| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะในบ้านเสือพิทักษ์ (๔)
![]()
![]()
ธรรมะในบ้านเสือพิทักษ์ (๔)
ตอนที่ผ่านมา
เราระเหเร่ร่อนระหกระเหินแล้วก็เดินทางไกลกันมามากแล้ว และก็ต้องเดินทางไปอีกไกล ดังนั้น เรื่องตื่นเต้นก็มีมาก เรื่องวุ่นวายก็มีมาก เรื่องผิดหวังก็มีมาก เรื่องสมหวังก็มีมาก ลองหลับตาแล้วก็ใคร่ครวญดูว่า สิ่งเหล่านั้นมันน่าเบื่อ มันเป็นความจำเจซ้ำๆซากๆ แล้วก็ไม่เป็นที่ปรารถนา
อาหารที่ว่าอร่อยอย่างไรก็แล้วแต่ถ้าหากเรารับประทานเหมือนกันทั้งสามมื้อทั้งสามร้อยหกสิบห้าวัน..เราก็ทนไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนรสชาติเป็นเปรี้ยวบ้าง หวานบ้าง ปรุงรสต่างๆ บ้าง
แต่คำว่า "ชีวิต" นี้ถ้าจะพูดไปแล้วมันน่าเบื่อยิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้น เพราะคำว่าชีวิตมันรวมถึงความรับรู้อารมณ์นั่นเอง แล้วต้องแก้ไขอารมณ์ ต้องปรุงแต่งอารมณ์ และต้องปรับเปลี่ยนอารมณ์ มีอยู่ในชีวิตทั้งนั้น เมื่อไม่มีชีวิตสักอย่างเดียวทุกอย่างก็อวสาน
สังสารวัฏฏ์ คือรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่รู้จักจบ
ลักษณะของสังสารวัฏฏ์ คือการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอย่างซ้ำๆ ซากๆ ภายใต้อำนาจของกรรม
กรรม คือการกระทำ ซึ่งมีทั้งดีทั้งชั่ว การกระทำที่ดีเรียกว่ากุศลกรรม การกระทำที่ชั่วเรียกว่าอกุศลกรรม
ทั้งกุศลและอกุศลย่อมมีผล ..ผลนั้นเรียกว่า วิบาก เป็นวิบากฝ่ายกุศลเรียกว่ากุศลวิบาก เป็นวิบากฝ่ายอกุศลเรียกว่าอกุศลวิบาก แล้วเราเป็นผู้ทำเอง เราย่อมต้องได้รับสิ่งเหล่านั้นเอง
เราพบปะเจอะเจอกันเป็นญาติกัน เป็นพ่อลูกกัน เป็นภรรยา เป็นสามี เป็นบุตรธิดากัน ..เพียงแค่ชาติเดียวที่รักกันเช่นนี้ พอตายจากกันก็ลืมอีกลืมกันไปหมด และเราก็เคยลืมมาแล้วมากมาย ลืมจนไม่รู้ว่าใครคือใคร
เขาคือใครในอดีตเราก็ไม่สามารถระลึกรู้ได้ จึงต้องอาศัยอุปมาอุปไมยในพระสัพพัญญุตญาณโดยยกมารดาขึ้นมาเป็นหนึ่งว่า เรามีแม่ในแต่ละชาติได้หนึ่งคน แล้วเรามีแม่มาแล้วมากยิ่งกว่ายอดหญ้าที่ปรากฏในชมพูทวีป ยอดหญ้าหนึ่งยอดดั่งแม่หนึ่งคน เราเคยมีแม่มาแล้วมีผู้มีพระคุณกับเรามาแล้วแต่เมื่อตายจากกันเราก็ลืมหมดแล้วเราก็อาศัยแม่ใหม่ คือยอดหญ้าที่แทงขึ้นมาใหม่แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไป
วัฏฏะสงสารนี้ถูกปิดบังไว้ด้วยวงล้อแห่งโมหะอวิชชา ทำให้เราพบเห็นอะไรแล้วรู้สึกดีใจ รู้สึกไม่ดีใจ พอใจ ไม่พอใจ ซึ่งเรามีอย่างนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [4 ม.ค. 2552 , 08:42:14 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตาเรามีอะไรบ้าง ..มีพอใจกับไม่พอใจ พรุ่งนี้มีอะไรล่ะ ..พอใจกับไม่พอใจ จะอยู่ไปอีกเดือนก็มีอะไรลูก? มีพอใจกับไม่พอใจ ซึ่งเป็นความจำเจซ้ำๆ ซากๆ แต่เรื่องราวเนื้อหามันทำให้เกิดความพอใจกับไม่พอใจ
เรื่องราวมากมายแต่พอสรุปแล้วก็คือ เรื่องอย่างนี้ทำให้ "พอใจ" อาการอย่างนี้ทำให้พอใจ อาการอย่างนี้ทำให้ไม่พอใจ เราได้รับอารมณ์ที่ทำให้พอใจกับไม่พอใจมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ แล้วที่จะมีชีวิตต่อไปก็จะเป็นอย่างนี้อีก ไม่เบื่อกันบ้างหรือ?
ดังนั้น จึงต้องมาใช้ชีวิตให้ดีงาม เพราะเราต้องเดินตามลำพัง แต่ละคนลองหลับตาลงให้สนิทสิ เมื่อไม่เห็นอะไรเลยนั่นแหละก็หมายความว่า ทางเดินข้างหน้าของเรามีจุดจบเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้ เป็นความมืดมนจริงๆ ฉะนั้น จงเติมแสงสว่างของชีวิตอย่าหลับตาต่อไปเลย จงลืมตาดูโลกอันผู้โง่เขลาติดอยู่ แต่ผู้รู้หาติดไม่
ความสุขมีอยู่ชั่วคราว แต่เมื่อเรามีแล้ว มีครอบครัวมีลูกก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ..เมตตาซึ่งกันและกัน กรุณาซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เพราะความเมตตาเป็นความรักความปรารถนาดีที่ปลอดภัย.. เมตตาค้ำจุนโลก
หรือถ้าจะมีแต่ตนเองก็เมตตาตนเอง เมตตาผู้อื่น เมตตาลูกหลาน ปรารถนาดีอยากให้ชีวิตทุกชีวิตมีความสุข เพราะเรารู้ด้วยตนเองแล้วว่า ขึ้นชื่อว่าชีวิตแล้วไม่มีความสุขหรอก ต้องดิ้นรนแก้ไขไปอยู่เรื่อยๆ จากเรื่องนั้นไปเรื่องนี้จากเรื่องนี้ไปเรื่องนั้น เช้าขึ้นมาก็ต้องทานข้าว พอใกล้เที่ยงก็ต้องเติมอีกแล้ว และเติมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่เราก็ต้องกินข้าว แก่แล้วก็ต้องมีคนป้อนเพราะเรายังต้องกินอยู่ ถ้ากินไม่ได้เขาก็ให้ทางสายน้ำเกลือเพื่อให้อยู่ต่อไปได้ นี่แหละชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุดจากการงาน
แล้วเราเดิน ยืน นั่ง นอน เปลี่ยนอิริยาบถมาเท่าไหร่แล้ว ..นับไม่ถ้วน แค่ในห้องนี้พ่อเพิ่งขยับไปสามครั้ง แล้วลูกขยับกันเท่าไหร่ ..นับไม่ถ้วน แต่พอกลัวความไม่ถ้วน เวลาใครหรือครูมาถามว่าเท่าไหร่ก็ตอบว่าไม่รู้ หรือตอบผิด หรือตอบไม่ได้ จึงต้องพยายามรู้ ว่า ขยับอะไร..เท่าไหร่แล้ว ทำแบบนี้ไปเท่าไหร่แล้ว นี่ก็คือการเจริญสติ
แล้วเราจะเจริญสติได้อย่างไร ? ในที่เฉพาะของเราซึ่งเป็นที่ๆเราเอยู่คนเดียวได้ แล้วเราจะสามารถรู้ความเคลื่อนไหวของตนเองได้ชัด แต่การที่เราอยู่อย่างไม่จำกัดตนเองแบบอะไรก็ได้ เราก็จะไม่สามารถรู้ตนเองได้ชัดเลยหรือแทบไม่รู้เลย จึงต้องหาเวลาอยู่คนเดียวบ้าง เราทำเพื่อคนอื่นมามากแล้ว เราทำเพื่อตนเองบ้างเถอะลูก ที่สำคัญคือ เพื่อชาติหน้าที่ดีกว่านี้
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ม.ค. 2552 , 08:43:52 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : )
สลักธรรม 2
ขอให้ทุกคนเชื่อเถอะ พยายามเจริญสติเจริญปัญญา เจริญหิริโอตตัปปะ คือกลัวความชั่วไว้ เพราะความชั่วน่ากลัว คนที่ไม่เคยได้เรียนเลยก็อาจจะกลัว..แต่ไม่มาก ฉะนั้น จึงต้องไปศึกษาเสียก่อนว่าผลของบาปอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีอะไรบ้าง เช่น
การฆ่าสัตว์ ...สัตว์นั้นมีชีวิต รู้ด้วยว่าสัตว์นั้นมีชีวิต มีจิตคิดจะฆ่า มีความพยายามฆ่า สัตว์นั้นได้ตายลง ..บาป มีผลเก้าประการกับผู้ทำ คือ ทุพพลภาพ รูปไม่งาม กำลังกายไม่ดี กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย มีความกล้าคิดกล้าฆ่าตนเอง มีความพินาศในบริวารไม่มีใครเชื่อถือสอนลูก ลูกก็ดื้อ สั่งลูก ลูกก็ไม่ทำ และอายุสั้น ..พระพุทธองค์จึงบอกว่า ผลของบาปน่ากลัว
ในวัฏฏะสงสารที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดนี้ ถ้ามีรูปไม่งามใครชอบบ้าง? ไม่มี
กำลังกายเฉื่อยชา จะนั่งก็โอย จะลุกก็โอยเหมือนดอกไม้โรยยามเช้า ใครชอบบ้าง? ไม่มี ลองไปถามคนชราทั้งหลายว่า ชอบในความชราภาพของตนเองไหม? ไม่ชอบ เพราะจะเยื้องกรายแต่ละทีก็ไม่ใช่นางพญาแล้วแต่มันอยากจะกินยา เยื้องไปหายา แล้วก็พยายามไปเข้าฟิตเนส ระวังเถอะว่าจะไปทำเครื่องของเขาพังเพราะน้ำหนักเกิน
เราก็พยายามทำเพื่อให้ทุกอย่างมันดีขึ้น แต่ตอนที่ยังดีๆ อยู่เราไม่ใช้ให้เต็มที่ แต่พอตอนไม่ดีแล้วก็คิดอยากมีกำลังกายดี จะได้ไปนั่งสวดมนต์ แต่ตอนที่ยังกราบได้พุงไม่ค้ำก็ไม่ยอมกราบ พอพุงค้ำแล้วก็จะมาพูดว่าแหม ถ้าเผื่อไม่มีพุงแล้วก็จะกราบให้ติดพื้นเลย
พระพุทธองค์จึงสั่งว่า อย่าทำชั่ว และให้เจริญเมตตา ..รักตนเองให้เป็น เมื่อเรารักตนเองเป็นเราก็จะรู้ว่าคนอื่นเขาก็รักตนเองอย่างนั้น เรารักตัวกลัวเจ็บกลัวตายอย่างไร สัตว์โลกผู้อื่นเขาก็รักตัวกลัวเจ็บกลัวตายเช่นกัน เมื่อรู้จักตนแล้วก็เท่ากับรู้จักคนอื่นด้วย เรามีความรักตนอย่างไร เราก็จะสามารถรักผู้อื่นได้ เห็นใจผู้อื่นได้ ..เราเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการแผ่เมตตาให้ตนเองเสียก่อน แล้วก็แผ่เมตตาให้กับผู้อื่น
ท่านจึงให้เจริญเมตตาแก่ตนเองเสียก่อนเป็นเบื้องแรก แล้วก็เจริญเมตตาให้คนที่เรารัก ไปให้คนที่เราเฉย ๆ และไปยังคนที่เราไม่ชอบ เพื่อจะเบาบางจางความไม่ชอบให้หายไป
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ม.ค. 2552 , 08:45:16 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : )
สลักธรรม 3
กรรมบาปนั้นน่ากลัว เพราะมันติดตามชีวิต ถ้าเรา โกหกมดเท็จมากๆ ก็จะพูดไม่ชัด แล้วก็จะมีผลเสียตั้งแต่เด็กเลยเช่นเวลาที่สอบอ่านไทยก็จะได้คะแนนไม่ดี ออกเสสียงไม่ชัด กระดกลิ้น ร.เรือก็ไม่ได้ ออกเสียงควบกล้ำก็ไม่ได้ เพราะอำนาจกรรมทำให้พูดไม่ชัด
ผลของการพูดโกหกทำให้ฟันไม่เรียบ พอโตขึ้นมาฟันน้ำนมหลุดไปฟันแท้ที่ขึ้นมาแทนก็ไม่เรียบต้องเอาลวดดัด และถึงดัดไปแล้วแต่เราก็รู้ใช่ไหมว่าเราเป็นพวกเคยดัด พอเรายิ้มแล้วใครเขาบอกว่าฟันสวยนะ ..แต่เรารู้เลยว่า ผลจากการดัด ไม่ใช่ผลธรรมชาติ
การโกหกทำให้มีกลิ่นปากเหม็นรุนแรง ต่อให้เขาใช้น้ำยาบ้วนปากเป็นตุ่มมันก็ไม่หายเหม็น เพราะมันเกิดขึ้นเพราะอำนาจกรรม ที่เหม็นคาวอาหารนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่อำนาจกรรมนั้นมันทำให้เกิดรำมะนาดทำให้ภายในช่องเหงือกของเราเป็นหนอง
นอกนั้นก็ทำให้มีไอตัวร้อนจัด แล้วคนโกหกก็จะมีอาการลุกรี้ลุกรนทำให้นัยน์ตาไม่อยู่ในระดับปกติ ตาไม่แวว เพราะตอนที่พูดนั้นต้องหลบๆ กลัวเขาจับพิรุธได้ จึงทำให้บุคลิกไม่สง่าผ่าเผย ..นี่แหละเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่ต้องการ
เมื่อเราไม่ต้องการ แต่เราไม่รู้อดีตว่ามันมีเหตุมาอย่างนี้ ที่ทำไปแล้วก็แล้วไป เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ให้แล้วไป และเริ่มต้นใหม่ด้วยการคิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป
คิดแก้ไข ..เปลี่ยนพฤติกรรมความชั่วให้เป็นความดี ไม่คยสวดมนต์ก่อนนอนก็สวดเสียบ้าง สวดแค่ห้าประโยคนี้ให้ได้ แล้วทำให้เป็นนิสัย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ให้สวดให้ได้ จะดึกจะดื่นแค่ไหนก็แล้วแต่ให้พนมมือขึ้นระลึกถึงพระคุณทั้งห้าแล้วก็กล่าวว่า ..
พุทธัง วันทามิ ..ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้า ถ้าหากใครเคยไปอินเดีย ไปสังเวชนียสถานก็ให้ก้มศีรษะลงแล้วนึกว่ากำลังอยู่ที่พระแท่นวัชรอาสน์ ..แล้วเราก็กราบ
ธัมมัง วันทามิ ..ข้าพเจ้าไหว้พระธรรม คือคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้เรียนมาแล้วอย่างพระอภิธรรม ทำให้เราเป็นผู้รู้มากขึ้น ..แล้วเราก็กราบ
สังฆัง วันทามิ ..ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์ คือหมู่พระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย มีพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตรเป็นต้น ที่เป็นสักขีพยานเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนามา ตลอดจนพระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ในผ้ากาสาวพัตร์ สีแห่งธงชัย ..แล้วเราก็กราบ
มาตาปิตุรัง วันทามิ ..ข้าพเจ้าไหว้มารดาและบิดาผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ผู้นั้น ..แล้วเราก็กราบ
อุปการะคุณะวันทัง วันทามิ ..ข้าพเจ้าไหว้ผู้มีอุปการะคุณทุกๆ ท่าน ..แล้วเราก็กราบ
ขออำนาจแห่งการระลึกถึงคุณทั้งห้า จงทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าประสบแต่ความสุขความเป็นไปที่เป็นผู้รู้คุณคน และตอบแทนพระคุณท่านได้ตลอดทุกภพทุกชาติเทอญ.
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ม.ค. 2552 , 08:46:11 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : )
สลักธรรม 4
จากนั้นก็นอนหลับไป พอตื่นขึ้นมาก็ให้เลิกอาการเดิมคือ รำขวาน บิดขี้เกียจ เพราะตอนนี้เราเป็นไทยแล้วไม่มีพม่ามาจึงไม่ต้องรำขวานรำกระบี่กระบอง แต่พอรู้สึกตัวตื่นก็ทำความรู้สึกตัวสักนิดหนึ่งว่า โชคดีที่ยังมีลมหายใจ ยังไม่ตาย เพราะคนตายทำอะไรไม่ได้ แต่เราเป็นคนเป็นจึงยังมีโอกาสทำความดีเติมบารมีให้ตนเองดีให้ได้ วันนี้ต้องดีให้ได้ ..เหมือนสั่งตนเองแล้วก็ค่อยลุกขึ้นทำกิจวัตรประจำวัน
เหมือนเราต้องสั่งตนเองก่อนว่าเราอยู่วันนี้เพื่ออะไร ..เพื่อละชั่วและทำความดี กุศลเหล่านี้จะคุ้มครองเรา ไม่มีอำนาจใดศักดิ์สิทธิ์มากมายกว่าเหตุที่เราสร้างคือคุณงามความดี ไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ ดลบันดาลให้ใครเป็นอย่างไรได้ เพราะว่าใครจะเก่งอย่างไรก็ไม่เก่งเกินกรรม ไม่ต้องเอาหลวงพ่อเสือทูนไว้เหนือศีรษะแต่ให้เอาความดีสรวมชีวิตไว้
พ่อบอกแล้วว่า ชีวิตของพ่อเหมือนรองเท้าแตะคู่หนึ่ง แล้วปวารณาเสมอว่าตราบใดที่ข้าพเจ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ขออาศัยความรู้และการกระทำได้ ขออาศัยไหวพริบปฏิภาณและความชำนาญในการปฏิบัติเพื่อมากระจายสอนเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายให้อาศัยชีวิตเหมือนอาศัยรองเท้าย่างเดินไปเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคไม่ให้โดนแหลมคมของหนามขวาก ไม่โดนความร้อนความหนาว เพื่อจะก้าวไปสู่สุดทางพ้นทุกข์
แม้จะต้องเวียนว่ายตายเกิดจนกระทั่งพระศรีอาริยเมตไตรยองค์พระศาสดาจารย์เอกแห่งกัปนี้จะอุบัติขึ้นมาและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่ขอพระนิพพาน แม้นคำของพระศาสดาพระศรีอาริยเมตไตรยจะประกาศก้อง แม้นพระโอษฐ์ที่ทรงเอื้อนจะสามารถขนสัตว์รื้อสัตว์ไปได้มากมายขนาดใดขอให้ข้าพเจ้าหลุดจากทางตรงนั้น ไม่ขออยู่ในมือพุทธเพื่อขอเดินตามลำพังเพื่อเป็นเพื่อร่วมเกิดแก่เจ็บตายกับสัตว์โลกที่เหลืออยู่ แม้นเป็นคนสุดท้ายในสังสารวัฏก้จะขอถวายชีวิต
แต่เมื่อสิ้นภัทรกัปไปแล้ว ด้วยกุศลนี้ก็ขอให้ทุกคนพรั่งพร้อมสามารถไปดี ไปได้สะดวก สามารถพบปะพระพุทธเจ้าแม้ในสมัยพระศรีอาริยเมตไตรยก็ขอให้ลูกสร้างนิสัยไว้ให้พร้อมที่ท่านจะมาย้อมชีวิตให้เป็นพระอริยะได้โดยไว
แต่ถ้าเผื่อจะต้องเดินทางไกลต่อ ขอให้ต้นกัปเป็นชาติที่จะสามารถทำกุศล จนเป็นมหากุศลญาณสัมปยุตทำวัฏฏะสงสารได้หมดได้โดยไว ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน
พอไม่ได้ถาม ..ก็เหมือนไม่ได้ทัก แต่ไม่ได้ถาม.. ไม่ได้แปลว่าไม่รักทุกคน แต่รักยิ่งกว่าชีวิตตนจึงขออยู่เป็นคนสุดท้าย
อย่าลืมว่าพ่อพยายามเน้นให้แต่ละวันๆ ของทุกคนมีเวลาดูตัวเองบ้าง ไม่ใช่ไปดูอยู่ทั้งวันเพราะเดี๋ยวจะทำอะไรไม่ได้กัน ทำก่อนนอนบ้าง บ้างหนึ่งวันบ้าง แยกออกมาว่าในวันนี้ที่เราจะหลับไปเรามีความรู้ตัวเองบ้างหรือยังว่าอะไรเกิดขึ้น มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต นั่นก็คือมีกรรมกับวิบาก
เวลาที่เราทานอาหารหรือได้รับอะไรหมั่นระลึกได้คือรู้สึกได้ว่า ที่ได้รับคือวิบาก แล้วจะสนองวิบากด้วยกรรมเช่นไร แยกกรรม แยกวิบากให้ชัด มองให้ชัด รู้ให้จริง แล้วก็นิ่งให้เป็นมันจะได้เห็นประโยชน์
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ม.ค. 2552 , 08:52:06 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : )
สลักธรรม 5
กุศลนี้คือขุมทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่ไม่มีใครจี้ปล้นเราไปได้ ทรัพย์ภายนอกเป็นทรัพย์ที่ไม่ปลอดภัย เพราะถ้าหากเผลอก็หายไปได้หรือหมดไป เมื่อสติเผลอไปทรัพย์ก็จะหายไปเพราะกิเลสดูเงินเดือนเป็นต้น มีใครที่มีเงินเดือนเหลือทุกเดือนแล้วก็รู้สึกกลุ้มใจบ้าง? ไม่มี แต่มีเท่าไหร่ก็หมดถ้าไม่ควบคุมใจ บางทีก็หมดไปตั้งแต่ยังไม่ออก เพราะเบิกล่วงหน้าไปแล้ว นี่คือทรัพย์ที่ไม่ปลอดภัย และเป็นทรัพย์ที่ไฟก็ไหม้ได้ น้ำท่วมเอาไปได้ ต่อไปก็แผ่นดินยุบแล้วก็ต้องยุบลงเรื่อยๆ แล้วอันตรายก็มีทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตของลูกก็จะได้เจอ
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของกรรมที่จำแนกแต่ละชีวิตให้ได้รับไม่เหมือนกัน แม้ในสิ่งเดียวกันนั้นมีคนที่ต้องได้รับทุกข์อย่างมากก็มี ได้รับทุกข์อย่างกลางก็มี ได้รับทุกข์อย่างน้อยก็มี หรือบางพวกรู้แค่ว่าเขาทุกข์ก็มี
ซึ่งต่างกันเพราะผู้ที่ทำกรรมมามาก ไม่มีคุณ ไม่มีศีล ไม่มีธรรม แล้วมีอดีตที่น่ากลัวจากอดีตชาติที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ มีความเพ่งเล็งอยากได้ของๆผู้อื่นมาเป็นของตน มีความพยาบาทอย่างมาก และมีความเห็นผิด อำนาจกรรมที่เคยทำไว้เหล่านี้จะมาปรากฏส่งผลให้ได้รับโดยตรงต่อหายนะนั้นอันเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ
บางกลุ่มได้รับอย่างสาหัส บางกลุ่มไม่ถึงสาหัสแต่ก็ได้รับ บางกลุ่มก็ได้รับแต่ไม่มากเท่าอย่างกลาง ส่วนผู้ที่มีศีลมีธรรมมาแต่อดีตแล้วตั้งตนเองไว้ชอบในปัจจุบันก็ต้องได้รับคือรับรู้ว่าบัดนี้เพื่อร่วมเกิดแก่เจ็บตาย ต่างก็ได้รับทุกข์จากภัยพิบัติ โลกจึงน่ากลัวเพราะเนืองแน่นไปด้วยโลกธรรมทั้งแปดประการ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ คละเคล้าอยู่ในโลกธรรมที่ไม่มีความแน่เลยคือยึดถือไม่ได้
พระพุทธองค์ไม่ได้สนอให้ยึดถืออะไรเป็นที่พึ่งเป็นสรณะนอกจากยึดถือธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอน คือ คุณความดีทั้งหลาย ดังนั้นเราจะเตรียมพร้อมอย่างไรกับการเผชิญโลกธรรมที่มีความแปรปรวน
หนึ่ง ต้องตั้งสติให้มั่น ก็คือเรื่องของการฟื้นฟูสติที่ต้องหมั่นระลึกอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นกรรม วิบาก
สอง ต้องมีจิตที่ตั้งมั่น คือจิตที่มีสมาธิ ฉะนั้นก็หัดฟื้นฟูสมาธิกันได้แล้ว และทำจริงๆ จังๆ อย่าคิดว่าสมาธิไม่ใช่ทางพ้นทุกข์แล้วไม่ทำ เพราะเราแค่รู้ว่าสมาธิไม่ใช่ทางพ้นทุกข์แล้วเราก็ไม่ทำ ทั้งทางพ้นทุกข์เราก็ไม่ทำ..แย่ที่สุด ดังนั้น ปีหนึ่งหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ครั้งหนึ่งเราจึงมีโอกาสพาตนเองไปเข้าอ้อมน้อย หรือไปปฏิบัติตามที่ต่างๆ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับเศษห้าส่วนสามร้อยหกสิบห้า ก็จะเห็นว่าอะไรมากกว่า ดังนั้นส่วนที่มากเราจะทำอะไร ก็ทำสมาธิสิ
หัดหาอารมณ์ที่จะทำให้เกิดความสงบ แต่ก็หาไม่ได้ง่ายๆ เพราะเราหางานกันมาทุกวัน เพราะมาลองสงบไม่ทำอะไรเลยก็จะอยู่ไม่ได้ จึงต้องหาอะไรมาทำและสิ่งที่ควรหามาทำอันดับหนึ่งก็คือสติ อันดับสองก็คือสมาธิ
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ม.ค. 2552 , 08:52:24 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : )
สลักธรรม 6
สวดมนต์ไหว้พระแล้วเจริญสมาธิบ้าง แล้วทำให้เป็นเรื่องเป็นราวคือตั้งใจสำรวมกายเตรียมพร้อมที่จะทำสมาธิ เพราะสมาธิเป็นการกระทำคุณงามความดี เป็นการตั้งชีวิตไว้งาม เพราะผู้ที่ทำสมาธิจะนั่งอยู่ในท่าที่สุภาพ และมีอาการสุภาพ เรียกว่าผู้สงบดังพระปฏิมา
ไม่ใช่พอบอกว่าจะทำสมาธิแล้วก็เลยลงนอนทำ เพราะคิดว่าอยู่ในท่าไหนก็ทำได้ ...อย่าทำเช่นนั้น นั่งให้เป็นเรื่องเป็นราว พระปฏิมาท่านสง่างามไม่ไหวติงหากนำสภาวธรรมเข้าไปพิจารณาแล้วก็จะเห็นได้ว่า การที่อยู่ในท่าอย่างนี้ได้จะต้องมีทั้งตบะ เดชะ พลวะปัจจัย เมื่อผู้ใดมองเห็นแล้วก็ก้มกราบในความงามของบุคลิกที่สงบนิ่งที่งามไปด้วยขันติและโสรัจจะคือความสงบเสงี่ยม
อาศัยขันติคือความอดกลั้น โสรัจจะคือความสงบกาย หางานทำที่ดี เช่นการดูลมหายใจเข้าออก หรือไม่ก็หากสิณมาเพ่ง ให้จิตมีที่ตั้งมั่นที่ใดที่หนึ่ง เพื่อป้องกันความซัดส่ายฟุ้งซ่าน ทำสมาธิเสียลูก..เพราะเราทุกคนขาดสมาธิจึงเลอะเทอะและก็หวั่นไหวง่าย เบื่อง่าย โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย แม้กระทั่งรำคาญตัวเอง จึงต้องหัดทำสมาธิ
หรือเพ่งพระพุทธรูป พอเข้าห้องพระสวดมนต์เสร็จแล้วก็นั่งเพ่งพระพุทธรูปไป ในขณะนั้นลูกแทบจะไม่มีลมหายใจที่เสียงดังเลย เพราะเมื่อเราสงบคนอื่นก็จะไม่กล้ารบกวน เรามีบุคลิกภาพดีเพราะเรามีการกระทำที่งาม ก็เป็นยันต์เป็นเกราะเพชรสำหรับตัวเอง
การทำสมาธิเป็นของยากแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ ถ้าหากใจเราบอกอยู่เรื่อยๆ ว่ายากๆ มันก็จะยากอยู่อย่างนั้นแหละ เหมือนเรากำแพงมากั้นระหว่างความง่ายกับความยากแล้วเราก็เลือกอยู่ข้างที่ยาก เราต้องรื้อกำแพงออกไปด้วยการทำบ่อยๆ กำแพงก็จะพังเอง
ไม่มีใครช่วยเราได้หากเราไม่ช่วยตัวเอง เพราะเมื่อวาระนั้นมาถึงคือ ใกล้ตาย และจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ เมื่อมีความไม่รู้มีอยู่ประกอบกับจิตของเราที่ไม่เคยมีความสงบ ต่อให้มีพระมาให้อารมณ์ ต่อให้อินทร์พรหมมาบอกทาง จิตเราที่ซัดส่ายรับรู้อะไรไม่มั่นคงก็จะรับแต่อารมณ์ทุรนทุราย และอารมณ์กลัว
ความทุกข์นั้นมีสองชนิดคือ ทุกข์กาย กับทุกข์ใจ ความกลัวนั้นเป็นความทุกข์ใจและเป็นทุกข์ที่หลีกเลี่ยงได้ แต่เรากลับไม่หลีกเลี่ยงแล้วยังไปฟื้นฟูให้มีมากมายมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เช่น กลัวเข็มฉีดยาหรือกลัวการฉีดยาเพราะเจ็บ
แต่ถ้าหากเราเป็นโรคขึ้นมาแล้วแพทย์บอกว่าต้องฉีดยาแล้ว หรือไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรก็ขอเจาะเลือดก่อน เราก็กลัวแล้ว..ใจทุกข์ขึ้นมาแล้ว เข็มยังไม่ทันแทงลงไปในเนื้อเลยใจก็ทุกข์แล้ว
ที่จริงป่วยกายและกำลังหาสมุฏฐานของโรค เขาต้องมาเจาะเลือดไปตรวจว่าเป็นเบาหวานไหม เป็นอะไรอีกหรือเปล่า มีเซลล์มะเร็งอยู่ตรงไหน มีไขมันในเส้นเลือดไหม เขาก็จะดูจากเลือดเพื่อหาสมุฏฐานของโรค แต่พอเขาบอกว่าต้องเจาะเลือดปุ๊บก็ทำหน้าบิดหน้าเบี้ยวแล้ว มีความวิตกกังวลกลัวขึ้นมา ..นี่คือการที่เราหาทุกข์ใจใส่เข้าไป
ขณะที่เรายืดแขนออกไป พอเขาปักเข็มลงไป มันไม่ใช่ความเจ็บนะแต่มันเป็นความรู้สึกว่าโดนเข็มแทง แต่เราก็ "เจ็บ" คือเจ็บที่ใจ แล้วก็ทำท่าเบี่ยงหน้าหลบ ถามว่าการหลบหน้านี่ทำให้หายเจ็บไหม ? ไม่ แต่ก็ชอบหลบกันจัง เราจะเจ็บเมื่อไหร่..เมื่อมีการเดินยา มีความปวดความตึงเพราะมีน้ำเข้าไปในหลอดเลือดก็จะมีความเคร่งตึงขึ้นมา ..นี่แหละคืออาการเจ็บจากร่างกายจะเกิดขึ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ม.ค. 2552 , 08:52:45 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : )
สลักธรรม 7
จะเห็นว่า เรานี่แหละอนุมานเอา แล้วเวลามาเล่าว่า ไปหาหมอมาแล้ววันนี้หมอมือเบา วันนี้หมอเจาะแรง ..เนี่ย ไร้สาระ และเมื่อมาเล่าในเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ใช่ความจริงในปัจจุบันก็เป็นเรื่องโกหก ครบทั้งสามเรื่องเลย
เมื่อเรายังมีอยู่อย่างนี้ วงสนทนาจึงยังคงอยู่ได้ในวัฏฏะอย่างไม่มีใครเบื่อ เพราะคนหนึ่งพร้อมจะเป็นผู้เล่า อีกคนหนึ่งก็พร้อมจะฟังเรื่องไร้สาระ
แต่ถ้าหากทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งไม่พร้อมจะเป็นผู้ฟัง อีกคนหนึ่งไม่พร้อมจะเป็นผู้เล่า ...เรื่องมันก็จบ และถ้าเอาสองคนที่พร้อมจะเป็นผู้เล่าด้วยกัน สองคนนั้นก็ต้องจบเพราะต่างคนต่างพูดเอาอสาระมาใส่กันโดยที่ไม่มีใครฟัง เขาก็ต้องหยุดเพราะไม่มีผู้ฟังผู้เล่าก็ต้องหยุดเล่า
และถ้าหากเราสามารถคัดได้ว่า อะไรควรฟัง อะไรไม่ควรฟังถ้ารู้ว่าเป็นเรื่องไม่ควรฟังเราก็ขออนุญาตไปทำธุระก่อนเพื่อหลีกออกไป แล้วก็อย่าตรึกตามอาการ อย่าอนุมานเอาว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หยุดสิ่งเหล่านี้เสีย เรื่องทุกอย่างจะได้น้อยลง
พอเรื่องน้อยเราก็จะจัดสรรได้แล้ว เหมือนของในบ้านที่มีน้อยชิ้นเราก็จัดให้เข้าที่เข้าทางได้ แต่ถ้ามันรกไปหมดเลยไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนแล้วก็คิดว่า เอาไว้พรุ่งนี้ แต่พอถึงพรุ่งนี้มามองดูแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี แล้วก็ผลัดต่อไปเป็นพรุ่งนี้ๆ อย่างนี้ตายไปแล้วก็ยังไม่ได้เริ่ม
ฉะนั้น จงมีระเบียบในเรือนใจ ทำอะไรก็ให้มีระเบียบในเรือนใจ จะกินก็ไม่ต้องอ่าน จะอ่านก็ไม่ต้องกิน ให้ทำอะไรทีละอย่าง อย่าอ่านไปหยิบกาแฟไป กลายเป็นคนที่ทำท่างับลมเพราะปากไม่ตรงกับถ้วยกาแฟ อย่างนี้ก็ไม่สุภาพด้วย
จะถ่ายก็ไม่ต้องอ่าน บางคนถือหนังสือธรรมะด้วยนะ "หลักในการดำรงชีวิต" เข้าไปนั่งเบ่งในห้องน้ำด้วย อย่างนี้ไม่ดีเพราะเราไม่สามารถสังเกตได้ชัดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความไม่อ่อนไหวพอที่รับอารมณ์ที่เกิดขึ้นในการขับถ่าย ฉะนั้น เราจึงต้องฝึก และต้องพึ่งตนเองเพราะไม่มีใครช่วยเราได้นะถ้าหากเราไม่เริ่มต้น
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ม.ค. 2552 , 08:53:04 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : )
สลักธรรม 8
เริ่มเป็นคนมีระเบียบในเรือนใจเสียเถิด ..ทำอะไรทีละอย่าง
พอมีระเบียบในเรือนใจแล้วก็หัดเรียกชื่อให้ถูกต้อง ..นี่กรรมนะ นี่วิบากนะ นี่รูปนะ นี่นามนะ
แล้วก็ตรงดิ่งแห่งการมอง ..อะไรเกิดขึ้น เป็นนามหรือเปล่า ..ก็รู้ที่นาม อะไรเกิดขึ้นเป็นรูป..ก็รู้ที่รูป ด้วยการรู้ในปัจจุบันอย่าเลยไปในอดีตหรืออนาคต
และมีพุทธวิธีแห่งความเนิบช้า ..ทำอะไรอย่าด่วนได้ ชลอสักนิดหนึ่ง สำรวจตัวเองด้วยการคิด พิจารณา ทบทวนใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินว่า ทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ ...เรื่องเช่นนี้ใครทำใครได้ และทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว
และอย่างน้อยพ่อก็พอจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นว่า การสร้างบารมีต้องอาศัยความอดทน และอาศัยใจรักที่อยากได้บารมีนั้น จึงจะสามารถทำกิจการงานได้สำเร็จลุล่วง
ความศรัทธาหรือเรียกว่าความรักดีต้องอาศัยจิตใจที่มั่นคง ความรักดีอย่างเดียวแต่ใจไม่มั่นคงว่าทำดีได้ดี ก็จะทำไม่ได้นาน เมื่อมีอุปสรรคทางกายก็ดี อุปสรรคทางใจก็ดี ที่พร้อมจะรุกเข้ามาแทรกแซงทำให้ความตั้งใจเสียไปได้
แต่ถ้าหากเรามีใจที่เด็ดเดี่ยว แล้วรู้ว่าทำดีได้ดี ก็จะมีบารมีอันเป็นอำนาจเหนือกิเลส และเมื่อมีบารมีแล้วเราก็จะสามารถอาศัยบารมีพาชีวิตเดินออกจากตะรางชีวิตได้
ทุกคนถูกกักขังอยู่ในตะรางชีวิต ..สังสารวัฏนั่นเองแหละคือตะรางที่ขังเราไว้ ตอนนี้เราอาจจะอยู่ในคุกที่มีโทษเบาหน่อยก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ คุกที่หนาหน่อยลำบากหน่อยก็เป็นเดรัจฉาน หรือคุกมืดหน่อยต้องเป็นอบายภูมิที่ชั้นนรก หรือไม่เขาก็เป็นคุกที่ดีหน่อยมีเตียงให้ มีอาหารให้อย่างสะดวกสบายซึ่งเปรียบเสมือนเทวภูมิ แต่ตะรางมันก็เปลี่ยนอยู่ไม่กี่ที่แค่ตรงนี้
ตะรางชีวิตของเราถูกตีไว้ด้วยอำนาจกรรม เรามาก็มาเปลี่ยนตะรางชีวิตเสีย โดยพยายามไขกุญแจเพื่อออกจากตะรางชีวิตแล้วก็ก้าวออกมา อย่าพันธาการตัวเองไว้นานเลยเพราะชีวิตเป็นทุกข์
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ม.ค. 2552 , 08:53:31 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : )
สลักธรรม 9
การสร้างสมความดีนั้นให้เข้าใจทำดีนาน ๆ แล้วจึงได้ดี บางครั้งพอเราทำปุ๊บอยากได้ปั๊บ หรือทำปุ๊บมองผลปั๊บว่าทำไมไม่ได้ดี สิ่งเหล่านี้แหละจะเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจของเราให้หมดไป เพราะไม่มีใครที่ทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ จำคำนี้ไว้
พระพุทธเจ้าพระองค์ท่านสร้างบารมีธรรมสี่อสงไขยแสนมหากัป ทรงทำอยู่อย่างนี้ด้วยการสละคือทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมบารมี จนกระทั่งปัญญาบารมี แล้วพระองค์ก็ทรงทำบารมีจนถึงสามสิบทัศ คือปรมัตถประโยชน์อันสูงสุด จนกระทั่งบารมีสมบูรณ์แล้วท่านจึงได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นองค์ประศาสดาจารย์แห่งโลก
พระองค์ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ เผยแพร่พระสัทธรรมคำสอนออกมาถึงแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์จำแนกเป็นหมวดหมู่เพื่อให้เหล่าสัตว์คือเราท่านทั้งหลายได้เรียนรู้ดูตามเพื่อทำให้ได้
สิ่งเหล่านี้ไม่มากเกินความสามารถลูกหญิงลูกชายของพ่อหรอก ต้องบอกว่าไม่มีอะไรลูกทำไม่ได้ จริงเสียอย่างเดียว สำเร็จทุกอย่าง เพราะพ่อตั้งใจว่า จะอยู่รอรับพานของทุก ๆ คนให้หมด เมื่อตั้งใจจริงเสียอย่างเดียวก็สำเร็จไปทุกอย่าง
เพราะไม่มีอะไรเกินอำนาจจิตได้ เมื่อจิตมีอำนาจแล้วก็ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งที่แวดล้อมหรือฟุ้งซ่านไป แต่จะทำหน้าที่ของตนเองด้วยความศรัทธาว่า เมื่อประกาศจะทำแล้วก็ต้องทำให้ได้ แล้วสิ่งที่ประกาศหรือตั้งใจนั้นก็เป็นคุณงามความดี จึงต้องยิ่งมีใจจงรักต่อคุณงามความดี
อย่าลืมนะลูก "จริงเสียอย่างเดียวสำเร็จทุกอย่าง" ไม่มีใครทำอะไรไม่ได้ แต่ที่ยังได้ไม่เห็นผลก็คือยังทำได้นิดเดียว
หนทางนี้เป็นหนทางที่วิเศษและพิเศษ ..หนทางที่วิเศษคือทำให้คนเป็นอริยบุคคล และหนทางนั้นเป็นหนทางพิเศษเพราะปุถุชนธรรมดาผู้ที่ไม่มีความมั่นคงจะทำได้ยากมาก แต่ผู้ที่มีความมั่นคง คือมีศรัทธาประกอบไปด้วยปัญญาแล้วจะทำได้สำเร็จ
ฉะนั้น ต้องก้าวต่อไป ถนนทุกถนน ไม่ว่าจะยาวขนาดไหนต้องมีสุดทางขอเพียงอย่าเลี้ยวก็แล้วกัน อย่าเปลี่ยนทิศทางแล้วกัน แล้วก็อย่านั่งเก้าอี้ที่เรียกว่าเก้าอี้โยกเยก ทั้งไม่เดินหน้าแล้วก็ไม่ไปข้างหลังแต่อยู่กับที่
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ม.ค. 2552 , 08:53:52 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : )
สลักธรรม 10
ขออนุโมทนากับพระคุณเจ้าทุกรูป ขอให้ความจำที่พยายามเก็บเกี่ยวความรู้การแนะนำในวันนี้จงแทรกซึมเข้าสู่จิตใจท่าน และลูกหญิงลูกชายทุก ๆ คน จงสามารถเอาคำสอนคำแนะนำนี้ชำแรกใจที่หยาบกระด้าง ให้มีทางแห่งชีวิตเป็นทางที่ควรดำเนิน คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
ขออำนาจพระพุทธคุณแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น คุณของพระธรรม และพระสงฆ์ ประกอบกับบารมีธรรมที่พ่อเพียรสร้างอย่างมั่นคงมาจนทุกวันนี้ จงคุ้มครองรักษาให้ลูกหญิงลูกชายทุกคนทุกท่านมีความก้าวหน้าอยู่ในชีวิต ปัญหาเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดขุ่นข้องหมองใจ และเป็นภัยต่อชีวิต จงบำราบปราศจากไปจากชีวิตลูก
สิ่งใดที่บังเกิดขึ้น ก็ขอให้มีสติรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วางอารมณ์เหล่านั้นได้ ไม่ทุกข์ร้อนไม่โศกเศร้า และไม่ลุ่มหลงไปกับอารมณ์โลภ ๆ ได้ และสามารถใช้สติสัมปชัญญะพาชีวิตดำเนินก้าวขึ้น สูงขึ้น เจริญขึ้น จนสามารถถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้โดยไวชาติถ้วนหน้ากันทุกท่านทุกคน
ปีหนึ่งมีสามร้อยหกสิบห้าวัน นับตั้งแต่วันที่หนึ่งมกราคม..พ่อเห็นลูกเป็นคนดีมาเรื่อยๆ แล้วพ่อก็เห็นลูกของพ่อพยายามทำดีมาเรื่อยๆ แล้วพ่อก็เห็นลูกของพ่อพยายามห้ามใจ ข่มใจ และพยายามแก้ไขใจให้ดีมาตลอดเรื่อยมาจนกระทั่งวันนี้
นี่แหละเป็นยิ่งกว่าดอกไม้ที่ลูกมอบให้ เพราะเป็นพวงมาลัยใจที่ร้อยไว้ด้วยศีล สมาธิ และปัญญาที่ลูกมี ขอขอบคุณทุกๆ คน และขออนุโมทนาทุกๆ คน
ขอความดีชอบประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะนั้นจงเกื้อกูลอุดหนุนส่งเสริมชีวิตของทุกๆ ท่าน ให้มีความมั่นคงในเส้นทางอันจะดำเนินไปสู่ทางพ้นทุกข์ การอาศัยชีวิตอยู่นี้ขอให้มีความสงบร่มเย็น ขอให้มีสติรู้รอบประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะได้โดยไว
ขอธรรมชาติแห่งกุศลทั้งหลายจงเกื้อหนุนผลักดันและเป็นเกราะป้องกันให้เภทภัยพิบัติต่างๆ อย่าได้กล้ำกรายมาในชีวิตลูกสาวลูกชายของพ่อทุกคน
ขอทางเดินจงมีทางสิ้นสุดแห่งวัฏสงสารคือถึงซึ่งพระนิพพานได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน ขออนุโมทนา
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [4 ม.ค. 2552 , 08:54:21 น.] ( IP = 58.9.100.2 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |