มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก(๑๙)




ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๑๙.ผู้มีจิตเสมอในชนทั้งปวง

อีกครั้งหนึ่ง ที่กรุงราชคฤห์มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อมหาเสนพราหมณ์ เคยเป็นสหายของวังคันตพราหมณ์ผู้บิดาของพระธรรมเสนาบดี พราหมณ์ผู้นี้เคยมั่งคั่งมากต่อมาตกยาก พระสารีบุตรต้องการจะสงเคราะห์ เขาจึงไปบิณฑบาตยังประตูเรือนของพราหมณ์นั้น

มหาเสนาผู้ซึ่งบัดนี้ตกยากได้เห็นพระเถระมายืนอยู่ที่ประตูเรือน คิดว่า “บุตรของเรามายืนอยู่ที่ประตูเรือน คงไม่ทราบกระมังว่า บัดนี้เราไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว อะไรๆ ในเรือนของเราที่พอเป็นไทยธรรมได้ไม่มีเลย” ดังนี้แล้วไม่อาจเผชิญหน้ากับพระเถระได้จึงหลบเสีย

วันอื่นๆ พระเถระก็ไปยังประตูเรือนนั้นอีก แต่มหาเสนพราหมณ์ไม่มีอะไรถวายจึงหลบเสียเช่นเคย เหตุการณ์เป็นไปเยี่ยงนี้อยู่หลายวัน จนกระทั่งวันหนึ่งพราหมณ์ได้ข้าวมธุปายาสมาถาดหนึ่ง และผ้าสาฎกเนื้อหยาบผืนหนึ่งจากที่ที่เจ้าภาพเชิญพราหมณ์ไปทำพิธีแล้วให้ของ มหาเสนพราหมณ์ถือของกลับบ้านพร้อมกับนึกว่า “วันนี้เรามีไทยธรรมแล้ว ถ้าพระเถระบุตรของเรามา เราจะถวายของนี้ให้ชื่นใจสักวันหนึ่ง”

พอดีวันนั้น พระเถระเข้าฌานสมาบัติ ออกจากสมาบัติแล้ว พิจารณาหาบุคคลที่ควรโปรดให้เห็นด้วยทิพยจักษุซึ่งพราหมณ์นั้นว่า บัดนี้เขามีไทยธรรมแล้ว เราควรไปโปรดเขา จึงไปยังประตูเรือนของพราหมณ์นั้น

พอเห็นพระเถระเท่านั้น จิตของพราหมณ์ก็เลื่อมใส เขาเข้าไปหาพระเถระไหว้แล้ว กระทำปฏิสันถารนิมนต์ให้นั่งบนเรือน ถือถาดที่เต็มด้วยข้าวปายาสเข้ามาเทลงในบาตรของพระเถระ พระธรรมเสนาบดีรับไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วปิดบาตรเขากล่าวกับท่านว่า

“ท่านผู้เจริญ ! ข้าวปายาสนี้เพียงพอสำหรับคนคนเดียวเท่านั้น ขอท่านได้โปรดรับไว้ทั้งหมดเถิด อย่าสงเคราะห์กระผมเพียงในโลกนี้เท่านั้นเลย ขอได้โปรดสงเคราะห์ในโลกหน้าด้วย กระผมขอถวายท่านทั้งหมด” ดังนี้แล้วเทข้าวปายาสลงทั้งหมด

เมื่อพระเถระฉันเสร็จแล้ว เขานำผ้าสาฎกเนื้อหยาบมาถวายพร้อมกล่าวว่า “ขอกระผมพึงได้บรรลุธรรมที่ท่านเห็นแล้วด้วยเถิด”

พระมหาเถระพิจารณาแล้วเห็นว่าพราหมณ์จักเป็นผู้มีลาภเป็นอันมากในอนาคต และจักได้บรรลุธรรมแต่อายุยังน้อยทีเดียว จึงกล่าวอนุโมทนาว่า “ขอจงเป็นอย่างนั้นเถิดพราหมณ์” ดังนี้แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป จาริกไปโดยลำดับจนถึงเมืองสาวัตถี พักอยู่ ณ เชตวันวิหาร

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 08:02:18 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ท่านกล่าวว่า ทานที่บุคคลให้แล้วในคราวตกยาก ย่อมยังผู้ทำให้ร่าเริงเบิกบานและมีอานิสงส์มาก ด้วยเหตุนี้ พราหมณ์นั้นถวายทานแต่พระเถระแล้วมีจิตเลื่อมใสอย่างยิ่ง โสมนัสอย่างยิ่ง มีความสิเน่หาเป็นอย่างยิ่งในพระเถระไม่นานนัก พราหมณ์นั้นทำกาละแล้วไปปฏิสนธิในสกุลอุปฐากของพระเถระในกรุงสาวัตถี

มารดาของทารกในครรภ์ได้บริหารครรภ์อย่างดี เว้นการบริโภคของร้อนจัด เย็นจัด เปรี้ยวจัด และเผ็ดจัด เป็นต้น ถึงกระนั้น นางก็ได้มีอาการแพ้ท้องใคร่ทำบุญกุศลรำพึงอยู่เสมอว่า “ไฉนหนอ เราพึงนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน ให้นั่งในเรือนถวายข้าวปายาสเจือน้ำนมล้วน แม้เราเองก็พึงนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ถือขันทองคำนั่งปลายอาสนะ แล้วบริโภคข้าปายาสที่เหลือจากภิกษุทั้งหลาย”

การที่นางผู้เป็นมารดามีอาการแพ้ท้องดังนี้ เป็นบุพพนิมิตว่าบุตรที่อยู่ในครรภ์นั้นจักได้บรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา พวกญาติทราบการแพ้ท้องของนางแล้วยินดีว่า “อาการแพ้ท้องแห่งธิดาของเราประกอบด้วยธรรมปรารภธรรมเป็นนิมิตอันดี” จึงชวนกันจัดแจงให้เป็นไปตามความต้องการของนางทุกประการ ความแพ้ท้องจึงสงบลง

ระหว่างเวลาที่ทารกอยู่ในครรภ์นั้น เมื่อปรารภจะทำงานมงคลใดๆ ก็ทำโดยทำนองนั้นทุกครั้ง คือถวาย
ข้าวปายาสแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน และนางนุ่งห่มผ้ากาสาวะนั่งอยู่ปลายอาสนะ ถือขันทองคำบริโภคข้าวปายาสที่เหลือจากภิกษุสงฆ์

ในวันคลอด พวกญาติได้ทำพิธีมงคลให้ทารกอาบน้ำแต่เช้าตรู่ ประดับประดาด้วยสรรพาภรณ์แล้วให้นอนบนผ้ากัมพล มีค่าแสนหนึ่งบนที่นอนอันมีสิริเรื่องข้าวปายาสก็ดี เรื่องที่เด็กได้นอนบนผ้ากัมพลอันมีราคามากก็ดี เป็นผลแห่งข้าวมธุปายาสและผ้าเนื้อหยาบที่ทารกได้ถวายแก่พระสารีบุตรในชาติก่อน..ชาติที่เป็นพราหมณ์ตกยาก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 08:10:02 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 2

ในพิธีมงคลวันหนึ่ง ทารกนอนอยู่บนกัมพล แลดูพระสารีบุตรเถระพลางคิดว่าเราได้สมบัติเห็นปานนี้ ก็เพราะได้อาศัยพระเถระนี้ ท่านเป็นบุรพาจารย์ของเรา เราควรบริจาคอะไรสักอย่างหนึ่งแก่ท่านในวันนี้ ในขณะที่พวกญาตินำเข้าไปรับศีลนั่นเอง ทารกได้เอานิ้วก้อยเกี่ยวผ้ากัมพลผืนนั้นยึดได้ พวกญาติพยายามปลดออก แต่เด็กไม่ยอมปล่อยและร้องไห้ พวกญาติจึงพาทารกไปไหว้พระเถระพร้อมทั้งผ้ากัมพล

เมื่อญาติให้ไหว้พระเถระ ทารกชักนิ้วออกให้ผ้ากัมผลตกอยู่ที่เท้าของท่าน พวกญาติมีมารดาเป็นต้นได้กล่าวว่า “ท่านเจ้าขาผ้ากัมผลผืนนี้ที่ทารกเกี่ยวก้อยติดมานี้ ขอให้เป็นผ้าอันทารกถวายแล้วแก่ท่าน ขอได้โปรดรับไว้ด้วยเถิด”

“เด็กคนนี้ชื่ออะไร?” พระเถระถาม

“ชื่อติสสะ เ จ้าค่ะ” มารดาของทารกตอบ

ต่อมา ก่อนอายุจะครบ ๗ ขวบ ได้มีพิธีมงคลอีกหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ทำอย่างเดียวกับครั้งก่อนๆ นั่นเอง ส่วนมารดาของเด็กก็ได้ตั้งใจไว้ว่า จะไม่ทำลายอัธยาศัยของลูก ถ้าลูกปรารถนาจะบวชก็จะให้บวช เมื่อเด็กอายุครบ ๗ ขวบ ได้กล่าวกับมารดาว่า “คุณแม่ครับ ลูกจะบวชในสำนักของพระเถระ”

มารดาตอบยินยอมด้วยความยินดี เพราะมีอัธยาศัยนิยมในทางธรรมอยู่แล้ว ใคร่เห็นบุตรเจริญในทางธรรมยิ่งกว่าในทางโลก วันนั้นเอง ได้นิมนต์พระเถระมาถวายภิกษา แล้วกราบเรียนให้ทราบถึงเรื่องที่บุตรน้อยขออนุญาตบวชในสำนักของท่าน

ตอนเย็น จึงพาบุตรน้อยไปสู่สำนักพระสารีบุตร พร้อมด้วยสักการะเป็นอันมาก พระเถระกล่าวกับทารกก่อนบวชว่า “ติสสะ การบวชเป็นของยาก ทำให้บริบูรณ์ได้ยาก ความเป็นอยู่ไม่สะดวกเหมือนคฤหัสถ์ เมื่อต้องการของร้อนก็ได้ของเย็น เมื่อต้องการของเย็นก็ได้ของร้อน นักบวชจึงต้องอดทน ไม่ประพฤติตามใจตัวในเรื่องนี้ เธอเคยมีความสุขมาแล้ว ขอให้คิดดูเสียก่อน”

เด็กน้อยติสสะรับอย่างมั่นคงว่า จะทำได้ตามที่ท่านสั่งสอน พระเถระจึงให้บวชเป็นสามเณร โดยการบอกกรรมฐาน ๕ ให้ก่อน

กรรมฐาน ๕ คือให้พิจารณาอวัยวะทั้ง ๕ กล่าวคือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่าเป็นของปฏิกูล น่ารังเกียจโสโครก ไม่ควรกำหนด ควรพิจารณาเนืองๆ ซึ่งความปฏิกูลของผม ขน เล็บ ฟัน หนังนี้ เมื่อพิจารณาเนืองๆ ย่อมทำให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด จิตเป็นสมาธิได้เร็ว กรรมฐาน ๕ นี้ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ไม่เคยทรงละทิ้งเลย อนึ่ง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้พิจารณากรรมฐาน ๕ นี้แล้วได้บรรลุอรหัตตผล มีจำนวนมากมายกำหนดไม่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 08:19:09 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 3

พระสารีบุตรเถระบอกกรรมฐาน ๕ ให้แล้วให้ดำรงอยู่ในศีล ๑๐ แล้วให้เด็กน้อยดำรงอยู่ในภาวะแห่งสามเณร มารดาบิดาของสามเณร ถวายข้าวมธุปายาส มีน้ำน้อยแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขในวิหารนั่นเองเป็นเวลา ๒ วัน ภิกษุบางพวกเบื่ออาหารประเภทนั้น จึงกล่าวโพนทะนาขึ้นว่า “พวกเราไม่อาจฉันอาหาร
อย่างเดียวเป็นนิตย์ได้”

มารดาบิดาของสามเณร ขออาศัยอยู่ในวัดเป็นเวลา ๗ วัน ในเย็นวันที่ ๗ จึงกลับเรือนของตน ในวันที่ ๘ สามเณรจึงเข้าไปบิณฑบาตกับภิกษุทั้งหลาย ชาวเมืองสาวัตถีรู้กันว่า สามเณรเข้าไปบิณฑบาตในเช้าวันนั้น จึงพากันจัดแจงไทยธรรมเป็นอันมาก เช่นผ้าสาฎก และอาหารอันประณีต แล้วไปยืนดักถวาย แม้ในวันรุ่งขึ้นก็ชวนกันไปดักถวายที่ป่าใกล้ที่อยู่ของสามเณร เพียง ๒ วันเท่านั้น สามเณรได้ผ้าสาฎกจำนวนพัน และไทยธรรมอื่นๆ อีกเป็นอันมาก เธอได้ถวายของเหล่านั้น แก่ภิกษุสงฆ์

การที่สามเณรได้ผ้าสาฎกเป็นอันมากนั้น เป็นอานิสงส์แห่งการถวายผ้าสาฎกเนื้อหยาบแก่พระสารีบุตรในสมัยที่ตนเป็นพราหมณ์ยากจน ด้วยประการฉะนี้ ภิกษุทั้งหลายจึงขนานนามสามเณรว่า “ปิณฑปาตทายกติสสะ-ติสสะผู้ถวายบิณฑบาต”

เช้าวันหนึ่ง สามเณรเที่ยวเดินเล่นในวิหาร (บริเวณอาวาส) เห็นภิกษุจำนวนหนึ่งนั่งผิงไฟอยู่ในเรือนไฟเป็นต้น จึงเรียนถามว่าเหตุไรจึงต้องนั่งผิงไฟด้วยเล่า

“หนาวน่ะ สามเณร” ภิกษุทั้งหลายตอบ

“ท่านผู้เจริญ ! ในฤดูหนาวท่านทั้งหลายควรห่มผ้ากัมพล ผ้ากัมพลกันหนาวได้ดี” สามเณรพูด

“สามเณร ! เธอมีบุญมาก ผ้ากัมพลเกิดขึ้นแก่เธอโดยง่าย แต่พวกเรามีบุญน้อย จักได้ผ้ากัมพลจากที่ไหนเล่า ? ”

“ท่านผู้เจริญ ! ถ้ากระนั้นท่านทั้งหลายจงมากับข้าพเจ้าเถิด ท่านที่ต้องการผ้ากัมพลจักได้ผ้ากัมพล”

ภิกษุจำนวนมากอาศัยสามเณรผู้มีอายุเพียง ๗ ขวบเท่านั้นเข้าไปสู่นครสาวัตถี สามเณรมิได้วิตกเลยว่า เราจักได้ผ้ากัมพลที่ไหนสำหรับภิกษุจำนวนมากอย่างนี้

สามเณรเดินไปตามลำดับเรือนภายนอกนครสาวัตถี ได้ผ้ากัมพลถึง ๕๐๐ ผืน แล้วเข้าไปภายในพระนคร ชาวเมืองนำเอาผ้ากัมพลจำนวนมากจากที่นี่บ้าง ที่โน้นบ้างมาถวาย

ชายคนหนึ่งเห็นเจ้าของร้านคนหนึ่งกำลังคลี่ผ้ากัมพลอยู่ จึงพูดว่า “ท่านจงรีบซ่อนผ้ากัมพลเสียเถิด สามเณรรูปหนึ่งกำลังรวบรวมผ้ากัมพลอยู่”

“ก็สามเณรถือเอาเฉพาะผ้าที่เขาให้แล้ว หรือแม้ของที่เขายังไม่ให้ด้วย ?” เจ้าของร้านนั้นถาม

“เฉพาะของที่เขาให้เท่านั้น” บุรุษผู้นั้นตอบ

“ถ้าอย่างนั้น ท่านไปเสียเถิด อย่ามาพูดเลย ถ้าปรารถนาจะให้เราก็ให้ไม่ปรารถนาก็ไม่ให้”

ชายผู้นั้นเก้อเขินออกไปแล้ว

คนตระหนี่มีนิสัยพาล เมื่อคนอื่นกำลังทำความดีมีให้ทานเป็นต้นก็ขัดขวางสมดังที่พระศาสดาตรัสว่า

“เมื่อสัตบุรุษ (คนดี) ให้สิ่งที่ให้โดยยากอยู่ ทำสิ่งที่ทำได้โดยยากอยู่ อสัตบุรุษ (คนชั่ว) ทำตามไม่ได้
เพราะธรรมของสัตบุรุษทำตามได้ยาก ด้วยเหตุนี้คติคือทางดำเนิน หรืออนาคตของสัตบุรุษและอสัตบุรุษจึงต่างกัน อสัตบุรุษไปนรก ส่วนสัตบุรุษไปสวรรค์ ท้องฟ้ากับแผ่นดิน ฝั่งมหาสมุทรทั้งสองข้างนับว่าห่างกัน แต่ธรรมของสัตบุรุษกับของอสัตบุรุษยังไกลกันยิ่งกว่านั้น”

เมื่อชายผู้นั้นจากไปแล้ว เจ้าของร้านจึงคิดว่า “บรรดาผ้ากัมพลจำนวนมากของเรานี้ มีอยู่ ๒ ผืนที่มีราคาเป็นเรือนแสน ถ้าสามเณรเห็นแล้วเราไม่ให้เราก็ละอาย” จึงซ่อนผ้ากัมพล ๒ ผืนนั้นเสีย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 08:29:06 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 4

แต่พอสามเณรพร้อมด้วยภิกษุจำนวนมากมาถึง เขาพอได้เห็นสามเณรเท่านั้น ความรักเพียงดังบุตรก็เกิดขึ้น สรีระทั้งสิ้นเอิบอาบไปด้วยความรัก เขาคิดว่า “อย่าว่าแต่ผ้ากัมพลเลย สำหรับสามเณรนี้ แม้ดวงใจเราก็ให้ได้” ดังนี้แล้วจึงนำผ้ากัมพล ๒ ผืนที่มีราคาแสนนั้นมาวางไว้แทบเท้าของสามเณร พร้อมกล่าวว่า “ขอข้าพเจ้าได้เห็นธรรมที่ท่านเห็นแล้วด้วยเถิด”

สามเณรอนุโมทนาว่า “ขอให้ความปรารถนาของท่านจงสำเร็จดังประสงค์”

สามเณรได้ผ้ากัมพลภายในพระนครอีก ๕๐๐ ผืนวันเดียวเท่านั้น เธอได้ผ้ากัมพลถึง ๑,๐๐๐ ผืน ได้ถวายแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว ภิกษุทั้งหลายได้ขนานนามเธอว่า “กัมพลกายกติสสะ-ติสสะผู้ให้ผ้ากัมพล” ด้วยประการฉะนี้

ทานที่บุคคลทำไว้ดีแล้วมีอานุภาพมากอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าบุญกุศลควรทำแท้เพราะมีสุขเป็นอานิสงส์ มีความสำเร็จดังต้องการเป็นผล

พระพุทธศาสนาย่อมทำให้ของน้อยที่บุคคลให้แล้วมีผลมาก ของมากย่อมมีผลมากยิ่งขึ้น เพราะบุคคลทำแล้วในทักขิไณยบุคคล ผู้อุดมด้วยคุณธรรมดุจหว่านพืชเพียงเล็กน้อยในเนื้อดินดี

เมื่อสามเณรติสสะพักอาศัยอยู่ที่เชตะวันวิหาร พวกเด็กๆ ที่เป็นมิตรสหายมาพูดจาปราศรัยด้วยอยู่เนืองๆ สามเณรคิดว่า “เมื่อเราอยู่ที่นี่ พวกเด็กที่เป็นญาติบ้าง เป็นสหายบ้าง มาหาสนทนาปราศรัยอยู่เสมอๆ จะไม่พูดด้วยก็ไม่สมควร เราควรปลีกตนไปอยู่ที่อื่น เราควรเรียนกรรมฐานในสำนักพระศาสดาแล้วเข้าสู่ป่า”

สามเณรเข้าเฝ้าพระศาสดา ทูลขอร้องให้พระพุทธองค์ตรัสบอกกรรมฐานให้จนถึงอรหัตตผล ลาอุปฌายะ (พระสารีบุตร) แล้วถือบาตรและจีวรออกไปจากวิหาร คิดว่า ถ้าไปพักอยู่ที่ใกล้พวกญาติหรือเด็กๆ ที่เป็นสหาย คงรบกวนอีก จึงได้เดินทางเข้าไปในป่า สิ้นระยะทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์ พบอุบาสกคนหนึ่งในหมู่บ้านป่าจึงถามว่า ในแถบนี้ที่อยู่อาศัยของภิกษุมีอยู่บ้างหรือไม่ ? เมื่ออุบาสกบอกว่ามี จึงขอให้เขาชี้ทางให้

เพียงได้เห็นและได้พูดกับสามเณรเล็กน้อยเท่านั้น ความรักเกิดขึ้นแก่พราหมณ์ประดุจสามเณรเป็นบุตรของตน แทนการบอกทาง เขากล่าวว่า “มาเถิดสามเณรข้าพเจ้าจักพาท่านไป”

อุบาสกพาสามเณรไปผ่านสถานที่อันน่ารื่นรมย์ต่างๆ จนถึงวิหารอันตั้งอยู่ในป่า จึงบอกแก่สามเณรว่า
“ที่นี่เป็นที่สบาย ขอท่านอยู่ตามอัธยาศัยเถิด” ถามชื่อของสามเณรแล้ว ขอร้องให้สามเณรไปบิณฑบาตที่บ้านของพวกตนในวันรุ่งขึ้น เที่ยวป่าวประกาศแก่เพื่อนบ้านว่า สามเณรชื่อวนวาสีติสสะมาพักอยู่ ณ วิหารในป่า ขอท่านทั้งหลายจงจัดแจงอาหาร มีข้าวต้มหรือข้าวสวยเป็นต้นด้วยเถิด”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 08:34:43 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 5

เดิมทีเดียว สามเณรชื่อติสสะเฉยๆ ต่อมาได้นามว่า บิณฑปาทายกติสสะเพราะแบ่งปันอาหารบิณฑบาตให้แก่ภิกษุทั้งหลายอยู่เนืองนิตย์ ต่อมาได้ชื่อว่ากัมพลทายกติสสะ เพราะถวายผ้ากัมพลแก่ภิกษุทั้งหลาย เวลานี้สามเณรได้นามว่าวนวาสีติสสะ เพราะมีปกติอยู่ในป่าเพียงอายุ ๗ ขวบเท่านั้น มีชื่อตามคุณสมบัติถึง ๓ ชื่อ รวมชื่อเดิมอีก ๑ เป็น ๔ ชื่อ

รุ่งขึ้นสามเณรไปบิณฑบาตแต่เช้าตรู่ พวกมนุษย์ถวายภิกษาแล้วไหว้ สามเณรกล่าวว่า “ขอท่านทั้งหลายจงพ้นทุกข์ มีความสุขเถิด”

ทุกคนที่ถวายภิกษาแก่สามเณรแล้วไม่มีใครกลับ ต่างก็ยืนมองสามเณรด้วยความชื่นชมโสมนัส แล้วหมอบลงแทบเท้าของสามเณร-หมอบลงด้วยอก คือ อก ราบกับพื้นแบบเบญจางคประดิษฐ์ กล่าวว่า “ขอนิมนต์ท่านอยู่จำพรรษาที่นี่เถิด ตลอดไตรมาสนี้ พวกข้าพเจ้าจะถึงสรณะสามและตั้งอยู่ในศีลห้าที่นี้เถิด ตลอดไตรมาสนี้ พวกข้าพเจ้าจะถึงสรณะสามและตั้งอยู่ในศีลห้า จักรักษาอุโบสถกรรมเดือนละ ๘ ครั้ง คือทุกๆ ๗ ค่ำ ๘ ค่ำและ ๑๔ – ๑๕ ค่ำ ทั้งข้างขึ้นข้างแรม ขอท่านได้โปรดให้ปฏิญญาแก่พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด”

สามเณรคำนึงถึงอุปการคุณของมนุษย์เหล่านั้นแล้ว ให้ปฏิญญาแก่พวกเขาไปบิณฑบาตในหมู่บ้านนั้นเป็นประจำ ขณะที่ชาวบ้านไหว้ สามเณรพูดอยู่ ๒ บทเท่านั้นว่า “ขอท่านทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์ จงมีความสุขเถิด”

สามเณรบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ณ เสนาสนะป่านั้น บรรลุอรหัตตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายในเดือนที่ ๓ นั่นเอง

เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พระสารีบุตร-อุปัชฌายะของสามเณรเข้าเฝ้าพระศาสดา ทูลลาไปเยี่ยมสามเณร เมื่อพระศาสดาทรงอนุญาตแล้ว ก็ไปบอกพระมหาโมคคัลลานะ พระมหาโมคคัลลานะขอไปด้วย แม้พระมหากัสสป พระอนุรุทธ พระอุบาลี และพระปุณณะก็ไปพร้อมด้วยบริวารของตน ๆ

อุบาสกผู้อุปถัมภ์สามเณรเห็นพระเถระเหล่านั้นมาจึงต้อนรับอย่างนอบน้อม พระสารีบุตรบอกว่าจะไปเยี่ยมสามเณรติสสะ อุบาสกจำพระมหาเถระทั้งหลายได้ ตั้งแต่พระสารีบุตรลงมา มีปีติปราโมชเป็นล้นพ้น กล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ! ขอท่านจงหยุดอยู่ก่อนเถิด” ดังนี้แล้วรีบเข้าไปในหมู่บ้าน ป่าวร้องว่า “พระอสีติมหาสาวกทั้งหลาย มีพระสารีบุตรเป็นต้นมาถึงหมู่บ้านของพวกเราแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องใช้มีเตียงตั่ง เครื่องปูลาด ประทีปน้ำมันเป็นต้น ออกไปโดยเร็วเถิด”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 08:39:23 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 6

มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังประกาศของอุบาสกแล้วต่างก็ช่วยกันขนสัมภาระ มีเตียงเป็นต้นติดตามพระเถระไป สามเณรได้ทำการต้อนรับพระมหาเถระด้วยความนอบน้อม เมื่อสามเณรกำลังจัดแจงที่อยู่เพื่อพระเถระเก็บบาตรและจีวรของท่านทั้งหลายอยู่นั่นเอง ความมืดก็ปรากฏขึ้น พระสารีบุตรบอกให้พวกอุบาสกกลับไปบ้านก่อนเพราะมืดแล้ว อุบาสกจึงตอบว่า

“ท่านผู้เจริญ ! วันนี้เป็นวันธัมมัสวนะ พวกข้าพเจ้าขอฟังธรรมก่อนแล้วจึงกลับ พวกข้าพเจ้ามิได้ฟังธรรมมาเป็นเวลานานแล้ว”

“สามเณร ถ้าอย่างนั้นเธอจงตามประทีปแล้วประกาศเวลาฟังธรรมเถิด” พระเถระสั่ง

เมื่อสามเณรทำตามที่พระเถระสั่งเสร็จแล้ว พระเถระจึงพูดกับสามเณรว่า “ติสสะ! พวกอุปฐากของเธอประสงค์จะฟังธรรม เธอจงกล่าวธรรมเถิด”

พวกอุบาสกลุกขึ้นพร้อมกันทันที แล้วกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้าของพวกข้าพเจ้าหารู้ธรรมกถาอย่างอื่นไม่ นอกจาก ๒ บทเท่านั้นคือ “ขอท่านทั้งหลายจงมีความสุข จงพ้นจากความทุกข์เถิด ขอท่านได้โปรด ให้พระธรรมกถึกรูปอื่นแสดงธรรมเถิด”

สามเณรแม้บรรลุอรหัตตผลแล้วก็ไม่เคยกล่าวธรรมใดๆ แก่อุบาสกเหล่านั้นเลย

พระสารีบุตร-อุปัชฌายะแห่งสามเณรรู้อัธยาศัยแห่งสามเณรจึงกล่าวว่า “สามเณร ! บุคคลจะถึงความสุขได้อย่างไร และจะพ้นจากความทุกข์ได้อย่างไร? เธอจงกล่าวความแห่ง ๒ บทนี้แก่เราทั้งหลาย”

สามเณรผู้บรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ทั้งหลายแล้ว รับคำของพระเถระแล้วขึ้นสู่ธรรมาสน์ ชักผลและเหตุมาจากนิกายทั้ง ๕ ของพระสุตตันตะจำแนกขันธ์ธาตุ อายตนะ และโพธิปักขิยธรรม ดุจมหาเมฆตั้งขึ้นใน ๔ ทิศ ยังฝนให้หลั่งลง กล่าวธรรมกถามุ่งเอาอรหัตตผลเป็นยอดโดยนัยว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ความสุขแท้จริงย่อมมีแก่ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลเท่านั้น ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลนั่นเองย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง มีชาติทุกข์เป็นต้น บุคคลนอกจากนี้หาชื่อว่ามีความสุขแท้จริงไม่ และหาชื่อว่าพ้นจากทุกข์แท้จริงไม่”

พระเถระกล่าวว่า “สามเณร เธอกล่าวชอบแล้ว เนื้อความแห่งธรรมเธอกล่าวถูกต้องแล้ว ต่อไปเธอจงกล่าวสรภัญญะเถิด”

สามเณรได้กล่าวธรรมโดยวิธีสรภัญญะ สละสลวยไพเราะจับใจ สรภัญญะคือการกล่าวธรรมเป็นทำนองถูกต้องตามฉันทลักษณ์ เมื่อสามเณรกล่าวสรภัญญะจบลงอรุณขึ้นพอดี พวกมนุษย์ที่บำรุงสามเณรได้แบ่งเป็น ๒ พวก พวกหนึ่งโกรธว่า “เราไม่เคยเห็นบุคคลที่หยาบช้าเช่นนี้มาก่อนเลย ทำไมสามเณรรู้ธรรมถึงปานนี้ จึงไม่กล่าวธรรมสักบทหนึ่งแก่พวกมนุษย์ ผู้ตั้งอยู่ในฐานะเพียงดังบิดามารดาของตน อุปฐากตนอยู่สิ้นกาลประมาณเท่านี้”

ส่วนบางพวกยินดีว่า “เป็นลาภของพวกเราแล้วหนอ ที่ได้อุปถัมภ์บำรุงสามเณรตั้งแต่พวกเราไม่รู้คุณอันใหญ่หลวงถึงปานนี้ของท่าน บัดนี้ พวกเราได้ฟังธรรมในสำนักของท่าน ได้รู้คุณของท่านแล้ว”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 08:46:42 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 7

ในเวลาใกล้รุ่งวันนั้นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรวจดูอุปนิสัยของเวไนยสัตว์ด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับอุปฐากของสามเณรทั้ง ๒ พวก ทรงทราบว่าพวกที่โกรธสามเณรจักไปนรก ถ้าเสด็จไปโปรดพวกเขาจักมีเมตตาจิต มีจิตอ่อนโยนในสามเณร แล้วจักพ้นทุกข์ได้

มนุษย์ทั้งหลายกลับไปบ้าน จัดอาหารมีข้าวต้มข้าวสวยเป็นต้น ปูอาสนะไว้คอยการมาของภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุทั้งหลายทำการชำระสรีระแล้ว ก่อนจะเข้าบ้านเพื่อภิกษาได้ถามสามเณรว่า จักไปพร้อมกับพวกตนหรือจะไปทีหลัง สามเณรเรียนว่าขอให้ท่านทั้งหลายไปก่อนเถิด ส่วนข้าพเจ้าจักไปตามธรรมดาของตน ภิกษุทั้งหลายจึงถือบาตรและจีวรเข้าไปสู่หมู่บ้าน

แม้พระศาสดาก็ทรงห่มจีวรในเชตวันแล้ว ทรงถือบาตรเสด็จไปยังที่นั้น โดยขณะจิตเดียวเท่านั้น แสดงพระองค์ข้างหน้าของภิกษุทั้งหลาย พวกมนุษย์ได้ตื่นเต้นเอิกเกริกเป็นเสียงเดียวกันว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาๆ ” ต่างชื่นชมโสมนัสเป็นที่ยิ่ง อาราธนาภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้นั่งแล้ว ถวายยาคู (ข้าวต้ม) ถวายภัตต์ (ข้าวสวย) เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลายยังเสวยและฉันไม่เสร็จนั่นแล สามเณรติสสะได้เข้าไปในหมู่บ้าน ชาวบ้านได้นำอาหารออกถวายสามเณรด้วยความเคารพ สามเณรรับอาหารแต่พอสมควรแก่ตน แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา น้อมบาตรเข้าไปถวาย พระศาสดาตรัสว่า “นำมาเถิด ติสสะ” แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์รับบาตรจากสามเณร มอบให้พระสารีบุตรด้วยพระวาจาว่า

“จงดูบาตรสามเณรของท่านเถิด สารีบุตร” พระสารีบุตรรับบาตรจากพระหัตถ์ของพระศาสดาแล้ว ตรวจดูแล้วมอบให้สามเณรพร้อมกล่าวว่า “ไปนั่งทำภัตตกิจในที่อันสมควรแก่ตนเถิด สามเณร”

ชาวบ้านอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนา พระศาสดาตรัสอนุโมทนาว่า

“ท่านทั้งหลายได้เห็นพระอสีติมหาสาวกมีพระสารีบุตรเป็นต้น ก็เพราะอาศัยสามเณร ได้เห็นเราตถาคตก็เพราะอาศัยสามเณร ได้ทำบุญเห็นปานนี้ก็เพราะอาศัยสามเณร เป็นลาภของท่านทั้งหลายแล้วที่ได้สามเณรผู้มีบุญเห็นปานนี้เป็นที่พึ่ง เป็นบุญอันประเสริฐของท่านทั้งหลายแล้ว ที่ได้อุปถัมภ์บำรุงสามเณรมาเป็นเวลา ๓ – ๔ เดือน”

เมื่อได้ฟังอนุโมทนาดังนี้ พวกมนุษย์ที่โกรธสามเณรก็กลับยินดี เพิ่มพูนความเลื่อมใสมีประมาณยิ่ง พวกที่เลื่อมใสอยู่แล้วก็เลื่อมใสยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อจบอนุโมทนาชนเป็นอันมาก ได้บรรลุอริยผลมีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 08:51:47 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 8

พระศาสดาเสด็จออกไปกับสามเณร ตรัสถามสามเณรเนืองๆ ว่า สถานที่นี้ชื่อไร ? สถานที่นี้ชื่อไร สามเณรตอบว่า สถานที่นี้ชื่อนี้ สถานที่นี้ชื่อนี้ พระเจ้าข้า ฯ

พระศาสดาเสด็จมาถึงที่อยู่ของสามเณรแล้วเสด็จขึ้นภูเขา เมื่อเสด็จขึ้นถึงยอดเขาแล้วทอดพระเนตรเห็นมหาสมุทรอยู่เบื้องพระพักตร์ พระศาสดาตรัสถามสามเณรว่า ยืนอยู่บนยอดเขาเห็นอะไร?

“เห็นมหาสมุทร พระเจ้าข้า” สามเณรทูลตอบ

“เห็นมหาสมุทรแล้วคิดอะไรบ้าง ?” พระศาสดาตรัสถาม

“ข้าพระองค์คิดว่า น้ำตาของสัตว์ผู้มีทุกข์ ร้องไห้อยู่มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทร พระเจ้าข้า”

พระศาสดาทรงสาธุการว่า

“ถูกแล้วติสสะ ข้อนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ สัตว์ผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ต้องประสบทุกข์ร้องไห้แต่ละคนมีน้ำตามากกว่าน้ำในมหาสมุทร” ดังนี้แล้ว ทรงย้ำว่า

“น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ยังมีน้อยไปเมื่อเทียบกับน้ำตาของสัตว์ผู้ประสบทุกข์แล้วคร่ำครวญ เมื่อเป็นดังนี้ทำไมหนอเพื่อนร่วมทุกข์จึงยังประมาทกันอยู่”

ดูก่อนท่านผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ ! คนทั้งหลายยังประมาทเพลิดเพลินหลงใหลกันอยู่ ก็เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุแห่งทุกข์โดยเฉพาะสาเหตุขั้นมูลฐาน ไม่รู้ว่าอะไรคือความดับทุกข์และอะไรคือทางนำไปสู่ความดับทุกข์ ส่วนมากเข้าใจผิดยึดเอาสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ส่วนเหตุแห่งสุขก็เขวไปว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อมีความดำริผิดเป็นทางดำเนินเช่นนี้ก็ไม่อาจบรรลุหรือพบทางแห่งสันติสุขได้ มีแต่ทุกข์เป็นเบื้องหน้า

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 08:56:52 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 9

พระศาสดาตรัสถามสามเณรอีกว่า “เธออยู่ที่เงื้อมไหน ? ”

“อยู่ที่เงื้อมนี้ พระเจ้าข้า” สามเณรทูลตอบ

“เมื่ออยู่ที่เงื้อมนั้นเธอคิดอย่างไร? ”

“ข้าพระองค์คิดว่า เมื่อข้าพระองค์เวียนเกิดเวียนตายอยู่ สรีระอันถูกทิ้งแล้ว ณ ที่นี้ มีจำนวนมากจนกำหนดไม่ได้ พระเจ้าข้า”

“ถูกแล้วติสสะ” พระศาสดาทรงประทานสาธุการ “ข้อที่เธอกล่าวนั้นชอบแล้ว ในผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ สถานที่ที่สัตว์ไม่เคยทิ้งสรีระ ไม่เคยนอนตายนั้นไม่มีเลยแม้แต่น้อย” ดังนี้แล้วตรัสเล่าเรื่องในอดีตว่า

“พราหมณ์คนหนึ่งชื่ออุปสาฬหกะ ถูกเผาแล้วตรงนี้หมื่นสี่พันครั้ง สถานที่ที่สัตว์ไม่เคยตายไม่มีในโลก (นตฺถิ โลเก อนามตํ) สัจจะ ๑ ธรรม ๑ ความไม่เบียดเบียน ๑ ความสำรวม ๑ ความฝึกตน หรือฝึกอินทรีย์ ๑ มีอยู่ ณ ที่ใด พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมพอใจอยู่ ณ ที่นั้น นั่นแหละคือที่ที่สัตว์ไม่เคยตายในโลก”

ดูก่อนท่านผู้แสวงมรรคาแห่งอมตะ ! เมื่อสัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอันยาวนานนี้ จะตายในที่ที่สัตว์ไม่เคยตายนั้นไม่มีเลย พื้นที่ทุกส่วนของปฐพีอันกว้างใหญ่นี้ ล้วนเป็นที่ที่สัตว์เคยทอดทิ้งสรีระทั้งสิ้น สัตว์ทั้งหลายตายแล้วตายเล่าทับถมกันอยู่ในแผ่นดินนี้ สาเหตุอันแท้จริงของความตายหาใช่สิ่งอื่นไม่ มันคือความเกิดนั่นเอง

สาเหตุของความเกิดก็คือภพ... ความกระหายใคร่เกิด สาเหตุของภพคืออุปาทาน ความยึดมั่นอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนี่ง สาเหตุของอุปาทานคือตัณหา ความทะยานอยากมีประการต่างๆ....

ผู้มีคุณพิเศษเช่นพระอานนท์เป็นต้น เท่านั้นจึงจะสามารถตายในที่ที่สัตว์ไม่เคยตายได้ คือนิพพานในอากาศ

พระอานนท์เถระ เมื่ออายุได้ ๑๒๐ ปีแล้ว พิจารณาดูอายุสังขารของตนเห็นว่า ความสิ้นอายุจักมาถึงในไม่ช้านี้แล้ว จึงบอกแก่ศิษย์และบริวารว่า “เราจักปรินิพพานในวันที่ ๗ จากวันนี้ไป”

ประชาชนซึ่งอยู่สองฝั่งน้ำโรหิณีล้วนเป็นญาติและเป็นผู้มีอุปการะมากต่อท่านทั้งสิ้น เมื่อทราบข่าวว่าพระเถระจักปรินิพพานต่างก็กล่าวว่า “พวกเรามีอุปการะมากต่อพระเถระ พระเถระจะต้องปรินิพพานทางฝั่งของเรา”

พระเถระฟังคำของคนทั้งสองฝั่งน้ำโรหิณีแล้ว คิดว่า “ชนเหล่านั้นล้วนมีอุปการะต่อเรามากเสมอกัน ถ้าเราจักปรินิพพานทางฝั่งใดฝั่งหนึ่ง คนทั้งสองพวกจักทะเลาะกันเพื่อแย่งอัฐิธาตุของเรา ความทะเลาะวิวาทหรือความสงบจะเกิดขึ้นก็ด้วยอาศัยเราเป็นแน่แท้” ดังนี้แล้วจึงกล่าวกับชนเหล่านั้นว่า “ท่านทั้งหลาย จงอยู่ทางฝั่งของตนนั่นแหละ จะได้อัฐิธาตุของเราตามต้องการ ท่านทั้งหลายมีอุปการะต่อเราเสมอกัน”

ในวันที่ ๗ แต่วันนั้น พระอานนท์เถระนั่งคู้บัลลังก์ในอากาศสูงประมาณ ๗ ชั่วลำตาล ท่ามกลางแม่น้ำโรหิณี กล่าวธรรมกถาแก่ชนเหล่านั้นแล้วอธิษฐานว่า “ขอสรีระของเราจงแตกในท่ามกลาง ส่วนหนึ่งจงตกทางฝั่งนี้ อีกส่วนหนึ่งจงตกทางฝั่งโน้น” ดังนี้แล้ว เข้าเตโชกสิณสมาบัติ...สมาบัติซึ่งมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ เปลวไฟตั้งขึ้นแล้วเผาไหม้สรีระของพระเถระ สรีระของท่านแตกในท่ามกลางส่วนหนึ่งตกทางฝั่งนี้ อีกส่วนหนึ่งตกทางฝั่งโน้น มหาชนร้องไห้คร่ำครวญ เสียงร้องไห้ระงมไปทั่วประหนึ่งแผ่นดินทรุด น่าสงสารกว่าเสียงร้องไห้ในวันปรินิพพาน แห่งพระศาสดา เพราะประชาชนร้องไห้อยู่ตั้ง ๔ เดือน เพ้อรำพันว่า “เมื่อพระเถระอานนท์ยังอยู่ ปรากฏแก่พวกเราเสมือนหนึ่งว่าพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ บัดนี้ พระศาสดาของพวกเราปรินิพพานเสียแล้ว”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 09:06:18 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 10

พระศาสดาตรัสถามสามเณรติสสะต่อไปว่า เธออยู่ในป่าชัฏนี้ไม่กลัวเสียงสัตว์มีเสียงเสือเหลืองเป็นต้นหรือ ?

“ไม่กลัวเลยพระเจ้าข้า” สามเณรทูลตอบ “อีกประการหนึ่ง การได้ยินเสียงสัตว์เหล่านั้น ทำให้ข้าพระองค์มีความยินดีในป่ายิ่งขึ้น”

สามเณรติสสะได้พรรณนาคุณของป่าเป็นอันมากเฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาแล้วตรัสว่า

“ติสสะ เราและภิกษุสงฆ์จะไปเดี๋ยวนี้ เธอจะไปกับเราหรือจะกลับ ? ”

“ข้าแต่พระองค์ ! ถ้าอุปัชฌายะของข้าพระองค์ให้กลับก็จะกลับ ถ้าอุปัชฌายะให้ไปก็จักไป”

พระศาสดาเสด็จหลีกไปพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ แต่อัธยาศัยของสามเณรใคร่จะกลับแต่ประการเดียว พระสารีบุตรเถระทราบอัธยาศัยของสามเณรจึงกล่าวว่า “ติสสะ ถ้าเธอประสงค์จะกลับก็จงกลับเถิด”

สามเณรถวายบังคมพระศาสดา กราบลาภิกษุสงฆ์แล้วเดินกลับ พระผู้มีพระภาคเสด็จไปยังเชตวนารามเมืองสาวัตถี

เย็นวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่า “น่าอัศจรรย์จริงหนอ ติสสะสามเณรทำสิ่งที่บุคคลทำได้ยากแท้ เป็นผู้มีลาภมากตั้งแต่เกิดมา เมื่อบวชแล้วก็เป็นผู้อุดมด้วยลาภสักการะ แต่เธอสามารถละทิ้งลาภสักการะปานนั้นได้แล้วเข้าไปสู่ป่า ยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารที่คละกันไม่ประณีต สามารถทำสิ่งที่ทำได้ยากจริงหนอ”

พระศาสดาเสด็จมา ทรงทราบเรื่องที่ภิกษุสนทนากันแล้ว ตรัสว่า..“ภิกษุทั้งหลาย ! สามเณรติสสะ ทำสิ่งที่ทำได้ยากภิกษุทั้งหลาย ! ปฏิปทาเพื่อให้ได้ลาภเป็นอย่างหนึ่ง ส่วนปฏิปทาเพื่อให้ถึงนิพพานเป็นอีกอย่างหนึ่ง

ภิกษุทั้งหลาย ! ประตูแห่งอบาย ๔ ย่อมเปิดออกสำหรับภิกษุผู้ปฏิบัติเพื่อลาภสักการะ แม้จะสมาทานธุดงค์มีการอยู่ป่าเป็นต้น ถ้ามุ่งลาภสักการะเป็นจุดมุ่งหมายก็ไม่พ้นอบาย ๔ ส่วนภิกษุละลาภสักการะอันเกิดขึ้นแล้วเข้าสู่ป่าเพียรพยายามอยู่ย่อมสามารถยึดเอาพระอรหัตไว้ได้” ดังนี้แล้วทรงย้ำว่า

“ข้อปฏิบัติมุ่งลาภสักการะเป็นอย่างหนึ่ง ข้อปฏิบัติอันเป็นเหตุให้ถึงนิพพานเป็นอีกอย่างหนึ่ง สาวกของพระพุทธเจ้าทราบเนื้อความตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ไม่พึงเพลิดเพลินในลาภสักการะ พึงเจริญวิเวกธรรม พอใจในความสงัด”

ดูก่อนผู้แสวงหาวิเวก ! ภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์ หรือบำเพ็ญวัตรอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ธุดงควัตรด้วยมุ่งลาภสักการะนั้นไม่น่าสรรเสริญเลย ท่านเหล่านั้นย่อมต้องประพฤติคดทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง เพื่อให้ลาภสักการะเกิดขึ้น ต้องประจบประแจงบุคคลผู้จะอำนวยให้เกิดลาภสักการะแก่ตน ดูก่อนผู้แสวงหาคุณอันประเสริฐ อันลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น พระบรมศาสดาทรงชี้ให้เห็นโทษอยู่เนืองๆ ทรงพร่ำสอนภิกษุสาวกของพระองค์ไม่ให้ติดในลาภยศชื่อเสียง เพราะมันทารุณ แสบเผ็ดถึงลงต่ำ ย่ำยีจิตใจให้เร่าร้อนกังวล เป็นทางไหลมาแห่งริษยาและมานะ ไม่ดีเลย แต่ทรงพร่ำสอนให้พอใจในวิเวก พอกพูนวิเวก

ภราดา ! กายวิเวก ความสงัดกาย มีกายอยู่ในที่สงัดนั้น เป็นเครื่องบรรเทา การคลุกคลีด้วยหมู่คณะ จิตตวิเวก ความสงัดจิตหมายถึงการที่จิตถอยห่างจากอารมณ์ยั่วยวนนั้น เป็นเครื่องบรรเทาความหมักหมมด้วยกิเลส ส่วนอุปธิวิเวก คือพระนิพพานนั้นย่อมบรรเทาเสียได้ซึ่งความเกี่ยวข้องด้วยสังขาร กายวิเวกเป็นปัจจัยให้เกิดจิตตวิเวก จิตตวิเวกเป็นปัจจัยแห่งอุปธิวิเวก ดังที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ว่า

“กายวิเวกของท่านผู้มีกายสงบแล้ว ยินดียิ่งแล้วใน เนกขัมมะ จิตตวิเวกของผู้มีจิตบริสุทธิ์แล้ว ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง อุปธิวิเวกของผู้ไม่มีอุปธิ ถึงพระนิพพาน”

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2552 , 09:12:49 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org