| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก(๒๑)
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๒๑.พระมหาโมคคัลลานะ กับโกสิยเศรษฐี
ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานซึ่งได้รับการยกย่องจากพระศาสดา และเป็นที่ยอมรับในหมู่พุทธบริษัทว่าเลิศทางมีฤทธิ์ ไม่มีใครเสมอเหมือนนั้น ได้กล่าวถึงประวัติของท่านไว้คู่กับพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรบ้างแล้วในเบื้องต้น
ในที่นี้จะนำเอาบางเรื่องที่ท่านพระมหาโมคัลลานะได้ใช้ฤทธิ์ของท่านให้เป็นประโยชน์ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาสู่กันฟังพอเป็นเครื่องบันเทิงจิต และเพื่อสร้างแนวความคิดในทางที่ถูกว่า ฤทธิ์นั้นมีจริง เป็นจริง เป็นผลพลอยได้ของการบำเพ็ญสมาธิภาวนา เป็นอานุภาพของจิต ซึ่งได้รับการฝึกฝนดีแล้ว ซึ่งมีอยู่เหนือสามัญชนเป็นอันมาก
ฤทธิ์นั้นมีประโยชน์เป็นอันมากในการฝึกคนที่ฝึกยาก มีทิฐิจัด หรือมีอาสวะหนาแน่นให้คลายลงเสียก่อน เพื่อสะดวกแก่การสอนธรรมอันละเอียด ลุ่มลึกต่อไป เช่นเรื่องของโกสิยเศรษฐี
ไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์นัก มีนิคมหนึ่งชื่อสักกระ ในนิคมนี้ มีเศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์ถึง ๘๐ โกฏิ แต่มีนิสัยตระหนี่มาก ไม่ปรารถนาสงเคราะห์ใคร แม้น้ำมันสักหยดหนึ่งก็ไม่ให้ใครเปล่าๆ นอกจากไม่สงเคราะห์คนอื่นแล้ว ยังไม่สงเคราะห์ตนเองอีกด้วย ไม่ใช้ทรัพย์เพื่อความสุขของตน ทรัพย์สมบัติของเขาจึงไม่เป็นประโยชน์แก่ใครเลย เขามีความพอใจด้วยการมองดูทรัพย์ที่เพิ่มพูนขึ้นเหมือนมดแดงเฝ้าหวงแหนมะม่วง
วันหนึ่ง เศรษฐีโกสิยะไปเฝ้าพระราชา ตอนกลับจากที่เฝ้า เขาพบชาวบ้านที่ยากจนคนหนึ่งกำลังกินขนมเบื้องอย่างเอร็ดอร่อย เพราะความหิวบีบคั้นมานานเศรษฐีอยากกินบ้าง แต่เสียดายทรัพย์ จะบอกภรรยาว่าอยากกินขนมเบื้องก็ไม่กล้าบอก เกรงว่าได้ยินถึงหูคนอื่นแล้วจะพากันอยากกินบ้าง จะบอกให้ภรรยาทำให้กินก็เกรงว่า คนอื่นจะกินด้วย ถ้าเป็นดังนั้นจะหมดเปลืองเป็นอันมาก ซึ่งข้าวสาร งา เนยใส น้ำอ้อย เป็นต้น
เขาอดกลั้นความอยากนั้นไว้ อันความทุกข์เพราะความอยากบีบคั้นแล้วเนืองๆ จนผ่ายผอมลง มีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น เมื่อไม่อาจทนได้อีกต่อไป จึงเข้าห้องนอนด้วยความระทมทุกข์
ดูเถิด ! ดูเศรษฐีผู้มีทรัพย์ถึง ๘๐ โกฏิ แต่กลายเป็นคนยากจน แม้ขนมเบื้องก็ไม่อาจกินได้ เพราะความตระหนี่บีบคั้นครอบงำหัวใจ คนตระหนี่แม้จะมีทรัพย์ก็เหมือนคนยากจน เหมือนน้ำทะเลแม้มีมากก็อาศัยบริโภคไม่ได้ มันเค็มส่วนทรัพย์คนดีแม้มีน้อยก็พลอยได้พึ่ง เหมือนน้ำบ่อพออาศัยอาบดื่มให้เป็นสุขโดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 07:24:53 น.] ( IP = 58.9.135.51 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1พระผู้มีพระภาคเจ้าเคยตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ทรัพย์ของคนพาลของอสัตบุรุษ ไม่อำนวยประโยชน์สุขแก่ใครๆ รวมทั้งตัวเขาเองด้วย เหมือนสระโบกขรณี อันตั้งอยู่ในที่ไม่มีมนุษย์ แม้จะใสสะอาดจืดสนิท เย็นดี มีท่าลงสะดวก น่ารื่นรมย์ มหาชนก็หาได้อาบได้ดื่มไม่ น้ำนั้นตั้งอยู่อย่างไร้ประโยชน์
ส่วนคนดีเมื่อมีทรัพย์แล้วย่อมบำรุงตน มารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ ให้เป็นสุข บำรุงสมณะพราหมณาจารย์ให้เป็นสุข เปรียบเหมือนสระโบกขรณีอันตั้งอยู่ไม่ไกลหมู่บ้าน มหาชนย่อมได้อาศัยอาบดื่มและใช้สอยตามต้องการ โภคะของเขาหาสิ้นไปโดยไร้ประโยชน์ไม่
คนจนนั้นมีอยู่ ๒ ประเภทคือ ประเภทหนึ่งมีเท่าไรไม่รู้จักพอ อีกประเภทหนึ่ง มีน้อยจนไม่เพียงพอกับความจำเป็นของชีวิต แต่มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้กำหนดขอบเขตแห่งสิ่งที่จำเป็นของตนไว้ จึงดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็จำเป็นไปหมด กลายเป็นคนกระหายอยู่ตลอดเวลา ดังที่พระรัฐปาละผู้เลิศทางศรัทธาของพระศาสดาได้กล่าวไว้ว่า สัตว์โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่อิ่มไม่เบื่อ จึงตกเป็นทาสของตัณหา (อูโน โลโก อติตฺโต ตณฺหาทาโส)
ภรรยาของเศรษฐีเป็นคนมีอัธยาศัยดี ใจคอกว้างขวาง เห็นเศรษฐีนอนบนเตียงด้วยอาการทอดถอนเช่นนั้นจึงกล่าวว่า
ท่านไม่สบายเป็นอะไรไปหรือ ?
ไม่เป็นอะไร เศรษฐีตอบพร้อมสั่นหน้า แล้วเหม่อมองเพดาน
ภรรยามองด้วยท่าทางสงสัยก่อนจะถามว่า
พระราชากริ้วท่านหรือ?
ไม่ ไม่ใช่
ถ้าอย่างนั้นพวกลูกๆ หญิงชาย หรือญาติ ทาส กรรมกร ทำอะไรไม่ถูกใจท่าน ให้ท่านร้อนใจหรือ?
ไม่มี เศรษฐีปฏิเสธ
ท่านต้องการอะไรแล้วไม่ได้ หรือว่าอยากรับประทานอะไรบ้างหรือ ?
ตรงนี้ถูกจุด แต่เพราะความกลัวเสียทรัพย์ เศรษฐีจึงกลืนน้ำคำไว้เสียในอกเมื่อภรรยารบเร้าถามหนักเข้า เขาจึงพูดอ้อมแอ้มว่า
ฉันอยากกินอะไรบางอย่าง
ฉันอยากกินขนมเบื้อง พูดหลุดปากออกมาอย่างยากเย็น
ภรรยาเศรษฐีเบือนหน้าไปยิ้มเสียทางหนึ่ง ด้วยความรู้สึกขบขัน เศรษฐีก็รู้เหมือนกันว่าถูกยิ้มเยาะ โทสะจนไม่อาจยั้งได้ จึงกล่าวว่า
ขบขันนักหรือ? เห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างนั้นหรือ ?
ภรรยาเศรษฐีรู้สึกตัวจึงกล่าวว่า
ท่านเศรษฐี ! ใครๆ เขาก็รู้กันว่า ท่านมีทรัพย์สมบัติมากมาย เพียงแค่อยากรับประทานขนมเบื้องเท่านี้ ท่านทนอดอยู่ทำไม ? ทำไมท่านไม่บอกข้าพเจ้าสักคำหนึ่ง เอาละท่าน ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้แล้ว จะทำขนมเบื้องให้พอคนกินทั้งนิคมนี้
เศรษฐีผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ พร้อมกล่าวเสียงดังว่า
จะมีประโยชน์อะไร แม่คุณ คนพวกนั้นทำงานให้เราหรือ ? เขาทำงานของเขาก็กินของเขาซี
ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะทอดขนมเบื้องให้เพียงพอแก่คนในตรอกนี้ ภรรยาเศรษฐีแสดงความใจกว้างต่อไป
โอ แม่คุณ ฉันรู้มานานแล้วว่าแม่น่ะรวยทรัพย์ ไม่ต้องทำอวดหรอก เศรษฐีประชด
ถ้าอย่างนั้น จะทอดขนมเบื้องให้พอแก่คนทั้งหมดที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง
ความที่เธอมีอัธยาศัยกว้างขวางน่ะ ใครๆ เขาก็รู้กันแล้ว ไม่ต้องประกาศอีกหรอก เศรษฐีว่า
ถ้าอย่างนั้น ขอทอดให้เพียงพอแก่คนในเรือนของเรา
ไม่จำเป็น พวกนั้นเขาหากินเองได้
ถ้าอย่างนั้นทอดให้พอแก่เราสองคน..ท่านและข้าพเจ้า
เธอกินด้วยหรือ
ถ้าอย่างนั้นทอดให้ท่านคนเดียวโดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 07:37:09 น.] ( IP = 58.9.135.51 : : )
สลักธรรม 2เศรษฐีพยักหน้ารับและกล่าวว่า ถ้าเธอทอดขนมที่นี่ คนจำนวนมากในบ้านนี้ย่อมหวังจะกินด้วย หมดเปลืองโดยใช่เหตุ ดังนั้น ถ้าเธอจะทำให้ฉัน ก็จะเอาสิ่งของต่างๆ เช่น ข้าวสาร น้ำนม เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อยอย่างละนิดอย่างละหน่อยขึ้นไปบนปราสาทชั้น ๗ ทอดที่นั่น แล้วก็ เอ้อ ข้าวสารนั้น อย่าเอาข้าวสารอย่างดีไป ให้เอาข้าวสารอย่างเลว ป่นๆ นั่นแหละไป ฉันคนเดียวเท่านั้นที่จะนั่งกินที่นั่น
ภราดา ! กิริยาอาการของเศรษฐีที่ไม่มีจิตน้อมไปเพื่อบริโภคใช้สอยของประณีต พอใจแต่จะบริโภคใช้สอยแต่ของเลวๆ นั้น ถ้าวินิจฉัยตามหลักพระพุทธศาสนา ท่านว่าเป็นเพราะอกุศลวิบากที่เมื่อทำบุญให้ทานไปแล้ว รู้สึกเสียดายในภายหลัง อกุศลวิบากนั้นมาสร้างอุปนิสัยให้เบียดเบียนตนเอง ไม่น้อมจิตไปเพื่อความสุข
อันตนจะพึงได้รับตามสมควรแต่ฐานะของตน
ภรรยาเศรษฐีใช้คนรับใช้หญิง ช่วยถือสิ่งของต่างๆ ขึ้นไปบนปราสาทชั้นที่ ๗ แล้วไล่คนรับใช้ลงมาเสีย
เศรษฐีขึ้นไปแล้วปิดประตูใส่กลอนทุกประตู ตั้งแต่ประตูแรกเข้าไป ภรรยาเศรษฐีเริ่มทอดขนมเบื้อง
ปัจจุสกาล...ใกล้รุ่งวันเดียวกันนั่นเอง พระผู้มีพระภาค ผู้อนุเคราะห์โลกออกจากมหาสมบัติ ทรงแผ่ข่ายคือพระญาณออกสำรวจดูหมู่สัตว์ในโลกธาตุ ผู้มีอุปนิสัยควรแก่การบรรลุมรรคผลด้วยพระมหากรุณา ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของเศรษฐีพร้อมทั้งภรรยา ณ กรุงราชคฤห์แล้ว ตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานะมาเฝ้า ทรงเล่าเรื่องของเศรษฐีชื่อโกสิยะให้พระสาวกผู้เลิศทางฤทธิ์ทราบแต่โดยย่อ แล้วตรัสว่า
มหาโมคคัลลานะ ! แต่เศรษฐีนั้นพร้อมด้วยภรรยา เป็นผู้มีอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผล เราต้องสงเคราะห์เขา ถ้าเราไม่ช่วยเหลือเขาจะเสื่อมจากอริยคุณอันพึงได้ในชาตินี้
โมคคัลลานะ ! เธอจงไปปราบเศรษฐีให้สิ้นพยศ แล้วให้นำขนม น้ำนม เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย มายังเชตวันวิหารด้วยกำลังฤทธิ์ของเธอ วันนี้เราพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ จะนั่งคอยทำภัตตกิจด้วยขนมนั้นเท่านั้น
พระมหาเถระรับพระพุทธบัญชาแล้วได้เดินทางไปสักกรนิคมใกล้เมืองราชคฤห์ ซึ่งถ้าเดินทางอย่างคนธรรมดา ก็จะใช้เวลาแรมเดือน เพราะไกลมากถึง ๔๕ โยชน์ แต่พระเถระไปด้วยกำลังฤทธิ์เพียงครู่เดียว เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนออก หรือคู้แขนเข้า ยืนอยู่ที่ช่องหน้าต่างแห่งปราสาทชั้นที่ ๗
เมื่อได้มองไปเห็นพระเถระ ดวงใจของเศรษฐีสั่นสะท้านด้วยความตกใจระคนด้วยความตระหนี่ เขาคิดว่า เราอุตส่าห์มาทอดขนมเบื้องบนปราสาทชั้นที่ ๗ ก็เพราะกลัวคนทั้งหลายจะเห็นจะร่วมกิน รวมทั้งคนประเภทนี้ด้วย แต่สมณะนี้มายืนอยู่ที่ช่องหน้าต่าง แล้วเราจะทำอย่างไรดี เมื่อมองไม่เห็นสิ่งใดที่ตนจะใช้เป็นเครื่องมือไล่พระเถระได้ จึงทำเสียงพึมพำๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
สมณะ ! ท่านยืนอยู่ในอากาศตรงช่องหน้าต่างจะได้อะไร ถึงท่านจะเดินจงกรม (เดินกลับไปกลับมา) ในอากาศก็จะไม่ได้อะไรจากข้าพเจ้าโดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 07:46:54 น.] ( IP = 58.9.135.51 : : )
สลักธรรม 3พระเถระเดินจงกรมในอากาศ
สมณะ ! ท่านเดินจงกรมในอากาศจะได้อะไร แม้ท่านนั่งคู้บัลลังก์ (นั่งขัดสมาธิ) ในอากาศก็จะไม่ได้อะไร
พระเถระนั่งคู้บัลลังก์
สมณะ ! ท่านนั่งคู้บัลลังก์จะได้อะไร แม้ท่านจะมายืนอยู่ที่กรอบหน้าต่าง ท่านก็จะไม่ได้อะไร
พระเถระมายืนที่กรอบหน้าต่าง
สมณะ ! ท่านยืนที่กรอบหน้าต่างจะได้อะไร แม้ท่านจะบังหวนควันก็จะไม่ได้อะไร
พระเถระบังหวนควัน ขณะนั้นควันที่พระเถระบังหวนออกมาแผ่กระจายครอบคลุมปราสาทของเศรษฐีทั้งหมด เศรษฐีแสบตาเหมือนคนเอาเข็มมาแทง เศรษฐีไม่กล้าพูดว่า ถึงท่านจะให้ไฟลุกโพลงขึ้นก็จะไม่ได้อะไร เพราะกลัวไฟไหม้ปราสาท ขณะนั้นเขาก็คิดว่า สมณะนี้ทนทานนัก ไม่ได้อะไรๆ แล้วคงไม่ยอมไปเป็นแน่ เราควรถวายขนมให้ท่านสักหน่อยหนึ่ง ดังนี้แล้วกล่าวกับภรรยาว่า ทอดขนมชิ้นเล็กๆ สักชิ้นหนึ่งให้สมณะนี้ จักได้ไปเสียที
ภรรยาเศรษฐีหยอดแป้งลงไปนิดเดียว แต่ขนมกลายเป็นชิ้นใหญ่มากขึ้นทุกทีจนเต็มถาด
เศรษฐีเห็นดังนั้นคิดว่า ชะรอยนางจะใส่แป้งมากไป จึงตักแป้งหน่อยหนึ่งด้วยมุมทัพพี - ตักเองแล้วหยอดลงไป ขนมได้กลายเป็นใหญ่กว่าชิ้นก่อนเสียอีก
แม้เศรษฐีจะทำอย่างเดียวกันอีกหลายครั้ง ก็มีผลออกมาเป็นอย่างเดิม จนเบื่อหน่าย จึงกล่าวกับภรรยาว่าขอให้ให้ขนมแก่สมณะสักชิ้นหนึ่ง นางจึงนำขนมที่ทอดเสร็จแล้วจากกระเช้า ขนมในกระเช้าเกิดติดกันแน่นทั้งหมด แยกเท่าไหร่ก็ไม่ออก เศรษฐีเองพยายามแยกเท่าไรก็ไม่ออก ทั้งสองช่วยกันดึงเท่าไรก็ไม่ออก (นี่เป็นด้วยอำนาจฤทธิ์ของพระเถระ) เศรษฐีและภริยาพยายามดึงขนมจนเหงื่อโซมกาย ความหิว
ก็หายไป
เศรษฐีกล่าวกะภรรยาว่า ฉันไม่ต้องการขนมแล้ว จงให้แก่สมณะนี้ไปทั้งหมดเถิด ภรรยาเศรษฐีถือกระเช้าขนมเข้าไปหาพระเถระเพื่อถวาย
พระอัครสาวกฝ่ายซ้ายผู้เลิศด้วยฤทธิ์ได้แสดงธรรมให้ท่านทั้งสองฟัง ถึงคุณของพระรัตนตรัย และผลของทานเป็นต้น โดยนัยดังนี้-โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 07:53:08 น.] ( IP = 58.9.135.51 : : )
สลักธรรม 4
ณ เชิงหิมาลัยบรรพต มีแคว้นหนึ่ง นามศากยะ พระราชาผู้ครองคือพระเจ้าสุทโธทนะ พระอัครมเหสีแห่งพระราชานั้นพระนามศิริมหามายา พระนางประสูติพระราชโอรสพระนามสิทธัตถะ พระสิทธัตถะราชกุมาร
ได้ทรงมีดวงตาคือ ปัญญามองเห็นทุกข์ของโลก จึงทรงสละโลกียสุขทั้งมวล ออกแสวงหาธรรมเป็นเครื่องพ้นจากความทุกข์ เมื่อพระชนมายุเพียง ๒๙ พรรษา ทรงทำความเพียงอย่างไม่ย่อท้อ ทรงทำความเพียรอย่างยอดเยี่ยมอยู่ ๖ ปี จนพระชนม์ ๓๕ จึงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ต่อจากนั้นอาศัยพระมหากรุณาอันเปี่ยมอยู่ในพระหฤทัย จึงเที่ยวสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ละเว้นความเห็นแก่ตัว หรือแสวงหาความสุขเฉพาะตน แล้วเบียดเบียนผู้อื่น ทรงสอนให้มนุษย์เอื้อเฟื้อต่อกัน ช่วยเหลือกัน มีจิตปราศจากจองเวร แต่ให้มีเมตตาปรานีต่อกัน คำสั่งสอนของพระองค์เรียกว่า พระธรรมผู้ปฏิบัติตามพระธรรม ย่อมปลอดจากการเบียดเบียนตนและผู้อื่น
ต่อมามีผู้เลื่อมใสในคำสอนของพระศาสดา พระองค์นั้นและสละทรัพย์สมบัติและโลกียสุขอื่นๆ ออกบวช ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จนได้ลิ้มรสพระธรรม มีความสุข สงบเย็นอย่างยิ่ง เป็นพยานในคำสอนของพระผู้มีพระภาคว่า ปฏิบัติตามได้จริง มีผลจริง แล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามเห็นตาม ท่านเหล่านี้เรียกว่าพระสงฆ์ ทั้ง ๓ อย่างเรียกว่าพระรัตนตรัย
ดูก่อนโกสิยะ ! ชาวโลกมืดอยู่ด้วยโมหะ คือความหลงไม่รู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เหมือนคนไร้จักษุ หรือเหมือนคนมีจักษุแต่เดินอยู่ในความมืด ไม่เห็นอันตราย แม้ตั้งอยู่เฉพาะหน้า ได้อาศัยพระรัตนตรัย จึงได้พบแสงสว่าง สามารถมองเห็นตามความเป็นจริง
ดูก่อนโกสิยะ ! ชาวโลกเร่าร้อนด้วยโทสะ ความเดือดดาลแค้นเคืองประทุษร้ายกัน เพราะความร้อนอันเกิดขึ้นในจิตของตน จึงแผ่ความร้อนให้กระจายไปยังมนุษย์และสัตว์อื่น มนุษย์เป็นจุดศูนย์รวมของความเร่าร้อน หรือความสงบเย็นของโลก ในที่ใดใจของมนุษย์เร่าร้อนอยู่ด้วยโทสะ ในที่นั้นสัตว์โลกอื่นๆ ก็พลอยถูกเบียดเบียนไปด้วย ในที่ใดจิตมนุษย์สงบเยือกเย็นอยู่ด้วยเมตตาในที่นั้น สัตว์ทั้งหลายอื่นก็พลอยได้รับความร่มเย็นไปด้วย สัตว์โลกทั้งหลายได้อาศัยพระรัตนตรัยแล้วสามารถดับความเร่าร้อนกระวนกระวายในดวงจิตเสียได้
ดูก่อนโกสิยะ ! ชาวโลกมัวเมาอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัส มัวเมาอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุขอันเกิดจากรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัส ลาภ ยศ และสรรเสริญนั้น แต่เนื่องจากสิ่งเหล่านั้นเป็นโลกียธรรมมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ลงท้ายด้วยทุกข์ สัตว์ทั้งหลายผู้มัวเมาอยู่ ไม่รู้เรื่องนี้ตามความเป็นจริง จมอยู่ หมกมุ่นอยู่ เมื่อสิ่งเหล่านั้นแปรปรวนไปตามธรรมดาของสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยเหตุปัจจัย สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นก็เร่าร้อนเหมือนถูกลูกศรแทง ต้องเศร้าโศกเสียใจพิไรรำพัน คับแค้นใจดูก่อนโกสิยะ อาศัยพระรัตนตรัยแล้ว ชาวโลกได้คลายความเมาลง กลายเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ด้วยปัญญา มีปัญญาในการถอนตนออก ไม่หมกมุ่นติดอยู่ จมอยู่ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 07:58:59 น.] ( IP = 58.9.135.51 : : )
สลักธรรม 5
ดูก่อนโกสิยะ ! สัตว์โลกได้รับความเดือดร้อนลำบากเป็นหนักหนา ด้วยราคา โทสะ และโมหะอันใดเมื่อสามารถทำลายเสียได้ซึ่งราคะ โทสะ และโมหะอันนั้นสัตว์โลกก็พ้นจากความลำบากยากเข็ญ ปลอดโปร่งเยือกเย็น ไม่มีความขัดแย้งภายใน ทั้งนี้ก็ด้วยได้อาศัยคุณพระรัตนตรัยเป็นประทีปส่องทาง
ดูก่อนโกสิยะ ! บุคคลบางพวกมีความเห็นว่า ทานไม่มีผล การบูชาไม่มีผล การควบคุมตนเองไม่มีผล ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้ทานแก่คนทั้งหลาย เรื่องทานเป็นเรื่องที่คนฉลาดบัญญัติขึ้น เพื่อหลอกคนโง่ การบูชาเป็นความงมงายอย่างร้ายกาจ ไม่มีผลอะไร ส่วนการควบคุมตนเองเล่า ก็เป็นการฝืนความปรารถนาของตน โดยไม่มีผลตอบแทนอันคุ้มกัน ผู้มีความเชื่อเช่นนี้ไม่ให้ทาน ไม่ทำการบูชาสิ่งที่ควรบูชา หรือบุคคลอันตนควรบูชา ไม่มีการควบคุมตนเอง ตนมีความปรารถนาอย่างใดย่อมทำอย่างนั้น ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ใด ถือเอาการสำเร็จความสมปรารถนาของตนเป็นที่ตั้ง
แต่พระศาสดาของข้าพเจ้า คือพระศากยมุนีตรัสว่า ทานมีผล การบูชามีผล การควบคุมตนเองเป็นหน้าที่สำคัญของมนุษย์ เพราะอันนี้แหละทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ดิรัจฉานทั่วไป
ดูก่อนโกสิยะ ! บุคคลในโลกอยู่รวมกันย่อมต้องพึ่งพาอาศัยกัน เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน คนยากจนช่วยเหลือคนมั่งมีด้วยกำลังกาย คนมั่งมีอนุเคราะห์เกื้อกูลคนยากจนด้วยกำลังทรัพย์ คนยากจนให้กำลังใจแก่คนมั่งมีด้วยการทำการงานดี คนมั่งมีถนอมน้ำใจคนยากจนด้วยปิยวาจา ทั้งสองฝ่ายต่างอาศัยกันและกัน ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่กัน ไม่เอาเปรียบกัน และวางตนเหมาะสมแก่ฐานะของตน
ดูก่อนโกสิยะ ! หลักธรรมทั้ง ๔ ประการดังกล่าวมา คือการสงเคราะห์ช่วยเหลือกัน ๑ การพูดจาไพเราะยังใจของกันและกันให้เอิบอาบ ๑ การบำเพ็ญประโยชน์ให้กัน ๑ และการวางตนเหมาะสมแก่ฐานะของตนๆ ๑ พระศาสดาของข้าพเจ้าทรงเรียกว่า สังคหวัตถุ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน เปรียบเสมือนเพลาหรือลิ่มสลักยึดเหนี่ยวรถ ให้ทำงานไปได้แล่นไปได้สู่จุดหมาย โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 08:03:55 น.] ( IP = 58.9.135.51 : : )
สลักธรรม 6
พระเถระยังเศรษฐีและภริยาให้สมาทาน อาจหาญร่าเริงในกุศลธรรม ด้วยประการฉะนี้แล้ว เศรษฐีและภริยาหมอบลงแทบเท้าของพระมหาเถระผู้เลิศด้วยฤทธิ์และกล่าวว่า
นานเหลือเกิน ท่านผู้เจริญ นานเหลือเกินกว่าท่านจะมาโปรด เกือบช้าไป วัยของข้าพเจ้าทั้งสองก็ล่วงไปมากแล้ว จนป่านนี้ยังไม่เคยได้สดับธรรมของสัตบุรุษธรรมกถาของท่านแจ่มแจ้งชัดเจนเข้าอกเข้าใจ
เศรษฐีและภรรยากล่าวปฏิภาณตนถึงพระรัตนตรัย แล้วน้อมกระเช้าขนมเข้าไปถวาย พร้อมกล่าวว่า
นิมนต์ฉันเสียเถิด พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าถวายด้วยศรัทธา
พระมหาเถระกล่าวว่า ท่านเศรษฐี บัดนี้พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป นั่งรอคอยเพื่อฉันขนมของท่านอยู่
ก็พระศาสดาประทับอยู่ที่ใดเล่า ท่านผู้เจริญ ?
พระศาสดาประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ไกลจากที่นี่ ๔๕ โยชน์
พระคุณเจ้า หนทางมันไกลอย่างนี้ จะไปให้ทันเสวยได้อย่างไร?
ท่านเศรษฐี เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของอาตมาเอง ท่านเตรียมตัวเถิดท่านและภรรยาจะถึงเชตวันวิหารอย่างรวดเร็ว
ว่าแล้วพระเถระก็เข้าฌาน ซึ่งมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ย่นแผ่นดินให้ใกล้เข้ามา จึงสามารถถึงนครสาวัตถีได้เพียงครู่เดียว เร็วกว่าเวลาที่ลงจากปราสาทชั้นบนมายังชั้นล่าง
เศรษฐีและภรรยาเข้าเฝ้าพระศาสดา น้อมขนมเข้าไปถวาย ภิกษุทั้งหลายทั้ง ๕๐๐ ฉันจนอิ่มหนำ ขนมก็หาได้หมดไปไม่ ให้คนที่อาศัยวัดกินอีก ขนมก็ยังไม่หมด ยังเหลืออีกมาก พระศาสดารับสั่งให้เจ้าของขนมนำไปทิ้งเสียที่ใกล้ประตูเชตวันวิหารโดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 08:08:51 น.] ( IP = 58.9.135.51 : : )
สลักธรรม 7
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาด้วยธัมมีกถา ให้เศรษฐีและภรรยาอาจหาญร่าเริงในธรรมสัมมาปฏิบัติ ท่านทั้งสองส่งกระแสจิตไปตามพระธรรมเทศนาได้บรรลุโสดาปัตติผล หมุนชีวิตเข้าสู่กระแสธรรมอันมั่นคงยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง เขาทั้งสองได้มองเห็นชีวิตใหม่อันสะอาดสว่าง และสงบเยือกเย็นเกินเปรียบเมื่อหวนระลึกถึงความเป็นอยู่แต่เก่าก่อน อันตนเคยกระหยิ่มยิ่งนักนั้น ช่างมืดมนไร้สาระเสียนี่กระไร ! ความสุขอย่างเก่านั้นเล่าก็เหมือนความสุขของขอทานที่เบิกบานร่าเริง เมื่อขอเงินจากผู้อื่นได้ จะเทียบกับความสุขเวลานี้ ซึ่งเหมือนความสุขของเศรษฐีได้อย่างไร ?
ดูก่อนภราดา ! เรื่องนี้พระบรมศาสดามีพระประสงค์จะทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งพระองค์มีอยู่เป็นอันมาก แต่ทรงแสดงเพียงเล็กน้อย ทรงบันดาลฤทธิ์ให้ขนมเพียงเล็กน้อย ที่เศรษฐีนำมานั้นไม่รู้จักหมดสิ้น ยังความอัศจรรย์ใจแก่เศรษฐีและภรรยาเป็นล้นพ้น เรื่องทำนองนี้ไม่ต้องกล่าวถึงพระบรมศาสดาดอก แม้พระสาวกธรรมดาที่ได้อภิญญา ๕ แม้ยังไม่สิ้นอาสวกิเลสก็ทำได้
อีกประการหนึ่ง ผู้มีทรัพย์ มียศ มีเกียรติ หลงอยู่ในทรัพย์ ยศ และเกียรตินั้น สำคัญมั่นหมายว่าโลกียสุขนี่เท่านั้นคือสุขแท้ เป็นสุขที่ตนถึงแสวงหาเมื่อยังไม่ได้ก็ดิ้นรนแสวงหาอย่างเอาตัวตนชีวิตจิตใจเข้าไปแลก เมื่อได้แล้วก็เพลิดเพลินอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง ใจก็ร่านหาความสุขอย่างใหม่ต่อไป แต่ล้วนเป็นความสุขที่ต้องอาศัยผู้อื่น สิ่งอื่นจึงเหมือนสุขของขอทาน มีการแสวงหามาก มีปัญหามาก
ส่วนความสุขของพระอริยเจ้าไม่ต้องมีการแสวงหามาก และไม่มีปัญหาจึงเป็นความสุขที่ประณีตกว่า สงบเยือกเย็นและเป็นไท ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสียก่อนแล้วจึงสุข เป็นความสุขที่เกิดจากตนเอง เป็นอิสระ อยู่เหนือการครอบงำของกิเลส พ้นเงื้อมมือของมาร
ดูก่อนผู้แสวงสันติวรบท มนุษย์ในโลกควรศึกษาให้เข้าใจ ควรลองปฏิบัติแสวงหาความสุขอย่างไม่อิงอาศัยอามิสเป็นพื้นฐานของจิตใจไว้บ้าง เพื่อได้ถอนตนออกมาได้โดยง่าย เมื่อความสุขชนิดที่ต้องอิงอาศัยอามิสกลายเป็นพิษขึ้นมาเพราะความประมาทพลาดพลั้งหรือเพราะเสวยสุขนั้นมากเกินไป โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 08:13:55 น.] ( IP = 58.9.135.51 : : )
สลักธรรม 8
พระมหาโมคคัลลานะ ได้อาศัยฤทธิ์ของตนช่วยเหลือพระศาสดาในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาดังพรรณนามาฉะนี้
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เศรษฐีและภรรยาได้สละทรัพย์ของตนให้เป็นประโยชน์แก่ปูชนียบุคคลและสาธารณชนทั่วไป
วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันที่ธรรมสภา สนทนาสรรเสริญคุณของพระมหาโมคคัลลานะว่า ไปฝึกเศรษฐีให้เป็นคนดี ไม่กระทบกระเทือนศรัทธา ไม่กระทบกระทั่งโภคะของเขา พระมหาเถระช่างมีอานุภาพมาก และมีคุณน่าอัศจรรย์จริงๆ
พระศาสดาเสด็จมาธรรมสภา ทรงทราบเรื่องที่ภิกษุทั้งหลายสนทนากันแล้วตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมดาภิกษุผู้ฝึกสกุล พึงเป็นผู้ไม่กระทบกระทั่งศรัทธาไม่กระทบกระทั่งโภคะ ไม่ทำให้สกุลชอกช้ำ ไม่เบียดเบียนเขา เป็นดุจแมลงภู่เคล้าเอาเกสรดอกไม้ ภิกษุทั้งหลาย ! มุนีพึงเข้าสู่ทำนองเดียวกับแมลงภู่ ไม่ทำดอก สี และกลิ่นให้ชอกช้ำ คือเอาแต่รสแล้วบินไปฉะนั้น
ไม่ทำให้สกุลชอกช้ำ ช่างเป็นพระวาจาที่แสดงความปรานี และหวังประโยชน์ต่อตระกูลเสียนี่กระไร ! เพราะธรรมดาชาวบ้านชาวเมืองมีความชอกช้ำเป็นปกติอยู่แล้ว ต้องลำบากยากเข็ญในการหาทรัพย์เป็นนักหนา เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงชีพของตนและคนใกล้เคียงเกี่ยวข้อง-บุตร ภรรยา (หรือสามี) ญาติพี่น้องทั้งฝ่ายตนและฝ่ายภรรยา (หรือสามี) เพื่อนฝูง มิตรสหาย ผู้สูงอายุ ซึ่งเคยมีอุปการคุณ งานสังคมสงเคราะห์ และอื่นๆ อีก เช่น บำบัดอันตรายอันเกิดจากเหตุต่างๆ มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นต้น เสียภาษีอากรบำรุงประเทศ ทำบุญในสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบ อุดหนุนผู้เสียสละชีวิตเพื่อป้องกันบ้านเมือง ฯลฯ
ด้วยภารกิจอันมากมายดังกล่าวนี้ ฆราวาสจึงมีรายได้ไม่ค่อยพอรายจ่าย แต่ต้องอดทนอดออมเพื่อสร้างฐานะอนาคต ให้ไปด้วยจิตเมตตากรุณา ปรารถนาสงเคราะห์เขา แต่แล้วเขาตอบแทนด้วยการโกงไม่ยอมใช้หนี้สิน เจ้าของทรัพย์ก็ได้แต่ชอกช้ำใจ
บางคราวต้องชอกช้ำด้วยการต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก บางคราวต้องเดือดร้อนกับการต้องอยู่กับศัตรู เหมือนมีงูพิษอยู่ใกล้ต้องระวังระไวตลอดเวลา
ฆราวาสมีเรื่องชอกช้ำมากดังพรรณนามาโดยย่อนี้แล้ว ถ้าสมณะผู้เข้าสู่สกุลทำให้สกุลชอกช้ำเข้าอีกพวกเขาจะไปพึ่งใคร จะได้ใครเป็นหลักแห่งชีวิตเล่า.
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 08:19:22 น.] ( IP = 58.9.135.51 : : )
สลักธรรม 9
ความสุขที่ต้องอาศัยผู้อื่น เป็นเสมือนความสุขของขอทานที่ต้องมีการแสวงหามาก ช่างเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ชัดเจนจริงๆ ว่า....ทุกวันนี้เราก็ไม่ต่างอะไรกับขอทาน ที่ต่างก็ดิ้นรนแสวงหาความสุขกันมากมาย ล้วนเป็นสิ่งจอมปลอม ฉาบฉวย เป็นสุขเพียงภายนอกเท่านั้น
จึงไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดพระอริยเจ้าทั้งหลายจึงเป็นสุขยิ่งนัก เพราะท่านสุขที่ภายใน สุขใจอย่างแท้จริงโดยมิได้ตกเป็นทาสของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
และเมื่อเห็นความตะหนี่ของท่านเศรษฐีแล้ว รู้สึกสลดหดหู่มาก ก็มองย้อนดูตนเองว่าเราเป็นเช่นนั้นไหม ....รู้สึกสุขใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นลูกศิษย์ที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิแห่งนี้ ซึ่งอบรมขัดเกลาจนรู้จัก และมีโอกาสสร้างทานบารมี
ขอกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกๆทานค่ะโดย พี่ดา [13 ม.ค. 2552 , 11:21:55 น.] ( IP = 124.121.175.27 : : )
สลักธรรม 10อ่านตอนแรกๆ ก็รู้สึกตลกดีในช่วงเหตุการณ์ที่พระโมคคัลลานะไปโปรดเศรษฐี แล้วก็นึกประหลาดใจกับเศรษฐีมากเลย ที่ขนาดมีพระเหาะมาเห็นๆ แล้วก็ยังไม่ตกใจ แถมยังแสดงความคิดเห็นได้เรื่อยๆ
แล้วก็เห็นภาพของโลภ โกรธ หลงที่ครอบงำปุถุชนให้ลุ่มหลง เร่าร้อน และมีความเห็นผิดทำให้ชีวิตต้องตกอยู่ในฐานะของคนจน คนที่ไม่เคยเพียงพอต่อการตอบสนองอารมณ์และการร้องขอ ..ประกอบอาชีพขอทานกันมาทุกยุคทุกสมัยอย่างไม่เคยวางมือ ดูเป็นชีวิตที่ไร้ค่ามากๆ
ชอบคำว่า ..ไม่ทำสกุลให้ชอกช้ำ .. เห็นภาพของพระครูและครูผู้มีเมตตา และเห็นไปถึงความงามในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ได้อย่างแจ่มชัด และพลอยให้นึกถึงคำว่า "สรณัง คัจฉามิ" ด้วย
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน
โดย น้องกิ๊ฟ [13 ม.ค. 2552 , 13:45:28 น.] ( IP = 125.27.175.144 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |