มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความคมชัด (๑)







ความคมชัด (๑)


เช้าวันนี้เป็นวันที่ ๑๑ มกราคม ๑๕๕๒ ซึ่งเป็นวันที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ในบางจังหวัด และเป็นวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุ่งเทพมหานครด้วย ภายในห้องเสือพิทักษ์จึงยังมีสมาชิกมาร่วมสวดมนต์ทำวัตรเช้าไม่มาก เพราะสมาชิกผู้ที่ไปใช้สิทธิ์ดังเดินทางมาไม่ถึง แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาท่านอาจารย์ก็ได้เข้ามาห้องเพื่อดำเนินกิจกรรมด้วยความมีวินัย โดยท่านกล่าวกับลูกศิษย์ที่ยังนั่งกันอยู่บางตาว่า

" ..ในระหว่างที่รอผู้ที่กำลังเดินทางมา เราก็มาตั้งใจใช้ชีวิตให้อยู่ในกุศลผลบุญ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด รักษาหน้าที่ของเราให้มั่นคงที่สุด เพราะเราตั้งใจว่าทุกเช้าวันอาทิตย์เราจะรวมตัวกันมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า มาฟังธรรมและศึกษาธรรม จึงขอให้มองไปที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วตั้งใจที่จะเคารพนบนอบบูชาพระองค์ไว้เหนือเศียรเกล้า แล้วกล่าวคำว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ.."

และเมื่อสวดมนต์วัตรเช้าพร้อมทั้งกล่าวคำแผ่เมตตาจแล้ว ท่านก็ได้เปิดเพลงไหว้ครูให้ทุกคนฟังจนจบแล้วกล่าวสวัสดีกับลูกศิษย์ทุกคน พร้อมทั้งเล่าความรู้สึกว่า ..เพลงไหว้ครู เป็นเพลงที่ได้พยายามหามาเพื่อให้เหมาะกับวันเวลา และสิ่งต่างๆ ที่สามารถทำให้ทุกท่านได้ในวันที่ ๒๘ ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนบอกว่าฟังแล้วซาบซึ้งไปตามเนื้อเพลงที่บอกว่า ..เคยพร่ำเคยสอน..เพราะหลวงพ่อท่านก็พร่ำสอนเรามาอย่างที่เราบอกว่า ..ไม่เคยลืม..

หลายคนที่ได้เข้ามาอ่านกระทู้หรือได้รับฟอร์เวิร์ดไฟล์ข้อมูลไปต่างก็รู้สึกถึงพระคุณของท่าน ส่วนบางคนที่ไม่เคยพบก็อยากจะมาพบบ้าง เพราะเป็นคำสอนชนิดที่ต้องบอกว่า "โดนใจ"

เท่าที่ได้ถามไปว่า "โดนใจ" ตรงไหน ? ท่านหนึ่งบอกว่า ..มาคราวนี้โดนใจมาก ที่หลวงพ่อท่านเตือนว่า คนเราไม่มีเรื่องจะคุยกันหรอก ถ้าหากตัดเรื่องไร้สาระ เรื่องอนุมานเอา และเรื่องโกหกออกไป ก็จะไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกันเลย ..

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [11 ม.ค. 2552 , 17:08:50 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ดังนั้น ก็จะเห็นว่า สิ่งที่เราคุยกันอยู่ทุกวันนี้คือ เรื่องไร้สาระ เช่น จะไปไหน อร่อยไหม อากาศดีหรือเปล่า ..เหล่านี้คือเรื่องไร้สาระที่ไม่เกิดประโยชน์กับเรา หรือแม้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราจริงแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัจจุบันเพราะผ่านมาแล้ว เราจึงมักสนทนากันในเรื่องที่เป็นอดีตแล้วเพ้อเจ้อไปในเรื่องของอนาคต เช่น เราจะวางอนาคตอย่างนี้นะ? นี่เธอถ้าแผ่นดินไหวแล้วจะเป็นอย่างไร? เธออ่านข่าวนี้หรือยัง?

คือล้วนแต่เป็นเรื่องอดีตและอนาคต หลวงพ่อท่านบอกว่า อดีตคือความปด อนาคตคืความฝัน ปัจจุบันคือความจริง

สิ่งต่างๆเหล่านี้เราได้เอามาเสวนากันระหว่างเพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือระหว่างครอบครัว การพูดในที่ประชุมชนของเราหรือในการโทรศัพท์นั้น โอกาสที่จะพูดในเรื่องที่เป็นประโยชน์นั้นยาก เพราะเราสันทัด

เมื่อเราสามารถจับประเด็นได้ว่าอะไรเป็น เรื่องอนุมานเอา เช่น เขาคงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ฉันว่าอีกหน่อยคนนี้คงเป็นอย่างนั้น อีกหน่อยทองคำคงจะขึ้น ราคาก๊าซคงจะลง ..นี่เป็นการอนุมานเอาเพราะเขายังไม่ได้เป็นเลย

และเรื่องที่สามคือ เรื่องโกหก เช่นในการคุยโทรศัพท์กับใครสักคนหนึ่ง แต่เรามีความลับของเราอยู่หรือมีเรื่องที่ไม่อยากบอกใครหรือไม่จำเป็นต้องบอก เช่น เขาถามว่าไปไหนมา? เราก็ตอบว่า เปล่า หรือเขาถามว่า เธอสบายดีหรือ? เราก็ตอบไปว่าสบายดีไม่ต้องห่วง แต่ที่จริงนั้นเรากำลังอาการแย่อยู่..นี่ก็เป็นการโกหกแล้ว

เมื่อตัดทั้งสามเรื่องนี้ออกไปเราก็จะไม่มีเรื่องอะไรคุยกับใคร ชีวิตก็จะดูเรียบสงบ ..แต่เพราะเราไม่ชอบชีวิตที่เงียบ เราไม่ชอบชีวิตที่สงบ เราจึงประสบแต่ปัญหา

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2552 , 17:09:54 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : )


  สลักธรรม 2



ธรรมะบรรยายในวันที่ ๒๘ นั้นตนเองสรุปสิ่งที่หลวงพ่อพูดทั้งหมดนั้นออกมาได้ดังนี้ว่า ..

๑. เรื่องความเบื่อ ..หางาน วุ่นวาย

๒. หยุดนิ่งเพื่อความอิสระจากอัตตา

๓. ความคมชัด ..การปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง

๔. อยู่ทุกวันให้ดีด้วยศีล


โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2552 , 17:11:18 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : )


  สลักธรรม 3



เรื่องที่หนึ่งคือเรื่อง ความเบื่อ พอเบื่อแล้วก็หางานทำ ....แล้วก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมา

ชีวิตของเราอยู่กับความเบื่อหรือที่เรียกว่า เซ็ง ..อยู่คนเดียวก็เซ็ง กินอะไรซ้ำๆ ก็เซ็ง พอเซ็งแล้วก็หางานทำ เช่นหาหนังสือมาอ่าน จัดบ้าน รดน้ำต้นไม้ พรวนดิน ปัดฝุ่น ปัดหยากไย่ แล้วก็ไม่ได้ปัดแค่นั้นแต่มันลามไปงานอื่นต่อ เพราะปัดแล้วก็มีฝุ่นให้ต้องถูพื้น หรือจัดห้องน้ำ เพิ่มกระจกตกแต่งห้องน้ำใหม่ พอเจาะผนังแล้วก็มีฝุ่นตามมา ..เรื่องวุ่นวายต่างๆ จึงได้ตามมา

หลวงพ่อท่านพยายามบอกว่าให้ "หยุด" นั้นก็คือการเตือนถึงนิสัยของเราว่า เราเป็นคนเบื่อง่าย และเมื่อเบื่อแล้วก็ชอบหางาน การที่เราวิ่งไปหางานจนเกิดความวุ่นวายนี้เพราะเกิดมาจากความเบื่อของเราเอง

ฉะนั้น ในการปฏิบัติที่ถูกต้องก็คือ "ไม่ต้องทำอะไรเลย" มีงานคอยรู้ใจเท่านั้นเองว่า ใจเรารู้อะไร

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2552 , 17:11:35 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : )


  สลักธรรม 4



เรื่องที่สอง คือ หยุดนิ่งเพื่อความอิสระจากอัตตา

หลวงพ่อท่านได้พูดถึงเรื่องของความเบื่อให้เห็นก่อน แล้วท่านก็พูดถึงเรื่องอัตตา เพราะถ้าหากเราไม่หยุดนิ่งเราจะมีแต่อัตตาธรรมคือความเป็นตัวตนทั้งนั้นเลย เช่น นี่ของเรา เธอฟังฉันพูดหน่อยสิ เป็นต้น

ถ้าหากไม่มีการหยุดนิ่งแล้วก็ฟุ้งไป ใครฟุ้ง .....ฉัน

ถ้าหากไม่หยุดโกรธ ใครโกรธ ....ฉัน

ถ้าหากไม่หยุดรำคาญ ใครรำคาญ ....ฉัน

ฉะนั้น ความหยุดนิ่ง คือการหยุดทำงานแบบเก่าๆ แต่มามีสติคอยดู มีสติปัญญามาเป็นเอก เป็นการมีอิสระภาพจากอัตตา คือ การนิ่งจากงาน นิ่งจากความคิด มีแต่ความรู้

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2552 , 17:11:54 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : )


  สลักธรรม 5



เรื่องที่สาม คือ ท่านสอนให้เราเจริญสติ

ท่านบอกว่า หากมีสติมากเท่าไหร่จิตใจก็จะยิ่งอ่อนโยนและอ่อนไหวได้มากเท่านั้น เพราะเมื่อเราระลึกรู้สึกตัวว่าเราอยู่ต่อหน้าคนอื่นหรือแขกที่มาหา เราก็ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีการเจรจาพาที ..ความระลึกรู้สึกตัวนี้ก็จะทำให้เราอ่อนโยนขึ้น และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น

โดยเฉพาะที่หลวงพ่อพูดนี้ คือ สติที่ทำให้จิตใจของเราทิ้งจากความหยาบกระด้าง ความเป็นตัวตน ความมีมานะ แล้วก็มีความอ่อนไหวไม่ว่าจะมีอารมณ์อะไรเข้ามาแม้จะแผ่วเบา ความรู้สึกตัวก็เกิดขึ้นได้ง่าย

แต่ถ้าหากเรากระโดดโลดเต้นไม่หยุดนิ่ง เป็นคนลุกรี้ลุกรนเราก็จะไม่รู้ว่าเราเดินผ่านอะไรมาบ้าง เช่นในขณะที่เราอยู่บ้านแล้วเราจะเดินไปดูทีวี เราเดินไปโดยไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ด้านข้างๆบ้าง แต่ถ้าหากเรามีลีลาในการเดินคือมีสติเดิน เราก็จะรู้เลยว่า การที่เราก้าวมาถึงตรงนี้เราผ่านอะไรมาบ้าง

เหมือนกับการที่เรานั่งรถเมล์ที่ขับเร็วๆ ..เราก็รู้ว่าเรานั่งอยู่บนรถที่ขับเร็ว แล้วสิ่งต่างๆ ที่อยู่ข้างทางก็จะพร่ามัวไปหมด อารมณ์ก็จะไม่ชัดเป็นอติมหันตารมณ์ บางคนที่ชอบหลับ ซึ่งหลับจนชินกับทางแล้ว พอมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายก็รู้ว่าใกล้ถึงบ้านแล้วก็จะตื่นขึ้นมากดกริ่งลงได้ถูกป้ายด้วย ..นี่คือความคุ้นที่ทำให้เราไม่เห็นอะไรที่ชัด

แต่ถ้าหากรถแล่นช้าลง ก็เหมือนกับเรามีสติ..เดินช้าลง มีความรู้สึกตัวในการเดินเราก็จะเห็นแง่มุมของสิ่งต่างๆ การที่รถแล่นไปไม่เร็วนักแล้วเราก็เห็นตึกที่รถวิ่งผ่านไป เราก็จะรู้ว่าถึงตรงนั้นตรงนี้แล้ว และเราก็จะมีเซ้นส์ว่าอีกแป๊บเดียวเช่น อีกห้าป้ายรถเมล์เราก็จะต้องลงแล้ว

เมื่อรถแล่นช้าๆ แล้วเราก็มองสิ่งเดิมๆ นั่นแหละ แต่เราจะเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น แช่นต้นไม้ต้นนี้ทำไมจึงมีฝุ่น เห็นช่อมะม่วงหรือเห็นใบมะม่วงในวันนี้ว่าแปลกกว่าทุกวันเพราะมีน้ำมันออกมา เราจะเห็นภาพนั้นชัด คือ ได้ความคมชัด เหมือนกับการปฏิบัติ

การปฏิบัตินั้นต้องการความคมชัด และความคมชัดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการปฏิบัติสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแป๊บๆ วันละห้านาที แล้วเราก็มาบอกว่า เราปฏิบัติธรรมทุกวันเลย ถ้าหากมีเสียงไปกระซิบข้างๆ เราว่า วันละเท่าไหร่จ๊ะ? ห้านาทีแน่ะ แล้วห้านาทีนั้นเป็นเศษหนึ่งส่วนเท่าไหร่ของวัน?

ท่านจึงบอกว่า เราต้องทำอย่างน้อยเจ็ดวัน อย่างน้อยเจ็ดเดือน อย่างน้อยเจ็ดปี ..รับรองมีผลแน่ เพราะการที่เราวางภาระต่างๆลงไปมาอยู่กับชีวิตมาดูแลตัวเองนี้จะได้ประโยชน์มากมาย

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2552 , 17:12:12 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : )


  สลักธรรม 6



เรื่องสุดท้ายที่สรุปได้คือ อยู่ทุกวันให้ดีด้วยศีล

เมื่อวานก็ได้มีโอกาสนั่งอยู่ในห้องนี้ซึ่งมีการสอนเรื่องอารัมมณปัจจัยในวาระกุศลเป็นปัจจัยให้แก่กุศล ซึ่งพี่ดาคือผู้สอนได้ตั้งคำถามว่า ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงวันนี้เราทำกุศลอะไรกันบ้าง? ก็มีการถามความรู้สึกของแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากทำให้ได้ทราบว่าใครคิดอะไร ได้ประโยชน์อะไรไปบ้าง

และได้มีโอกาสสรุปตอนท้ายโดยบอกกับทุกคนว่า มีความรู้สึกของลูกศิษย์คนหนึ่งที่บอกว่า "สิ่งที่ทำให้ตนเองต้องทำกุศลทุกวันนี้เพราะกลัวจน" ตอนที่ได้ฟังนี้ก็รู้สึกขึ้นมาทันทีเลยว่า "เหมือนฉันเลย" ซึ่งตนเองเป็นคนกลัวจนจึงมีการทำทาน เพราะรู้ว่าการไม่จนเป็นเพราะอะไร?

ที่นอกจากการทำทานจะทำให้ไม่จนแล้ว ยังมีการงดเว้นจากการลักเล็กขโมยน้อย การฉ้อฉลยักยอก เพราะถ้าหากทำเช่นนั้นก็หมายความว่าขณะนั้นกำลังทำตนเองให้เป็นคนอดอยากยากจน

ในสองเดือนที่ผ่านมานี้ได้ทำทานมากมายจนนับไม่ถ้วน และก็ตั้งใจเลยว่า ถ้าหากคิดจะทำทานแล้วจะหยิบเงินออกจากกระเป๋าครั้งละไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันบาท เพราะมีการแยกเงินไว้เป็นส่วนๆ ว่า ส่วนนี้ไว้ทำทาน ส่วนนี้ไว้ใช้จ่าย แล้วก็ชนะนิสัยที่ชนะความมัจฉริยะมาตลอด

และเมื่อวานนี้ก็เป็นวันเด็กแต่ตนเองต้องมาที่นี่ ก็ยังรู้สึกว่าสงสารเด็กอยากทำทานกับเด็กๆ ก็มีเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายที่นี่ที่ทำงานอยู่ รพ.รามาธิบดี หลายวันก่อนได้โทรศัพท์เรียกเขามาที่บ้าน เพราะไปร่วมงานวันเด็กด้วยไม่ได้ ให้มาช่วยรับเงินไปซื้อขนมแจกเด็กๆ ที่มารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสักสามพันบาท

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2552 , 17:12:27 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : )


  สลักธรรม 7



พอถัดมาอีกวันหนึ่งก็ได้ส่งเงินค่าเล่าเรียนไปเด็กนักเรียนคนหนึ่งทางภาคเหนือจำนวนสองพันห้าร้อยบาท เป็นเด็กที่ไม่ได้รู้จักอะไรหรอกแต่เห็นเขารำไทยหารายได้พิเศษเป็นค่าเล่าเรียนอยู่ที่พระธาตุดอยสุเทพ ก็สงสารเขาส่งเงินให้เขาเป็นรายเดือนมาตลอดจนวันนี้ก็เข้าปีที่สองแล้ว เพราะมั่นใจเลยว่าเดือนละห้าร้อยบาทนั้นเราสามารถช่วยเหลือเขาได้แน่ และพอถึงครึ่งปีหรือปีหนึ่งครูที่ดูแลอยู่ก็จะส่งรายการมาแจ้งค่าใช้จ่ายและแจ้งผลการเรียนว่าได้คะแนนเท่าใด

ถามว่า ทำไปทำไม? เพราะกลัวจน รู้ความน่ากลัวของความจน และก็เห็นว่าความจนนี้เบียดบังสิ่งดีๆหลายอย่าง และสกัดกั้นโอกาสที่จะไปได้ดีตั้งแต่เริ่มโตขึ้นมาเลย เพราะถ้าจนเสียแล้วการศึกษาก็แย่ และการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ

เรื่องนี้ได้บอกให้น้องๆ ที่ไปเยี่ยมก่อนเข้าห้องผ่าตัดเมื่อหลายปีก่อนว่า ....ให้ทำดีกับพ่อแม่ตนเองไว้แล้วอธิษฐานว่า เกิดชาติหน้าฉันใดขอให้ได้บิดามารดาที่ส่งเสียเราเรียนหนังสือ ..คือให้ทุนแก่เรานั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงซึ้งค่ากับคำว่า "พ่อแม่ไม่มีอะไรจะให้นอกจากความรู้"

ณ วันนี้ก็จะเห็นว่าคุณค่าของความรู้นั้นมีความสำคัญ เหมือนกับการที่เราเดินไต่ระดับคือค่อยๆ เป็นคนมีระดับขึ้นแล้วก็มีสมาคม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขก็จะค่อยๆ ปรับขึ้นไม่ใช่มาแบบหวือหวา ต่างกับคนที่ไม่มีความรู้แต่อยู่ดีๆ ก็ถูกยกขึ้นมาเป็นครู ถูกหยิบขึ้นมาให้คนกราบไว้..พวกนี้จะเหลิงง่าย

เพราะการที่ถูกมาตั้งบนหิ้งนี้ไม่ใช่สายตรงแต่เป็นสายแต่งตั้งก็เลยพยายามที่จะอวดว่า ฉันเป็นอย่างนี้แล้ว แต่พวกสายตรงเขาไม่ต้องทำอะไรเพราะเป็นอยู่แล้ว

จึงกำชับน้องๆ ว่า อธิษฐานนะว่าขอให้ได้บิดามารดาเป็นผู้ชูชุบอุปถัมภ์ให้การศึกษา เพราะถ้าพ่อแม่มีเงินแต่เราไม่มีผลของทานมาพ่อแม่ก็อาจไม่ให้เราเรียนก็ได้ หรือต้องเสียสละให้น้องคนนั้นคนนี้เรียน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเราไม่ได้สร้างเหตุไว้ ฉะนั้นผลของทานจึงมีความสำคัญมาก

หรือพอโตขึ้นมาเข้าโรงเรียนแล้วเราไม่มีอะไรจะกิน ไม่มียางลบจะใช้ ความที่ไม่มีเลยก็ทำให้เกิดความเปรียบเทียบกับคนที่มี แล้วนิสัยที่ติดอยู่ในขันธสันดานมาตั้งแต่ในอดีตคือความอยากได้ ฉะนั้น หากเราไม่มีผลของทานมาก็อาจต้องไปลักเล็กขโมยน้อย และจากลักเล็กขโมยน้อยก็จะกลายเป็นลักมากขโมยใหญ่ ก็จะสร้างภัยให้กับตนเองมากมาย

พอการเรียนไม่ดีไม่มีการศึกษาแล้วชีวิตก็จะลำบากทำงานอยู่แถวๆ เสมียน รับจ้างทำความสะอาดตามบ้าน หรือทำงานโรงงาน ซึ่งมีรายได้น้อย เมื่อมีรายได้น้อยแต่อยากจะทำทานก็ทำไม่ได้เพราะมีอุปสรรคติดขัดไปหมด หลายๆ คนที่อยากจะทำทานมากๆ แต่ก็ได้แต่ถอนหายใจ เฮ้อ! แค่นี้ยังชักหน้าไม่ถึงหลังแลย แล้วจะไปทำอะไรได้

จึงบอกว่าทานเป็นเรื่องสำคัญ ตนเองจึงกลัวมากคือกลัวจนในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไป

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2552 , 17:12:44 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : )


  สลักธรรม 8



เรื่องที่สองคือ กลัวไม่สวยและไม่สง่า จึงตั้งใจอย่างมากเลยว่าในภพชาติหน้าจะเกิดเป็นชายก็ขอให้เป็นชายที่มีบุคลิกดี เกิดเป็นหญิงก็ขอให้เป็นหญิงที่มีบุคลิกดี จึงพยายามรักษาศีล

ความมีบุคลิกดีเป็นเรื่องสำคัญ ก็ขอย้อนเล่าเรื่องลูกศิษย์คนหนึ่งของท่านอาจารย์บุญมีเป็นคนที่เรียนดีเรียนธรรมะเก่ง ท่านอาจารย์บุญมีก็พยายามให้มาเป็นครูช่วยสอน ซึ่งท่านปั้นครูมามากไม่ว่าจะเป็นอาจารย์สรรค์ชัย พรหมฤาษี อาจารย์สุเทพ โพธิสัทธา และอีกหลายๆ ท่านที่สอนพระอภิธรรมในประเทศไทย

ท่านอาจารย์พยายามที่จะปั้นลูกศิษย์คนนี้เพราะว่าเป็นคนที่ปั้นได้ แต่พอลูกศิษย์คนนี้มาหาหลวงพ่อก็มาบอกว่า"ขอไว้ชาติหน้า" เพราะว่าเขาสงสารธรรมะ

ทั้งท่านอาจารย์บุญมีและหลวงพ่อก็ถามว่า ทำไม?

เขาตอบว่า ถ้าผมไปบรรยายธรรมะแต่บุคลิกไม่ดี คนก็จะหาว่าไม่มีทางจะเรียนอย่างอื่นจึงต้องมาเรียนธรรมะ ไปไหนไม่ได้จึงต้องมาเป็นครูสอนธรรมะ จึงสงสารพระศาสนา ไว้รอให้พร้อมในบุคลิก่อนจึงจะมาสอนธรรมะ

ฉะนั้น บุคลิกจึงเป็นส่วนประกอบหลายๆ อย่าง แม้ในการเข้าวงสังคมของเราก็ต้องสังเกตว่า เราเข้าไปนั่งที่ไหนแล้วเขาพากันกระจายออกไป หรือไปนั่งแล้วเขาพากันกระจุกมีคนรุมเข้ามา จึงต้องคอยตรวจสอบตนเองบ้างว่าเราพอจะไปได้นะ หรือจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2552 , 17:13:02 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : )


  สลักธรรม 9



นี่ก็คือเรื่องที่สรุปออกมาได้เกี่ยวกับความเบื่อ เรื่องหยุดนิ่งเพื่อความอิสระจากอัตตา เรื่องความคมชัด และอยู่ทุกวันนี้ให้ดีด้วยศีล

สีเลน สุคติงยันติ สีเลน โภคสัมปทา สีเลน นิพพุติงยันติ ตัสมา สีลังวิโสธะเย ..ศีลนี้เป็นบาทเบื้องต้นในเหมือนเป็นอาภรณ์ เป็นหน้าตาเป็นด่านแรกที่ใครมองปุ๊บก็รู้เลย ..ไม่ใช่รู้รวยจนนะ เพราะบางคนเขาใส่แบบผ้าขี้ริ้วห่อทองก็ได้ แต่ถ้าเห็นคนแบบนี้แล้วเราก็จะคิดเลยว่า โอ้โห ..ขี้เหนียวจังเลย ขนาดตนเองยังไม่ดูแลเลย

อาภรณ์ประดับร่างกายก็คือ ศีล

แต่สมบัติที่อยู่ในร่างกายก็คือ ทาน

และร่มชีวิตก็คือ ปัญญา ที่จะทำให้เราไม่กระทบสิ่งต่างๆ แล้วทำให้เราไม่กระเทือนไปในเรื่องต่างๆ ได้

ฉะนั้น สิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตที่ดีได้เนื่องจากการรักดี การรักดีเป็นสิ่งที่เราต้องทำ และจุดมุ่งหมายสูงสุดที่หลวงพ่อต้องการให้เราเป็นก็คือ ให้เราไม่ทำอะไรเลย

อย่างการที่ไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกันนั้น เขาก็มีห้องให้แล้ว มีที่นอน มีห้องน้ำในห้อง พอถึงเวลาก็มีอาหารมาส่งแล้วก็ไม่ต้องล้างปิ่นโต จึงไม่ต้องทำอะไรเลย แต่มีหน้าที่ดูแลตัวเอง คือดูใจ ว่าใจตัวเองรู้อะไรบ้าง และสิ่งที่ใจรู้นั้นคืออะไร

การไม่ทำอะไรเลย ไม่เป็นเรื่องง่าย เพราะจะเบื่อ จนเหลือทนขึ้นมาต่างก็อยากหาอะไรทำ เพื่อจะวิ่งหนีไปจากความเบื่อ ท่านจึงบอกว่า ให้อยู่ที่บ้านแล้วหัดลองไม่ทำอะไรเลยสักวันหนึ่ง การพยายามไม่ทำอะไรเลยนี่แหละเท่ากับเรากำลังทำ แต่ทำด้วยสติ ..นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อท่านได้สอนเมื่อวันที่ ๒๘

ท่านบอกว่า ความเข้าใจธรรมชาติด้วยสติปัญญา คือเกราะป้องกันอย่างเดียวของชีวิต และยิ่งมีสติมากเท่าใดจิตใจก็จะอ่อนโยนและอ่อนไหวมากขึ้น รับรู้อารมณ์ได้ไว รู้ถึงความเจ็บปวด รู้ถึงความทุกข์ รู้ถึงความไร้สาระ ได้ไวขึ้น และรำคาญในสิ่งที่ไร้สาระได้ดีขึ้นด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2552 , 17:13:18 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : )


  สลักธรรม 10



ก็ขอขอบคุณทุกท่าน และขอเรียนให้ทราบว่าวันที่ ๒๖ เดือนนี้ก็จะไปทำบุญอีกแล้วที่โรงพยาบาลในจังหวัดมหาสารคาม จึงขออนุโมทนากับทุกท่านที่ร่วมบริจาคทรัพย์กันมา (รายละเอียดโปรดอ่านที่กระทู้นี้)

ต้องขอบอกอีกครั้งว่า ไม่ได้รู้จักกับคุณหมอท่านนี้เป็นการส่วนตัวเลย แต่เป็นเพราะมีโอกาสแชทกันในฐานะนักเขียนกลอนในเว็บแห่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็จะมีงานเขียนตามเว็บต่างๆ เช่นที่บ้านจอมยุทธ แต่ระยะหลังต้องมาดูแลลานธรรมะของมูลนิธิก็เลยมักจะแชทสอนธรรมะให้กับลูกศิษย์ทางคอมพิวเตอร์ และก็เปิดโอกาสให้ผู้อื่นเข้ามาคุยด้วย

ซึ่งตนเองก็มีความตั้งใจว่า ในปีหนึ่งนั้นจะขอทำบุญหนักๆ หนึ่งครั้ง แล้วก็ทำมาตลอดหลายปีแล้ว อย่างในปีหนึ่งได้บริจาคเงินหนึ่งล้านบาทให้ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลศิริราช ปีต่อมาก็มอบเครื่องปั๊มหัวใจให้ตึกอัษฏางค์ ปีที่แล้วก็มอบเครื่องฟอกไตให้อีกสองเครื่อง แล้วก็สร้างห้องพักผู้ป่วยให้แก่โรงพยาบาลสิรินธรไปหนึ่งห้อง นี่คือรายการใหญ่ๆ ที่นึกได้

แล้วก็ตั้งใจเลยว่า จะซื้อรถพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลสักหนึ่งคัน เขาบอกราคามาสิบล้านบาทก็เลยคิดว่าจะรอเก็บสะสมเงินไว้ก่อน และระหว่างที่รอยู่นี้ก็ได้มีโอกาสคุยกับคุณหมอท่านนี้แหละซึ่งมีความประทับใจในอัธยาศัยของเขาเป็นอย่างมากที่มีความห่วงใยในสุขภาพของเราเสมอ แล้วก็ให้คำแนะนำต่างๆที่ดีๆ

และในสัปดาห์ก่อนก็ได้ส่งเสื้อกันหนาวไปให้คุณหมอท่านนี้นำไปแจกแล้วร้อยกว่าตัว ซึ่งยังมีส่วนที่เราต้องส่งไปที่อื่นอีกร้อยกว่าตัวเช่นกัน (กระทู้การบริจาคเสื้อกันหนาว)

ได้มีการพูดคุยถามไถ่กันไปมากับคุณหมอท่านนี้ และก็มีโอกาสถามถึงความต้องการของโรงพยาบาลที่ยังขาดแคลนเครื่องใช้อะไรอีกหรือไม่ เพราะตนเองมีเป้าหมายที่จะทำบุญ คุณหมอก็บอกรายการมาให้ทราบแล้ว ในกระทู้นี้ และก็เลยตั้งเป้าการบริจาคไว้ห้าแสนบาทซึ่งได้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคมาแล้วจำนวนหนึ่ง ก็ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย น้องกิ๊ฟ [11 ม.ค. 2552 , 17:13:39 น.] ( IP = 58.9.100.134 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org