มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก(๑๖)




ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๑๖. สงเคราะห์ญาติด้วยน้ำใจอันงาม

พระธรรมเสนาบดี เป็นผู้สนใจในการทำบุญกุศล การทำกิจอันเป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์ของญาติผู้ใหญ่ผู้น้อย ตลอดถึงผู้ที่เคยมิตรสหายในสมัยที่ท่านเป็นคฤหัสถ์ จะเห็นได้จากเรื่องต่อไปนี้

วันหนึ่งท่านพระสารีบุตรไปเยี่ยมพราหมณ์ผู้เป็นลุง ตอนหนึ่งของการสนทนา ท่านถามลุงว่า “ท่านได้ทำบุญกุศลอะไรบ้างหรือ ?”

“ทำครับ” พราหมณ์ผู้เป็นลุงตอบ

“ทำกุศลอะไร ?”

“กระผมให้ทานด้วยการบริจาคทรัพย์พันหนึ่งทุกเดือน”

“ให้แก่ใคร”

“ให้แก่พวกนิครนถ์ครับ”

“ท่านลุงปรารถนาอะไร จึงทำอย่างนั้น”

“กระผมปรารถนาพรหมโลก”

“ท่านคิดว่า นี่เป็นทางแห่งพรหมโลกหรือ?”

“กระผมเชื่ออย่างนั้นครับ”

“ใครบอกท่าน ?”

“พวกอาจารย์ของกระผมบอก”

“ท่านลุง ! ท่านไม่รู้จักทางแห่งพรหมโลก แม้อาจารย์และปาจารย์ของท่านก็ไม่รู้จักพรหมโลก และทางแห่งการเข้าถึงพรหมโลก”

“ก็ใครเล่า ท่านผู้เจริญที่รู้จักพรหมโลกและทางไปสู่พรหมโลก ?”

“พระศาสดาของอาตมารู้ ท่านลุง” พระเถระตอบ “ถ้าท่านประสงค์จะรู้ก็จงมาเถิด ไปเฝ้าพระศาสดากัน ทูลอาราธนาให้พระองค์ทรงแสดงทางไปสู่พรหมโลกที่ถูกต้อง”

พระมหาเถระ อัครสาวกเบื้องขวา พาพราหมณ์ผู้เป็นลุงไปเฝ้าพระตถาคตเจ้า ณ เวฬุวันวิหาร พระมหาเถระทูลเล่าเรื่องที่สนทนากับพราหมณ์ให้ทรงทราบโดยตลอด พระพุทธองค์จึงตรัสว่า

“พราหมณ์ ! การให้ทานเป็นของดี แต่ถ้าต้องการผลมากต้องเลือกให้...ให้ในเขตที่บุญจะมีผลเจริญงอกงาม เหมือนชาวนาผู้ฉลาด ย่อมเลือกที่นาอันมีเนื้อดินดี ปราศจากหญ้าหรือพืชอย่างอื่นอันเป็นอันตรายต่อต้นข้าว

“ดูก่อนพราหมณ์ ! หญ้าเป็นโทษเป็นอันตรายของนาฉันใด สัตว์ทั้งหลายมีราคะ โทสะ และโมหะเป็นโทษเป็นอันตรายฉันนั้น ดังนั้นการหว่านพืชคือบุญลงในบุคคลผู้มีราคะโทสะและโมหะจึงมีผลน้อย ส่วนทานที่บุคคลให้แล้วในท่านผู้ปราศจากราคะ โทสะ และโมหะย่อมมีผลมาก ดังนั้นการเลือกให้จึงเป็นกิจที่พระสุคตสรรเสริญ

“ดูก่อนพราหมณ์ ! การดูแลสาวกของเราด้วยจิตเลื่อมใสเพียงครู่เดียว หรือการถวายอาหารเพียงทัพพีเดียว แก่สาวกของเราผู้มีตนอันอบรมดีแล้ว มีผลมากกว่าทานที่ท่านทำอยู่นั้น แม้ทำตั้ง ๑๐๐ ปี

“พราหมณ์เอย ! การบูชาหรือการให้ทานด้วยทรัพย์พันหนึ่งทุกๆ เดือนแก่คนผู้มีตนอันไม่ได้อบรมแล้ว เป็นโลกียมหาชนหนาแน่นด้วยกิเลส แม้จะทำอยู่สัก ๑๐๐ ปี ก็หามีผลประเสริฐไม่ การได้เห็น การบูชา การให้ทานแก่ท่านผู้มีตนอันได้อบรมดีแล้ว ปราศจากกิเลสแม้เพียงครู่เดียว ย่อมอำนวยผลประเสริฐกว่าเป็นอันมาก”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ม.ค. 2552 , 08:12:13 น.] ( IP = 58.9.139.187 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เมื่อพระบรมศาสดาแสดงธรรมจบลง พราหมณ์ผู้เป็นลุงของพระสารีบุตรได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นอริยบุคคลเบื้องต้น ได้หยั่งลงสู่กระแสพระนิพพาน มีอันไม่ต้องตกต่ำอีกเป็นธรรมดา และสามารถทราบได้เองว่า ตนยังต้องการพรหมโลกอยู่หรือไม่ ถ้าต้องการ จะไปได้ด้วยวิธีใด

ผู้มีตนอันอบรมแล้ว! จริงทีเดียว บุคคลในโลกนี้ส่วนมากไม่ได้อบรมตนทั้งไม่ชอบรับการอบรมจากผู้อื่น จึงเป็นอยู่อย่างไร้ระเบียบวินัย ประพฤติตามอำนาจกิเลสที่ครอบงำชักจูง ประพฤติอกุศลมูล คือโลภ โกรธ หลง อันมีปกติให้ผลเป็นทุกข์ เมื่อถูกความทุกข์บีบคั้นก็คร่ำครวญว่า ทุกข์หนอๆ ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้นก็หารู้ไม่ว่า ความทุกข์เกิดจากสิ่งใด จึงทำอกุศลมูลเพิ่มขึ้นอีก ความทุกข์ก็เข้มข้นขึ้นอีกเหมือนกัน เขาก็ได้แต่คร่ำครวญรำพันว่า ทุกข์หนอๆ การทำบุญให้ทานแก่ผู้ทุศีลไร้ธรรม ไม่ได้อบรมตนอย่างนี้ มีผลน้อย ส่วนบุคคลผู้อบรมตนดีแล้ว ฝึกฝนตนดีแล้ว ด้วยศีลสมาธิปัญญา เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่มนุษย์ และแม้ในหมู่เทวดา ในโลกนี้ธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุด ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้มีธรรมจึงเป็นผู้ประเสริฐ เพราะมีสิ่งที่ประเสริฐอยู่ในตน ความข้อนี้พระบรมศาสดาได้ตรัสไว้แล้ว

เพราะฉะนั้นการให้ทาน การบูชา และแม้เพียงการมองดูด้วยจิตเลื่อมใสในท่านผู้มีตนอันอบรมแล้ว ฝึกตนด้วยดีแล้ว จึงเป็นสิ่งที่อำนวยผลมาก มีผลประเสริฐแท้จริง

สมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคประทับ ณ ดาวดึงส์เทวโลก มีพระรัศมีอันเกิดจากพระบารมีรุ่งโรจน์เหนือเทพทุกหมู่เหล่า อินทกเทพบุตรมาเฝ้านั่ง ณ พระปรัศเบื้องขวา อังกุรเทพบุตรนั่ง ณ พระปรัศเบื้องซ้าย เมื่อเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่พากันมาเฝ้า อังกุรเทพบุตรต้องถอยร่นออกไปๆ จนไกลลิบ ส่วนอินทกเทพบุตรคงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่เดิมนั่นเอง

พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเทพบุตรทั้งสองแล้ว มีพระประสงค์จะยังบริษัทให้ทราบความที่ทานอันบุคคลทำแล้วในบุคคลอย่างไรมีผลมาก ในบุคคลอย่างไรมีผลน้อย จึงตรัสถามอังกุรเทพบุตรว่า ...

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ม.ค. 2552 , 08:16:50 น.] ( IP = 58.9.139.187 : : )


  สลักธรรม 2

“อังกุระ ! ท่านเคยทำบุญทำทานมามากเป็นหมื่นปี บัดนี้ท่านมาสู่สมาคมของเรา ทำไมหนอจึงได้โอกาสนั่งไกลนัก ไกลกว่าเทพบุตรทั้งปวง ?”

อังกุรเทพบุตรกราบทูลว่า... “ทานที่ข้าพระองค์ทำแล้วมาก และสิ้นระยะกาลนานก็จริง แต่ทำในที่ว่างเปล่าจากทักขิไณยบุคคล ทำในบุคคลผู้ไร้คุณธรรม จะมีผลประเสริฐได้อย่างไร ส่วนอินทกเทพบุตรผู้มีคุณอันน่าบูชา ได้ทำทานแม้เพียงนิดหน่อยในท่านผู้มีคุณอันน่าบูชา ยังรุ่งเรืองยิ่งกว่าข้าพระองค์ ดุจพระจันทร์ในหมู่ดาว”

เมื่ออังกุรเทพบุตรกราบทูลดังนั้นแล้ว พระศาสดาตรัสถามอินทกเทพบุตรว่า เหตุไรจึงนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ต้องถอยร่นไปเหมือนอังกุรเทพบุตรเล่า ?

อินทกเทพบุตรกราบทูลว่า...“พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ทักขิไณยบุคคลในการให้ทาน ดุจชาวนาหว่านพืชลงในเนื้อนาดี พระองค์ผู้เจริญ ! พืชแม้มาก อันบุคคลหว่านลงในนาดอนผลย่อมไม่ไพบูลย์ ไม่ยังชาวนาให้ปลาบปลื้มยินดีฉันใด ทานแม้มากที่บุคคลให้แล้วในหมู่ชนผู้ทุศีล ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดีฉันนั้น พืชแม้น้อยอันบุคคลหว่านลงในนาดี เมื่อพิรุณหลั่งสายน้ำลงถูกต้องตามกาล ผลย่อมมากยังชาวนาให้ยินดีฉันใด ทานหรือสักการะแม้เพียงเล็กน้อยที่ทายกทำแล้วในท่านผู้มีศีล มีคุณธรรมผลย่อมมาก ทั้งยังทายกให้ยินดีฉันนั้น”

อินทกเทพบุตรกราบทูลต่อไปว่า...“พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ถวายภิกษาหารเพียงทัพพีเดียว ที่เขานำมาเพื่อข้าพระองค์แก่พระอนุรุทธเถระสาวกของพระองค์ ยังมีผลมากถึงเพียงนี้”

พระศากยมุนีจึงตรัสเตือนอังกุรเทพบุตรว่า “อังกุระ การเลือกบุญญเขตเสียก่อนแล้วให้ทาน จึงจะสมควร ดุจพืชที่หว่านลงในนาดี แต่เธอหาทำอย่างนั้นไม่ ทานของเธอจึงไม่มีผลมาก...”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ม.ค. 2552 , 08:21:44 น.] ( IP = 58.9.139.187 : : )


  สลักธรรม 3

หลานของพระสารีบุตรคนหนึ่ง และเพื่อนของท่านอีกคนหนึ่ง ต้องการไปพรหมโลกอย่างลุงของท่านแต่วิธีทำไม่เหมือนกัน หลานของท่านฆ่าสัตว์ตัวหนึ่งทุก ๆ เดือนบูชาไฟ ส่วนสหายของท่านทำการบูชายัญอย่างที่พราหมณ์เขาบูชากัน

พระธรรมเสนาบดีได้นำทั้งสองไปเฝ้าพระทศพล พราหมณ์ที่ฆ่าสัตว์บูชายัญเดือนละตัวนั้น พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้เลิกทำเช่นนั้นเสีย โดยทรงให้เหตุผลว่า ถ้าต้องการไปพรหมโลก ก็ต้องประพฤติอย่างพรหม จึงจะไปอยู่ร่วมกับพวกพรหมเขาได้ พรหมมีพรหมธรรมคือเว้นจากการเบียดเบียน แต่มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อสรรพสัตว์ กล่าวคือมีความปรารถนาดีต่อสัตว์ ปรารถนาความสุขความเจริญ นำความทุกข์ออก และนำความสุขเข้าไปให้ หวั่นใจต่อความเดือดร้อนของสัตว์อื่น มีความบันเทิงใจ ปราโมช เมื่อผู้อื่นได้รับความสุข และวางใจเป็นกลางเว้นอคติ มีกัมมัสกตาญาณ-ความหยั่งรู้ว่าสัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของตน ต้องเสวยผลแห่งกรรมที่ตนทำไว้ จึงวางเฉยเป็นอุเบกขาในเหตุสุดวิสัยที่จะช่วยได้

ผู้ปรารถนาความเป็นพรหม หรือต้องการไปพรหมโลกในภายหน้า ต้องทำตนให้เป็นพรหมในชาตินี้เสียก่อน ถ้ามีพรหมธรรมบริบูรณ์แล้ว ผู้นั้นชื่อว่ามีพรหมในตน มีตนเป็นพรหม แม้ในปัจจุบันนี้ และโลกที่เขา อาศัยอยู่ก็กลับกลายเป็นพรหมโลกขึ้นมาทันที ทำนองเดียวกัน ผู้มีจิตเร่าร้อนอยู่ด้วยกิเลส โลกนี้ก็เป็นนรกขึ้นมาทันที นี่กล่าวให้เห็นในปัจจุบันก่อน

สำหรับพราหมณ์ผู้เป็นสหายของพระสารีบุตร ซึ่งทำการบูชายัญตามลัทธิประเพณีที่พราหมณ์เขาทำกันอยู่ พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่สักแต่ทำตามๆ กันมา อันใดเป็นไปเพื่อการเบียดเบียนตนและสัตว์อื่น ก็ควรงดเว้นเสีย อันใดเป็นไปเพื่อความสุขโสมนัสแก่ตนและผู้อื่น ก็ควรรักษาไว้ และทำให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ม.ค. 2552 , 08:25:51 น.] ( IP = 58.9.139.187 : : )


  สลักธรรม 4

ทรงยกตัวอย่างการฆ่าสัตว์บูชายัญ ซึ่งพวกพราหมณ์ถือว่าเป็นบุญยอดเยี่ยมนั้น ที่แท้แล้วเป็นบาปอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเบียดเบียนสัตว์ให้เดือดร้อนถึงสูญเสียชีวิต ซึ่งเป็นที่รักที่หวงแหนที่สุดของสรรพสัตว์

ความเป็นจริงแล้วผู้ปรารถนาสุขเพื่อตน ไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น เพราะชีวิตของสัตว์อื่นก็เป็นที่รักของเขาเช่นเดียวกับชีวิตของเราเป็นที่รักที่หวงแหนของเรา การเบียดเบียนสัตว์อื่นจึงมิใช่วิธีที่ชอบธรรม และไม่ใช่วิธีจะก่อให้บังเกิดผลเป็นความสุขแก่ผู้กระทำเลยเป็นอันขาด ความไม่เบียดเบียนต่างหากเล่าเป็นยัญที่ควรบูชา มีเรื่องวุ่นวายน้อย ไม่ต้องลงทุนอะไร เพราะเพียงแต่งดเว้นไม่เบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่นเท่านั้น แต่มีอานิสงส์ไพศาลเป็นทานชนิดหนึ่งเหมือนกัน คืออภัยทาน

การให้ความไม่มีภัยแก่ชีวิต คือให้ความปลอดภัยต่อชีวิตของสัตว์อื่นนั่นเอง เมื่อเว้นได้อย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายก็อยู่กันได้อย่างสันติสุขไม่ต้องหวาดระแวงภัย ไม่ต้องพรั่นพรึง

ข้อที่พวกพราหมณ์ทั้งหลายเชื่อว่าการฆ่าสัตว์ หรือฆ่าคนบูชายัญแล้ว เทพเจ้าจะโปรดปราน ผู้บูชาจะพ้นบาปทั้งหมดที่เคยทำมาตั้งร้อยชั่วคนนั้น เป็นความเข้าใจผิดที่มีโทษมหันต์ เป็นมิจฉาทิฐิซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตของผู้อื่น ถ้าการฆ่าสัตว์หรือฆ่าคนบูชายัญ มีอานิสงส์มากจริงแล้ว ไฉนพวกพราหมณ์ จึงมีข้อบัญญัติห้ามอย่างเห็นแก่ตัวว่า ห้ามเอาคนในวรรณะพราหมณ์ไปบูชายัญเล่า ?

“ดูก่อนพราหมณ์ !” พระศาสดาตรัส “ณ เมืองราชคฤห์นี่เอง ที่หมู่บ้านใหญ่ชื่อขานุมัตตะ ซึ่งพราหมณ์กูฏทันตะเป็นผู้ครอง เขาได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนาแห่งแคว้นมคธให้เป็นใหญ่ในหมู่บ้านนั้น คราวหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนาแห่งแคว้นมคธให้เป็นใหญ่ในหมู่บ้านนั้น คราวหนึ่งกูฏทันตพราหมณ์เตรียมการบูชายัญ โดยใช้โค ๗๐๐ ลูกโคตัวผู้ ๗๐๐ ลูกโคตัวเมีย ๗๐๐ แพะ ๗๐๐ แกะ ๗๐๐ รวมเป็น ๓,๕๐๐ ตัว นำเข้าผูกไว้กับหลักเพื่อฆ่าบูชายัญ ลองคิดดูเถิด ว่าสัตว์จำนวนเท่านี้จะต้องถูกฆ่าพร้อมกันในที่เดียวกันควรเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวชสลดใจเพียงใด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ม.ค. 2552 , 08:30:26 น.] ( IP = 58.9.139.187 : : )


  สลักธรรม 5

“เวลานั้น ตถาคตเดินทางไปยังหมู่บ้านขานุมัตตะ พราหมณ์กูฏทันตะมาเฝ้าถามถึงยัญที่มีผลมาก ตถาคตได้แนะนำให้เลิกการเบียดเบียนสัตว์ แต่ให้มีเมตตากรุณาต่อสัตว์แทน เขาเชื่อฟังเลื่อมใสแสดงตนถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ได้ปล่อยสัตว์เหล่านั้นให้เป็นอิสระ

“เพราะฉะนั้น ตถาคตจึงกล่าวว่า ตถาคตมิได้ติเตียนยัญทุกชนิด และมิได้สรรเสริญยัญทุกชนิด ยัญใดเป็นไปเพื่อการเบียดเบียน ตถาคตไม่สรรเสริญยัญนั้น แต่ยัญใดไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียน แต่เป็นไปเพื่อการอนุเคราะห์เกื้อกูลแก่กันและกัน ตถาคตสรรเสริญยัญนั้น”

พระบรมศาสดาตรัสต่อไปว่า.. “บุคคลใดพึงบำเรอไฟในป่าตั้ง ๑๐๐ ปี การบูชานั้นของบุคคลนั้นหาประเสริฐไม่ เสียเวลาเปล่า ส่วนบุคคลผู้บูชาท่านผู้มีตนอันอบรมดีแล้ว เพียงผู้เดียว และเพียงครู่เดียว การบูชานั้นของผู้นั้นประเสริฐกว่า

“ผู้มุ่งบุญ ทำการบูชายัญ และบวงสรวงอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดปี การทำอย่างนั้นไม่ประเสริฐ ไม่มีประโยชน์ ได้ผลไม่ถึงหนึ่งในสี่ของการอภิวาทนอบน้อมในท่านผู้ซื่อตรงไปยังพระนิพพาน”

ในการจบเทศนาของพระพุทธองค์ ผลปรากฏว่า พรหมณ์ผู้เป็นหลานพระสารีบุตร พร้อมทั้งพราหมณ์
ผู้เป็นสหายของท่าน ได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา หันหลังให้กับการบูชายัญและการบวงสรวงแบบพราหมณ์อย่างเด็ดขาด นี่ก็ด้วยการอนุเคราะห์ของพระธรรมเสนาบดี

ดูก่อนท่านผู้แสวงหาคุณอันประเสริฐ ! พระบรมศาสดาของเราทั้งหลายนั้น ทรงเป็นผู้อนุเคราะห์โลกหรือสัตว์โลกทั้งมวล พระเมตตาของพระองค์มิได้เจาะจงเฉพาะมนุษย์เท่านั้น แต่แผ่ปกคลุมไปถึงสรรพสัตว์ทั้งปวง เมื่อพระองค์ยังทรงประชนม์อยู่ ก็ได้ทรงช่วยเหลือชีวิตมนุษย์ชีวิตสัตว์ไว้เป็นอันมากเหลือจะคณนาได้ แม้เมื่อพระองค์นิพพานแล้ว ผู้ที่เลื่อมใสในคำสอนของพระองค์ก็ได้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เบียดเบียนสัตว์ตั้งแต่บัดนั้น มาจนกระทั่งบัดนี้ เป็นจำนวนประมาณมิได้ สมพระนามที่ว่า สุคโตเสด็จไปดี-เสด็จไปที่ใดก็อำนวยสุขสวัสดิ์ให้แก่มวลชนที่นั่น แม้พระธรรมของพระองค์ก็เป็นสุคโตเหมือนกัน กล่าวคือพระธรรมอยู่กับคนใด ไปกับคนใด สถิตอยู่ที่ชุมนุมชนใด ก็ยังบุคคลคนั้น และชุมนุมชนนั้นให้ประสบความสุขความร่มเย็น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ม.ค. 2552 , 08:36:26 น.] ( IP = 58.9.139.187 : : )


  สลักธรรม 6

อีกเรื่องหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงช่วยชีวิตมนุษย์และสัตว์ไว้เป็นอันมาก น่าปลาบปลื้มและน่าอัศจรรย์

คือคืนหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิ ราชาแห่งแคว้นโกศลทรงสดับเสียงประหลาดน่าสะพรึงกลัวในมัชฌิมยามแห่งราตรีทรงสดับเสียงแต่ไม่ทรงเห็นสิ่งใด ทำให้ทรงพรั่นพรึงเป็นอันมาก

เช้าวันรุ่งขึ้น ทรงปรึกษากับราชปุโรหิต ปุโรหิตผู้โง่เขลา ไม่มีญาณพอที่จะตัดสินปัญหานี้ได้ แต่ทำเป็นอวดรู้ ได้ทูลพระราชาว่า เสียงนั้นบอกเหตุแห่งอันตรายต่อชีวิตของพระราชา ให้ทำการบูชายัญจึงจะปลอดภัยได้ ในการบูชายัญครั้งนี้จะต้องใช้ชีวิตสัตว์นานาชนิด รวมทั้งชนิดเด็กหญิงและเด็กชายด้วย

พระราชาผู้โง่เขลา ทรงเชื่อคำแนะนำของบุรุษผู้โง่เขลา จึงรับสั่งให้นำเอาโคผู้ ลูกโคตัวผู้ ลูกโคตัวเมีย แพะ แกะ ช้าง ม้า ตลอดถึงมนุษย์ รวมทั้งเด็กหญิง เด็กชาย อย่างละจำนวนร้อย นำเข้าไปผูกกับเสาเพื่อบูชายัญไถ่ชีวิตของพระราชา เพื่อสนองความงมงายของผู้งมงาย

เมื่อมนุษย์และสัตว์มารวมกันอยู่มากในบริเวณกว้าง ต่างก็รู้ตัวว่าจะต้องตายจึงเศร้าโศกคร่ำครวญเสียงระงมไปทั้งลานกว้าง ไม่เพียงแต่เท่านั้น ญาติพี่น้อง และมารดาบิดาของเด็กที่ถูกจับตัวมาเพื่อบูชายัญ ต่างก็คร่ำครวญโสกาดูรพระราชานั้นทรงดำริอยู่เพียงว่า จะเอาชีวิตของพระองค์รอด ไม่ทรงคำนึงถึงชีวิตของผู้อื่นสัตว์อื่น

เสียงคร่ำครวญดังมาก จนพระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบ พระนางเป็นผู้ฉลาด ทรงทราบเรื่องโดยตลอดจากพระโอษฐ์ของพระราชาแล้ว ทูลว่า “พระองค์ทรงเป็นราชา ควรบำบัดทุกข์บำรุงสุขของมหาชน ไม่ใช่โยนทุกข์ร้อนไปให้เขา หรือแสวงหาความสุขส่วนพระองค์บนทุกข์ของประชาชนผู้เป็นราษฏรของพระองค์เอง”
ดังนี้แล้วพาพระราชาไปเฝ้าพระบรมศาสดา ณ เชตวันวิหาร

พระผู้มีพระภาค ผู้มีพระญาณสว่างไสวยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ ตรัสบอกพระราชาว่า

“มหาบพิตร ! เสียงนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับชีวิตของพระองค์หรือราชบัลลังก์หรือพระประยูรญาติแต่ประการใด เป็นเสียงของสัตว์นรกที่เสวยกรรมชั่วของตน เปล่งออกมาเพราะทุกข์ทรมาน และสำนึกตน ขอพระองค์จงปล่อยมนุษย์และสัตว์ที่จับมาเพื่อบูชายัญเสียเถิด การบูชายัญอย่างนั้นยิ่งทำยิ่งบาปหนัก”

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้อาศัยพระนางมัลลิกา และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับแสงสว่างแล้ว รับสั่งให้ปล่อยมนุษย์และสัตว์นั้นให้เป็นอิสระ ต่างชื่นชมยินดีเป็นล้นพ้น การให้อภัยทานจึงเป็นการให้ที่ประเสริฐอย่างหนึ่ง

ดูก่อนภราดา ! ผู้มีศรัทธา มีปัญญา มีความกรุณา ย่อมเป็นหลัก เป็นที่พึ่งของคนและสัตว์เป็นอันมาก.

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 ม.ค. 2552 , 08:41:41 น.] ( IP = 58.9.139.187 : : )


  สลักธรรม 7


มาติดตามทำความเข้าใจต่อค่ะ

จะเห็นได้ว่าหากเป็นปุถุชนทั่วไปผู้หนาแน่นด้วยกิเลส เมื่อมีผู้ถามปัญหาใด ก็มักจะแสดงตนเป็นผู้รู้ทันที ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

และยังได้เห็นถึงว่า ในการให้ทานนั้น สมควรที่จะเลือกบุญญเขตเสียก่อนแล้วจึงให้ทาน ซึ่งเสมือนการหว่านข้าวลงในเนื้อนาที่ดี ผลที่ได้ก็ย่อมต้องดีด้วย

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำเบื้องหลังของพระสารีบุตร ผู้ที่มีปัญญามากและยังเปี่ยมด้วยน้ำใจอันงามมาให้ได้ศึกษาเป็นต้นแบบเพื่อประพฤติและปฏิบัติตามท่าน....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [6 ม.ค. 2552 , 10:55:44 น.] ( IP = 124.121.173.141 : : )


  สลักธรรม 8

คำสอนของพระพุทธองค์อ่านกี่ครั้งก็ได้ประโยชน์เสมอ แม้จะไม่เกิดปัญญาในทันทีแต่ก็ได้ความสงบร่มเย็นมาเป็นอันดับแรกเลย

เรื่องของเนื้อนาบุญนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจเป็นพิเศษมาตั้งแต่ครั้งแรกๆที่ได้อ่าน ..อ่านแล้วก็มาพิจารณาตนเองว่า ชีวิตของเราก็เป็นส่วนหนึ่งในเนื้อนาบุญของผู้อื่น

ถ้าหากเราทำตัวไม่ดีหรือมีศีลธรรมบกพร่อง ผู้ที่มาทำทานคือให้ข้าวของต่างๆ แก่เรา ..เขาก็จะได้ผลบุญน้อยได้รับอานิสงส์ไม่มาก ซึ่งเป็นการไม่สงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับประโยชน์อย่างที่สุด ฉะนั้น เราจึงต้องทำตัวให้ดีๆ แม้เขาจะไม่รู้ว่าเราดีหรือไม่ แต่หากเขามาทำทานกับเราหรือให้ความช่วยเหลือเรา ..เขาก็จะได้รับผลและอานิสงส์อย่างเต็มที่เท่าที่เราจะส่งเสริมเขาได้

โดยเฉพาะในระยะหลังๆ มานี้ก็ได้ปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อด้วยการอาราธนาศีลเสมอ ทั้งเพื่อประโยชน์ตนเองและส่งเสริมประโยชน์ผู้อื่นด้วย ...มาอ่านในวันนี้แล้วก็เกิดความสุขใจไม่น้อยเลยค่ะ

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะพี่เณร

โดย น้องกิ๊ฟ [6 ม.ค. 2552 , 10:57:45 น.] ( IP = 125.27.173.42 : : )


  สลักธรรม 9

มาติดตามอ่านวันนี้ ได้ทราบถึงน้ำใจอันงามของท่านพระสารีบุตรที่ได้สงเคราะห์ญาติให้มีเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง มีสัมมาทิฏฐิ ได้บรรลุธรรมอันประเสริฐ

และในการให้ทานหรือการบูชานั้น จะต้องเลือกผู้มีศีลมีธรรม อานิสงส์ย่อมไพบูลย์

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่เณรค่ะ ที่ได้นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [7 ม.ค. 2552 , 00:16:16 น.] ( IP = 58.8.47.243 : : )


  สลักธรรม 10

เข้ามาติดตามอ่านทำให้ได้ความรู้ในเรื่องของบุญญเขตการเลือกเนื้อนาบุญที่ดีย่อมได้รัผลอันไพบูลย์ และได้เห็นความมีนำใจอันงดงามของพระธรรมเสนาบดีที่มีต่อญาติมิตรของท่าน
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ และกราบอนุโมทนาค่ะ

โดย abctoy - [11 ม.ค. 2552 , 23:24:13 น.] ( IP = 118.172.247.82 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org