| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก(๒๓)
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๒๓. อดีตกรรมของเปรตนั้น
คราวหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะกับพระลักขณะลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได้เห็นอชครเปรตนั้นมีอัตตภาพใหญ่ยาวมากด้วยจักษุทิพย์ เปลวไฟตั้งขึ้นจากศีรษะของเปรตนั้น แล้วลามไปจนถึงหาง เปลวไฟตั้งขึ้นแต่หางลามถึงศีรษะ ตั้งขึ้นจากหางและหัวแล้วลามไปถึงกลางตัว
พระมหาเถระผู้เลิศทางฤทธิ์เห็นเปรตนั้นแล้วยิ้มแย้ม พระลักขณะจึงถามถึงอาการที่ยิ้ม พระมหาโมคคัลลานะจึงว่า
ผู้มีอายุ เวลานี้มิใช่กาลพยากรณ์ปัญหา ท่านค่อยถามข้าพเจ้าในสำนักพระศาสดาเถิด
พระเถระทั้งสองเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้อาหารพอแก่ความต้องการแล้ว ฉัน ณ ที่อันสะดวกด้วยน้ำแห่งนึ่งแล้ว ได้เวลาสมควรจึงพากันไปเฝ้าพระศาสดา ณ ที่นั้น พระลักขณะได้ถามพระมหาโมคคัลลานะขึ้นอีก
พระเถระผู้อัครสาวกฝ่ายซ้ายได้กล่าวว่า...ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าเห็นเปรตตนหนึ่ง อัตตภาพใหญ่ยาวเหลือเกิน มีไฟไหม้ทั่วตัว ข้าพเจ้ายิ้มแย้มเพราะคิดว่าเปรตผู้มีอัตตภาพเห็นปานนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลย
พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงชื่นชมตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกของเรามีจักษุแล้ว ! ภิกษุทั้งหลาย ! เปรตนั้นเราเคยเห็นแล้วที่โพธิมณฑล เมื่อเราตรัสรู้ใหม่ๆ ทีเดียว แต่เราไม่พูด เพราะเกรงว่าเมื่อเราพูดออกไป ผู้ใดไม่เชื่อก็จะเป็นโทษ เป็นภัยแก่ผู้นั้น ภิกษุทั้งหลาย ! บัดนี้เราได้มหาโมคคัลลานะ สาวกของเราเป็นพยานแล้วโดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ม.ค. 2552 , 07:23:14 น.] ( IP = 58.9.136.2 : : )
สลักธรรม 1
ดูก่อนผู้แสวงสัจจะ ! คำของพระอริยะนั้นใครฟังแล้วไม่เชื่อและติเตียนหรือมีความเห็นเป็นปฏิปักษ์ ย่อมเป็นบาปมาก เพราะฉะนั้นพระศาสดาจึงตรัสว่า ผู้ใดไม่เชื่อคำของเรา พึงเป็นโทษแก่ผู้นั้น ดังนี้การมีความเห็นเป็นปฏิปักษ์ต่อความเห็นของพระอริยะนั้นเป็นมิจฉาทิฐิ ก็โทษอันใดเล่าจะร้ายแรงเท่ามิจฉาทิฐิ
เมื่อพระศาสดาตรัสดังนั้นแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
พระองค์ผู้เจริญ ! เปรตนั้นได้ทำกรรมอะไรไว้ จึงต้องมาเสวยผลกรรมอันทารุณแสบเผ็ดเห็นปานนี้?
ภิกษุทั้งหลาย ! พระศาสดาตรัส เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังเถิด เราจักเล่าให้ฟัง ณ บัดนี้
ในอดีตกาล เมื่อกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เศรษฐีคนหนึ่งชื่อสุมงคลมีจิตเลื่อมใส สร้างวิหารถวายในเนื้อที่ประมาณ ๒๐ อุสภะ วิหารนั้นประณีตมาก พื้นปูด้วยทองคำ เศรษฐีบริจาคทรัพย์เป็น
อันมาก เมื่อสร้างเสร็จแล้วให้มีการฉลองเป็นการใหญ่
วันหนึ่งท่านสุมงคลเศรษฐีไปเฝ้าพระศาสดาแต่เช้าตรู่ เห็นโจรคนหนึ่งนอนเอาผ้ากาสายะคลุมศีรษะ เท้านั้นเปื้อนโคลนอยู่ ณ ศาลาหลังหนึ่งใกล้ประตูเมือง จึงกล่าวขึ้นว่า เจ้าคนนี้เท่าเปื้อนโคลน คงเป็นคนเที่ยวเตร่กลางคืนแล้วมานอนเป็นแท้
โจรเปิดหน้าเห็นเศรษฐีแล้วคิดในใจว่า เอาเถอะ เราจะจัดการกับเศรษฐีคนนี้ให้หายแค้น
ดูเถิด คนเลว คนชั่ว เขาพูดเพียงเท่านี้ก็ผูกอาฆาต ทำทารุณกรรมต่างๆ มากมาย
ต่อมาโจรคนนั้นได้ลอบเผานาของเศรษฐีเสีย ๗ ครั้ง ลอบตัดเท้าโคในคอก ๗ ครั้ง เผาเรือน ๗ ครั้ง แม้กระนั้นก็ไม่อาจให้ความแค้นเคืองดับได้ เขาเข้าไปตีสนิทกับคนรับใช้ของเศรษฐี แล้วถามว่าอะไรเป็นสุดที่รักของเศรษฐี ได้ทราบว่าอะไรๆ จะเป็นที่รักยิ่งกว่าวิหารที่สร้างถวายพระกัสสปทศพลเป็นไม่มีโดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ม.ค. 2552 , 07:28:24 น.] ( IP = 58.9.136.2 : : )
สลักธรรม 2เช้าวันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาเสด็จออกไปบิณฑบาต โจรนั้นลอบเข้าไปทุบหม้อน้ำดื่มน้ำใช้เสียสิ้น แล้วจุดไฟเผาพระคันธกุฏี
เศรษฐีได้ทราบข่าวนั้นรีบออกไปดู เห็นพระคันธกุฎีถูกไฟไหม้หมดแล้วมิได้เสียใจเลยแม้นิดเดียว กลับแสดงอาการยินดีปรบมือเป็นการใหญ่
ประชาชนผู้ยืนดูอยู่เห็นอาการของเศรษฐีเช่นนั้น สงสัยยิ่งนักจึงถามว่า ท่านเศรษฐี ! ท่านสละทรัพย์เป็นอันมากสร้างพระคันธกุฎี เมื่อพระคันธกุฎีถูกไฟไหม้ เหตุไฉนท่านจึงแสดงความปราโมชยิ่งนักเล่า ?
เศรษฐีตอบว่า ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้ฝังทรัพย์ไว้ในพระศาสนาจำนวนมากเป็นทรัพย์ที่ยั่งยืนมั่นคงไม่สาธารณะแก่คนทั้งหลาย อันไฟเป็นต้น ทำอันตรายไม่ได้ เมื่อพระคันธกุฎีถูกไฟไหม้แล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าจะได้สละทรัพย์ทำใหม่อีก คงจะได้บุญกุศลเพิ่มขึ้น ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดดังนี้จึงยินดียิ่งนัก
ดูเถิด-ดูคนดี มีจิตฝักใฝ่ในบุญกุศล ถูกทำลายอย่างนี้แล้วก็หาคิดท้อถอยไม่คิดเห็นเป็นโอกาสได้สร้างบุญใหม่ คนมีใจหนักแน่นเป็นอย่างดี ส่วนคนใจไม่มั่นคงท้อถอยง่าย แม้ยังไม่มีใครทำลาย เพียงแต่มีอุปสรรคในการงานเล็กน้อยก็ท้อถอยเสียแล้ว
เศรษฐีได้สละทรัพย์จำนวนมากสร้างพระคันธกุฎีใหม่ สวยงามและประณีตอย่างเดิม โจรเห็นดังนั้นคิดว่า ถ้าเราไม่ฆ่าเศรษฐีนี้เสียก็ไม่อาจยังความแค้นของเราให้ดับได้ เอาเถอะเราจะฆ่ามันเสีย ดังนี้แล้วพกกฤชซ่อนไว้ เดินเตร่อยู่ในบริเวณวิหารตั้ง ๗ วัน ก็ไม่ได้โอกาสฆ่าเศรษฐี
ฝ่ายท่านเศรษฐีถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุขตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ นั่นเอง เขาถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วทูลว่า พระองค์ผู้เจริญ ! บุรุษผู้หนึ่งเผานาของข้าพระองค์ ๗ ครั้ง ตัดเท้าโคในคอก ๗ ครั้ง เผาเรือน ๗ ครั้ง แม้พระคันธกุฎีที่ถูกเผาไปแล้วก็คงเป็นเจ้าคนนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์มิได้มีจิตแค้นเคืองในตัวเขา ข้าพระองค์ขอให้ส่วนบุญในทานนี้แก่เขาก่อน พระเจ้าข้าโดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ม.ค. 2552 , 07:32:09 น.] ( IP = 58.9.136.2 : : )
สลักธรรม 3โจรได้ยินคำนั้นแล้วเกิดความทุกข์ขึ้นในใจว่า โอ เราทำกรรมหนักเสียแล้วหนอ เศรษฐีนี้มิได้มีความแค้นเคืองในเราเลย กลับให้ส่วนบุญแก่เราก่อนคนอื่นเสียอีก เราคิดประทุษร้ายในท่านผู้ไม่ประทุษร้ายเสียแล้ว กรรมของเราหนัก ไม่สมควรเลย ถ้าเราไม่ขอขมาต่อบุคคลผู้เช่นนั้น เทวทัณฑ์ (การลงโทษของเทวดา)
พึงตกลงบนกระหม่อมของเราเป็นแน่แท้ ดังนี้แล้ว หมอบลงแทบเท้าของเศรษฐี พลางกล่าวว่า
ท่าน ขอท่านได้โปรดอภัยแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
อะไรกันนี่ ? เศรษฐีถามมีอาการพิศวงเป็นอันมาก
โจรได้เล่าความทั้งปวงให้เศรษฐีฟัง เศรษฐีระลึกได้ถึงเรื่องที่ตนเคยพูดเช้าวันหนึ่ง จึงขอร้องให้โจรอภัยโทษให้แก่ตนด้วย
ลุกขึ้นเถิดท่าน เราอดโทษคือให้อภัยท่านแล้ว โทษอันใดของเรามีอยู่ขอท่านจงอดโทษนั้นแก่เราด้วย
ข้าแต่นาย โจรกล่าว ถ้าท่านอดโทษแก่ข้าพเจ้าจริงดังว่าแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าพร้อมด้วยบุตรและภรรยาเป็นทาสรับใช้ในเรือนของท่านด้วยเถิด
เศรษฐีนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า เรากล่าวคำเพียงเท่านั้น เจ้ายังทำกับเราได้ถึงเพียงนี้ ถ้าเจ้าไปอยู่ในเรือนของเรา เราจะพึงว่ากล่าวอะไรแก่เจ้าได้ ไปเถิด เราอดโทษให้เจ้าแล้ว เราไม่มีการงานอะไรที่จะใช้เจ้าในเรือนของเรา
โจรนั้นทำกรรมหนักถึงปานนั้นแล้ว เมื่อสิ้นชีวิตไปบังเกิดในอเวจีมหานรกหมกไหม้อยู่ในอเวจีสิ้นกาลนาน ในกาลบัดนี้เกิดเป็นอชครเปรต (เปรตซึ่งมีร่างเป็นงู) ถูกไฟไหม้อยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏด้วยเศษวิบากกรรมของมันเองโดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ม.ค. 2552 , 07:35:37 น.] ( IP = 58.9.136.2 : : )
สลักธรรม 4พระบรมศาสดาตรัสต่อไปว่า.. คนพาลทำกรรมชั่วอยู่ ย่อมไม่รู้สึก (ว่าตนกำลังทำกรรมชั่ว เข้าใจว่าเป็นกรรมดีเด่น) คนเขลานั้นย่อมเดือดร้อน เพราะกรรมชั่วของตนดุจถูกไฟไหม้
ดูก่อนผู้แสวงบุญ ! คนชั่วเมื่อขณะทำชั่วอยู่ และกรรมชั่วยังไม่ให้ผล เขากระหยิ่มยินดีว่า เขาเก่งกล้าสามารถ ทำอย่างนั้นได้ทำอย่างนี้ได้ ไม่มีใครว่าอะไร ไม่มีใครกล้าทักท้วง เขายิ่งเหิมเกริมทำชั่วต่อไปอย่างเมามัน แม้ผู้หวังดีจะตักเตือนท้วงติง ก็ดูหมิ่นผู้ตักเตือนนั้นว่า เป็นผู้เยาว์กว่าบ้าง มีศักดิ์น้อยกว่าตนบ้าง เขาหลงตนหลงอำนาจวาสนาอันเป็นของชั่วคราว
แต่เมื่อใดกรรมชั่วอันเขาสั่งสมวันละน้อยเพิ่มพูนมากขึ้น และวิบากแห่งกรรมดีแล้ว เก่าก่อนก็ร่อยหรอลงวันละน้อยจนหมดสิ้น ไม่มีแรงต้านทานอีกแล้ว เมื่อนั้นเขาต้องเสวยผลกรรมอันทารุณแสนเผ็ด และไม่มีสิ่งใดทัดทานได้ เมื่อนั้นแหละ เขาย่อมรู้สึกตัวแต่แก้ไขอะไรไม่ได้เสียแล้ว
อีกคราวหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะและพระลักขณะลงจากภูเขาคิชฌกูฏเช่นกัน พระมหาโมคคัลลานะแสดงอาการยิ้มแย้ม ทำนองเดียวกับที่กล่าวแล้วในเรื่องอชครเปรต
ณ สำนักพระศาสดา พระลักขณะถามขึ้น พระมหาโมคคัลลานะจึงตอบว่า..ข้าพเจ้าเห็นอหิเปรตตนหนึ่ง มีอัตตภาพใหญ่ยาวเป็นอันมาก ศีรษะของมันเหมือนศีรษะมนุษย์ แต่อัตตภาพอื่นๆ ของมันเหมือนถูกไฟไหม้อยู่ทั่วตน พระศาสดาตรัสว่า แม้เปรตนี้พระองค์ก็เคยทรงเห็นแล้ว ในวันที่ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ แต่ไม่ตรัสบอกใคร เพราะทรงเอ็นดูต่อหมู่สัตว์ว่า ผู้ใดไม่เชื่อคำของเรา ความไม่เชื่อของเขานั้นจะเป็นโทษแก่เขา
ภิกษุทั้งหลายทูลถามถึงปุพพกรรมของเปรตนั้น พระพุทธองค์ตรัสเล่าให้ฟังดังนี้-
ในอดีตกาล ในเมืองพาราณสี ประชาชนชาวเมืองช่วยกันสร้างบรรณศาลาหลังหนึ่งถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าใกล้ฝั่งแม่น้ำ พระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเนืองนิตย์ แม้พวกชาวเมืองก็ถือของหอมดอกไม้เครื่องสักการะไปสู่ที่บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งเช้าและเย็น
ชายชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง มีนาอยู่ในหนทางที่ชาวเมืองเดินไป-มาสู่ที่บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า ชาวเมืองได้เหยียบย่ำนาของเขา แม้เขาห้ามอยู่บ่อยๆ ว่า ขอพวกท่านอย่าเหยียบนาของข้าพเจ้า ก็หาสำเร็จประโยชน์ประการใดไม่
ชาวนาผู้นั้นคิดว่า ถ้าบรรณศาลาของพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่พึงมีในที่นี้ไซร้ชนทั้งหลายก็จะไม่เหยียบย่ำนาของเรา
เขาตกลงใจจะทำกรรมอันน่าหวาดเสียว คือการเผาบรรณศาลา เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าออกไปบิณฑบาตในเวลาเช้า เขาไปที่บรรณศาลา ทุบหม้อน้ำและภาชนะเครื่องใช้แล้วจุดไฟเผาบรรณศาลาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ม.ค. 2552 , 07:41:16 น.] ( IP = 58.9.136.2 : : )
สลักธรรม 5เมื่อกลับจากบิณฑบาต พระปัจเจกพุทธเจ้าเห็นไฟไหม้บรรณศาลาอยู่ ท่านมิได้มีความเดือดร้อนหลีกไปแล้วตามอัธยาศัย
ฝ่ายมหาชนมาสู่ที่บำรุงเห็นบรรณศาลาถูกไฟไหม้ จึงกล่าวกันว่า พระผู้เป็นเจ้าของเราไป ณ ที่ไหนหนอแล
ชาวนาอยู่ท่ามกลางมหาชนนั่นเอง กล่าวขึ้นว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เผาบรรณศาลาของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น
เมื่อได้ยินดังนี้ ประชาชนก็ชวนกันลงประชาทัณฑ์ โดยการโบยด้วยหวายบ้าง ปาด้วยท่อนไม้และก้อนดินบ้าง จนบุรุษนั้นสิ้นชีวิต เขาไปบังเกิดในอเวจีมหานรก ไหม้อยู่ในนรกนั้นสิ้นกาลนาน บัดนี้มาเกิดเป็น
อหิเปรต ถูกไฟไหม้อยู่ทั่วตัวด้วยเศษแห่งกรรมที่เหลือ
พระศาสดาตรัสต่อไปว่า... ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมชั่วที่บุคคลทำแล้ว ยังไม่ให้ผลเหมือน้ำนมที่รีดใหม่ในขณะนั้นยังไม่ทันแปรไป
ภิกษุทั้งหลาย ! บาปกรรมย่อมตามแผดเผาคนพาลเหมือนไฟที่เถ้ากลบไว้
ดูก่อนท่านผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งกรรม ! บุคคลบางคนเมื่อทำกรรมชั่วลงไปแล้ว กรรมนั้นยังไม่ให้ผลก็สำคัญผิด ว่าผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี จึงชะล่าใจทำอีกและทำไปเรื่อยๆ เหมือนเด็กน้อยเหยียบถ่านไฟที่เถ้ากลบไว้ เข้าใจว่าไฟไหม้ไม่ร้อน แต่พอเถ้าที่กลบไว้นั้นออกไป สิ้นไป ไฟย่อมไหม้เขาให้เร่าร้อนฉันใด บุคคลผู้ทำกรรมชั่วก็ฉันเดียวกัน เมื่อกรรมชั่วยังไม่ให้ผล เพราะผลแห่งกรรมดีบางอย่างคุ้มครองอยู่ เขาย่อมประมาท เพลิดเพลินในการทำชั่วนั้น สมจริงดังที่พระศาสดาตรัสว่า
คนชั่วทำบาป เมื่อบาปยังไม่ให้ผล ก็สำคัญผิดคิดว่าบาปนั้นเป็นของดี แต่พอบาปให้ผล เขาก็เห็นว่าบาปนั้นเป็นของชั่ว ฝ่ายคนดีทำความดี เมื่อความดียังไม่ให้ผล ก็สำคัญผิดคิดว่าความดีเป็นความชั่ว แต่เมื่อความดีให้ผล เขาก็เห็นว่ากรรมดีเป็นความดี
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ม.ค. 2552 , 07:46:23 น.] ( IP = 58.9.136.2 : : )
สลักธรรม 6ความมีมิจฉาทิฏฐิมากนำพาชีวิตให้ต้องประสบเคราะก์กรรมอย่างไม่สิ้นสุด ตราบใดที่ยังไม่มีความมั่นคงแห่งสัมมาทิฏฐิก็ย่อมมีโอกาสที่จะพลาดผิดศีลและล่วงเกินผู้มีคุณธรรมสูงจนเป็นอันตรายแก่ชีวิตตน แล้วก็วนเวียนรับโทษทัณฑ์อย่างยากที่จะลืมตาอ้าปากได้ในแต่ละภพชาติ
น่ากลัวจริงๆ เลยค่ะกับอำนาจของกิเลสที่เป็นมารร้ายในใจของเรา แม้ยังไม่มีการลงมือทำร้ายใคร เพียงแค่มีความไม่เชื่อในพระพุทธญาณ เพียงแค่มีมานะถือตนจนก่อให้กลายเป็นโทสะ และความหวงแหนในทรัพย์ที่พัฒนาไปสู่การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกายกรรมและวจีกรรมที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ
นับเป็นตอนที่อ่านแล้วทำให้เกิดความพึงระวังสังวรในชีวิตได้มากขึ้นเลยค่ะ กราบอนุโมทนา และขอบพระคุณมากนะคะที่นำมาให้อ่านโดย น้องกิ๊ฟ [15 ม.ค. 2552 , 11:39:50 น.] ( IP = 125.27.173.82 : : )
สลักธรรม 7
ผู้ที่ไม่เชื่อในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ย่อมไม่เชื่อในเรื่องของบาปบุญคุณโทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อและยึดถือในความเห็นผิดนั้น เป็นภัยมหันต์ น่ากลัวยิ่งนัก
โดยเฉพาะตัวอย่างของตอนนี้ชี้ให้เห็นถึงมหันตภัยร้ายของความโกรธ ก่อให้เกิดการกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดประทุษร้ายต่อผู้ที่ไม่ประทุษร้ายตอบเป็นบาปยิ่งนัก
และแม้กระทั่งเศษของกรรมก็ยังส่งผลให้ไปเกิดเป็นเปรตที่น่ากลัวอีก
ส่วนผู้ที่มีสัทธาอย่างมั่นคงในพระพุทธศาสนา จิตย่อมก่อเกิดกุศลอยู่เนืองๆ
การมีชีวิต ณ ปัจจุบันนี้ ซึ่งปลายพุทธกาลแล้ว ความประมาทก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่ายดาย จะระวังสังวรในการรับกระทบอารมณ์ให้มากขึ้นค่ะ
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะนำสิ่งดีๆมาฝากเป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [15 ม.ค. 2552 , 16:49:02 น.] ( IP = 124.121.179.57 : : )
สลักธรรม 8รบกวนฝากประชาสัมพันธ์ด้วยครับ
โครงการปริญญาโทสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รับสมัครนักศึกษาใหม่
ตั้งแต่บัดนี้ ถึง ๒๐ มกราคม ๒๕๕๒
สมัครด้วยตนเองที่ห้อง ๑๐๔ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดย วัต [15 ม.ค. 2552 , 17:24:17 น.] ( IP = 202.28.52.254 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |