มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อุปัตติเหตุ




อุปัตติเหตุ



พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมชาติทั้งหลายที่มีชีวิตจิตใจหรือไม่มี ทั้งที่เห็นได้หรือเห็นไม่ได้ก็ตามจะเกิดขึ้นมาเอาเองเฉย ๆ ไม่ได้ ไม่มีผู้ใดที่จะดลบันดาลให้เกิดขึ้นมาได้ ธรรมชาติทั้งหลายจะต้องอาศัยเหตุเป็นแดนเกิดทั้งสิ้น ถ้าไม่มีเหตุแล้วผลจะปรากฏขึ้นมาย่อมจะพ้นวิสัย

ด้วยเหตุดังนี้เอง จึงเป็นการสมควรแล้วที่ไม่เสียทีที่ได้เกิดขึ้นมาพบพระพุทธศาสนาแล้วก็ได้ศึกษาเรื่องของชีวิตจิตใจและหนทางพ้นทุกข์ เพื่อความสุขความเจริญ เพื่อพัฒนาปัญญาในปัญหาของชีวิตอันเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ไพศาลทั้งในชาติปัจจุบันและในชาติข้างหน้า



แต่อย่างไรก็ดี ผู้ศึกษาก็จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่อง "เหตุ" เสียให้พอเข้าใจก่อน แล้วการศึกษาต่อไปก็จะได้เข้าถึงธรรมชาตินั้น ๆ ตามความจริงที่จริงแท้ได้
คำว่าเหตุ และคำว่าปัจจัยนั้น มีความหมายแตกต่างกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงรัดกุมและเหมาะสมที่เอามาใช้ในเรื่องความลึกซึ้งของชีวิตจิตใจ ฉะนั้น จึงจำเป็นจะต้องศึกษาเสียให้เข้าใจก่อน ผู้ไม่ยอมศึกษาคิดว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ก็ตอบไม่ได้
เหตุก็ได้แก่ธรรมชาติที่ทำให้ผลเกิดขึ้น ทำให้สภาพของผลนั้นมั่นคงอยู่ในอารมณ์ กับทั้งยังผลธรรมนั้นให้เจริญยิ่งขึ้นด้วย

คำตอบง่าย ๆ ของคำว่าเหตุ ก็คือ หิโนติ ผลํ ปวตฺตตีติ เหตุ = สภาพธรรมที่ทำให้ผลเกิด ซึ่งหมายถึง กุศล อกุศล โดยตรง คือ เหตุ ๖



หิโนติ วตฺตติ ผลํ เอเตหิ อิติ เหตุโว
ลทฺธเหตุหิ เต ถิรา รุฬหมูลาว ปาทปา ฯ
ผลย่อมเกิดขึ้นเพราะธรรมเหล่าใด ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า "เหตุ" หมายความว่า ธรรมทั้งหลายที่ได้รับอุปการะจากเหตุย่อมมีสภาพมั่นคงในอารมณ์ และเจริญยิ่งขึ้น ประดุจต้นไม้ตั้งมั่นและมีกิ่งก้านสาขางอกงามออกไปฉะนั้น

จากคัมภีร์อภิธรรม จะพบคำว่า อุปัตติเหตุหรืออุบัติเหตุ คือเหตุให้เกิดจิตต่างๆ
แต่ละจิตก็ต้องมีอุบัติเหตุครบทั้ง ๔ อย่าง จิตนั้นๆ จึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้าขาดไปอย่างใดแม้แต่สักอย่างเดียว
จิตนั้นๆ ก็จะเกิดไม่ได้เลย
ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา และในวิสุทธิมัคค ได้อุปมาวิญญาณทั้ง ๖ ไว้ว่า
ตา เหมือนงู ชองซอกซอนไปในที่ลี้ลับ นัยน์ตาก็ชอบสอดส่ายอยากเห็นสิ่งที่ปกปิด
หู เหมือนจระเข้ ชอบวังน้ำวนที่เย็นๆ หูก็ชองฟังถ้อยคำที่อ่อนหวาน
จมูก เหมือนนก ชอบโบยบินไปในอากาศ จมูกชอบสูดชอบดมกลิ่นที่ลอยลมโชยมา
ลิ้น เหมือนสุนัข ชอบน้ำลายไหลเสมอ ลิ้นก็อยากลิ้มรสอยู่ทุกเมื่อ
กาย เหมือนสุนัขจิ้งจอก ชอบอบอุ่น
ใจ เหมือนลิง ชอบอยู่มาสุข ซุกซนอยู่เรื่อย



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 ม.ค. 2552 , 13:25:24 น.] ( IP = 58.8.34.245 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


อุปัตติเหตุให้เกิด มโนธาตุ
๑.ปัญจทวาร ได้แก่ทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย
๒. ปัญจารมณ์ ได้แก่อารมณ์ทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และ โผฏฐัพพะ
๓. หทยวัตถุ ได้แก่ หทยวัตถุรูป อันเป็นที่อาศัยเกิดแห่งจิตและเจตสิก
๔. มนสิการ มีความสนใจ
มโนธาตุ หมายถึงจิต ๓ ดวง อันได้แก่ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง และ สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง



อุปปัติเหตุให้เกิด มโนวิญญาณธาตุ
๑. มโนทวาร ได้แก่ ภวังคจิต ๑๙ ดวง
๒. อารมณ์ ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธัมมารมณ์
๓. หทยวัตถุ ได้แก่ หทยวัตถุ หรือไม่มีหทยวัตถุรูปก็ได้
๔. มนสิการ มีความสนใจ
มโนวิญญาณธาตุ กล่าวเฉพาะในอเหตุกจิตนี้ ก็หมายถึงจิต ๕ ดวง อันได้แก่ สันตีรณจิต ๓ ดวง
มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง และ หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง
อนึ่ง เพื่อกันความสงสัย จิตทั้งหมดมี ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวงนั้น เมื่อหักทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และ มโนธาตุ ๓ รวม ๑๓ ดวงออกแล้ว จะเหลือ ๗๖ ดวง หรือ ๑๐๘ ดวง จิตที่เหลือทั้งหมดนี้เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุทั้งนั้น



ทวารของอเหตุกจิต
จักขุวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง จักขุทวาร
โสตวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง โสตทวาร
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง ฆานทวาร
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง ชิวหาทวาร
กายวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง กายทวาร
ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง รวมจิต ๓ ดวงนี้อาศัยเกิดทางปัญจทวาร คือ ทางทวาร ๕ ได้แก่ จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร และกายทวาร
มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สันตีรณจิต ๓ ดวง และ หสิตุปาทจิต ๑ ดวง รวม ๕ ดวงนี้ อาศัยเกิดทางทวาร ๖ คือ จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และมโนทวาร



เรื่องของเหตุ กับ จิต
เมื่อแสดงเรื่องอุปัตติเหตุ ก็ขอขยายความเรื่องของเหตุ เหตุที่ประกอบกับจิต จิตทั้งหมดมี ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ จิตที่มีเหตุประกอบ กับ จิตที่ไม่มีเหตุประกอบ
ก. อเหตุกจิต เป็นจิตที่ไม่มีเหตุประกอบ (ไม่มีสัมปยุตตเหตุ) คือ ไม่มี เหตุ ๖ ประกอบเลยแม้แต่เหตุเดียว
ข. สเหตุกจิต เป็นจิตที่มีสัมปยุตตเหตุ คือ มีเหตุ ๖ ประกอบอย่างน้อย ที่สุด ก็ ๑ เหตุ และอย่างมากไม่เกิน ๓ เหตุ



มีคาถาสังคหะเป็นคาถาที่ ๖ แสดงว่า
๖. อเหตุกาฏฺฐารเสก เหตุกา เทฺว ทฺวาวีสติ
ทฺวิเหตุกา มตา สตฺต จตฺตาฬีส ติเหตุกา ฯ
แปลความว่า อเหตุกจิต มี ๑๘
เอกเหตุกจิต มี ๒
ทวิเหตุกจิต มี ๒๒
ติเหตุกจิต มี ๔๗
อธิบาย
๑. อเหตุกจิต เป็นจิตที่ไม่มีสัมปยุตตเหตุ คือ ไม่มีเหตุ ๖ ประกอบเลยแม้แต่ เหตุเดียว อเหตุกจิต มี ๑๘ ดวง ได้แก่
ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑
ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐
สัมปฏิจฉันนจิต ๒
สันตีรณจิต ๓
มโนทวาราวัชชนจิต ๑
หสิตุปปาทจิต ๑



๑.อเหตุกเจตสิก คือ เจตสิกที่ไม่มีเหตุ มี ๑๓ ดวง ได้แก่
ก. อัญญสมานาเจตสิก ๑๒ (เว้นฉันทเจตสิก) ที่ประกอบกับอเหตุกจิต ๑๘
๑. อเหตุกจิต ๑๘ ดวง มีเจตสิกประกอบได้อย่างมากที่สุด ๑๒ ดวง คืออัญญสมานาเจตสิก ๑๒ (เว้นฉันทเจตสิก) อันได้แก่ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย มนสิการ วิตก วิจาร อธิโมกข วิริยะ และปิติ ใน บรรดาเจตสิก
ทั้ง ๑๒ ดวงนี้ ไม่มี โลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิก อโลภเจตสิก อโทสเจตสิก และปัญญาเจตสิก อันเป็นตัวเหตุทั้ง ๖ ประกอบร่วมอยู่ด้วยเลยแม้แต่ เหตุเดียว ดังนั้นเจตสิกทั้ง ๑๒ ดวงนี้



จึงได้ชื่อว่าเจตสิกที่ไม่มีเหตุตรงตามข้อ ๑ ก. จิต ๓ ดวง ได้แก่ มโนธาตุ ๓ คือ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ สัมปฏิจฉันนจิต ๒ มีปัญจารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน เป็นอารมณ์นั้น คือ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ดวงนี้ จิตแต่ละดวงก็มี รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ หรือ โผฏฐัพพารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์ก็ได้ ไม่จำกัดเป็นเฉพาะอย่างเหมือนในข้อ ๑ ก. แต่ข้อสำคัญอารมณ์ นั้นจะต้องเป็นปัจจุบันด้วย ในข้อ ๑ ค. ที่ว่าจิต ๑๒ ดวง ได้แก่ ตทาลัมพนจิต ๑๑ หสิตุปปาทจิต ๑ มีอารมณ์ ๖ ที่เป็นกามธรรมนั้น คือ จิต ๑๒ ดวงที่ว่านี้มีอารมณ์ ๖ อย่างใดอย่างหนึ่งเฉพาะที่เป็นกามธรรมเป็น อารมณ์ได้ และอารมณ์นั้นจะเป็นปัจจุบัน หรืออดีต หรืออนาคตก็ได้ ไม่จำกัดว่า จะต้องเป็นปัจจุบันอย่างเดียว เหมือนข้อ ๑ ก. และข้อ ๑ ข. ในข้อ ๑ นี้ รวมจิตได้ ๒๕ ดวง แม้จะมีอารมณ์ต่างกันก็จริง แต่ว่าอารมณ์ เหล่านั้นล้วนแต่เป็นกามธรรมทั้งนั้น เมื่อจิตทั้ง ๒๕ ดวงนี้ต่างก็มีกามธรรมเป็น อารมณ์ จึงได้ชื่อว่า จิต ๒๕ ดวงยึดหน่วง กามอารมณ์




โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 ม.ค. 2552 , 13:28:26 น.] ( IP = 58.8.34.245 : : )


  สลักธรรม 2

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ม.ค. 2552 , 13:31:12 น.] ( IP = 125.27.173.82 : : )


  สลักธรรม 3

โครงการปริญญาโทสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รับสมัครนักศึกษาใหม่
ตั้งแต่บัดนี้ ถึง ๒๐ มกราคม ๒๕๕๒
สมัครด้วยตนเองที่ห้อง ๑๐๔ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดย วัต [15 ม.ค. 2552 , 17:19:53 น.] ( IP = 202.28.52.254 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org