| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก(๑๕)
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๑๕. เรวัตกุมารกับโลกียสุข
พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ญาติพี่น้องให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมที่ท่านเห็นว่าจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เขาตลอดกาลนาน ท่านได้บรรลุแล้วซึ่งสุขใดอันประณีต มั่นคง ไม่เจือด้วยทุกข์ ก็ปรารถนาชักจูงญาติพี่น้องมาสู่ความสุขนั้นด้วย
เมื่อท่านได้บวชในธรรมวินัยอันประเสริฐ ขัดเกลาอย่างยิ่ง และเป็นไปเพื่อนำสัตว์ออกจากทุกข์แล้ว น้องของท่าน ๕ คน เป็นน้องหญิง ๓ คน คือจาลา อุปจาลา สีสปจาลา และน้องชาย ๒ คนคือ จุนทะและอุปเสนะ ได้ออกบวชตามคำแนะนำของท่าน เหลือน้องชายอีกคนเดียวที่ยังไม่ได้บวชคือ เรวัตกุมาร
ตลอดเวลานั้นมารดาของท่านยังไม่เลื่อมใสพระพุทธศาสนา การที่พระสารีบุตรนำลูกหญิงและลูกชายถึง ๕ คน ไปบวช รวมเป็น ๖ ทั้งองค์พระสารีบุตรด้วยนั้น ก่อความสะเทือนใจแก่นางไม่น้อยอยู่แล้ว เพราะนางยังมองไม่เห็นคุณค่าของการออกบวชดำรงชีวิตอยู่อย่างลำบากยากจน ลำบากในสายตาของนาง แต่เป็นความสุขสงบเยือกเย็นในความรู้สึกของท่านที่ได้บวชแล้ว แต่นางหาได้มองเห็นคุณอันประเสริฐของบรรพชาไม่
ดังนั้น สิ่งที่นางกลัวที่สุดเวลานี้ คือกลัวว่าพระสารีบุตรจะนำน้องชายคนเล็ก...เรวัตกุมารไปบวชเสียอีก ถ้าการณ์เป็นดังนั้นจริง นางจะทนได้อย่างไร ความหวังทั้งหมดของนางเวลานี้ทุ่มเทลงที่เรวัตกุมาร หวังให้ดำรงวงศ์สกุลเป็นที่พึ่งของนางในยามชรา นางไม่เข้าใจเลยว่า ความเป็นอยู่อย่างบรรพชิตซึ่งต้องอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพนั้นประเสริฐอย่างไร นางยังมิได้สัมผัสกับแสงสว่างทางใจอันเป็นประทีปส่องทางชีวิต ทำให้ชีวิตมีความหวังอย่างเต็มที่ ไม่ว้าเหว่
ด้วยเหตุดังกล่าวมา นางจึงปรารถนาจะผูกมัดเราวัตกุมารไว้ด้วยการครองเรือน อะไรเล่าจะสามารถผูกใจชายได้เท่าเครื่องผูกคือหญิง รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสแห่งหญิงนั้น เป็นตะปูตรึงใจชายให้ติดอยู่ หมกมุ่นอยู่พัวพันอยู่ยากที่จะสลัดออกไปได้ เมื่อเรวัตกุมารอยู่ครองเรือน ก็จะเป็นผู้รับมรดกทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นของนางมิให้พินาศสูญสิ้นไปโดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 06:23:04 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1วันหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรมาเยี่ยมโยมมารดาที่บ้าน มารดาได้ปรารภเรื่องจะให้เรวัตกุมารแต่งงานกับ กุมาริกาคนหนึ่ง ซึ่งมีทรัพย์และตระกูลเสมอกัน
เรวัตเพิ่งอายุ ๗ ขวบ ทำไมโยมมารดาจึงรีบให้แต่งงานนัก ? พระสารีบุตรถาม
ปล่อยไว้นาน ท่านก็จะพาไปบวชเสียอีก โยมต้องการให้เรวัตอยู่ครองเรือน มารดาของท่านตอบ มีอาการกังวลใจอยู่ไม่น้อย
พระสารีบุตรแย้มโอษฐ์หน่อยหนึ่งก่อนพูดว่า การครองเรือนมีความสุขน้อย มีความทุกข์มาก กังวลมาก สุขที่น้อยอยู่แล้วนั้นยังเป็นสุขปลอมเสียอีก
เป็นอย่างไรสุขปลอม โยมไม่เข้าใจ ?
คือความสุขที่เจือด้วยทุกข์ ไม่ปลอดโปร่ง ไม่อิสระ จบลงด้วยความคับแค้นเสียใจ
แล้วสุขอย่างไรเป็นสุขแท้ไม่ปลอม ?
สุขอย่างที่อาตมาและน้องๆ อีก ๕ คนได้รับอยู่นี่แหละเป็นสุขแท้ ไม่ปลอม ไม่กังวล ไม่ลงท้ายด้วยทุกข์
แต่โยมไม่ต้องการความสุขอย่างนั้น และไม่ต้องการให้เรวัตเดินไปทางนั้น โยมต้องการเห็นเรวัตครองเรือนมีความสุขอย่างคนมีเหย้ามีเรือน มิฉะนั้นแล้วทรัพย์สมบัติที่ตระกูลของเรารวบรวมสะสมไว้ก็จะสูญหายไปหมด ใครจะรับมรดก
คนที่จะรับมรดกมีมากมาย ถ้าเราจะให้เขา คนยากจนเข็ญใจในเมืองนี้ก็มีอยู่มากล้น ถ้าโยมจะบริจาคทรัพย์สินที่โยมบอกว่ามีอยู่มากมายให้แก่คนอนาถาที่มีอยู่ทั่วไป สมบัติเท่านี้ก็จะไม่เพียงพอด้วยซ้ำไป
เรื่องอะไรจะต้องไปให้เขา เขาไม่ได้เป็นอะไรกับเรา เราหาทรัพย์มาด้วยความเหนื่อยยาก ต้องให้กับคนที่เรารักและพอจะเป็นที่พึ่งของเราได้
อาตมาได้ยินโยมพูดหนักใจเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ ด้วยเกรงจะไม่มีผู้รับมรดก จึงได้พูดไปอย่างนั้น อันที่จริงทรัพย์สมบัติภายนอก ก็เป็นของที่อาศัยใช้ชั่วคราว มันไม่ยั่งยืนอะไร บางอย่างก็จากไปก่อน บางอย่างเจ้าของก็จากมันไป เมื่อตายแล้วก็นำติดตัวไปไม่ได้ มันเป็นของโลก ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ ใครเอาไปไม่ได้เลยสักอย่างเดียว โดยที่สุดแม้อวัยวะร่างกายอันเป็นที่หวงแหน เป็นที่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา ก็เอาไปไม่ได้ต้องปล่อยทิ้งไว้ให้ญาติพี่น้องเผาในกองเพลิง พร้อมด้วยการร้องไห้คร่ำครวญ ร่างกายและทรัพย์สมบัติภายนอก ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบคุณงามความดีโดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 06:30:42 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : )
สลักธรรม 2แม้พระธรรมเสนาบดีจะชี้แจงอย่างไร มารดาของท่านก็หานิยมคล้อยตามไม่ ยังคงรักษาความคิดและทิฐิของตนไว้อย่างเหนียวแน่นมั่นคง
จริงทีเดียว นักปราชญ์ผู้ประกอบด้วยปัญญาอันแหลมลึกกว้างขวาง เป็นที่ยอมรับนิยมเลื่อมใสของคนทั่วไป พูดจาอะไรก็มีคนคอยจำคอยจด คอยเงี่ยโสตลงสดับเสมือนหงายภาชนะไว้รองรับน้ำฝน อันรู้ว่าจะตกลงมาเป็นเพชรนิลจินดา แต่เป็นการยากเหลือเกินที่จะให้คนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องมีความรู้สึกเช่นนั้นไปด้วย
เมื่อเห็นว่าไม่อาจชักนำมารดาให้นิยมตามตนได้แล้ว พระธรรมเสนาบดีก็ลาจากไป และได้สั่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสหธรรมิกว่า ถ้าเรวัตกุมารน้องชายของข้าพเจ้ามีความประสงค์จะบวช มาหาท่านทั้งหลายก็ขอให้บวชได้ทันที ไม่ต้องคอยให้ลามารดาบิดา ขอให้ถือว่าข้าพเจ้านี่แหละเป็นทั้งมารดาและบิดาของเรวัตกุมาร
ฝ่ายมารดาของพระสารีบุตรก็มีความมุ่งมั่นที่จะผูกเรวัตกุมารไว้ด้วยเครื่องผูกคือการครองเรือน ผูกด้วยโซ่คือสตรี จึงหมั้นเด็กหญิงคนหนึ่งผู้มีตระกูลและทรัพย์สมบัติเสมอกัน กำหนดวันเรียบร้อยแล้ว ประดับตกแต่งเรวัตกุมาร พาไปสู่เรือนของญาติผู้ใหญ่ของกุมาริกานั้น พร้อมด้วยบริวารชนเป็นอันมาก
เมื่อญาติทั้งสองฝ่ายประชุมกันพร้อมแล้วเพื่อเริ่มมงคลพิธี ญาติทั้งสองฝ่ายให้กุมารและกุมาริกาจุ่มมือลงในถาดน้ำเรียบร้อยแล้ว ญาติผู้ใหญ่ได้กล่าวอวยพรเด็กหญิงว่า ขอเจ้าจงได้เห็นธรรมอย่างที่ยายของเจ้าได้เห็นแล้ว ขอเจ้าจงมีอายุยืนเช่นเดียวกับยายของเจ้า
เรวัตกุมารได้ยินดังนั้นคิดว่า อะไรหนอคือธรรมที่ยายเห็นแล้ว ? จึงถามขึ้นว่า คนไหนคือยายของ
กุมาริกานี้ ?
ญาติแนะนำหญิงชราคนหนึ่งให้เรวัตรู้จัก พร้อมกล่าวว่า หญิงชรานี้เป็นยายของเด็กหญิง ท่านมีอายุได้ ๑๒๐ ปีแล้ว บัดนี้ฟันหัก ผมหงอก หนังหดเหี่ยวหย่อนยาน ตัวตกกระ หลังโกง ดุจกลอนเรือน
ก็กุมาริกาคนนี้เล่า จักเป็นอย่างคุณยายหรือ? เรวัตถามด้วยสงสัยอยากรู้
ญาติตอบว่า ถ้ามีอายุยืนนานถึง ๑๒๐ ปี ก็ต้องเป็นอย่างนี้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 06:36:53 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : )
สลักธรรม 3เรวัตกุมารคิดอย่างเด็กฉลาดและมีบารมีในทางธรรมว่า สรีระแม้ที่สวยงามเห็นปานนี้ อย่างกุมาริกานี้ย่อมแปรผันไปสู่ความไม่งาม พึงรังเกียจในที่สุด เพราะไฟคือชราเผาให้ไหม้เกรียม ดุจใบไม้สดในเบื้องแรก แปรเป็นสีเหลืองแล้วหล่นจากต้น ถูกแดดแผดเผาให้เกรียมกรอบโดยรอบ เป็นของอันใครๆ จับต้องไม่ได้ เป็นปริโยสาน
อา! ชีวิตช่างน่าสังเวชสลดใจเสียนี่กระไร ! อุปติสสะพี่ชายของเรา คงจักเห็นความจริงเรื่องนี้เป็นแน่แท้แล้ว จึงสละทรัพย์สินสมบัติออกบวชอย่างไม่อาลัย เราควรหาอุบายออกบวชเสียในวันนี้แหละ เพราะแม้สรีระของเราเองก็ต้องลงท้ายด้วยความแก่และตาย
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ญาติได้อุ้มเรวัตขึ้นสู่ยานน้อย พากลับบ้านของตน เรวัตหาอุบายได้อย่างหนึ่ง เมื่อเดินทางมาได้หน่อยหนึ่ง จึงบอกญาติว่าตนปวดท้องขอแวะทำธุระส่วนตัว ขอให้หยุดยานไว้และรอคอย
เขาลงจากยานแล้วเข้าไปยังพุ่มไม้แห่งหนึ่ง ทำชักช้าอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วกลับมาสู่ยานเดิม เขาทำอย่างนี้บ่อยครั้ง จนญาติพี่น้องสิ้นสงสัย นอนใจว่าเรวัตช่างขยันไปขยันมาเสียจริง จึงเลิกระวังรักษา ครั้งหลังสุดเรวัตลงจากยานแล้วบอกญาติว่า ขอให้ขับยานล่วงหน้าไปก่อน อีกสักครู่จะตามไป ญาติผู้สิ้นระแวงแล้วจึงขับยานล่วงหน้าไป
เรวัตได้โอกาสจึงเดินเข้าไปในป่า พบสำนักสงฆ์ซึ่งมีภิกษุพำนักอยู่ประมาณ ๓๐ รูป เข้าไปไหว้ท่านแล้วขอบวช
ภิกษุทั้งหลายเห็นเธอประดับประดาด้วยสรรพาภรณ์อันสวยงามมีราคามากจึงว่าหนุ่มน้อย ท่านประดับประดาเครื่องอลังการพร้อมสรรพอย่างนี้ พวกข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านเป็นพระราชโอรสหรือบุตรของมหาอำมาตย์ จะให้ท่านบวชได้อย่างไร ?
พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าจำกระผมไม่ได้หรือ?
ไม่รู้จักเลย พ่อหนุ่ม
กระผมเป็นน้องชายของท่านอุปติสสะ
อุปติสสะคือใคร ?
ท่านทั้งหลายเรียกท่านอุปติสสะพี่ชายของกระผมว่า สารีบุตร ๆ ดังนี้
อ้อ ถ้าอย่างนั้นมาเถิดผู้มีอายุ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรสั่งไว้เหมือนกันว่า ถ้าท่านมาหาเราขอให้บวชให้ทันที ไม่ต้องขออนุญาตมารดาบิดา
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 06:44:47 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : )
สลักธรรม 4ภิกษุทั้งหลายให้เรวัตบรรพชาเป็นสามเณร โดยการให้เปล่งวาจาถึงพระรัตนตรัย รับศีล ๑๐ แล้วบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานให้
อันตจปัญจกกัมมัฏฐานนั้นคือกรรมฐานซึ่งมีหนังเป็นที่ ๕ กล่าวคือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้พิจารณาสิ่งทั้ง ๕ นี้ โดยความเป็นของปฏิกูลรังเกียจ โดยนัยเป็นต้นว่า-
อวัยวะซึ่งเห็นได้ง่ายทั้ง ๕ ส่วนนี้ ปฏิกูลโสโครกอยู่โดยสภาพธรรมดา ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้สำคัญตนว่าเป็นเจ้าของ จึงต้องชำระล้างหรือขัดถูวันละหลายๆ ครั้ง เพื่อกำจัดความปฏิกูลโดยสภาพธรรมดาของมัน ถ้าวันใดไม่ได้ชำระล้างก็สกปรก มีกลิ่นเหม็นพึงรังเกียจ แม้เจ้าของเองก็ระอาตัวเอง ผมก็ตาม...หนังก็ตาม ที่ปุถุชนเห็นสวยงามนั้น พอส่วนใดส่วนหนึ่งหล่นลงไปในอาหารหรือน้ำดื่มก็รังเกียจไม่ดื่มกิน
อนึ่งที่เห็นสวยงามก็เพราะราคะความกำหนัด ย้อมใจให้เห็นผิดไปอย่างนั้น ร่างกายนี้โดยทั่วๆ ไปเป็นของหมักหมมด้วยสิ่งปฏิกูลนานาประการ ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ตั้งแต่ปลายผมลงมา จะหาอะไรสะอาดสักชิ้นหนึ่งก็ไม่มี ร่างกายมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เพียงเพื่อปกปิดน้ำเลือด น้ำเหลืองอันเอิบอาบอยู่ทั่วร่างกาย กายนี้จึงมีความทุดโทรมเป็นธรรมดา ในที่สุดก็แก่และตาย สุดจะแก้ไขอีกต่อไป
คนที่เกิดมาแล้วจะไม่แก่ไม่ตายนั้นไม่มี...การประคับประคองกายนี้ไว้ จึงเหมือนกลิ้งครกขึ้นภูเขา วางมือไม่ได้ วางเมื่อใดครกก็กลิ้งลงทันที ร่างกายก็เหมือนกัน อยู่ได้ด้วยการประคับประคอง จึงน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก
สามเณรเรวัตมีใจโน้มเอียงในทางหน่ายโลกีย์เป็นทุนอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังโอวาทของท่านอุปัชฌาย์ดั่งนี้ ก็เพิ่มแรงแห่งความปรารถนาที่จะสลัดตนให้พ้นภัยแห่งกันดาร คือความเกิด แก่ เจ็บ ตายมากขึ้น เปรียบเสมือนน้ำที่พบทางไหลอันไม่มีอุปสรรคขวางกั้น
เมื่อภิกษุทั้งหลายได้บรรพชาให้สามเณรเรวัตแล้วก็ส่งข่าวไปกราบเรียนให้พระสารีบุตรทราบ พระธรรมเสนาบดีพอใจยิ่งนัก ที่น้องชายคนเล็กก้าวลงสู่มรรคาอันประเสริฐ เพื่อเดินทางไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ท่านทูลลาพระผู้มีพระภาคขอไปเยี่ยมสามเณรน้องชายโดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 06:52:23 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : )
สลักธรรม 5พระพุทธองค์ผู้มีอนาคสญาณอันแจ่มใส ทรงมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าเสมือนบุคคลผู้มีตาดีทั้งสองข้างมองดูตนเองในกระจกใส ทรงยับยั้งพระสารีบุตรไว้ว่า สารีบุตร ! ท่านจงยับยั้งอยู่ก่อนเถิด อย่ารีบไปเลย
อีก ๒ ๓ วันต่อมา พระอัครสาวกเบื้องขวาทูลลาอีก พระศาสดาทรงยับยั้งไว้อย่างเคย พร้อมกับตรัสว่า สารีบุตร ! คอยก่อนเถิด แม้เราจะไปเยี่ยมสามเณรน้องชายของท่านเหมือนกัน
ฝ่ายสามเณรคิดว่า เราบวชแล้ว ถ้ายังพำนักอยู่ที่นี่ต่อไป ญาติพี่น้องคงต้องมาตามหาและนำเรากลับไปสู่เรือนอีก จึงตัดสินใจจะหลีกจากที่นั้นไปเร้นอยู่ในป่าลึก เมื่อแน่ใจดังนี้แล้วก็ขอเรียนกรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์ตั้งแต่ต้นจนเพียงพอที่จะบรรลุอรหัตตผลได้แล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปในป่าลึก เป็นป่าไม้สะแกนั่นเอง พยายามทำความเพียรติดต่อ มอบกายมอบชีวิตให้แก่การปฏิบัติธรรม ได้บรรลุอรหัตตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายในพรรษานั่นเอง
การประพฤติธรรม การบรรลุธรรม ไม่เกี่ยวกับอายุ แต่เกี่ยวกับบารมี ผู้มีบารมีแม้อายุน้อยก็มีธรรมในใจมากได้ ส่วนผู้ไม่มีบารมี แม้อายุมากแล้วมีเหลนแล้ว ผมหงอกแล้วหงอกอีก ก็หาได้สนใจธรรมไม่ อย่าพูดถึงว่าจะบรรลุธรรมเลย
ในศาสนานี้ ผู้ใดบรรลุอรหัตตผลเป็นพระอรหันต์แล้ว แม้ยังเป็นสามเณรท่านก็เรียกกันว่าเถระ โดยถือเอาคุณธรรมเป็นเกณฑ์
เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พระสารีบุตรทูลลาพระศาสดาอีก พระพุทธองค์ตรัสว่า สารีบุตร ! แม้เรา
ก็จักไปที่นั่นเหมือนกัน
ครั้งนั้น มีภิกษุสงฆ์จำนวนร้อยตามเสด็จ เมื่อเสด็จไปถึงทางสองแพร่ง พระอานนท์กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ทางที่จะยังไปสำนักของพระเรวัตนั้นมีอยู่ ๒ ทาง ทางหนึ่งอ้อมเป็นระยะทางประมาณ ๖๐ โยชน์ เป็นที่อยู่ของมนุษย์ทั้งหลาย ทางหนึ่งตรงประมาณ ๓๐ โยชน์ เป็นที่อยู่ของอมนุษย์ อันอมนุษย์คุ้มครองแล้ว จะโปรดเสด็จไปทางใด ?
พระศากยมุนีตรัสถามว่า อานนท์ ! สีวลีมากับพวกเราด้วยมิใช่หรือ ?
มาด้วยพระเจ้าข้า
อานนท์ ! ถ้าสีวลีมาด้วยก็ขอให้ไปกันทางตรงนี่แหละ
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 07:11:23 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : )
สลักธรรม 6อันพระสีวลีนั้นได้รับยกย่องจากพระทศพลว่าเป็นสาวกผู้เลิศกว่าใครในทางมีลาภ เพราะบุญบารมีแต่ปางบรรพ์ แต่ด้วยวิบากแห่งอกุศลกรรมบางอย่าง ทำให้ท่านต้องอยู่ในครรภ์ของพระมารดาถึง ๗ ปี พระมารดาปวดครรภ์อยู่ ๗ วัน ดังกล่าวแล้วแต่เบื้องต้น
อกุศลกรรมนั้นคือ สมัยหนึ่งท่านเกิดเป็นพระราชา ยกกองทัพไปล้อมนครหนึ่งไว้ ประชาชนของนครนั้น ได้อาศัยประตูหลังออกไปหาข้าวหาฟืนและบริขารแห่งชีวิตอื่นๆ จึงสามารถรักษาพระนครไว้ได้เป็นเวลานาน ต่อมาพระราชชนนีของพระราชาจะทราบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง จึงบอกพระราชาราชโอรสว่า ชาวนคร
อาศัยประตูเล็กด้านหลังเข้าออกหาเครื่องเลี้ยงชีพ ถ้าหวังชัยชนะในเร็ววันก็ให้ปิดประตูหลังเสียด้วย
พระราชาจึงให้ปิดประตูหลังแห่งนครนั้นเสีย ประชาชนไม่มีทางออก ต้องประสบความลำบากด้วยการขาดแคลนข้าวน้ำ พระราชาจึงสามารถยึดเอานครนั้นได้สมพระประสงค์
พระราชาผู้ยกกองทัพไปล้อมนครในครั้งนั้นคือพระสีวลีนั่นเอง ส่วนพระมารดาของพระราชาในครั้งนั้น คือพระมารดาของพระสีวลีในกาลนี้
ฝ่ายกุศลกรรมอันอำนวยพรให้ท่านเป็นผู้เลิศด้วยลาภมีดังนี้
ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ท่านได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งได้รับยกย่องจากพระศาสดาพระองค์นั้น ว่าเป็นผู้เลิศด้วยลาภ ได้รับการแต่งตั้งจากพระศาสดาให้เป็นเอตทัคคะในทางเลิศด้วยลาภ ท่านปรารถนาจะเป็นเช่นนั้นบ้าง จึงทูลอาราธนาพระปทุมมุตตรทศพลแล้วถวายมหาทานตลอด ๗ วัน ตั้งความปรารถนาเฉพาะพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า ต่อไปในอนาคต ขอให้เป็นผู้เลิศด้วยลาภเช่นเดียวกับภิกษุผู้เป็นเอตทัคคะในทางเลิศด้วยลาภนั้น
พระศาสดาทรงตรวจดูความเป็นไปของทายกผู้นั้นแล้ว ไม่ทรงเห็นอันตรายหรืออุปสรรคใดๆ ในความปรารถนาของเขา จึงทรงพยากรณ์ว่า เขาจักได้ตำแหน่งนั้นในศาสนาของพระโคดมในอนาคต
ต่อมาอีกในศาสนาของพระวิปัสสีทศพล บุรุษผู้นั้นหลังจากท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์เป็นเวลาเวลานานแล้ว มาเกิดในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากพันธุมดีราชธานี สมัยนั้นพระราชาแห่งพันธุมดีและปราชาชนชาวพันธุมดีต่างเตรียมถวายมหาทานและถวายแข่งกัน โดยการจัดขาทนียโภชนีอาหารอันประณีตให้มีประเภทคุณภาพและปริมาณที่เท่ากันหรือยิ่งกว่า
วันหนึ่งเป็นวาระของชาวนครที่จะถวายมหาทานแด่พระสงฆ์ มีพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นประมุข ประชาชนตรวจไทยธรรมของตนแล้ว เห็นว่ายังขาดน้ำผึ้งอยู่ จึงให้คนไปคอยดักอยู่ปากทางที่คนจากชนบทจะเดินทางเข้ามายังพระนครทุกด้าน
ครั้งนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งออกจากบ้าน มองหาที่เดินเล่นนั่งเล่นอันผาสุกสำหรับตน ได้เห็นรวงผึ้งรวงหนึ่งโตพอประมาณ สวยงาม เขาคิดว่า เป็นบุญของเราแล้ว จึงถือเอารวงผึ้งนั้นเดินเข้าไปยังนคร
ผู้ซึ่งมายืนคอยดักอยู่ปากทางเห็นบุรุษนั้นเดินถือรวงผึ้งมา จึงถามว่า จะนำรวงผึ้งไปให้ใคร ?
ไม่ได้นำไปให้ใคร เขาตอบ
จะนำไปขายหรือ ? บุรุษนั้นถาม ขายเราเถิด นี่เงิน ว่าแล้วก็ส่งเงินให้จำนวนมาก มากกว่าราคาของรวงผึ้งที่เจ้าของรวงผึ้งคาดหมาย
เขาจึงคิดว่า รวงผึ้งนี้ ราคาก็ไม่เท่าไร แต่ไฉนคนผู้นี้จึงให้กหาปณะแก่เรามากเกิน เราน่าจะทดลองดู
เท่านี้ไม่ขาย เขากล่าว
ท่านจะเอาสักเท่าไร ? สิบกหาปณะเอาไหม ?
ไม่ได้
เอ้า ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าขึ้นให้ท่านถึงร้อยกหาปณะ
ไม่ได้ เขายืนยัน
พันหนึ่ง บุรุษผู้นั้นขึ้นราคาให้อีก
เขาสงสัยเป็นกำลัง จึงถามว่าโดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 07:32:35 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : )
สลักธรรม 7บุรุษผู้เจริญ ! รวงผึ้งนี้ราคาจริงๆ ก็ไม่เท่าไร เหตุไรท่านจึงให้ราคาแก่ข้าพเจ้าถึงพันกหาปณะ?
บุรุษผู้นั้นได้เล่าความจริงให้เขาฟังทุกประการและเสริมว่า ชาวนครจะต้องแพ้ในการให้ทานวันนี้
ถ้าไม่ได้น้ำผึ้งจากท่าน
ชายผู้นั้นเป็นคนบ้านนอก แต่เป็นผู้มีปัญญา รู้จักคิด เขาคิดว่าที่เราเกิดมาลำบากยากจนในชาตินี้ ก็เพราะไม่ได้บำเพ็ญทานบารมีไว้ในชาติก่อน บัดนี้ไทยธรรมของเราก็มีอยู่แล้ว ทักขิไณยบุคคลผู้ประเสริฐคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีแล้ว เราควรถวายรวงผึ้งแด่พระศาสดาด้วยตนเองทีเดียว
เขาไม่ยอมขายรวงผึ้งแม้ด้วยราคาเป็นพันกหาปณะ รีบไปยังที่ประชุมถวายทาน เขารู้โอกาสอันถึงแก่ตนแล้ว เข้าเฝ้าพระศาสดา น้อมน้ำผึ้งซึ่งบรรจุอยู่ในใบบัวเข้าไปถวาย พร้อมทูลว่า
ขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดรับบรรณาการของคนเข็ญใจ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า
พระบรมศาสดาทรงรับน้ำผึ้งของเขา แล้วทรงอธิษฐานให้น้ำผึ้งที่เขาถวายแล้วนั้นเพียงพอแก่ภิกษุจำนวนพัน เมื่อภิกษุสาวกจำนวนเท่านั้นฉันอยู่ขออย่าได้หมดสิ้นไป
เมื่อเสร็จภัตตกิจ บุรุษผู้นั้นถวายอภิวาทพระบรมศาสดา แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรแก่ตน กราบทูลว่า
พระเจ้าข้า ด้วยอานิสงส์แห่งกุศลกรรมของข้าพระองค์ครั้งนี้ ขอข้าพระองค์พึงเป็นผู้เลิศด้วยลาภในภพที่ข้าพระองค์เกิดทุกภพทุกชาติไป
พระศาสดาทรงอนุโมทนา
บุรุษผู้นั้นท่องเที่ยวอยู่ในภูมิเทวดาและมนุษย์เป็นเวลานาน ในพุทธกาลนี้มาบังเกิดเป็นพระโอรสของพระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา คือท่านพระสีวลีนั่นเอง นี่คือบุพพกรรมของพระสีวลีผู้เลิศด้วยลาภโดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 07:38:01 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : )
สลักธรรม 8ในศาสนา ผู้มุ่งผลอย่างใด ต้องทำเหตุ เมื่อทำเหตุแล้วก็ไม่เร่งผล จะให้เมื่อใดก็ช่างเถิด แต่ผลจะให้เมื่อสุกเต็มที่แล้วและเป็นผลอันยั่งยืน พระสีวลีได้ทำบุญกุศลและ ปรารถนาความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เฉพาะพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๒ พระองค์ บัดนี้ผลนั้นได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว น่าชื่นใจ ท่านเป็นผู้เลิศด้วยลาภ แต่ไม่ติดลาภ
เมื่อพระศาสดาเสด็จไปทางตรงซึ่งทุรกันดาร แต่มีพระสีวลีตามเสด็จด้วยนั้น เทวดาในป่าคิดว่า บัดนี้
พระสีวลีพระผู้เป็นเจ้าของเรากำลังมา เราควรทำสักการะแก่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ดังนี้แล้วชวนกันสร้างที่พักสำหรับภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้ห่างกันแห่งละโยชน์ คือโยชน์หนึ่งมีที่พักแห่งหนึ่ง และที่พักอันสำเร็จด้วยเทวดานุภาพนั้น เพียงพอแก่ภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่ตามเสด็จ
เทวดาผู้เป็นสัมมาทิฐิเหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้า ถือเอาอาหารมีข้าวต้มเป็นต้น อันเป็นทิพย์เที่ยวไปตรวจดูว่า พระผู้เป็นเจ้าสีวลีของเรานั่งตรงไหนหนอ พระสีวลีเถระให้เทวดานำเอาอาหารนั้นๆ ถวายแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยอาการอย่างนี้ พระศาสดาพร้อมด้วยบริวารได้อาศัยบุญของพระสีวลีเสด็จผ่านทางกันดารถึง ๓๐ โยชน์
ฝ่ายพระเรวัตเถระทราบว่า พระศาสดาและภิกษุสงฆ์จำนวนมาก รวมทั้งพระสารีบุตรด้วยกำลังเสด็จมาสู่สำนักของตน จึงเนรมิตที่พักจำนวนมากไว้ต้อนรับ พร้อมทั้งที่จงกรมเพียงพอแก่จำนวนอาคันตุกะ
พระศาสดาประทับอาศัยอยู่ ณ สำนักของพระเรวัตในดงไม้สะแก เป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือนจึงเสด็จกลับ ราตรีสุดท้ายที่จะเสด็จกลับนั้น ตอนใกล้รุ่งทรงแผ่ข่ายคือพระญาณไปตรวจดูอุปนิสัยของเวไนยสัตว์ที่พระองค์พอจะโปรดได้ทรงทราบวารจิตของภิกษุบางรูปที่ตามเสด็จ มีพระประสงค์จะให้ภิกษุผู้เข้าใจผิดเหล่านั้นทราบความจริงด้วยตนเอง
ในจำนวนภิกษุที่ตามเสด็จพระศาสดานั้นมีภิกษุแก่ ๒ รูป นึกติเตียนพระเรวัตและพระศาสดาว่า พระ
เรวัตมัวทำการก่อสร้างมโหฬารอยู่อย่างนี้ จะทำสมณธรรมได้อย่างไรกัน แม้พระศาสดาก็เสด็จมาพักอยู่ ณ สำนักของพระผู้ขวนขวายในการก่อสร้าง (นวกรรม) เห็นปานนี้ก็เพราะทรงเห็นแก่หน้า เห็นว่าเป็นน้องชายของพระสารีบุตร
พระตถาคตเจ้าทรงทราบวารจิตของภิกษุแก่ทั้งสองรูปนั้นแล้ว ในขณะเสด็จออกจากสำนักของพระ
เรวัต จึงทรงอธิษฐานบันดาลให้ภิกษุทั้งสองรูปนั้นลืมบริขารบางอย่าง คือหลอดน้ำมัน ลักจั่นน้ำ และรองเท้าของตนๆ ไว้ เมื่อเสด็จไปได้หน่อยหนึ่ง จึงทรงคลายฤทธิ์ ภิกษุแก่ทั้งสองรูปนั้นจึงระลึกได้พูดว่า ผมลืมสิ่งนี้ ผมลืมสิ่งนี้ ดังนี้แล้วรีบกลับไปเอาบริขาร ด้วยความรีบร้อยเลินเล่อ จึงถูกหนามสะแกแทงเจ็บปวดมิใช่น้อย พบห่อสิ่งของของตนๆ แขวนอยู่ที่ต้นสะแกต้นหนึ่ง ได้ของแล้วรีบกลับไป ภิกษุทั้งสองรูปไม่เห็นเรือนยอดหรือเสนาสนะใดๆ ที่ตนอาศัยเลย เพราะเสนาสนะเหล่านั้นเป็นของเนรมิต เป็นสิ่งที่ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาลขึ้น เมื่อท่านคลายฤทธิ์ สิ่งนั้น ๆ ก็หายไป
ขณะกลับพระศาสดาทรงใช้เวลาเดินทางประมาณเดือนหนึ่ง เสด็จผ่านทางกันดาร ทรงอาศัยบุญของ
พระสีวลีอีกเช่นกัน เวลา ๓ เดือนที่พระสุคตเจ้าเสด็จไปเสด็จกลับ และพักอยู่ ณ สำนักของพระเรวัตนั้น ทรงได้อาศัยบุญบารมีของพระสีวลีโดยตลอด เสด็จกลับสู่นครสาวัตถี ประทับ ณ บุพพารามของวิสาขามิคารมารดา
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 07:46:05 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : )
สลักธรรม 9เมื่อถึงเมืองสาวัตถีแล้ว วันรุ่งขึ้นภิกษุแก่สองรูปดังกล่าวมาตื่นแต่เช้า ล้างหน้าบ้วนปากแล้ว คิดว่า
จะไปฉันยาคูที่นิเวศน์ของวิสาขาจึงรีบไปแต่เช้า ดื่มข้าวต้มที่วิสาขาถวายแล้ว นั่งฉันของคาวเคี้ยวอยู่
วิสาขามาคุยด้วย เรียนถามท่านว่า ท่านผู้เจริญ ! ท่านตามเสด็จพระศาสดาไปสำนักของพระเรวัตด้วยมิใช่หรือ?
ไปอุบาสิกา
ที่อยู่ของพระเถระน่ารื่นรมย์หรือ ?
รื่นรมย์อะไรกันอุบาสิกา พระแก่ทั้งสองตอบ รกด้วยไม้สะแกมีหนามขาว เหมือนที่อยู่ของพวกเปรต
ระยะเวลาใกล้ๆ กันนั่นเอง มีภิกษุอีก ๒ รูปมาฉันยาคูที่นิเวศน์ของวิสาขา นางได้ถามถึงที่อยู่ของเรวัตน่ารื่นรมย์หรือไม่ พระสองรูปนั้นกล่าวว่า น่ารื่นรมย์เหลือเกิน ไม่อาจพรรณนาได้ สง่างามประหนึ่งเทวสภาชื่อสุธรรมา เป็นเหมือนอาคารเนมิต
วิสาขา เป็นมหาอุบาสิกาผู้บรรลุโสดาปัตติผลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ นางเป็นผู้ฉลาดมีปัญญาแหลมคม เมื่อ
ฟังภิกษุ ๒ พวกที่ไปด้วยกันแต่พูดไม่ตรงกันเช่นนั้น จึงคิดว่าภิกษุ ๒ พวกที่ไปด้วยกันแต่พูดไม่ตรงกันเช่นนั้น จึงคิดว่าภิกษุ ๒ รูปพวกแรกคงลืมอะไรไว้ กลับไปในเวลาที่พระเถระคลายฤทธิ์แล้ว ส่วนภิกษุ ๒ รูปหลังคงจะได้เห็นสถานที่ตลอดเวลาที่พระเถระยังไม่คลายฤทธิ์ นางตั้งใจว่าจะทูลถามพระศาสดาเมื่อเสด็จมา ต่อมาอีกเพียงครู่เดียว พระบรมศาสดามีภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จมาสู่นิเวศน์ของวิสาขา นางอังคาสพระพุทธองค์ด้วยความเคารพเลื่อมใส เมื่อพระองค์เสร็จภัตตกิจแล้วได้ถวายบังคมและทูลว่า
พระเจ้าข้า ภิกษุ ๒ พวกที่ตามเสด็จพระองค์ไปสู่สำนักของพระเรวัต พวกหนึ่งบอกว่าที่อยู่รกรุงรังด้วยหนามสะแก ไม่น่ารื่นรมย์เลย อีกพวกหนึ่งว่ารื่นรมย์เหลือเกิน ที่อยู่ของพระเรวัตเป็นอย่างไรหนอ ?
พระศาสดามิได้ตรัสตอบโดยตรง แต่ตรัสเป็นทำนองเทศนาอันกอปรด้วยประโยชน์ว่า
อุบาสิกา ! จะเป็นบ้านหรือป่า ที่ลุ่มหรือที่ดอนก็ตาม พระอรหันต์อยู่ที่ใด ที่นั่นก็น่ารื่นรมย์ทั้งนั้น
ในการอยู่กับคนมาก พระอรหันต์ทั้งหลาย แม้จะไม่ได้กายวิเวกคือความสงัดทางกาย แต่ท่านย่อมได้จิตตวิเวกเป็นแน่นอน และอุปธิวิเวก คือความสงัดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายนั้น ท่านได้เป็นประจำอยู่แล้ว ได้อย่างเด็ดขาด ไม่มีแปรปรวนกำเริบ มีความสงบเยือกเย็นอยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ที่ใด ที่นั่นก็รื่นรมย์ เพราะจิตของท่านรื่นรมย์อยู่ด้วยธรรมอันไม่ทำให้กิเลสฟูขึ้น
การฟูขึ้นของกิเลสแต่ละคราวเป็นความเร่าร้อน อารมณ์ต่างๆ แม้ดุจทิพย์ หรือเป็นทิพย์ก็ไม่อาจทำจิตของพระอรหันต์ให้หวั่นไหวได้ ความที่จิตไม่หวั่นไหวนั่นแหละ เป็นความประเสริฐสุดในเทวดาและมนุษย์ สมดังที่พระบรมศาสดาตรัสในมงคลสูตรว่า จิตของบุคคลใดอันโลกธรรมถูกต้องแล้วไม่หวั่นไหว จิตนั้นของบุคคลนั้นเป็นมงคลอันสูงสุด ดังนี้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 07:53:47 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : )
สลักธรรม 10วันต่อมา ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันว่า สามเณรเรวัตผู้เดียวแท้ๆ สามารถทำเรือนยอดสำหรับเป็นที่พักของพระศาสดาและภิกษุสงฆ์จำนวนมากน่าอัศจรรย์ สามเณรเป็นผู้มีลาภมีบุญ น่าชมจริงๆ
พระบรมศาสดาเสด็จมา ทราบความที่ภิกษุทั้งหลายสนทนากันแล้วว่า จึงตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! บุตรของเราไม่มีบุญ ไม่มีบาป เพราะเธอละบุญและบาปทั้งสองอย่างได้แล้วทรงย้ำอีกว่า
ผู้ใดล่วงพ้นเครื่องข้องทั้ง ๒ อย่างคือ บุญและบาปได้แล้ว เรา (ตถาคต) เรียกผู้นั้นซึ่งไม่โศก ปราศจากธุลีคือกิเลสแล้ว บริสุทธิ์แล้ว ว่าเป็นพราหมณ์
ทั้งบุญและบาปทำให้บุคคลวนเวียนอยู่ในวัฏฏะท่องเที่ยวอยู่ในภพ ๓ คือกาม ภพบ้าง รูปภพบ้าง อรูปภพบ้าง ไม่อาจขึ้นสู่โลกุตตรภูมิได้
ในระดับหนึ่ง บุคคลต้องอาศัยบุญบารมีเพื่อข้ามทางกันดาร คือสังสารวัฏปราศจากบุญบารมีเสียแล้วไม่อาจข้ามได้ แต่ทรงแสดงธรรมทั้งหลายในฐานะเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่จุดมุ่งหมาย ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า
เราแสดงธรรมไว้ในฐานะคล้ายเรือหรือแพสำหรับข้ามฝั่ง เพราะฉะนั้น อย่าว่าแต่อธรรม (บาป) เลย แม้แต่ธรรม (บุญ) เราก็สอนให้ละเสีย ?
ดังนั้น การกระทำของพระอรหันต์ทั้งปวงอยู่ในภาวะที่ เหนือบุญเหนือบาป บางทีทรงเรียกบาปว่า กรรมดำ ทรงเรียกบุญว่า กรรมขาว ส่วนกรรมคือการกระทำของพระอรหันต์นั้นเรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว มีผลไม่ดำไม่ขาว
ในชีวิตของคนสามัญทั่วไป การกระทำต่างๆ มักมีลักษณะ ๒ ประการ คือ ได้กับเสีย การได้หรือเสียก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของใจ ถ้าพอใจ ยินดีก็เรียกว่าได้ ถ้าไม่พอใจไม่ยินดี ก็เรียกว่าเสีย มีขึ้น มีลง แต่พระอรหันต์ไม่ได้ไม่เสีย ไม่ดีใจและไม่เสียใจ อยู่เหนือการได้การเสีย อย่างนี้แหละ พระพุทธองค์จึงตรัสเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นผู้ละบุญและบาปได้แล้ว
บุคคลที่ใช้เรือหรือแพสำหรับข้ามฝั่ง เมื่อถึงฝั่งแล้วย่อมทิ้งเรือหรือแพไว้ที่ฝั่งนั่นเอง ไม่แบกขึ้นไปด้วยฉันใด สาวกของพระอริยะก็ฉันนั้น อาศัยธรรมเป็นเครื่องข้ามฝั่ง คือสังสารวัฏ เมื่อข้ามฝั่งได้แล้วก็ไม่ยึดมั่นในธรรมทั้งปวง เป็นผู้มีสติวางเฉยได้ตลอดไป
พระเรวัต ผู้มีปกติอยู่ ณ ดงไม้สะแกนี้ ได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่าเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า คือ เป็นเอตทัคคะในทางอยู่ป่า เพราะธรรมดาภิกษุทั้งหลายอื่นผู้อยู่ป่า ย่อมพิจารณาถึงความสะดวกอื่นๆ เช่น เป็นป่าที่สะอาดเรียบร้อย สะดวกด้วยน้ำ สะดวกด้วยโคจรคาม เป็นที่ภิกขาจาร แต่พระเรวัตไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านั้นเลย ชอบอยู่ป่ารกขรุขระ ไม่สนใจต่อความสะดวกสบายในป่า ดังนั้น ท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางนี้
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [5 ม.ค. 2552 , 08:00:45 น.] ( IP = 58.9.135.190 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |