มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก(๒๐)




ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๒๐. ผู้เจียมตน

เมื่ออนาถปิณฑิกเศรษฐี สร้างเชตวนารามเสร็จแล้ว ได้ส่งฑูตไปทูลอาราธนาพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ให้เสด็จมานครสาวัตถี ขณะนั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์

พระตถาคตเจ้าเสด็จออกจากนครราชคฤห์ไปยังเมืองเวสาลี ประทับอยู่ ณ เวสาลีพอสมควรแล้วเสด็จดำเนิน มุ่งพระพักตร์สู่สาวัตถีราชธานีแห่งแคว้นโกศล

ครั้งนั้น ศิษย์ของพระฉัพพัคคีย์ (พวก ๖) รีบเดินทางไปก่อนคณะสงฆ์ ซึ่งมี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข ไปจองเสนาสนะ กับที่นอนไว้ว่า ที่นี้สำหรับอุปัชฌายะของพวกเรา ที่นี้สำหรับอาจารย์ของพวกเรา ที่นี้สำหรับพวกเรา

ฝ่ายพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรไปทีหลัง...หลังกว่าคณะสงฆ์ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ท่านหาเสนาสนะที่พักไม่ได้ เพราะเขาจองกันไว้หมดแล้ว จึงไปนั่งอยู่ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้านัก ยังราตรีให้ล่วงไปด้วยการนั่งบ้าง เดินจงกรมบ้าง

เวลาใกล้รุ่ง (ปัจจูสสมัย) พระศาสดาเสด็จออกจากที่ประทับ ทรงกระแอมเบาๆ พระสารีบุตรก็กระแอมเบาๆ ตอบ ตรัสถามว่า

“ใครอยู่ที่นั่น ? ”

“ข้าพระองค์ สารีบุตร พระเจ้าข้า”

พระศาสดาเสด็จเข้ามาใกล้ตรัสถามอีกว่า.. “มาทำอะไรอยู่ที่นี่เวลานี้ ? ”

พระสารีบุตรกราบทูลว่ามาทีหลังหาที่พักไม่ได้ จึงมาพัก ณ โคนไม้นี้

พระศากยมุนีทรงทราบเรื่องแล้ว ทรงสลดพระทัยว่า “บัดนี้ เรายังมีชีวิตอยู่ภิกษุทั้งหลายยังขาดความเคารพยำเกรงกันถึงขนาดนี้ ต่อไปภายหน้า เมื่อเรานิพพานแล้วจักเป็นอย่างไร”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2552 , 08:43:59 น.] ( IP = 58.9.146.54 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

เช้าวันนั้น รับสั่งให้ประชุมพระสงฆ์ในเชตวนารามทรงสอบถามเรื่องราวได้ความจริงแล้ว ทรงติเตียนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์เป็นอันมาก แล้วตรัสถามว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเช่นไรควรได้เสนาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ..บิณฑบาตอันเลิศ ?”

ภิกษุทั้งหลายทูลตอบกันไปต่างๆ เช่น บางพวกว่า ภิกษุผู้บวชจากตระกูลกษัตริย์ควรได้...บางพวกว่าผู้บวชจากตระกูลพราหมณ์ควรได้... บางพวกว่าภิกษุผู้จำทรงพระสูตรควรได้... บางพวกว่าผู้ได้ปฐมฌานควรได้...บางพวกว่าผู้เป็นโสดาบันควรได้...บางพวกว่าผู้เป็นพระอรหันต์ควรได้...

พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องเหล่านั้นไม่ควรเอามาถือเป็นประมาณหรือหลักการตัดสิน ภิกษุทั้งหลาย ! ในศาสนานี้ ควรทำความเคารพกันตามลำดับอาวุโส ผู้แก่พรรษาควรได้เสนาสนะ ข้าวน้ำอันเลิศก่อน
อันนี้แหละเป็นประมาณเป็นหลักการตัดสินในศาสนานี้ ก็บัดนี้สารีบุตรเป็นอัครสาวกเป็นผู้หมุนธรรมจักรให้เป็นไปเช่นเดียวกับเรา เธอควรได้เสนาสนะเป็นที่สองรองจากเรา แต่เมื่อคืนนี้ปรากฏว่าสารีบุตรไม่ได้เสนาสนะเลย ต้องอาศัยอยู่ที่โคนไม้”

ดังนี้แล้ว ทรงแสดงเรื่องในอดีตว่า แม้สัตว์ดิรัจฉานยังรู้จักเคารพกันตามลำดับอาวุโส ก็ไฉนเล่าเธอทั้งหลายผู้บวชแล้วในธรรมวินัยซึ่งเรากล่าวไว้ดีแล้ว จึงไม่เคารพยำเกรงกันเล่า

ภิกษุทั้งหลาย ! เราอนุญาตการลุกรับการอภิวาท การทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม การให้เสนาสนะอันเลิศ ข้าวน้ำอันเลิศแก่ภิกษุผู้แก่พรรษากว่าก่อน ภิกษุผู้อ่อนกว่าไม่ควรกีดกันเสนาสนะภิกษุผู้แก่กว่า ใครกีดกันเป็นอาบัติทุกกฎ”

พระศาสดาตรัสต่อไปว่า... “บุคคลผู้ฉลาดในธรรม เคารพอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ย่อมได้รับสรรเสริญในปัจจุบันนี้ และสัมปรายภพ(ภพหน้า) ของเขาก็เป็นสุคติ”

ดูเถิด ท่านผู้เคารพในธรรม ดูจริยาของพระสารีบุตรผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนยกเว้นพระศาสดา มิได้มีอหังการว่าเราเป็นอัครสาวก แต่เป็นผู้สันโดษและอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เป็นนิตย์ ดังได้กล่าวมาบ้างแล้วแต่หนหลัง

ในการรับเสนาสนะของอนาถบิณฑิกเศรษฐีครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาว่า

“ที่อยู่อาศัย (วิหาร) ย่อมป้องกันหนาวร้อน สัตว์ร้าย เช่น งู ยุง และป้องกันฝนในฤดูฝน นอกจากนี้ยังป้องกันลมแดดได้อีกด้วย การถวายวิหารทานแก่สงฆ์เพื่อให้ท่านได้หลีกเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อการเพ่งพิจารณา เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ ด้วยเหตุนี้ ผู้ฉลาด เล็งเห็นประโยชน์อยู่ พึงสร้างที่อยู่อันรื่นรมย์เพื่อภิกษุผู้เป็นพหูสูตจักได้อยู่อาศัย

อนึ่งพึงมีใจเลื่อมใสถวายข้าวน้ำ ผ้าและเครื่องใช้อื่นๆ อันสมควรแก่สมณบริโภคแก่ภิกษุผู้มีความซื่อตรง พวกเธอได้รับอุปการะอย่างนี้แล้ว ย่อมแสดงธรรมอันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขา เขารู้ทั่วถึงธรรมนั้นแล้วจักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน”

นอกจากอ่อนน้อมถ่อมตนแล้วพระสารีบุตรยังเป็นผู้มีความอดทน และให้อภัยแก่ผู้ประทุษร้ายดังเรื่องต่อไปนี้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2552 , 08:58:48 น.] ( IP = 58.9.146.54 : : )


  สลักธรรม 2

คราวหนึ่ง เมื่อพระบรมศาสดาประทับ ณ เชตวันวิหาร พวกมนุษย์เป็นอันมากในที่แห่งหนึ่งได้พากันกล่าวสรรเสริญคุณของสารีบุตรเถระว่า “พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นผู้มีคุณน่าอัศจรรย์ ประกอบด้วยกำลังคือความอดทน (ขันติ) เมื่อใครๆ ด่าก็ตาม ประหารท่านก็ตาม ความโกรธหาเกิดขึ้นแก่ท่านไม่”

คราวนั้นมีพราหมณ์มิจฉาทิฐิคนหนึ่งกล่าวแย้งว่า ที่ว่าพระสารีบุตรไม่โกรธนั้นเห็นจะเป็นเพราะไม่มีใครยั่วให้โกรธกระมัง ?

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกพราหมณ์” มหาชนปฏิเสธ

“ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าใคร่จะทดลองดู” พราหมณ์ว่า

“ถ้าท่านปรารถนาก็จงดูเถิด” มหาชนท้า

พราหมณ์นั้นมีความประสงค์จะทดลองคุณของพระเถระ เช้าวันหนึ่งเห็นพระเถระสารีบุตรเดินเข้าไปรับภิกษาในละแวกบ้านจึงเดินตามไปข้างหลัง เมื่อได้โอกาสก็ตีกลางหลังของท่านด้วยฝ่ามืออย่างแรง

พระอัครสาวกมิได้เหลียวดูเลย คงเดินไปเรื่อยๆ ด้วยอาการสงบ เมื่อเป็นดังนั้น พราหมณ์ก็เกิดร้อนตัวขึ้นอย่างแรง คิดว่า “โอ พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ด้วยคุณคือขันติอย่างที่คนทั้งหลายเล่าลือจริง”

เขาหมอบลงแทบเท้าของพระเถระ เรียนว่า “ขอท่านจงกรุณาอภัยโทษให้กระผมด้วยเถิด”

“อะไรกันพราหมณ์ ?” พระเถระถาม

“กระผมประหารท่านด้วยต้องการจะทดลอง”

“ช่างเถิด พราหมณ์ อาตมาอภัยให้ท่านแล้ว”

“ถ้าท่านอภัยโทษให้กระผมแล้ว ก็ขอได้โปรดไปรับอาหารที่เรือนของกระผมเถิด ขอได้โปรดส่งบาตรมาเถิด”

พระสารีบุตรส่งบาตรให้ พราหมณ์พาท่านไปยังเรือนของตน อังคาส(เลี้ยงดู) ด้วยอาหารอันประณีต

การที่พราหมณ์ลอบประหารพระสารีบุตรนั้นหาได้พ้นสายตาของมหาชนบางกลุ่มไปไม่ พวกเขาโกรธแค้นว่า “พราหมณ์นั้นประหารพระผู้เป็นเจ้าของเราผู้หาโทษมิได้ เราควรจะต้องฆ่าพราหมณ์นั้นเสีย”

โดย พี่ดอกแก้ว [12 ม.ค. 2552 , 09:07:02 น.] ( IP = 58.9.146.54 : : )


  สลักธรรม 3

พวกเขาถือท่อนไม้และก้อนดินยืนซุ่มอยู่ที่บริเวณประตูบ้านของพราหมณ์

เมื่อฉันเสร็จแล้ว พระเถระมอบบาตรไว้ในมือของพราหมณ์แล้วเดินลงมา พราหมณ์ถือบาตรตาม พวกมนุษย์เห็นดังนั้นจึงเข้าไปเรียนท่านว่าขอท่านรับบาตรแล้วให้พราหมณ์กลับเสียเถิด

“อะไรกันนี่ อุบาสก ?” พระสารีบุตรถาม

“พราหมณ์นี่มันประหารท่าน พวกกระผมจักทำสิ่งที่มันควรได้รับตอบแทน”

“นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พระสารีบุตรจึงว่า..“พวกท่านถูกประหาร หรืออาตมาถูกประหารเล่าอุบาสก ?”

“ท่านเองถูกประหาร”

“พราหมณ์ที่ประหารมาแล้ว แต่เขาขออภัยโทษแล้ว เรื่องแล้วไปแล้วพวกท่านทั้งหลายกลับกันไปเสียเถิด”

ท่านให้มหาชนกลับ และให้พราหมณ์กลับไปยังเรือนของตน ท่านเองไปยังเชตวันวิหาร

ภิกษุทั้งหลายกล่าวยกโทษว่า “อะไรกัน พระสารีบุตรถูกพราหมณ์ประหาร แล้วยังไปนั่งฉันอาหารที่เรือนเขาอีก เมื่อเขาประหารพระเถระเช่นพระสารีบุตรได้ต่อไปก็จะเที่ยวประหารภิกษุอื่นๆ โดยไม่มีความละอายและความเกรงกลัว”

พระศาสดาเสด็จมายังธรรมสภา ทรงทราบเรื่องที่ภิกษุสนทนากันแล้วตรัสว่า “พราหมณ์ประหารพราหมณ์นั้นไม่มี แต่พราหมณ์คฤหัสถ์อาจประหารสมณะได้ อนึ่งความโกรธย่อมถูกทำลายไปด้วยอนาคามีมรรค” ดังนี้แล้วตรัสต่อไปว่า

“พราหมณ์ไม่ควรประหารพราหมณ์ ไม่ควรจองเวรพราหมณ์ น่าติเตียนพราหมณ์ผู้ประหารพราหมณ์ด้วยกัน น่าติเตียนพราหมณ์ผู้จองเวรยิ่งกว่าพราหมณ์ผู้ประหารก่อน การกีดกันใจจากอารมณ์อันเป็นที่รักเป็นความประเสริฐไม่น้อย บุคคลที่สามารถกลับใจได้จากความคิดเบียดเบียนย่อมได้รับความสงบ”

พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายข้อว่า “การกีดกันใจจากอารมณ์อันเป็นที่รักเป็นความประเสริฐไม่น้อย”ไม่ว่า “ความเกิดขึ้นแห่งความโกรธ ชื่อเป็นอารมณ์ที่รักแห่งใจของผู้มักโกรธ”

ถือเอาความว่า อารมณ์อันเป็นที่รัก ในที่นี้ท่านหมายเอาความโกรธ-การกีดกัน ความโกรธเกลียดได้ คือไม่ให้ความโกรธเกิดขึ้นเป็นความประเสริฐไม่น้อย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2552 , 09:15:49 น.] ( IP = 58.9.146.54 : : )


  สลักธรรม 4

พระสารีบุตรเป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์สัทธิวิหาริก และมนุษย์ผู้ปรารถนาบุญ จนบางครั้งทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นแก่ภิกษุทั้งหลาย คิดว่าท่านยังมีความโลภดังเรื่องต่อไปนี้

คราวหนึ่ง พระสารีบุตรอยู่จำพรรษาในชนบทแห่งหนึ่ง พร้อมด้วยภิกษุบริวารประมาณ ๕๐๐ พวกมนุษย์เลื่อมใสในท่าน ได้เตรียมผ้าจำนำพรรษาไว้เป็นอันมาก เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว รีบเดินทางไปเฝ้าพระศาสดาโดยที่ยังไม่ได้รับผ้าจำนำพรรษา ท่านสั่งภิกษุทั้งหลายที่ยังอยู่ในอาวาสนั้นว่า “ถ้าทายกนำผ้าจำนำพรรษามาถวายก็ขอให้รับไว้แล้วส่งไป หรือส่งข่าวไปจะให้ภิกษุมารับ”

ภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า “จนถึงเวลานี้ พระสารีบุตรคงยังมีตัณหา และความโลภอยู่เป็นแน่แท้ จึงได้สั่งภิกษุทั้งหลายไว้ว่า “เมื่อพวกมนุษย์ถวายผ้าจำนำพรรษา ให้ส่งผ้าจำนำพรรษาไปแก่สัทธิวิหาริกของตน หรือเก็บไว้แล้วส่งข่าวไป”

พระศาสดาทรงทราบเรื่องที่ภิกษุทั้งหลายสนทนากันแล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ! สารีบุตรไม่มีตัณหา ไม่มีความโลภแล้ว เธอสั่งความไว้อย่างนั้นก็ด้วยคิดว่า “พวกมนุษย์ผู้หวังบุญจะไม่เสื่อมจากบุญ และสัทธิวิหาริกของตนจะไม่เสื่อมจากลาภอันชอบธรรม ซึ่งพวกตนควรจะได้ ความโลภในลาภหามีแก่สารีบุตรไม่”

“ภิกษุทั้งหลาย !` ตัณหาของผู้ใดไม่มีทั้งโลกนี้และโลกหน้า ไม่มีความหวังพรากกิเลสได้แล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์”

ภราดา ! การกระทำของผู้ไม่มีกิเลสนั้นบางทีก็มีอาการคล้ายมีกิเลส ผู้มีภูมิจิตระดับเดียวกันหรือเหนือกว่าเท่านั้นจึงจะรู้ได้ ทำนองเดียวกัน การกระทำของคนมีกิเลสบางคราวก็มีอาการเสมือนไม่มีกิเลส แต่ความจริงมี เรื่องนี้รู้ได้ยาก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2552 , 09:23:03 น.] ( IP = 58.9.146.54 : : )


  สลักธรรม 5

อีกคราวหนึ่งไปบิณฑบาตที่เรือนแห่งมารดา ในบ้านนาลกะ มารดาของท่านนิมนต์ให้นั่งแล้วอังคาสด้วยขาทนียโภชนียหารแก่พระเถระ พลางด่าไปพลางว่า “ท่านไม่ได้อาหารหรือน้ำข้าวที่เป็นเดน ก็สมควรจะกินน้ำข้าวที่ติดอยู่หลังกระบวยในเรือนของคนอื่น ท่านสละทรัพย์ตั้ง ๘๐ โกฏิออกบวช ทำให้เราฉิบหายเสียแล้ว บัดนี้ท่านจงบริโภคเถิด”

นางได้ถวายอาหารแก่ภิกษุทั้งหลายที่มากับพระสารีบุตร และด่าไปพลางว่า “บุตรของเราออกบวชไปเป็นคนรับใช้ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายทำบุตรของเราให้เป็นคนรับใช้ของตนแล้ว บัดนี้จงบริโภคเถิด”

พระสารีบุตรเถระและพระราหุลรับอาหารเรียบร้อยแล้วกลับไปยังเวฬุวันวิหาร พระราหุลนำอาหารบิณฑบาตไปถวายพระศาสดา พระองค์ตรัสถามว่า “วันนี้ไปบิณฑบาตที่ใด ?”

“ไปที่บ้านคุณย่า พระเจ้าข้า”

“ย่าได้พูดอย่างไรกับสารีบุตร-อุปัชฌายะของเธอบ้าง ?”

“ย่าด่าท่านอุปัชฌายะด้วยถ้อยคำที่รุนแรงมาก พระเจ้าข้า”

“แล้วอุปัชฌายะของเธอพูดอะไรบ้าง ?”

“ไม่พูดอะไรเลย พระเจ้าข้า”

พระศาสดาทรงดุษณี

ภิกษุทั้งหลายทราบเรื่องนั้นแล้วสนทนากันว่า “ท่านทั้งหลาย พระสารีบุตรเป็นผู้มีคุณน่าอัศจรรย์ แม้เมื่อมารดาด่าอยู่ด้วยถ้อยคำรุนแรงก็ไม่โกรธ ไม่พูดอะไร”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า...“ภิกษุทั้งหลาย ! พราหมณ์ในความหมายของเราคือท่าน ผู้ไม่โกรธ มีจิตดี มีศีล ไม่มีตัณหา ฝึกตนดีแล้ว มีสรีระครั้งสุดท้าย (คือไม่ต้องเกิดอีก)”

สำหรับพระอัสสชิเถระนั้น พระสารีบุตรเคารพนับถืออย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่ได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ต่อมาภายหลังแม้ได้รับยกย่อง เป็นพระเถระผู้ใหญ่ระดับอัครสาวกแล้วก็ตาม พระสารีบุตรก็ยังคงเคารพนับถือพระอัสสชิในฐานะอาจารย์อยู่นั่นเอง เคารพนับถือจนถึงกับว่า เมื่อทราบวาพระอัสสชิอยู่ทางทิศใดก็ประคองอัญชลีไปทางทิศนั้นแล้วนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น

ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่ทราบเรื่องนี้ เห็นแต่เพียงอาการภายนอกก็พูดกันว่า “พระสารีบุตรยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไหว้ทิศอยู่นั่นเอง”

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้พระสารีบุตรเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามว่า “สารีบุตร ! ภิกษุทั้งหลายพูดกันว่า เธอยังนิยมการนอบน้อมไหว้ทิศอยู่หรือ ?”

พระสารีบุตรทูลว่า “พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบว่า ข้าพระองค์ไหว้ทิศหรือไม่”

พระตถาคตเจ้าจึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า... “ภิกษุทั้งหลาย ! สารีบุตรหานอบน้อมทิศไม่ แต่เธอนอบน้อมอาจารย์ของตนคือพระอัสสชิเถระ พระสารีบุตรได้อาศัยอัสสชิฟังธรรมจากอัสสชิเป็นครั้งแรกแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผล ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุอาศัยอาจารย์ใดแล้วได้รู้ธรรม เธอพึงนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพอยู่เสมอ เหมือนพราหมณ์ผู้มีปกติบูชาไฟนอบน้อมต่อไป ฉะนั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2552 , 09:32:00 น.] ( IP = 58.9.146.54 : : )


  สลักธรรม 6

“ดูก่อนภราดา ! ปฏิปทาของพระธรรมเสนาบดีที่ปฏิบัติต่อคนทั้งหลาย ผู้เกี่ยวข้องกับตนในฐานะต่างๆ นั้น น่าอัศจรรย์ น่าเลื่อมใส เป็นไปเพื่อคุณความดีแก่ท่านผู้เลื่อมใสแล้วดำเนินตาม”

บุตรของนายช่างทองคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี มีรูปงาม บวชในสำนักของพระเถระ (พระสารีบุตร) พระสารีบุตรคิดว่า คนหนุ่มมีราคะมาก จึงบอกอสุภกัมมัฏฐาน ให้เพื่อกำจัดราคะ แต่กัมมัฏฐานนั้นไม่เป็นที่สบายแก่เธอ (คือไม่ถูกกับอัธยาศัย) เพราะฉะนั้น แม้ท่านจะพยายามทำกัมมัฏฐานอยุ่ในป่าถึง ๓ เดือนก็ไม่ได้คุณพิเศษอะไร แม้ใจแน่วแน่เป็นเอกัคคตาก็ไม่ได้ จึงกลับมาสู่สำนักของพระเถระอีก กราบเรียนให้ท่านทราบว่า ทำกัมมัฏฐานไม่ขึ้น พระเถระบอกอสุภกัมมัฏฐานให้ดีขึ้น ละเอียดขึ้นอีก แม้ในวาระที่ ๒ ภิกษุรูปนั้นก็ไม่อาจทำคุณวิเศษอะไรให้เกิดขึ้นได้ กลับมาบอกพระเถระอีก พระเถระบอกกัมมัฏฐานอย่างเดิมให้อีก แต่เพิ่มเหตุ เพิ่มอุปมาให้ละเอียดยิ่งขึ้น เมื่อนำกัมมัฏฐานนั้นไปทำอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ภิกษุนั้นกลับมาบอกพระเถระอีกว่า ไม่ได้ผล

พระสารีบุตรเถระคิดว่า “ภิกษุทำความเพียรย่อมทราบนิวรณ์ มีความพอใจในกามเป็นต้น ที่มีในตนว่า “มี” ที่ไม่มีในตนว่า “ไม่มี” ก็ภิกษุนี้เป็นผู้ทำความเพียรมิใช่เป็นผู้ไม่ทำเป็นผู้ปฏิบัติ มิใช่เป็นผู้ไม่ปฏิบัติ แต่เราไม่รู้อัธยาศัยของเธอ ภิกษุนั้นเป็นผู้อันพระพุทธเจ้าควรแนะนำ ชะรอยพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงจะแนะนำเธอได้” ดังนี้แล้วในเวลาเย็น พาไปเฝ้าพระศาสดา ทูลเล่าเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบ

ครั้งนั้น พระศาสดาทรงดำริว่า “ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้บำเพ็ญบารมีมาอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมมีอาสยานุสยญาณ (ญาณเป็นเครื่องรู้อัธยาศัยของปวงสัตว์)”

ดังนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงพิจารณาดูอัตตภาพที่ล่วงมาแล้วของเธอทรงเห็นว่า ภิกษุนั้นเกิดในสกุลช่างทองมา ๕๐๐ ชาติ ชอบหลอมให้เป็นดอกไม้มีดอกบัวและดอกกรรณิการณ์เป็นต้น ดังนั้นอสุภปฏิกูลกัมมัฏฐานจึงไม่เหมาะแก่อัธยาศัยของเธอ ทรงเห็นกัมมัฏฐานอื่นอันเหมาะแก่อัธยาศัยของเธอ แล้วตรัสกับพระสารีบุตรว่า “สารีบุตร ! เธอให้ภิกษุนี้ลำบากมาเป็นเวลาถึง ๔ เดือนด้วยบอกกัมมัฏฐานไม่เหมาะแก่อัธยาศัยของเขา เธอไปก่อนเถิด เธอจักได้เห็นภิกษุนี้บรรลุพระอรหัตตผลในไม่ช้า”

พระพุทธองค์ทรงเนรมิตดอกปทุมทอง ประมาณเท่าจักรด้วยพระฤทธิ์แล้วทรงทำให้เป็นเหมือนมีหยาดน้ำจากใบและก้าน แล้วได้ประทานให้ภิกษุนั้น พร้อมตรัสว่า “เอาเถิดภิกษุ จงถือเอาดอกปทุมนี้ไปวางไว้ที่กองทรายท้ายวิหาร นั่งขัดสมาธิแล้วบริกรรมว่า “โลหิตกํ โลหิตกํ=สีแดง สีแดง”

เมื่อเธอรับดอกปทุมจากพระหัตถ์ของพระศาสดาเท่านั้น ใจก็เลื่อมใสและผ่องใส ได้ทำตามที่พระศาสดารับสั่ง

นิวรณ์ทั้งหลายระงับไปในขณะนั้นเอง อุปจารฌานเกิดขึ้น ยังปฐมฌานให้เกิดขึ้นในลำดับแห่งอุปจารฌานนั้น ถึงความเป็นผู้ชำนาญเกี่ยวกับฌาน ๕ อย่าง คือชำนาญในการนึก ในการเข้า ในการออก ในการตั้งอยู่
และการพิจารณานั่งอยู่ที่เดียวนั่นเอง บรรลุฌานทั้งหลายมีทุติยฌาน เป็นต้น นั่งเล่นจตุตถฌานที่ชำนาญแล้วอยู่

พระศาสดาทรงทราบว่า ฌานทั้งหลายเกิดแก่ภิกษุนั้นแล้ว ทรงพิจารณาต่อไปว่า “เธอจักอาจเพิ่งยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้นโดยลำพังตนเองหรือไม่หนอ” ทรงทราบว่า “เธอจักไม่อาจ” แล้วทรงอธิษฐานว่า “ขอดอกปทุมนั้นจงเหี่ยวแห้งไป”

ดอกปทุมนั้นเหี่ยวแห้งมีสีดำ เหมือนดอกปทุมที่ถูกขยี้ด้วยมือ ภิกษุนั้นออกจากฌานแล้วแลดูดอกปทุมเห็นอนิจจลักษณะว่า “ทำไมหนอ ดอกปทุมจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ เมื่ออนุปาทินนกสังขาร (สังขารที่ไม่มีใจครอง) ยังถูกความชราครอบงำอย่างนี้แล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงอุปาทินนกสังขาร”

เมื่อท่านเห็นอนิจจลักษณะแล้ว ทุกขลักษณะและอนัตตลักษณะก็เป็นอันเห็นด้วยภพทั้ง ๓ ปรากฏแก่ท่านดุจไฟติดทั่วแล้ว และดุจซากศพอันบุคคลผูกไว้ที่คอ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2552 , 09:40:26 น.] ( IP = 58.9.146.54 : : )


  สลักธรรม 7

ขณะนั้น พวกเด็กลงสู่สระแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่ภิกษุนั่นนั่งอยู่นัก เด็ดดอกโกมุททั้งหลายแล้วกองไว้บนบก ภิกษุนั้นแลดูดอกโกมุททั้งบนบกและในน้ำ เห็นดอกโกมุทในน้ำสวยงาม แต่ดอกโกมุทบนบกเหี่ยวแห้ง เธอเห็นอนิจจลักษณะและถึงความสลดใจว่า

“ชราย่อมกระทบอนุปาทินนกสังขารอย่างนี้ ทำไมเล่าจะไม่กระทบอุปาทินนกสังขารเล่า”

พระศาสดาทรงทราบว่า บัดนี้กัมมัฏฐานปรากฏแก่ภิกษุนี้แล้ว ประทับนั่งในพระคันธกุฏิเปล่งพระรัศมีไป พระรัศมีนั้นกระทบหน้าภิกษุนั้น เธอพิจารณาอยู่ว่า “อะไรหนอ !” พระศาสดาได้เป็นประหนึ่งว่า เสด็จมาประทับอยู่ตรงหน้าท่านลุกขึ้นประคองอัญชลี ลำดับนั้นพระศาสดากำหนดอัธยาศัยของเธอ แล้วตรัสว่า

“จงตัดหรือถอนความเยื่อใยของตน เหมือนบุคคลถอนหรือตัดดอกบัวในสารทกาลด้วยมือ จงพอกพูนทางแห่งความสงบ เพราะพระนิพพานพระสุคตก็ทรงแสดงไว้แล้ว”

เมื่อจบเทศนาภิกษุรูปนั้นได้บรรลุอรหัตตผล

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2552 , 09:43:10 น.] ( IP = 58.9.146.54 : : )


  สลักธรรม 8

กับนางเปรต

ท่านพระสารีบุตรเถระถามนางเปรตตนหนึ่งว่า ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียดซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูกรนางผู้ซูบผอมมีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครเล่า มายืนอยู่ในที่นี้ ฯ

นางเปรตนั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรตเข้าถึงทุคติเกิดในยมโลก ได้ทำกรรมอันชั่วไว้ จึงไปจากมนุษย์โลกสู่เปตโลก ฯ

พระเถระถามว่า ท่านทำกรรมชั่วอะไรด้วยการ วาจา ใจ เล่า ท่านไปจากมนุษยโลกนี้สู่เปตโลก เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ฯ

นางเปรตนั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่าใดเป็นบิดาก็ดี มารดาก็ดี หรือแม้เป็นญาติ ผู้มีจิตเลื่อมใส
พึงชักชวนดิฉันว่า จงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ชนผู้อนุเคราะห์แก่ดิฉันเช่นนั้นมิได้มี เพราะไม่ได้ทำกุศลกรรมมีทานเป็นต้น ดิฉันจึงเป็นเปรตเปลือยกาย ถูกความหิวและความกระหายเบียดเบียนเที่ยวไปเช่นนี้ตลอด ๕๐๐ ปี นี่เป็นผลแห่งบาปกรรมของดิฉัน

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันมีจิตเลื่อมใสจะขอไหว้ท่าน ข้าแต่ท่านผู้แกล้วกล้า มีอานุภาพมาก ขอท่านจงอนุเคราะห์แก่ดิฉันเถิด ขอท่านจงให้ทานอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วจงอุทิศกุศลมาให้ดิฉันบ้าง ขอท่านจงเปลื้องดิฉันจากทุคติด้วยเถิด ฯ

ท่านพระสารีบุตรเถระผู้มีใจอนุเคราะห์ รับคำของนางเปรตนั้นแล้ว จึงถวายข้าวคำหนึ่ง ผ้าประมาณเท่าฝ่ามือผืนหนึ่ง และน้ำดื่มขันหนึ่ง แก่ภิกษุรูปหนึ่งแล้ว อุทิศส่วนบุญไปให้นางเปรตนั้น พอท่านพระสารีบุตรเถระอุทิศส่วนบุญให้ ข้าว น้ำ และเครื่องนุ่งห่ม ก็บังเกิดขึ้นทันที นี่เป็นผลแห่งทักษิณา

ภายหลังนางเปรตนั้นมีร่างกายบริสุทธิ์ นุ่งห่มผ้าอันสะอาด มีค่ามากยิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสีมีวัตถาภรณ์อันวิจิตรงดงามเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรเถระ ฯ

พระสารีบุตรเถระถามหญิงเปรตอีกตนหนึ่งว่า ดูกรนางเปรตผู้ผอมมีแต่ซี่โครง ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ท่านเป็นใครหรือ มายืนอยู่ในที่นี้ ฯ

นางเปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อนดิฉันเป็นมารดาของท่าน ในชาติเหล่าอื่น ดิฉันเข้าถึงเปรตวิสัย เพียบพร้อมไปด้วยความหิวและความกระหาย เมื่อถูกความหิวครอบงำแล้วย่อมกินน้ำลาย น้ำมูก เสมหะอันเขาถ่มทิ้งแล้ว และกินมันเหลวแห่งซากศพที่เขาเผาอยู่ที่เชิงตะกอน กินโลหิตของหญิงทั้งหลายที่คลอดบุตร และโลหิตแห่งบุรุษทั้งหลายที่ถูกตัดมือ เท้า และศีรษะที่เป็นแผล กินเนื้อเอ็นและข้อมือ ข้อเท้าเป็นต้นของชายหญิง

กินหนองและเลือดแห่งปศุสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อยู่อาศัย นอนบนเตียงของผู้ตาย ซึ่งเขาทิ้งไว้ในป่าช้า ลูกเอ๋ยขอลูกจงให้ทานแล้วอุทิศส่วนบุญมาให้แม่บ้าง ไฉนหนอแม่จึงจะพ้นจากการกินหนองและเลือด ฯ

ท่านพระสารีบุตรเถระผู้มีจิตอนุเคราะห์ ได้ฟังคำของมารดาแล้ว จึงปรึกษากับท่านพระมหาโมคคัลลานะเถระ ท่านพระอนุรุทธะ และท่านพระกัปปินะ แล้วให้สร้างกุฎี ๔ หลัง ในทิศทั้ง ๔ แล้วถวายกุฎีเหล่านั้น ข้าวและน้ำแก่สงฆ์ อุทิศส่วนกุศลไปให้มารดา ในทันใดนั้นเอง ข้าว น้ำ และผ้า ก็บังเกิดเป็นวิบาก นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ภายหลังนางมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอันมีค่ายิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยวัตถาภรณ์อันวิจิตรเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ฯ

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ม.ค. 2552 , 09:54:22 น.] ( IP = 58.9.146.54 : : )


  สลักธรรม 9

มาอ่านตอนนี้ ...ประทับใจมากกับจริยาที่งดงามของพระสารีบุตรที่ปฏิบัติตามลำดับคิว ..(อิอิ) ประกอบกับความไม่มีกิเลสของท่านด้วยมังคะที่ทำให้ปุถุชนคนธรรมดารู้สึกถึงความแปลกที่ท่านไม่โวยวาย

พออ่านไปถึงตรงที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยให้มีการเคารพอาวุโส เพื่อจัดระเบียบสงฆ์ให้เรียบร้อยงดงามตราบไปจนถึงภายภาคหน้านั้น ...ทำให้เห็นถึงความละเอียดรอบคอบของผู้บริหารหมู่คณะที่จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้ส่วนรวมถือปฏิบัติอย่างไม่ขัดแย้ง และไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่หมู่คณะด้วย เพราะหมู่คณะที่ขาดความสวยงามก็เหมือนกับการทำลายตนเองให้ตกต่ำด้วยเหมือนกัน จึงนึกถึงพระพุทธดำรัสที่ตรัสว่า ..หากสิ้นพระองค์แล้วพระธรรมวินัยจะเป็นศาสดาของเธอ..

และก็นึกดีใจที่ได้ศึกษาพระอภิธรรม เพราะทำให้เข้าใจสภาวะและการกระทำของพระอริยบุคคลท่านได้ง่าย ไม่สุ่มเสี่ยงไปสรุปหรือเดาความรู้สึกของท่านโดยใช้ภาษาที่ทำลายคุณของท่านให้กลายเป็นผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่อีก

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาฝากเสมอๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ม.ค. 2552 , 13:48:04 น.] ( IP = 125.27.170.214 : : )


  สลักธรรม 10


อ่านแล้วรู้สึกประทับใจในพระจริยวัตรอันงามของพระสารีบุตรยิ่งนัก

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาให้อ่านเป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [12 ม.ค. 2552 , 17:24:41 น.] ( IP = 124.121.174.197 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org