาให้ฟังว่าเราเกิดกันมาแล้วนานเท่าไหร่

ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี้ต่างเคยเกิดในครรภ์มารดามาแล้วไม่ใช่เพียงแค่ชาตินี้ชาติเดียว ท่านอุปมาว่า ถ้าเปรียบมารดาของทุกคนที่มีมารดากันได้ชาติละคนนั้น เราได้เคยมีมารดามาแล้วมากกว่ายอดหญ้าที่ปรากฏในโลกนี้ และที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไปถ้าหากไม่เจริญมหาสติปัฏฐานสี่หลีกละลดแล้วเลิกกิเลสนี่ ก็จะนับไม่ถ้วน

บารมีของเรานั้นไม่ได้ทำได้ง่ายๆ บารมีคืออำนาจเหนือกิเลส เหนือความพอใจ เหนือความไม่พอใจ คำนี้มีความสาหัสสากรรจ์มากที่เราจะต้องข่มใจและทำให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแค่ภพที่เราต้องเกิดเป็นมนุษย์ก็ประมาณมิได้แล้ว

ท่านบอกให้ลองเทียบว่าความรู้ที่เรามีกันอยู่ทุกวันนี้แล้วพอที่จะก้าวเดินทางไปได้บ้าง อุปมาเหมือนกับว่ากำลังถอนรากถอนโคนกิเลสหรือเด็ดคำว่าต้องเกิดออกไปทีละน้อยนั้น อาจารย์มนทิพย์ท่านบอกให้ไปนับยอดหญ้าที่พุทธมณฑลสถานว่ามีกี่ยอด นั่นแหละคือจำนวนที่ลูกยังต้องเกิดอยู่เท่านั้นถ้าหากไม่เร่งทำ นี่คือการอุปมาอุปไมยให้เราสลดใจได้แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงเพราะวงล้อแห่งสังสารวัฏนั้นไม่มีวันจบสิ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ม.ค. 2552 , 11:50:11 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : )


  สลักธรรม 9




ลูกก็เลี้ยงเขาให้ดีที่สุด การให้ผลของกรรมนั้นอยู่ที่ชวนจิตตรงนี้คือคำที่ลูกบอกไม่เข้าใจซึ่งจะต้องตีความทำไมเราจึงไม่เข้าใจก็เพราะเราไม่ได้ศึกษา เมื่อไม่ศึกษาแล้วของจริงที่นำบอกให้นี้จึงไม่เข้าใจ การเรียนจึงเป็นเข็มทิศที่สำคัญ

ชวนจิตมีอยู่เจ็ดขณะที่เสพเป็นบุญเป็นบาป ชวนจิตดวงที่เจ็ดให้ผลในชาติหน้า ชวนจิตดวงที่สองถึงดวงที่หกให้ผลในชาติที่สามไปจนถึงอโหสิกรรม ฉะนั้น เมื่อเราจะทำอะไรให้ เขาก็จะต้องมีกรรมที่เบาบางลงแต่ไม่ใช่เพราะเราทำให้เบาบาง ..อำนาจกรรมของเขาเบาบางเอง

นี่คือสิ่งที่บอกว่าสัตว์โลกต่างมีกรรม และพระพุทธองค์มิได้ทรงให้วางเฉย แต่ให้รู้ว่าการที่เราช่วยเหลือใครอย่าไปหวังว่าเขาจะทำได้อย่างที่เราหวัง เพราะเขามีกรรมเป็นของตน แต่เราทำเราได้..เราช่วยเขาเต็มความสามารถ เกินความสามารถไม่มีทางทำได้

แล้วตั้งคำถามว่า เราไม่เคยเป็นแบบลูกเราหรือ? เราเคยเป็นกันทุกคนแต่เราพ้นสภาพนั้นมาได้ วันนี้เราพ้นสภาพไม่รู้มาได้ก็จงรักษาสภาพรู้เอาไว้อย่าทำลายสภาพที่สามารถรับรู้ได้แล้วเจริญสภาพที่รู้ได้ไป อย่าทำร้ายตัวเองอีกต่อไปเลยนี่คือหลักง่ายๆ ซึ่งพระพุทธศาสนาได้กล่าวสั่งสอนไว้

นี่ไง มีลูกเป็นทุกข์ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า สิ่งที่จะได้มานั้นเป็นอย่างไร ฉะนั้น ไม่ได้ดีกว่า อย่าไปอยากได้ ทำตนเองให้พ้นดีกว่า

เข้าใจนะลูก..ว่าลูกใครใครก็รัก จึงให้ทำหน้าที่หวังดีอย่างสุดความสามารถ ดูแลเขาให้ดี เมื่อเขาขาดสิ่งนี้ไปเราก็สามารถชดเชยอย่างอื่นให้เขาดูแลเขา ให้อาหารการกินที่ดีที่ประณีต พยายามพูดกับเขาเพราะๆ อย่าทำให้เขามีอารมณ์ที่ไม่ดี คือสกัดกั้นอารมณ์อกุศลของเขาให้เกิดมากที่สุด เพื่อเปิดทางให้กุศลฝ่ายดีๆ มีอำนาจเข้ามาให้เขา ..หน้าที่เรามีแค่นี้แล้วเราก็ทำได้แค่นี้จริงๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ม.ค. 2552 , 11:58:08 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : )


  สลักธรรม 10




ถาม จะทำอย่างไรกับลูกคนนี้ดี ถ้าเราจะต้องตายไป เขาจะอยู่อย่างไร

ตอบ เมื่อเราตายไปแล้วเขาจะอยู่ย่างไร ..ต้องตอบแบบนี้แล้วว่า นี่เป็นความคิดที่เหลวไหลแล้ว เป็นความฟุ้งซ่านและเพ้อเจ้อ เพราะคนเรามีกรรมเลี้ยงอยู่ เราก็ทำดีของเราไปเถอะแล้วก็เจอจานความรู้สึกที่ดีไปสู่เขานั่นคือหน้าที่ของเรา

ถาม เข้าใจคำสอนของหลวงพ่อแต่ว่าเข้าถึงไม่ได้สักที เพราะโดนดึงด้วยเรื่องโน้นเรื่องนี้ตลอดเวลาเลยค่ะ บางทีสามวันลูกจึงจะฝึกได้สักนิดนึง จึงอยากได้กำลังใจจากหลวงพ่อว่าพอจะมีข้อแนะนำอย่างไรบ้างคะ?

ตอบอะไรที่ทำบ่อยๆ มันก็จะเกิดความเคยชิน ทำได้บ้างยังดีกว่าทำไม่ได้เลย

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย น้องกิ๊ฟ [2 ม.ค. 2552 , 11:59:00 น.] ( IP = 58.9.235.216 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org