| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก(๑๘)
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๑๘. กับพระสุธรรมเถระ
จิตตคหบดีชาวนครมัจฉิกาสรณฑ์ เห็นพระมหาเถระหนึ่งในจำนวน พระปัญจวัคคีย์ เที่ยวบิณฑบาตอยู่ เลื่อมใสในอิริยาบถสมณสารูปของท่าน จึงรับบาตรอาราธนาเข้าไปสู่เรือนของตน อังคาสด้วยอาหารอันประณีต เมื่อเสร็จภัตตกิจแล้ว ได้ฟังธรรมกถาแล้วบรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธาไม่หวั่นไหว ไม่ต้องมีผู้อื่นเป็นปัจจัยเรื่องความเชื่อในคำสอนของพระศาสดา มีความประสงค์จะถวายอุทยานอัมพาฏกวันของตนให้เป็นสังฆารามที่พักอาศัยบำเพ็ญสมณธรรมของสาวกแห่งพระศาสดา จึงหลั่งน้ำลงในมือของพระเถระถวายสวนนั้นอุทิศสงฆ์ซึ่งจรมาจากจตุรทิศ ขณะนั้นเองปฐพีแสดงอาการหวั่นไหว เป็นเครื่องบอกเหตุว่าพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นแล้ว
จิตตคหบดี ผู้พรั่งพร้อมด้วยศรัทธาและโภคะ ได้สร้างวิหารใหญ่ในอุทยาน เพื่อสงฆ์ซึ่งจรมาจากทิศทั้งปวง เป็นผู้มีประตูเรือนเปิดแล้วสำหรับสาวกของพระศาสดาครั้งนั้น พระสุธรรมเถระเป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดที่จิตตคหบดีสร้างถวายนั้น
ฝ่ายพระอัครสาวกทั้งสองคือพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ได้สดับเสียงสรรเสริญคุณของจิตตคหบดี มีความประสงค์จะสงเคราะห์ให้ประสบบุญเป็นอันมาก จึงเดินทางไปสู่นครมัจฉิกาสณฑ์
คหบดีทราบการมาของพระอัครสาวกทั้งสอง ปราโมชเป็นที่ยิ่ง เดินทางไปต้อนรับในระยะกึ่งโยชน์พาท่านผู้ประเสริฐทั้งสองไปสู่อารามของตน กระทำอาคันตุกวัตรเป็นอย่างดี แล้วอ้อนวอนพระธรรมเสนาบดีว่า
ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าใคร่ฟังธรรม หากไม่เป็นการลำบากแก่ท่านแล้ว ขอได้โปรดแสดงธรรมสักหน่อยหนึ่งเถิดโดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2552 , 08:11:56 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )
สลักธรรม 1ดูก่อนอุบาสก พระธรรมเสนาบดีกล่าว อาตมภาพทั้งสองเดินทางไกลมาเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน แม้ปรารถนาจะแสดงธรรมแก่ท่านให้มากสมศรัทธาของท่าน ก็คงทำไม่ได้ในเวลานี้ ขอท่านฟังสักหน่อยหนึ่งก่อนเถิด เมื่ออาตมภาพทั้งสองหายเหนื่อยแล้ว จักแสดงธรรมแก่ท่านโดยพิสดาร
พระคุณเจ้า ธรรมกถาของท่านผู้เปรียบปานพระศาสดานั้น จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ มธุรสวาจานั้นย่อมเหมือนน้ำอมฤต
เมื่อพระธรรมเสนาบดี-แม่ทัพธรรมแสดงหลักคำสอนแห่งพระพุทธศาสนาจบลงนั่นเอง คหบดีได้บรรลุอริยผลชั้นอนาคามี เป็นผู้ไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก ท่านปลาบปลื้มเป็นนักหนาที่ได้ลิ้มรสอมตธรรม ที่สุขุมลุ่มลึกถึงปานนี้
ท่านผู้เจริญ ! พรุ่งนี้ขอท่านและพระผู้เป็นบริวารได้โปรดรับภิกษาที่เรือนของข้าพเจ้าด้วยเถิด คหบดีอาราธนา
พระมหาสาวกรับนิมนต์ด้วยดุษณีแล้ว คหบดีจึงนิมนต์พระสุธรรมเถระภายหลังว่า ท่านขอรับ แม้ท่านก็ขอนิมนต์ไปกับพระอัครสาวกด้วย
มานะแห่งเจ้าอาวาสเกิดขึ้นแก่พระสุธรรมว่า เราเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นี่ แต่คหบดีกลับนิมนต์เราทีหลังพระอาคันตุกะ คหบดีมิได้ให้ความสำคัญแก่เราเลย ภายใต้บัญชาการของทิฐิมานะ-กิเลสร้ายนั่นเอง พระสุธรรมจึงกล่าวว่า
อย่าเลย คหบดี ขอท่านได้เลี้ยงพระอัครสาวกและพระอาคันตุกะอื่นๆ ให้อิ่มหนำสำราญเถิด อย่าได้พะวงถึงอาตมาเลย อาตมาไม่สำคัญดอก
พระคุณเจ้า อย่าทำอย่างนั้นเลย คหบดีอ้อนวอน อย่าทำให้ข้าพเจ้าเสียความตั้งใจเลย ท่านเป็นผู้มีความสำคัญสำหรับอาวาสนี้เป็นอันมาก
แม้คหบดีจะอ้อนวอนสักเท่าใด พระสุธรรมก็หายินยอมรับนิมนต์ไม่ ในที่สุดจิตตคหบดีจึงกล่าวว่า ท่านขอรับ ท่านจักปรากฏด้วยกรรมของตนเอง ดังนี้แล้วหลีกไปโดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2552 , 08:17:47 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )
สลักธรรม 2วันรุ่งขึ้น คหบดีก็จัดแจงเตรียมไทยธรรมเพื่ออัครสาวกและภิกษุสงฆ์อื่นๆ อันตนนิมนต์ไว้แล้ว ฝ่ายพระสุธรรม ในเวลาใกล้รุ่งคิดว่า คหบดีจัดแจงสักการะอย่างไรหนอเพื่ออัครสาวก เราควรไปดู
พร้อมด้วยจิตอันรุ่มร้อนด้วยแรงริษยานั่นเอง พระสุธรรมไปสู่เรือนของจิตตคหบดีแต่เช้าตรู่ คหบดีต้อนรับด้วยกิริยาอ่อนน้อม และเชื้อเชิญด้วยวาจาว่า ขอนิมนต์นั่งก่อนเถิดขอรับ
แต่พระสุธรรมก็หาเอื้อเฟื้อต่อคำวิงวอนไม่ กล่าวอย่างมีโทสะว่า เราไม่นั่งจักเที่ยวไปบิณฑบาต พลางตรวจดูสักการะที่คหบดีเตรียมไว้ เพื่ออัครสาวกทั้งสอง ประสงค์จะเสียดสีคหบดีโดยชาติกำเนิดจึงกล่าวว่า
สักการะไทยธรรมของท่านคราวนี้มีเหลือล้น ขาดอยู่อย่างเดียวเท่านั้น อย่างเดียวจริงๆ
อะไรหรือขอรับ? คหบดีถามด้วยความฉงน
ขาดขนมแดกงา พระสุธรรมพูดปล่อยออกมาอย่างจงใจเต็มที่
ด้วยความรู้สึกว่าพระรูปนี้ควรได้รับบทเรียนอันสมควรแก่ความหยาบคายของตน คหบดีจึงกล่าวตำหนิพระสุธรรมว่า "เป็นผู้กล้าเหมือนกามิได้มี กาย วาจา ใจ อ่อนโยนเยี่ยงสมณะที่ดีทั้งหลาย"
พระสุธรรมโกรธมาก บอกมอบคืนอาวาสให้คหบดีว่า นั่นอาวาสของท่านเราจักไป ณ บัดนี้ จะไม่กลับมายังอาวาสของท่านอีก
คหบดีพยายามอ้อนวอนพระสุธรรมถึง ๓ ครั้งว่า ขอให้อยู่ในอาวาสของตนอย่างเดิม แต่พระสุธรรมหาฟังไม่ ท่านละมัจฉิกาสณฑ์ไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าไปสู่สำนักพระศาสดา ณ เชตวนาราม กราบทูล (ฟ้อง) เรื่องทั้งปวงระหว่างตนกับจิตตคหบดีให้ทรงทราบ
พระศาสดาผู้ทรงไว้ซึ่งพระเมตตาและความยุติธรรม ทรงทราบเรื่องโดยตลอดแล้ว ทรงตำหนิพระสุธรรมเป็นอเนกประการและตรัสว่า จิตตคหบดีเป็นอุบาสกที่มีศรัทธามีศีล เธอด่าว่าเขาด้วยคำหยาบคาย ไม่สมควรแก่สมณะเธอนั่นแหละเป็นผู้ผิด เธอต้องไปขอโทษอุบาสกนั้นเสีย ดังนี้แล้วรับสั่งให้สงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแก่พระสุธรรมนั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2552 , 08:22:34 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )
สลักธรรม 3ปฏิสารณียกรรมเป็นกรรมอันหนึ่งในประเภทนิคคหะ คือการข่มภิกษุผู้ประพฤติไม่สมควร เช่น เป็นคนปากร้ายด่าว่าคฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ผู้เป็นทายกอุปฐากสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ อันเป็นเหตุให้คนที่ยังไม่เลื่อมใสไม่เลื่อมใส ทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้คลายความเลื่อมใสลง สงฆ์เห็นสมควรลงโทษเพื่อให้รู้สึกตัว จึงประกาศลงปฏิสารณียกรรม ให้ภิกษุนั้นไปขอโทษคฤหัสถ์ที่ตนด่าว่าเสีย ถ้าเธอไม่อาจไปขอโทษตามลำพัง หรือทำโดยลำพังไม่สำเร็จ ก็ให้สงฆ์สมมติภิกษุรูปหนึ่ง เป็นอนุทูตเจรจาความ
หน้าที่ของอนุทูตคือช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้คฤหัสถ์ให้อภัย จะในนามของตนหรือในนามของสงฆ์ก็ได้ เมื่อตกลงกันได้แล้ว รับอาบัติที่ภิกษุนั้นแสดงต่อหน้าเขาแล้วจึงให้ขมา
พระสุธรรมเถระกลับไปยังมัจฉิกาสณฑ์ให้จิตตคหบดีอดโทษ แต่จิตตคหบดีไม่ยอมอดโทษ พระสุธรรมเก้อเขินกลับไปสู่สำนักพระศาสดาอีก ความจริงพระตถาคตเจ้าทรงทราบว่า อุบาสกจะไม่ยอมอดโทษพระสุธรรม แต่ทรงดำริว่า พระสุธรรมนี้กระด้างนัก มีมานะจัดนัก มีพระประสงค์จะกำราบให้คลายมานะ ถอนทิฐิ จึงมิได้ทรงบอกอุบายในการขอขมา ปล่อยให้พระสุธรรมเดินทางไปมา สิ้นระยะทาง ๖ โยชน์ (๙๖ กิโลเมตร) เพื่อให้เห็นความลำบากในการที่ต้องแบกทิฐิมานะของตน
เมื่อพระสุธรรมกลับไปเฝ้าอีกครั้งหนึ่ง จึงทรงประทานพระอนุทูตเพื่อเดินทางไปด้วย ก่อนออกเดินทาง พระศาสดาได้ทรงประทานพระโอวาทว่า
สมณะไม่ควรให้มานะหรือริษยา หรือความหวงแหนเกิดขึ้นว่า วิหารของเรา ที่อยู่ของเรา อุบาสกอุบาสิกาของเรา เพราะเมื่อสมณะคิดอยู่เช่นนี้ กิเลสทั้งหลายมีริษยาและมานะเป็นต้นย่อมเจริญขึ้น
ภิกษุผู้เป็นพาล ย่อมปรารถนาความยกย่องคุณอันตนไม่มีอยู่จริง ปรารถนาการแวดล้อมจากภิกษุทั้งหลาย ต้องการความเป็นใหญ่ในอาวาส และการเคารพบูชาจากตระกูลอื่น นอกจากนี้ภิกษุผู้เป็นพาล ย่อมมีความปรารถนาเกิดขึ้นว่า ขอคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายจงเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่ทำแล้วในอาวาสนี้เป็นเพราะเราผู้เดียวทำ หรือเพราะอาศัยเรากิจน้อยใหญ่จึงสำเร็จลงได้ เมื่อเธอคิดอยู่อย่างนี้ ริษยาและมานะย่อมเจริญขึ้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2552 , 08:28:29 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )
สลักธรรม 4ดูก่อนผู้แสวงสันติวรบท ! พระพุทธภาษิตตรัสเตือนพระสุธรรมนี้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะสำหรับภิกษุผู้เป็นใหญ่ในอาวาสซึ่งมีมานะและริษยา หรือความหวงแหนออกหน้าในการดำเนินงาน
ภิกษุบางรูป เป็นผู้ไม่มีศรัทธาอันมั่นคง ทุศีล สดับน้อย ไม่สงัด เกียจคร้าน มีสติไม่มั่นคง มีจิตไม่มั่นคง ปัญญาทราม ไม่ได้เป็นขีณาสพ แต่ปรารถนาความยกย่องอันไม่มีในตนว่า ไฉนหนอ ชนทั้งหลายพึงรู้จักเราว่าเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต สงัด มีความเพียรดี มีสติตั้งมั่น มีจิตมั่นคง มีปัญญาดีเป็นพระขีณาสพ ดังนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ปรารถนาการยกย่องซึ่งคุณอันตนมิได้มีอยู่จริง
บางคราวเธอมีความปรารถนาว่า ไฉนหนอภิกษุในอาวาสนี้ทั้งหมด พึงแวดล้อมเรา ถามเราในข้อกังขาต่างๆ เว้นเราแล้ว ไม่อาจตกลงอะไรได้ ดังนี้ชื่อว่า ปรารถนาการแวดล้อมจากภิกษุทั้งหลาย
เธอไม่ปรารถนาการบูชาด้วยปัจจัย ๔ จากตระกูลของญาติมีมารดา บิดาเป็นต้น เห็นเป็นไม่มีเกียรติ ไม่เป็นชื่อเสียง แต่เธอปรารถนาการสักการบูชาจากสกุลอื่น โดยเฉพาะสกุลใหญ่ๆ เช่น สกุลของพระราชา มหาอำมาตย์หรือเศรษฐี คหบดีผู้มีทรัพย์มียศ และมีชื่อเสียง และมีความคิดอันลามกว่า ไฉนหนอชนในสกุลเหล่านี้พึงถวายปัจจัย ๔ แก่เราเพียงผู้เดียว ไม่ถวายผู้อื่น ดังนี้ชื่อว่า ปรารถนาการบูชาจากสกุลอื่น
เมื่อเธอมีความคิดอยู่อย่างนี้ กิเลสทั้งหลายมีริษยามานะ และความหวงแหนเป็นต้น ย่อมเจริญแก่เธอ ส่วนกุศลธรรมมีแต่จะเสื่อมไป
พระสุธรรมฟังพระพุทธโอวาทนี้แล้วชื่นชมยินดี ถวายบังคมพระบรมศาสดาลุกจากอาสนะกระทำประทักษิณ แล้วเดินทางไปยังมัจฉิกาสณฑ์กับภิกษุผู้เป็นอนุทูตนั้นแสดงอาบัติต่อหน้าจิตตคหบดี ให้อุบาสกให้อภัยในความผิดพลาดก้าวร้าวแต่หนหลัง จิตตคหบดีก็บอกอดโทษพร้อมกล่าวว่า...
ท่านผู้เจริญ ! กระผมยกโทษให้ท่าน ถ้าโทษของกระผมมีอยู่ก็ขอท่านได้โปรดอดโทษให้กระผมด้วย
พระสุธรรมเถระรู้สึกตัวแล้ว เห็นโทษของทิฐิมานะแล้ว ตามธรรมดาเป็นผู้มีปัญญาและมีภูมิธรรมอยู่แล้ว แต่เพราะทิฐิมานะจัดจึงครอบงำกุศลธรรมเสียเสมือนต้นข้าวอ่อนถูกต้นหญ้าขึ้นท่วมทับ เมื่อถอนต้นหญ้าคือทิฐิมานะออกได้แล้ว ต้นข้าวคือกุศลธรรมก็พลันเจริญงอกงามขึ้นทันที เพียง ๒-๓ วันต่อมา พระสุธรรมก็สามารถบรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
การที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรและมหาโมคคัลลานะไปมัจฉิกาสณฑ์นั้น ยังประโยชน์ให้เกิดทั้งแก่จิตตคหบดีและพระสุธรรมด้วยประการฉะนี้
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2552 , 08:34:07 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )
สลักธรรม 5ความร้ายกาจของกิเลสนี้ หากดูผิวเผินด้วยความประมาทแล้วก็คงคิดว่ากำหราบได้ง่าย ซึ่งการคิดเช่นนี้ก็เข้าข่ายของความมีมานะอยู่ดีที่คิดว่าตนเองแน่กว่าคนอื่น
อำนาจของกิเลสนี่ร้ายแรงมากจริงๆ พยายามสำแดงฤทธิ์ทุกโอกาสที่มี กิริยาอาการของผู้ที่มีกิเลสนี้ดูไม่น่ารักมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ..ต่างกับจริยาวัตรของผู้ไร้กิเลสแล้ว ที่สร้างความประทับใจน่าเลื่อมใสให้แก่ผู้ที่พบเห็นเสมอแม้ว่าจะยังไม่ได้สนทนากันเลยก็ตาม
เรื่องของสมณสารูปที่งามนี้มีความประทับใจมาตั้งแต่เรื่องของพระสารีบุตรที่ได้พบพระอัสสชิเป็นครั้งแรกแล้ว ...เพียงเห็นอาการเดินบิณฑบาตที่สำรวมของพระอัสสชิ พระสารีบุตรก็เกิดความเลื่อมใสและเดินตามไปจนกระทั่งพระอัสสชิทำภัตตกิจเสร็จ จึงได้เอ่ยปากสนทนา...เคยอยากเห็นว่า พระอัสสชิท่านเดินอย่างไรจึงได้สร้างความเลื่อมใสให้กับพระสารีบุตรได้ถึงขนาดนี้
พอมาอ่านในตอนนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่า อิริยาบถของผู้สิ้นกิเลสแล้วคงงดงามต่อการพบเห็นของผู้อื่นเสมอ และเป็นที่มาของโภคะทั้งหลายเพราะท่านพรั่งพร้อมแล้วด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ...และพอมาพิจารณาถึงตรงนี้แล้วก็นึกถึงคำว่า ..สีเลน โภคะสัมปทา..ที่พระสงฆ์กล่าวหลังจากที่เราอาราธนาศีลแล้ว นี่คงเป็นผลส่วนหนึ่งแห่งศีลด้วยที่ทำให้ได้โภคทรัพย์ และยังเอื้เฟื้อคุ้มครองผู้ที่อยู่ในผ้ากาสาวพัตร์มาจนถึงวันนี้ นับเป็นความอัศจรรย์จริงๆ ในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ผู้ใดปฏิบัติแล้วก็ได้รับประโยชน์ทันตาเห็นทั้งในปัจจุบัน อนาคต และประโยชน์สูงสุด
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่เณรเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะที่นำมาให้อ่าน
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ม.ค. 2552 , 11:16:46 น.] ( IP = 125.27.172.88 : : )
สลักธรรม 6
อำนาจของกิเลสต่างๆ ช่างร้ายแรงและก่อเกิดแสดงตนออกมาได้ตลอดเวลา หากมิได้ครองสติให้มั่น แม้เพียงเรื่องเล็กน้อย ก็อาจกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตโดยที่คาดไม่ถึงด้วย และมีผลให้แสดงกิริยาอาการอันหยาบคายออกมาได้
ซึ่งต่างจากจริยวัตรอังามของผู้ที่สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว ก่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้ที่พบเห็นเสมอ
และอ่านแล้วต้องยิ้มตรงที่พระศาสดาทรงมีพระประสงค์จะกำราบพระสุธรรมเถระให้คลายมานะ ถอนทิฐิ จึงมิได้ทรงบอกอุบายในการขอขมา ปล่อยให้พระสุธรรมเดินทางไปมา สิ้นระยะทาง ๖ โยชน์ (๙๖ กิโลเมตร) เพื่อให้เห็นความลำบากในการที่ต้องแบกทิฐิมานะของตน
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาให้ได้อ่านและศึกษาทำความเข้าใจเป็นประจำ...กราบอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [8 ม.ค. 2552 , 11:37:45 น.] ( IP = 124.121.172.127 : : )
สลักธรรม 7มาอ่านวันนี้ได้เห็นถึงจิตที่เมตตาของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ที่ได้เดินทางไปสงเคราะห์ยังประโยชน์ให้เกิดกับจิตตคหบดีและพระสุธรรม
และตราบใดที่กิเลสทั้งหลายยังมีอยู่มากมายในจิตใจ ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมอันประเสริฐได้
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่เณรค่ะโดย เซิ่น [8 ม.ค. 2552 , 22:53:45 น.] ( IP = 58.8.45.74 : : )
สลักธรรม 9อ่านแล้วได้เห็นความร้ายกาจของกิเลสมานะ โทสะ ที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ แม้แต่ในชาติสุดท้ายที่จะได้บรรลุอรหัตตผล ก็ยังไม่วายที่จะแสดงฤทธิ์เดชได้มากมาย
นับประสาอะไรกับปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลสที่จะไม่ถูกกิเลสต่างๆเข้าครอบงำ จึงมีความจำเป็นต้องหมั่นเจริญสติ เพื่อระลึกรู้สึกตัว ได้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาให้อ่าน ได้ทั้งสาระประโยชน์และความเพลิดเพลิน กราบอนุโมทนาค่ะโดย ธัญธร [16 ม.ค. 2552 , 22:56:55 น.] ( IP = 118.173.34.110 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |