| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก(๒๒)
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๒๒. ถึงกับต้องคร่าแขนกันออกไป
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงถึงความเป็นผู้ช่วยที่ดี และความกล้าหาญเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของมหาโมคคัลลานะคือ คราวหนึ่ง พระผู้ทรงมีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทของวิสาขา มิคารมารดา ในบุพพาราม นครสาวัตถี วันอุโบสถวันหนึ่ง พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางภิกษุสงฆ์ เพื่อทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ แต่ทรงประทับนั่งเฉยอยู่จนล่วงปฐมยามไปแล้ว พระอานนท์เถระได้ลุกจากอาสนะ กระทำผ้าห่มเฉวียนบ่า ประคองอัญชลีกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
พระองค์ผู้เจริญ ราตรีล่วงไปแล้ว ปฐมยามล่วงไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งรอนานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด
เมื่อพระอานนท์กราบทูลดังนี้ พระศาสดาก็ยังคงประทับนั่งเฉยอยู่ จนล่วงมัชฌิมยาม พระอานนท์ก็กราบทูลดังนั้นอีก พระตถาคตเจ้าก็คงประทับเฉยจนล่วงปัจฉิมยาม จวนอรุณรุ่ง พระอานนท์ได้กราบทูลอีกครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า
อานนท์ ! ในที่ประชุมสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้ไม่บริสุทธิ์รวมอยู่ด้วย
เมื่อได้ฟังพระพุทธดำรัสเพียงเท่านี้ พระมหาโมคคัลลานะได้กำหนดจิตพิจารณาภิกษุสงฆ์ ซึ่งร่วมประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ทุศีลมีธรรมทราม มีความประพฤติไม่สะอาดน่ารังเกียจ มีการกระทำซึ่งปกปิดไว้ มิใช่สมณะ ปฏิภาณตนว่าเป็นสมณะ มิใช่พรหมจารี ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารี เป็นคนเน่าใน มีกิเลสร้าย สางได้ยากเหมือนกองหยากเยื่อ นั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์
พระมหาโมคคัลลานะ เข้าไปพูดกับภิกษุนั้นว่า ลุกขึ้นเถิดอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้าเห็นท่านแล้ว แต่ภิกษุนั้นคงนั่งเฉย พระมหาโมคคัลลานะพูดดังนั้นถึง ๓ ครั้ง ภิกษุผู้ทุศีลก็ยังคงนั่งเฉย ทำเป็นไม่รู้ไม่เข้าใจ
พระมหาโมคคัลลานะผู้เลิศทางฤทธิ์ ตัดสินใจจับแขนภิกษุรูปนั้นคร่าออกไปทิ้งไว้ที่ภายนอกซุ้มประตู แล้วใส่กลอนโรงอุโบสถแล้ว กราบทูลพระศาสดาว่า..โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 18:55:22 น.] ( IP = 58.9.210.9 : : )
สลักธรรม 1
ข้าแต่พระสุคตเจ้า ! บุคคลผู้ไม่บริสุทธิ์ ข้าพระองค์คร่าออกไปแล้ว บัดนี้ภิกษุบริษัทบริสุทธิ์แล้ว ขอพระองค์จงแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด
พระศากยมุนีตรัสว่า อัศจรรย์จริง โมคคัลลานะ หนักหนาจริง โมคคัลลานะ โมฆบุรุษ-ผู้ว่างเปล่าจากคุณธรรมนั้น ถึงกับต้องคร่าแขนกันออกไป ดังนี้แล้วตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ณ ที่นั้นว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจักไม่ทำอุโบสถ ไม่สวดปาติโมกข์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พวกเธอนั่นแหละจงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์กันเอง ภิกษุทั้งหลาย ! เป็นการไม่เหมาะสม ไม่สมควรที่ตถาคตจะพึงทำอุโบสถ สวดปาติโมกข์ร่วมกับบริษัทผู้ไม่บริสุทธิ์
พระศาสดาตรัสชี้แจงถึงเรื่องที่ไม่ทรงสวดปาติโมกข์ดังนี้แล้ว ตรัสถึงความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย ๘ ประการ เทียบด้วยความอัศจรรย์แห่งมหาสมุทรดังต่อไปนี้
๑.มหาสมุทรลาดลงตามลำดับ ลึกลงตามลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนภูเขาขาด ฉันใด ธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น มีการศึกษาและการปฏิบัติการบรรลุผลตามลำดับ
๒. น้ำในมหาสมุทรย่อมไม่ล้นฝั่ง (แม้จะมีสายน้ำจากแหล่งต่างๆ ไหลลงสู่มหาสมุทรเป็นอันมาก) ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น สาวกของเราย่อมไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แล้ว แม้จะต้องสูญเสียชีวิตก็ตาม
๓. มหาสมุทรย่อมไม่อยู่กับซากศพ ย่อมซัดสาดซากศพขึ้นฝั่งโดยเร็วฉันใด ในธรรมวินัยก็ฉันนั้น บุคคลใดทุศีล มีธรรมทราม...สงฆ์ย่อมไม่ยอมอยู่ร่วมกับบุคคลเช่นนั้น ย่อมประชุมกันขับไล่เสียจากหมู่ ภิกษุผู้ทุศีลเช่นนั้น แม้อยู่ท่ามกลางสงฆ์ก็ชื่อว่าอยู่ห่างไกล แม้สงฆ์ก็ชื่อว่าห่างไกลจากบุคคลเช่นนั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 18:59:47 น.] ( IP = 58.9.210.9 : : )
สลักธรรม 2๔. มหานทีทั้งหลาย เมื่อไหลลงสู่มหาสมุทรแล้ว ย่อมละนามของตนถึงซึ่งการนับว่า มหาสมุทรฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น วรรณะทั้งหลายอาทิวรรณะกษัตริย์ เมื่อออกบวชแล้วย่อมละนามและโคตรเดิมของตน ถึงซึ่งการนับว่า เป็นสมณะศากยบุตร เสมอเหมือนกันหมด
๕. สายน้ำจากแหล่งต่างๆ ไหลลงสู่มหาสมุทรอยู่เสมอ (ทั้งจากฟากฟ้าและจากพื้นดิน) แต่ความพร่อง หรือความเต็มย่อมไม่ปรากฏฉันใด ในธรรมวินัยก็ฉันนั้น แม้จะมีภิกษุเป็นอันมาก ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุไปแล้ว แต่ความพร่องหรือความเต็ม หาปรากฏแก่นิพพานธาตุนั้นไม่
๖. มหาสมุทร มีรสเดียวคือรสเค็มฉันใด ธรรมวินัยก็ฉันนั้น มีรสเดียวคือวิมุติรส-ความหลุดพ้นจาก อาสวกิเลสทั้งปวง
๗.มหาสมุทร มีรัตนะเป็นอันมากฉันใด ธรรมวินัยก็ฉันนั้น มีรัตนะคือ ธรรมเป็นอันมาก (อันเป็นไปเพื่อความสุขความเจริญทั้งปัจจุบันและภายหน้า)
๘.มหาสมุทร เป็นที่อยู่อาศัยของภูต (คือสัตว์) ใหญ่ๆ เป็นอันมากฉันใด ธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น เป็นที่อาศัยอยู่ของภูต (คือบุคคล) ใหญ่ๆ เป็นอันมากเช่นพระโสดาบันเป็นต้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 19:02:38 น.] ( IP = 58.9.210.9 : : )
สลักธรรม 3
ภิกษุทั้งหลาย ! ภูต (คือสัตว์) ทั้งหลายได้เห็นความมหัศจรรย์แห่งมหาสมุทร ๘ ประการนี้แล้วย่อมอภิรมย์ต่อมหาสมุทรนั้นฉันใด ภูต (คือบุคคล) ทั้งหลาย มีพระโสดาบันเป็นต้น ได้เห็นความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัย ๘ ประการนี้แล้ว ย่อมอภิรมย์พอใจต่อธรรมวินัยนี้ฉันนั้น
พระศาสดาทรงเปล่งพระอุทานในขณะนั้นว่า...กิเลสย่อมครอบงำกำซาบภิกษุผู้ปกปิดอาบัติไว้ แต่ไม่ครอบงำกำซาบภิกษุผู้เปิดเผยอาบัติ เพราะฉะนั้นควรเปิดเผยอาบัติ ด้วยอาการอย่างนี้ กิเลสจักครอบงำไม่ได้
ดูก่อนผู้แสวงสันติวรบท ! ตั้งแต่บัดนั้นมา พระศาสดามิได้ทรงทำอุโบสถสวดปาติโมกข์ร่วมกับภิกษุทั้งหลายอีกเลย แต่ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า พระปาติโมกข์ที่พระศาสดาทรงสวดนั้น หมายถึงพระโอวาทปาติโมกข์ไม่ใช่ภิกษุปาติโมกข์ โอวาทปาติโมกข์คือพระธรรมอันเป็นหลักสำคัญ ส่วนภิกขุปาติโมกข์คือพระวินัย อันเป็นหลักให้ภิกษุอยู่ร่วมกัน โดยไม่รังเกียจกันในเรื่องศีลเรื่องวินัย
อีกเรื่องหนึ่งอันแสดงถึงความเป็นผู้มีประโยชน์เกื้อกูลต่อพุทธบริษัทของพระมหาโมคคัลลานะ แม้ในงานนวกรรม (การก่อสร้าง) ดังเรื่องต่อไปนี้
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 19:05:27 น.] ( IP = 58.9.210.9 : : )
สลักธรรม 4
วันหนึ่ง หลังจากพระทศพล สัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยที่บ้านของอนาถปิณฑิกเศรษฐีแล้ว เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังประตูด้านทิศอุดร มีพระประสงค์จะเสด็จไปโปรดบุตรเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อภัททิยะในภัททิยะนคร
เพราะได้ทรงตรวจพิจารณาเห็นอุปนิสัยสมบัติของบุตรเศรษฐีนั้น
ตามปกติธรรมดาของพระศาสดาเป็นดังนี้คือ ถ้าเสวยที่บ้านของนางวิสาขาก็จะเสด็จออกทางประตูด้านทิศทักษิณ (ทิศใต้) แล้วเสด็จไปประทับ ณ เชตวนาราม ถ้าเสวยที่บ้านของนางวิสาขา ก็จะเสด็จออกทางประตูทิศปราจีน (ตะวันออก) แล้วเสด็จประทับ ณ บุพพารามของนางวิสาขา คราใดที่พระพุทธองค์เสด็จบ่ายหน้าทางทิศอุดร(เหนือ) ผู้คุ้นเคยก็จะทราบได้ทันทีว่ามีพระประสงค์จะเสด็จจาริกไปยังที่อื่นๆ ตามที่ทรงประสงค์
วันนั้น นางวิสาขา มหาอุบาสิกา เห็นพระตถาคตเจ้าเสวยที่บ้านของอนาถปิณฑิกเศรษฐี แล้วเสด็จบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศอุดร จึงรีบไปเฝ้าถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า พระเจ้าข้า หม่อมฉันบริจาคทรัพย์จำนวนมากสร้างวิหารถวายพระองค์และภิกษุสงฆ์ ขอได้โปรดเสด็จกลับเถิด พระเจ้าข้า
วิสาขา ! พระศาสดาตรัสอย่างอ่อนโยน ธรรมดาพระพุทธเจ้าไม่ควรอยู่ที่เดียวนานเกินไป การไปคราวนี้นานหลายเดือน
นางวิสาขาคิดว่า พระศาสดาตรัสดังนี้ คงได้ทรงพิจารณาเห็นใครสักคนหนึ่งผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยสมบัติ ที่พระองค์ควรจะโปรดเป็นแน่แท้ ดังนี้แล้วกราบทูลว่า ถ้ากระนั้นขอพระองค์โปรดรับสั่งให้ภิกษุรูปหนึ่งผู้เข้าใจในงานการก่อสร้างอยู่ก่อนเถิด พระเจ้าข้า โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 19:08:50 น.] ( IP = 58.9.210.9 : : )
สลักธรรม 5
เธอพอใจให้ภิกษุรูปใดอยู่ก็จงรับบาตรของภิกษุรูปนั้นเถิดวิสาขา พระศาสดาตรัส
ความจริง นางพอใจในพระอานนท์ มีความสนิทสนมและความเคารพรักเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อคำนึงถึงงานที่จะต้องทำให้สำเร็จไปโดยเร็วแล้ว นางคิดว่าพระมหาโมคคัลลานะผู้เลิศด้วยฤทธิ์ จะยังประโยชน์นี้ให้สำเร็จได้ดีกว่า จึงรับบาตรพระมหาโมคคัลลานะ พระมหาเถระมองดูพระศาสดาเป็นเชิงว่า จะทรงอนุญาตการกลับของท่านหรือไม่ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า โมคคัลลานะ เธอและบริวารจงกลับเถิด เพื่ออนุเคราะห์วิสาขา
ด้วยอานุภาพของมหาเถระ คนงานที่ไปขนไม้และหินในแดนไกล แม้ตั้ง ๕๐ ๖๐ โยชน์ก็ขนเอาไม้และหินมาทันในวันนั้น คือไป-มาได้ในวันเดียวการยกไม้ยกหินใส่เกวียนก็ไม่ลำบาก เพลาเกวียนก็ไม่หัก ไม่นานเลยก็สร้างปราสาท ๒ ชั้นเสร็จ ปราสาทนั้นมี ๑,๐๐๐ ห้อง ชั้นบน ๕๐๐ ห้อง ชั้นล่าง ๕๐๐ ห้อง การก่อสร้างเสร็จใน ๙ เดือน
พระศาสดาเสด็จจาริกไปในชนบทต่างๆ คราวนั้นรวมเวลา ๙ เดือนแล้วเสด็จกลับนครสาวัตถี วิสาขาทราบข่าวนั้นรีบไปเฝ้าอาราธนาให้เสด็จประทับ ณ วิหารที่ตนสร้างใหม่ด้วยวาจาว่า พระเจ้าข้า ขอพระองค์และภิกษุสงฆ์ประทับในวิหาร (ที่อยู่) ของข้าพระองค์ตลอดเวลา ๔ เดือนเถิด หม่อมฉันจะทำการฉลองประสาท
พระศาสดาทรงรับอาราธนาของนางวิสาขา โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 19:12:28 น.] ( IP = 58.9.210.9 : : )
สลักธรรม 6ดูเถิด-ดูผู้มีอัธยาศัยประณีต มีจิตใจน้อมไปในบุญกุศล ย่อมแสวงหาโอกาสทำบุญกุศลอยู่เสมอ เพราะอนุสรณ์ถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า
ช่างดอกไม้ พึงทำพวงดอกไม้ให้มากขึ้นจากกองดอกไม้ฉันใด สัตว์ผู้เกิดแล้วและมีอันจะต้องตายเป็นธรรมดา พึงสั่งสมบุญกุศลฉันนั้น
ดูก่อนผู้แสวงบุญ ! อันบุญกุศลนั้น องค์พระศาสดาทรงเปรียบเหมือนพวงดอกไม้ อันว่าพวงดอกไม้นั้น น่าทัศนามีกลิ่นหอม ชวนชื่นใจฉันใด บุญกุศลก็ฉันนั้น เป็นสภาพน่าชื่นใจ มีผลอันน่าชื่นใจ คนมีบุญจึงเป็นผู้ทัศนาน่าชื่นใจ สำหรับผู้เข้าใกล้ แม้ได้ยินกิตติศัพท์ก็ก่อให้เกิดปราโมช บุญย่อมกำจัดภัยต่างๆ บุญเอาชนะอุปสรรคต่างๆ การสั่งสมบุญจึงเป็นการสั่งสมที่ประเสริฐ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
บุคคลฝังทรัพย์สินไว้เพื่อใช้ประโยชน์ เมื่อมีความจำเป็น แต่ทรัพย์ที่ฝังไว้นั้นไม่อาจให้สำเร็จประโยชน์ได้เสมอไป คือทรัพย์นั้นอาจเคลื่อนจากที่เดิมเสียบ้าง ผู้ฝังลืมที่เสียบ้าง อมนุษย์นำไปเสียบ้าง ทายาทอันไม่เป็นที่รักลอบขุดไปเสียบ้าง ยิ่งกว่านั้น เมื่อใดหมดบุญ เมื่อนั้นทรัพย์ทั้งหลายก็พินาศไป
แต่ผู้ใด หญิง หรือชายก็ตาม ฝังทรัพย์คือคุณธรรม เช่น ทานศีล ความสำรวมใจ และการฝึกกาย วาจาไว้ในตน ผู้นั้นชื่อว่าฝังทรัพย์ไว้ดีแล้ว อนึ่งทรัพย์ใดอันบุคคลฝังไว้แล้วในวัตถุที่ควรบูชา ในสงฆ์หรือในบุคคล ในการต้อนรับแขก ในมารดาบิดา หรือในพี่น้อง ทรัพย์นั้นชื่อว่าฝังไว้ดีแล้ว อันใครๆ จะเอาชนะไม่ได้ ติดตามไปได้ทุกแห่งเมื่อละโลกนี้ไปแล้ว บุคคลย่อมถือเอาบุญนั่นแหละติดตัวไป
ขุมทรัพย์คือบุญนี้ ไม่ทั่วไปแก่คนเหล่าอื่น คือเป็นของเฉพาะตน โจรก็น่าไปไม่ได้ นักปราชญ์จึงนิยมทำบุญ ซึ่งมีปกติติดตัวไปได้ ขุมทรัพย์คือบุญนี้ให้สิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่างแก่เทวดาและมนุษย์ ความเป็นผู้มีผิวพรรณดี ความมีเสียงไพเราะ มีสัณฐานดี และรูปสวย ความเป็นใหญ่ และมีบริวารมากเหล่านี้ล้วนได้ด้วยบุญ
ความเป็นเจ้าปกครองประเทศ ความเป็นอิสระ ความสุขอย่างพระเจ้าจักรพรรดิ การเสวยทิพยสมบัติในโลกทิพย์ เหล่านี้ล้วนสำเร็จด้วยบุญมนุษย์สมบัติก็ดี สวรรค์สมบัติก็ดี นิพพานสมบัติก็ดี ล้วนสำเร็จด้วยบุญทั้งสิ้น
การได้มิตรดี ความชำนาญในวิชาและวมุตปฏิสัมภิทา วิโมกข์สาวกบารมี ความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าและพุทธภูมิ เหล่านี้ล้วนสำเร็จด้วยบุญทั้งสิ้น
บุญญสัมปทาคือความพรั่งพร้อมด้วยบุญ มีประโยชน์อานิสงส์มากอย่างนี้ นักปราชญ์และบัณฑิตทั้งหลาย จึงสรรเสริญความเป็นผู้มีบุญอันได้สั่งสมไว้แล้วว่าประเสริฐ
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 ม.ค. 2552 , 19:18:39 น.] ( IP = 58.9.210.9 : : )
สลักธรรม 7อานุภาพของพระโมคคัลลานะน่าประทับใจมากเลยค่ะ เป็นการเกื้อกูลพระพุทธศาสนาให้ดูงามและมีความมั่นคง เหมือนมีฝ่ายบู๊ที่คอยจัดระเบียบเรียบร้อยในบ้านเมือง
แล้วก็ประทับใจกับการกล่าวถึงการสะสมบุญกุศลที่เปรียบเหมือนพวงดอกไม้ ทำให้รู้สึกมีความสุขเหมือนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมขึ้นมาทันที เพราะนึกถึงสิ่งที่ตนเองได้มีโอกาสทำและบุคคลที่แวดล้อมที่มีจิตใจฝักใฝ่ในกุศลซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงเกียรติคุณดี เมื่อมีใครชื่นชมถึงก็พลอยรู้สึกดีไปด้วย และก็เห็นภาพของความเป็นที่รักใคร่ของบุคคลท่านนั้นๆ เลย
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำความสุขมาให้เสมอโดย น้องกิ๊ฟ [14 ม.ค. 2552 , 11:23:53 น.] ( IP = 125.27.179.148 : : )
สลักธรรม 8
เมื่อใดหมดบุญ เมื่อนั้นทรัพย์ทั้งหลายก็พินาศไป
อ่านแล้วทำให้ยิ่งปรารถนาจะสั่งสมบุญให้ยิ่งๆขึ้นไป
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาให้ได้อ่าน และทำเกิดความรู้เพร้อมความสุขใจเป็นประจำ ...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [14 ม.ค. 2552 , 17:42:50 น.] ( IP = 124.121.179.47 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |