มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ณ ที่แห่งนี้...




ทุกครั้งที่ใกล้ถึงสิ้นปี ทุกคนต่างก็มีใจจดจ่อว่า ณ ที่แห่งนี้(มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ)จะมีการจัดงานกุศลหรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจากวันที่ ๒๕ พฤศจิกายนนั้นนอกจากเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของท่านอาจารย์บุญมีแล้ว วันที่ ๓๐ ธันวาคมยังเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงพ่อเสืออีกด้วย

แล้วงานกตอัญชลี ก็สร้างความอิ่มใจให้แก่พวกเราถึง ๒ งานด้วยกัน

เริ่มจากงาน.... กตอัญชลีท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑... (ย้อนอ่านได้จากเวปมูลนิธิ หน้าลานถามตอบปัญหาธรรมะ กระทู้ที่ 11639) วันนั้นขณะที่นั่งดูการฉายสไลด์ เพื่อย้อนรำลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์บุญมีนั้น รู้สึกคิดถึงท่านเป็นที่สุด นอกจากจะได้เห็นภาพแห่งการเจริญของการเรียนการสอนในสมัยนั้นแล้ว ยังได้รับรู้ถึงการมีอุดมการณ์ความตั้งมั่นที่จะเผยแผ่พระอภิธรรม รวมทั้งยังต้องสละละความสะดวกสบายออกไปจากชีวิต อุทิศตนเองให้กับงานพระพุทธศาสนาอย่างเต็มกำลังจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ยิ่งได้ฟังลูกศิษย์เก่าพูดถึงท่าน ยิ่งเกิดความเต็มตื้นขึ้นในใจ เพราะ....หาก

ไม่มีท่านวันนั้น.... ณ ที่แห่งนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ...ไม่เพียงแค่สถานที่แห่งนี้เท่านั้น แต่คงอีกหลายๆแห่งเช่นกันที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ เป็นเพราะท่านอาจารย์บุญมีนั้นได้ปลูกปั้นคณาจารย์ที่ต่อมาต่างแยกย้ายกันไปสร้างสถานที่สอนพระอภิธรรม หรือสถานที่ปฏิบัติธรรมอีกหลายๆแห่ง

ไม่มีท่านวันนั้น....ชีวิตเราคงไม่มีโอกาสได้พบกับครูบาอาจารย์ที่ทุกท่านต่างเสียสละทุ่มเทแรงกายแรงใจมาดูแลชีวิตพวกเราเหล่าลูกศิษย์ไม่ให้ไหลไปในบาปอกุศล ทั้งยังช่วยประคับประคองให้พวกเราเดินไปในเส้นทางอันจะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ในที่สุด ไม่ว่าจะป็นหลวงพ่อเสือ หลวงพ่อแสวง ท่านอาจารย์วิชิต ธรรมรังษี และอาจารย์บุษกร เมธางกูร ผู้ที่เป็นกำลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้มูลนิธิแห่งนี้คงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้ได้

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [9 ม.ค. 2552 , 11:08:46 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ณ ที่แห่งนี้ กล่อมเกลาชีวิตผู้เขียนด้วยธรรมมานานถึง ๒๓ ปีแล้ว

ปีแรกที่มานั้น....มาด้วยความไม่รู้(เรื่อง) ไม่รู้เลยว่ามูลนิธิแห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร ใครเป็นผู้ก่อตั้ง ทราบแต่เพียงว่า ณ ที่แห่งนี้มีการสอนธรรมะ

บุคคลแรกที่พบ คือ ท่านอาจารย์วิชิต ธรรมรังษี ...แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร?

จากนั้นได้พบหลวงพ่อเสือ เมื่อได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อครั้งแรก ก็รู้สึกแปลกใจ ที่ดูเหมือนว่าท่านตอบคำถามที่เราข้องใจมาเป็นเวลานาน โดยที่เรายังไม่ได้ตั้งคำถามท่านเลย

พอหลวงพ่อสอนเสร็จในวันแรกที่ไปจึงได้พบตัวจริงของอาจารย์บุษกร เมธางกูรที่อยู่ในสภาพที่เจ็บป่วยค่อนข้างมาก

อีกสองสามสัปดาห์ต่อมาจึงได้พบท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูรที่เพิ่งจะออกจากการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชมาที่มูลนิธิ ถึงขนาดยังมีคนช่วยประคองเข้ามาหาหลวงพ่อเสือ พออาการท่านค่อยยังชั่วท่านก็สอนพระอภิธรรมของท่านต่อไป

ความประทับใจในครูบาอาจารย์ ณ ที่แห่งนี้จึงบังเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกๆ ด้วยความฉงนสนเท่ห์ที่ว่า....ในโลกนี้ยังมีผู้ที่เสียสละอย่างมากมายเช่นนี้อยู่อีกหรือ ?

แม้ท่านอาจารย์บุญมีจะมรณภาพไปเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ พวกเราก็ยังได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อแสวง(พระครูศรีโชติญาณ) ที่มาสอนพระอภิธรรมแทนท่านอาจารย์บุญมี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกที่ว่าหลวงพ่อท่านก็เสียสละเช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ที่นี่ ยังจำได้ว่า ขณะที่เรียนแล้วหมดเวลา ท่านจะสอนต่อ ท่านถามพวกเราว่าเรียนต่อไหวไหม? แล้วท่านก็พูดต่อว่า ขนาดท่านอายุ ๗๐ ปีกว่าแล้ว ท่านยังสอนไหวเลย ! แม้ยามที่ท่านป่วยกลับมานอนพักให้น้ำเกลือที่มูลนิธิฯ ท่านยังออกมาสอนโดยมีลูกศิษย์หิ้วถุงน้ำเกลือตามหลัง ซึ่งไม่ต่างไปจากอาจารย์บุษกร ที่แม้จะผ่าตัดวันที่ออกจากโรงพยาบาลก็ยังกลับมาที่มูลนิธิ !

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [9 ม.ค. 2552 , 11:14:02 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 2

กล่าวได้ว่า ครูบาอาจารย์ทุกท่าน ณ ที่แห่งนี้ ต่างกล่อมกิเลส(ผู้เขียน)ให้หายพยศ(ลงได้บ้าง) และเกลาความหยาบกระด้างของจิตใจที่มีอยู่หนาแน่นให้เบาบางลง ด้วยการสอนให้รู้จักตัวเอง สอนให้รู้ว่าที่เรามีความเป็นอยู่เช่นนี้เป็นเพราะอะไร ท่านสอนให้เรายอมรับความจริงทั้งกระทำตนให้เห็นเป็นแบบอย่าง ท่านไม่เคยท้อต่อการดื้อของลูกศิษย์ แม้จะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใด ท่านก็ยังมาพร่ำสอน พร้อมอ้อนวอนให้เราลูกศิษย์ทุกคนกระทำแต่ความดี จะกี่ปีๆผ่านไปก็ตามแต่ แม้เมื่อสิ้นปี วันที่ ๒๘ ธันวาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าหลวงพ่อเสือได้นำคำสอนทุกอย่างที่เคยสอนมา (ซึ่งผู้เขียนได้รับฟังมานานถึง ๒๓ ปีแล้ว แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร)...สรุปให้ฟังอีกครั้ง เพื่อให้เราได้ทบทวนและไคร่ควญว่า สิ่งที่ท่านสอนนั้นเราได้ทำบ้างหรือไม่ หากยังไม่ทำ หรือทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เราควรที่จะเริ่มต้นปฏิบัติกันเสียทีในปีใหม่นี้

เชื่อว่าเราลูกศิษย์หลายๆคนยังจดจำคำสอน และคติเตือนใจที่ท่านให้ได้เกือบหมด แต่เพราะขาดการฟื้นฟูสติให้มีกำลัง เราจึงระลึกและนำมาใช้ได้ไม่ทันยามที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

หลวงพ่อเคยพูดอยู่เสมอว่า อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง แล้วเราก็ไม่อยู่กับปัจจุบัน แถมยังไม่เท่าทันกับวิบากที่เกิดขึ้นอีกด้วย จนท่านต้องมาเตือนใหม่ว่า อดีตที่ผ่านมาแล้วเมื่อนำมาเล่าก็ไม่ใช่เรื่องจริง ...เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ที่สำคัญทุกคนต่างมีอดีตมากันทั้งสิ้นคือมีทั้งอดีตกรรม และอดีตที่เป็นวิบากกรรม

ท่านย้ำว่า ....ชีวิตเราไม่มีอะไรนอกจากกรรมและวิบาก หากเราสังเกตด้วยความรอบรู้ เราก็จะเป็นผู้ชนะทุกๆ อย่าง แต่ที่ทุกวันนี้เราไม่ชนะ เราพ่ายแพ้อารมณ์ตกเป็นทาสของอารมณ์

ก่อนหน้านี้ท่านสอนให้พวกเรามีธรรมคุ้มครองตนเอง ๔ ประการ คือ ขันติ-โสรัจจะ และสติ-สัมปชัญญะ มาวันนี้ท่านก็ต้องมาบอกอีกว่า

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [9 ม.ค. 2552 , 11:20:37 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 3

ถ้าหากเราไม่มีกำแพงใจ คือ มีขันติธรรม ชีวิตก็จะลุ่มหลงและเร่าร้อนไปกับอารมณ์ที่มากระทบ

ถ้าหากเราไม่มีสติและสัมปชัญญะ รู้เท่าทันว่าเป็นเพียงวิบากกรรมที่เราทำมาเอง ใจของเราก็ไหลไปตามอารมณ์เหล่านั้น ทำให้เกิดความพอใจไม่พอใจ นั่นก็คือ กิเลส ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต แล้วใครล่ะ ที่เป็นผู้ต้องได้รับเครื่องเศร้าหมองนั้นไป? ก็คือผู้เสพ (คือเรา)นั่นเอง แล้วเราก็ยังเสพเพิ่มกันบ่อยๆ จนยากที่จะถ่ายถอนออกไปได้ แต่ท่านก็ไม่ละความพยายามที่จะมาสอนใหม่เพื่อให้เราได้รู้ผิด รู้ถูก และรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรควรละ นอกจากนี้ยังพยายามชี้ให้พวกเราได้เห็นว่า ชีวิตที่ผ่านมานั้นเราหาอะไรมาได้สารพัดสารเพร้อยแปดพันอย่าง มาวันนี้เราควรจะหาความจริงให้ได้ หมั่นบอกตัวเองว่า ขณะนี้มาถึงปลายชีวิตแล้ว ก่อนที่จะสิ้นชีวิตไปเราจะต้องหาความจริงให้ได้

หลวงพ่อท่านพยายามสอนให้เราได้ตระหนักว่า.....เรื่องของกรรมและวิบากนี้เป็นสิ่งที่แนบติดสนิทแน่นอยู่กับชีวิตของเรา ท่านจึงอยากให้เราทุกคนเจริญสติระลึกรู้ว่าอะไรเป็นกรรม อะไรเป็นวิบาก เพราะเมื่อฝึกได้คล่องแคล่ว ว่องไวเมื่อไร เมื่อนั้นเราจึงจะเท่าทันกรรมและวิบากได้

ท่านบอกว่า เมื่อเรามีสติแล้วความมีลีลาของชีวิตก็จะรู้ทันวิบาก คือ รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราทำมาเอง และรู้ทันกรรม จะได้เบรกกรรมชั่วแล้วทำกรรมดี

สรุปได้ว่า ของขวัญวันปีใหม่ที่พวกเราได้รับจากหลวงพ่อนั้น มีค่ายิ่ง(หากเรานำสิ่งนั้นมาใช้) แถมวันนั้นก่อนจากกันท่านยังให้กำลังใจว่า

...อย่าลืมนะลูก จริงเสียอย่างเดียวสำเร็จทุกอย่าง ไม่มีใครทำอะไรไม่ได้ แต่ที่ยังได้ไม่เห็นผลก็คือยังทำได้นิดเดียว …

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [9 ม.ค. 2552 , 11:26:46 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 4

ครั้งเมื่อได้มีโอกาสอ่าน “ธรรมะในบ้านเสือพิทักษ์” ที่น้องกิ๊ฟคนขยันของพวกเราทุกคนนำมาฝาก ด้วยความชื่นชม และอนุโมทนาในงานบุญที่น้องกิ๊ฟทำมาอยู่เนืองๆ ซึ่งทำให้เราพี่ๆน้องๆทุกคนได้รับประโยชน์เป็นอย่างยิ่งกันโดยทั่วหน้า อ่านไปพร้อมระลึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในงานวันนั้น ที่แม้จะผ่านไปหลายๆชั่วโมง เราทุกคนก็พร้อมใจกันนั่งรับความปรารถนาดีจากใจพ่อที่มีมอบให้กับลูกๆ ทุกคน ซึ่งมีทั้งความอบอุ่นและซึ้งใจที่มีพ่อคอยดูแลห่วงใย ทำให้นึกถึงเพลงที่เปิดถวายหลวงพ่อในวันนั้น

ปาเจรา จาริยาโหนติ คุณุตตรา นุสาสะกา

เคยพร่ำเคยสอน เมื่อตอนที่ยังโง่เขลา ได้เรียนรู้ ได้ขัดเกลา ชีวิตจึงงอกงดงาม ได้พร่ำเพียรสอน ให้รู้ขีดเขียนตอบถาม ห่วงใยใส่ใจติดตาม แม้ยามที่เราดื้อดึง

จากกระดานคำ จากถ้อยคำที่พร่ำพูดบ่า น้อมนำให้คนฝึกตน ส่งคนข้ามฝั่งแสนไกล ครูยังยืนยง ส่งเสริมศิษย์รุ่นต่อไป คำสอนสั่งยังเตือนใจ นานเท่าไรไม่เคยลืมเลือน

ปาเจรา จาริยาโหนติ คุณุตตรา นุสาสะกา


.....เป็นยิ่งกว่าแสงตะเกียงส่องทางสดใส งดงามกว่าแสงใดๆ เปรียบไปยิ่งกว่าแสงเดือน เปรียบประภาคาร ก็เพียงแค่แสงส่องเตือน แสงใดจะงามเสมือน แสงปัญญาที่ครูให้เรา

อยากกลับมาหา กลับมาพบครูคนเก่า พบคน(ครู)ที่เคยสอนเรา พบคน(ครู)ที่เคยเมตตา ครูยังคอยรอ ให้เรามาพบเยี่ยมหา ก้มลงกราบครูบูชา ถึงเวลาต้องมาไหว้ครู

ปาเจรา จาริยาโหนติ คุณุตตรา นุสาสะกา




มาวันนี้ (วันเด็ก) ก็...ถึงเวลาต้องมาไหว้ครูจริงๆ เพราะกว่าจะถึงวันนี้ท่านพร่ำสอน....ห่วงใยใส่ใจติดตาม แม้ยามที่เราดื้อดึง ....มานานถึง ๒๓ ปี (มากกว่าการเรียนในโรงเรียนใดๆ ทั้งสิ้น) เนื้อเพลงนี้จึงถ่ายทอดความรู้สึกจากใจได้ดีจริงๆ (กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่นำเพลงนี้มาเปิด)

ก้มลงกราบครูบูชา ถึงเวลาต้องมาไหว้ครู ....ลูกขอน้อมนำกุศลทั้งมวลมากราบบูชาพระคุณหลวงพ่อเสือ และครูบาอาจารย์ทุกๆ ท่านที่ให้ความเมตตา อบรม และพยายามขัดเกลาชีวิตลูก(ศิษย์)คนนี้ให้ดีขึ้น

และขอคุณงามความดีทั้งหลายที่ลูกได้กระทำมาจงเป็นพลวปัจจัยทำให้ลูกเป็นผู้ที่ว่านอนสอนง่าย สามารถปฏิบัติตามคำสอนและคำชี้แนะของหลวงพ่อตลอดจนครูบาอาจารย์ผู้มีความปรารถนาดีต่อลูกอย่างจริงใจไปจนกว่าจะถึงความสิ้นสุดทุกข์ได้ด้วยเทอญ.



โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [9 ม.ค. 2552 , 11:40:06 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 5

กราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกๆ ท่านในที่นี้ และคุณวยุรีนะคะ

ที่ได้เมตตาให้โอกาสรับพระธรรมเพื่อเป็นยารักษาจิตให้ได้ศึกษาฝึกฝนเพื่อต่อยอดไปสู่การหลุดพ้น เป็นบุญของพวกเราที่ได้เข้ามาในที่แห่งนี้ สาธุ สาธุ

กำลังจิตมันอ่อน เป็นบางขณะ รับธรรมะบ่อยๆ รักษาจิต (ใจ) ได้จริงๆ ค่ะ ท้อได้อีกแล้ว

โดย แม่น้องขิม [9 ม.ค. 2552 , 11:48:19 น.] ( IP = 58.8.86.170 : : )


  สลักธรรม 6

หนักแน่นเทียบแผ่นพื้น ..... พระคุณ
กว้างใหญ่ในการุณ ............. จิตเกื้อ
ชี้แจงศาสตร์นำหนุน .......... แก่ศิษย์
พินิจศิลป์เอื้อเฟื้อ............... ชีพให้ได้ดี


ขอร่วมรำลึกนึกถึงพระคุณ และขอก้มกราบไหว้ครู กับคุณวยุรีด้วยครับ และขอยืนยันเลยครับว่าเป็นเพราะครู ชีวิตจิตใจพี่เณรจึงมีวันนี้ได้เช่นกัน วันที่เป็นเด็กดีได้ด้วยการเชื่อฟังครูครับ


โดย พี่เณร [9 ม.ค. 2552 , 11:54:23 น.] ( IP = 58.9.139.81 : : )


  สลักธรรม 7



ความสุขแรกเริ่มคือการได้พบกับ ครู ความสุขต่อมาคือเรียนรู้ได้รับความอบอุ่นจากการอบรมสั่งสอน แล้วก็สุขมากขึ้นเมื่อสามารถทำในสิ่งที่ครูสอนไว้ได้ เพราะรู้สึกว่าได้เป็นนักเรียนที่ดี ทำผลงานดีๆ มาส่งครูได้บ้างแล้ว

มาถึงวันนี้..มีความมั่นใจมากในเส้นทางที่ครูทุกท่านวางไว้ให้ และจะพยายามก้าวต่อไปค่ะ

ด้วยกุศลกรรมที่ได้กระทำมาทางกาย วาจา ใจทุกประการ ของเนรมิตใส่พานทองพร้อมกรองมาลัยมากราบบูชาพระคุณของครูทุกท่านด้วยความเคารพค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [9 ม.ค. 2552 , 12:33:17 น.] ( IP = 125.27.174.68 : : )


  สลักธรรม 8


ณ ที่แห่งนี้เช่นกันที่ได้มอบชีวิตใหม่ให้แก่พี่ดาค่ะ

ขอน้อมกราบระลึกถึงพระคุณครูผู้สร้างชีวิตใหม่ให้ค่ะ

และขอน้อมนำกุศลต่างๆ ที่เพียรกระทำมาทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ใส่พานทอง
หมอบก้มกราบบูชาพระคุณครูทุกๆ ท่านด้วยความรักและเคารพยิ่งค่ะ

โดย พี่ดา [9 ม.ค. 2552 , 20:07:58 น.] ( IP = 124.121.176.50 : : )


  สลักธรรม 9

ขอน้อมรำลึกในพระคุณของคุณครูผู้สร้างทุกๆท่านค่ะ
ที่ทำให้ชีวิตที่ผ่านมา...หลายๆปีนั้น


มีความเปลี่ยนแปลงโดยมีจากแนวทางที่ครูได้พร่ำสอน

แบบอย่างของคณาจารย์ทุกท่านล้วนอุดมด้วยพระคุณอันประเสริฐ
และเปี่ยมด้วยจิตที่มีเมตตาอันใหญ่หลวง


ณ วันที่ใกล้จะถึงวันครู
ขอน้อมนำกุศลที่ได้กระทำมากราบแทบเท้าคุณครูทุกท่าน และจะเพียรใช้ชีวิตตามแนวทางคำสอนที่ท่านได้สอนไว้


ด้วยความเคารพสักการะในพระคุณของท่านค่ะ

โดย น้องอุ๊ [10 ม.ค. 2552 , 19:49:46 น.] ( IP = 125.24.82.176 : : )


  สลักธรรม 10



ณ ที่แห่งนี้ได้ให้ธรรมะที่เป็นแสงสว่างส่องนำทางให้แก่ชีวิต

ครูบาอาจารย์ทุกท่านเป็นผู้มีพระคุณต่อชีวิตนี้โดยมิลืมเลือน

ขอน้อมนำกุศลทั้งมวลที่ได้กระทำมาใส่พานทองก้มกราบบูชาพระคุณคุณครูทุกท่านด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

โดย ธัญธร [10 ม.ค. 2552 , 22:27:40 น.] ( IP = 118.173.38.210 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org