| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความคมชัด (๒)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เช้าวันนี้หลังจากทำวัตรเช้าและสวดมนต์บทต่างๆ จบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้นำทุกคนกล่าวคำไหว้ครูตามคำกล่าวข้างต้น และกล่าวทักทายกับทุกคนว่า ..
กราบสวัสดีทุกๆ ท่าน วันนี้ได้พาท่านสวดมนต์มากมายโดยเฉพาะการสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร และสุดท้ายก็ได้นำทุกคนร่วมกันกล่าวคำไหว้ครู เพราะเมื่อศุกร์วันที่ ๑๖ ที่ผ่านมานี้เป็นวันครู แต่ละคนได้มีภารกิจกันในวันศุกร์ ได้มีการระลึกถึงครู โดยมีการไปหาครู ทั้งโทรศัพท์ หรือส่งข้อความกันมาแสดงความเคารพ ฉะนั้น เมื่อเรามารวมกันในวันนี้ก็เลยขอใช้โอกาสให้เป็นสิริมงคลด้วยการนำทุกท่านไหว้ครู
ซึ่งเราก็ได้ทำหน้าที่ความรับผิดชอบของเรา สร้างสิริมงคลให้กับชีวิตของเรามาตลอดหนึ่งปีนี้ และในแต่ละปีต่างก็มีวันสำคัญอยู่หลายวันเช่นที่ผ่านไปแล้วก็คือวันปีใหม่ วันเด็ก และวันครู ซึ่งที่ใกล้จะมาถึงก็คือวันมาฆบูชา แต่สำหรับพวกเราแล้วจะมีวันสำคัญเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า คือวันที่เราจะไปบริจาคเครื่องมือแพทย์ที่จังหวัดมหาสารคามโดยตนเองและกรรมการรวมแปดท่านจะเป็นตัวแทนของพวกท่านเดินทางไปยังจังหวัดดังกล่าว
ทำไมจึงต้องมีวันสำคัญ เพราะวันเหล่านี้เป็นวันแห่งความทรงจำที่จะทำให้เราระลึกนึกถึงสิ่งสำคัญในวันนั้น อย่างวันครูเราก็ได้มีการระลึกนึกถึงครู ผู้ให้ความรู้เกื้อกูลชีวิตของเรามาตั้งแต่เราเข้าเรียน ก.ไก่ ข.ไข่ แม้กระทั่งการศึกษาพระอภิธรรมเราก็ต้องมีครู โดยมีองค์ประธานคือพระบรมครู และในสถานที่นี้ก็มีท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูรเป็นประธานซึ่งเป็นตำนานที่ให้เราได้ระลึกถึงเมื่อถึงวันสำคัญๆ สิ่งที่เป็นสิริและเป็นมงคลงเหล่านี้ก็จะได้บังเกิดขึ้น
ในประเทศไทยมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ทำสมาธิทุกวัน ซึ่งการทำสมาธินี้เมื่อพูดถึงแล้วก็เป็นการกระทำที่ดีแล้วเราก็ควรจะฝึกทำด้วย แต่เราจะต้องมีหลักเหตุผลของเรา เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทำสมาธิทุกวันซึ่งทำให้ไม่รู้จักความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่มันฝังรากลึกอยู่ในจิตใจ เพราะถ้าหากเราไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมแล้วก็จะไม่ทราบว่า กิเลสนั้นคืออะไร อาสวะคืออะไร คันถะคืออะไร โยคะคืออะไร อนุสัยคืออะไร ..และมันอยู่ตรงไหน กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน
เมื่อเราไม่รู้แล้วทำสมาธิอยู่ทุกวันๆ จึงทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า ความโลภความโกรธและความหลงนี้เป็นรากลึกฝังอยู่ในจิตใจของเรา ถ้าหากถามคนที่มาใหม่ว่ากิเลสเกิดขึ้นที่ไหน? บางคนก็ตอบว่าเกิดขึ้นที่ใจ บางคนก็ตอบว่าเกิดขึ้นที่ทวารทั้งหก ถามต่อไปว่าแล้วกิเลสเกิดขึ้นตามอารมณ์ได้ไหม? เกิดได้ คำตอบที่บอกว่าทางทวารนั้นถูก ทางใจนั้นก็ถูก
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ม.ค. 2552 , 16:24:16 น.] ( IP = 58.9.94.29 : : )
สลักธรรม 2
ซึ่งต้องขอกล่าวถึงพระคุณของท่านพระครูศรีโชติญาณหรือหลวงพ่อแสวงที่ท่านสอนให้เป็นคนรอบคอบว่า สมัยก่อนที่ท่านมาสอนนั้นแล้วท่านถามคำถามนี้ พอเราตอบไปแล้วว่ากิเลสเกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ..ท่านก็ไม่บอกว่าถูกหรือไม่ถูก แต่ท่านพูดต่อว่า กิเลสเกิดขึ้นที่อารมณ์ พอครั้งต่อมาท่านก็ถามอีกว่า กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน? เราก็ตอบตามที่จดไว้ว่า กิเลสเกิดขึ้นตามอารมณ์ ท่านบอกว่าไม่ใช่ กิเลสเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน เพราะกิเลสเกิดเมื่อวานหรือพรุ่งนี้ไม่มีมีแต่เรื่องที่เล่า แต่ทุกครั้งที่เกิดนั้นเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน
การที่ท่านตอบโยกไปแบบนี้ก็เพื่อทำให้เราเห็นว่า ความรู้อย่างเรานี้ยังไม่พอ เพราะรู้เพียงแง่เดียว เพราะกิเลสเกิดขึ้นตามทวารก็ได้ เกิดขึ้นตามอารมณ์ก็ถูก เกิดขึ้นที่ปัจจุบันก็ถูก เกิดขึ้นที่ใจก็ถูก วิธีการของท่านนั้นไม่ต้องบอกว่าเรารู้น้อย แต่ท่านแสดงความรู้ที่มีมากออกมาให้เรารู้ตัวเองเลยว่าเรานี้ยังรู้น้อย แม้กระทั่งเรื่องวิปัสสนากรรมฐานหรือเรื่องที่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทนั้นนักเรียนที่เรียนกับท่านก็ยากที่จะตอบถูก เพราะแม้จะถูกส่วนหนึ่งแต่ท่านก็จะไม่บอกว่าถูก เพราะส่วนที่ท่านจะให้นั้นยังมีอีก
มีคนจำนวนไม่น้อยที่หากไม่เข้าใจตรงนี้แล้วไปทำสมาธิ ก็จะทำให้ไม่รับรู้ความโลภ ความโกรธ และความหลงว่าเป็นอนุสัยกิเลสที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจ เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ที่จัดตารางชีวิตของตนเองไว้ว่า วันนี้จะเจริญวิปัสสนากรรมฐานตอนไหน จะทำสมาธิตอนไหน จะอ่านหนังสือตอนไหน หรือจะฟังธรรมะตอนไหน หลวงพ่อเสือท่านบอกว่า การจัดตารางชีวิตนั้นดีเพราะมีระเบียบ แต่นั่นเป็นการเลือกอารมณ์ขึ้นมาเป็นอารมณ์
เพราะอย่าลืมว่า การที่เราเลือกก็เท่ากับเป็นการตัดอะไรออกไปหลายๆ อย่าง เพราะในความจริงนั้นเราจะต้องมีจิตที่มีสติสัมปชัญญะคอยรู้ตามกิเลสตน คอยศึกษาตามทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติ ที่มันเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้เลือก แต่สิ่งที่เราเลือกนี้คือเราชอบ สิ่งที่เราไม่เลือกแล้วคัดออกคือเราไม่ต้องการในขณะนั้น เป็นการเลือกอารมณ์ที่เราชอบโดยไม่รู้ว่านั่นแหละคือโลภะ ..ก็จะเห็นว่า การกระทำเช่นนี้เราคิดว่าเราทำดีแล้วนะ แต่ครูของเราท่านยังมองเห็นถึงข้อบกพร่องที่มีอยู่ ท่านบอกว่าการกระทำนั้นดี แต่จัดอยู่ในคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่จัดอยู่ในคนส่วนน้อย
คนส่วนน้อยที่หมายถึงนี้ไม่ได้เลือกอะไรเลย แต่มีจิตที่รู้ตามกิเลส ..ซึ่งก็คือผู้ที่เดินไปสู่ความพ้นทุกข์ เราก็จะเห็นได้ว่า แง่งอนต่างๆ ของชีวิตนี้ ถ้าหากเราได้ศึกษา ได้คบกับบัณฑิต เป็นคนที่ช่างซักช่างถาม และกล้าในการรับฟังข้อบกพร่องของตนเอง เราก็จะเห็นได้ว่าเรายังมีสิ่งที่จะต้องแต่งเติมชีวิตของเราอีกมากมาย ..จึงได้ชวนทุกท่านไหว้ครูในวันนี้
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ม.ค. 2552 , 16:25:07 น.] ( IP = 58.9.94.29 : : )
สลักธรรม 3![]()
ความคมชัด (๒)
ตอนที่ ๑
ในช่วงปีใหม่ได้มีลูกศิษย์ไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมา อาจารย์จึงได้ซักถามบุคคลดังกล่าวว่า
อาจารย์ : รู้สึกอย่างไรบ้างกับการไปปฏิบัติติดต่อกันมา ๑๔ วัน
ลูกศิษย์ : สวัสดีทุกท่านค่ะ ดิฉันไปปฏิบัติมาประมาณ ๑๔ วัน ก่อนเข้าปฏิบัติ ท่านอาจารย์ก็ให้ความกรุณาช่วยแนะแนวทางว่าปฏิบัติมานานแล้ว แทนที่จะเข้าไปดู เข้าไปรู้เฉยๆ ก็ให้ไปดูรูปนามเหมือนกับตอนนี้ให้ไปดูถึงอิริยาบถย่อย
ในขณะที่ไปปฏิบัติก็กราบเรียนอาจารย์ว่าจริงๆ แล้วทุกครั้งที่ได้คำแนะนำจากอาจารย์ให้ปฏิบัติอะไรซึ่งใหม่ขึ้นนั้นเหมือนกับต้องตั้งต้นใหม่ ต้องตั้งใจทำเพราะเปลี่ยนวิธีใหม่ ก็เลยมีความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองหลุดจากรูปนาม
เช่นเวลาเรานั่งทานข้าว เราก็ดูว่า รู้ในอาการนั่ง พอรู้ในอาการนั่งแล้วก็มองตามไปก็คือพิจารณาตามอาการ การจับ การเคี้ยว การยืดมือ พอทำๆ ไปแล้วก็เอ๊ะ! รูปนามหายไปไหน ลืมรูปนั่งไปหรือเปล่านี่ ก็กลับมาใหม่
ท่านอาจารย์ก็อธิบายว่าจริงๆ ก็คือการที่เราตามดูทันไปรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นและก็ไม่ได้หลุดไปจากรูปนาม แต่นั่นเป็นการดูอิริยาบถย่อย เช่น เวลาเดินก็รู้ในอาการเดิน พอเดินๆ ไปมากๆ ก็เกิดความรู้สึกว่าเป็นนามรู้ขึ้นมาอีกตัวนึงที่รู้ว่ารูปเดินอยู่ ฟุ้งก็มีเป็นเรื่องปกติ
ก็ยังเรียนบอกอาจารย์ว่า พอทำๆ ไปแล้วก็เบื่อๆ ทุกครั้งที่ทำนานๆ มีความรู้สึกว่าชีวิตไม่มีอะไรเลยมันน่าเบื่อจังเลย วันๆ ก็นั่งดูแต่รูปนั่งรูปเดิน น่ารำคาญไม่เห็นมีอะไร แต่แล้วก็บอกตัวเองว่าปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน นี่แค่ ๑๕ วันเท่านั้นเอง ทำเถอะ จะเบื่ออะไรกัน ก็ตั้งต้นใหม่ เริ่มต้นปฏิบัติ ตั้งใจใหม่
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ม.ค. 2552 , 16:25:25 น.] ( IP = 58.9.94.29 : : )
สลักธรรม 4
อาจารย์ : และยังมีข้ออะไรที่สงสัยไหม
ลูกศิษย์ : ไม่สงสัยแล้วค่ะ เพราะอาจารย์ช่วยแก้ปัญหาให้หมดแล้วค่ะ
อาจารย์ : ฉะนั้น การที่ได้เข้าปฏิบัติทุกปีและปีละไม่ต่ำกว่าสิบวันนั้นให้ความต่อเนื่องที่ในอดีตกับความต่อเนื่องที่ปัจจุบัน แล้วการกำหนดรูปนามเมื่อก่อนในขณะที่เริ่มต้นแรกๆ กับการกำหนดรูปนามจากการที่ได้ฝึกและได้ทำมาหลายๆ ปี การเข้าไปรู้หรือเข้าไปรู้สึกรูปนาม ยากหรือง่ายกว่าเดิมอย่างไร?
ลูกศิษย์ : ง่ายขึ้นค่ะ เหมือนกับว่าเราไม่ได้มีความรู้สึกว่ากำลังปฏิบัติ เหมือนไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติอยู่ เหมือนกับมีชีวิตธรรมดาและก็ดูในอาการรูปนามที่มันเกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่สมัยก่อนนั้นก็เหมือนกับท่อง
สำหรับตัวเองนะคะ.. สิ่งที่รู้แรกๆ เป็นนามมากกว่ารูป เช่น นามฟุ้งเพราะว่าฟุ้งเยอะก็จะกำหนดนามฟุ้ง แล้วก็กลับมารูปนั่ง พอช่วงหลังพอทำไปนานๆ เข้าก็อยู่กับรูป เช่นเวลานั่งรู้ในรูปนั่งนาน รู้ในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ในอิริยาบถสี่นี่แหละ รู้ว่ารูปนั้นทำอะไรอยู่ มันเหมือนกับมีชีวิตเหมือนกับชีวิตปัจจุบันที่เรามี เราทำอยู่ปัจจุบัน เหมือนกับอยู่นอกห้องกรรมฐาน มีชีวิตไปทั้งวันก็อยู่กับรูปกับนาม ซึ่งสมัยก่อนนี้ต้องตั้งใจทำแต่ตอนนี้เหมือนกับเป็นเหมือนดูละครไปเรื่อยๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ม.ค. 2552 , 16:26:12 น.] ( IP = 58.9.94.29 : : )
สลักธรรม 5
อาจารย์ : จากคำพูดที่ลูกศิษย์ท่านนี้ได้อธิบายไปก็จะมาเป็นบัญญัติให้ทุกคนได้เข้าใจก็คือว่า การปฏิบัติสะดวกขึ้น ขอใช้คำนี้ว่า สะดวกขึ้น เพราะคนที่ปฏิบัติใหม่ๆ ตอนแรกก็จะเพียรพยายามไปดู ไปหารูป ไปหานาม เหมือนกับการบังคับจิตให้มันอยู่กับรูปนี้
เช่น รูปเดินก็พยายามท่องและก็ดูรูปเดิน พยายามท่องแล้วก็ดูนามรู้ คือพยายามที่จะอยู่กับรูปกับนาม ทั้งๆ ที่รูปนามนี้มันไม่ต้องพยายามมีเพราะมีอยู่แล้ว แต่เราก็เข้าไปพยายาม เช่น พยายามจะนั่ง...ทั้งที่นั่งเป็นอยู่แล้ว ก็ควรจะดูในอาการ ซึ่งใครที่ปฏิบัติเป็นแล้วเราก็รู้ได้จากการซักถาม เช่น อิริยาบถนั่งของลูกศิษย์คนนี้
ถามว่า ที่ทุกคนมองมาดูนี้ เขานั่งอยู่หรือยืนอยู่? นั่งอยู่
เห็นรูปลักษณ์ไหมว่าอาการที่เขานั่ง อยู่ในอาการนั่งอย่างไร? เห็นและรู้เลย .. รู้ที่ใจ
ไม่ต้องบอกมาเลยคือมองปุ๊บก็รู้ปั๊บใช่ไหม? ใช่
นั่นคืออาการที่เราเห็นรูปนี่เอง ที่เปรียบให้ฟังนี้คือเทียบจากการเห็นรูปของคนอื่น
แต่ฉันใดก็ฉันนั้น การไปกำหนดรูปก็คือการที่เราไประลึกในอาการไม่ใช่ของตนเอง คือไปทำความระลึกรู้สึกนั่นเองว่าขณะนี้นั่งอยู่
และอาการนั่งนี่คือรู้ทั่ว
นั่งไม่ใช่อยู่ที่ก้นนั่ง เพราะนั่งมันจะต้องนั่งทั้งตัว
แต่เราจะรู้อาการทั้งตัวมันก็ไม่ใช่ แต่เป็นความรู้สึกว่าอาการนี้นั่งอยู่
เหมือนเรามองดูคนนี้ ก็รู้ปุ๊บว่าเขานั่ง ส่วนรายละเอียดต่างๆ เรายังไม่ต้องไปหา ...นี่คือขั้นแรกของการปฏิบัติ
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ม.ค. 2552 , 16:26:34 น.] ( IP = 58.9.94.29 : : )
สลักธรรม 6
แต่เมื่อเราปฏิบัติไปครั้งที่สองครั้งที่สาม แล้วสติของเราสัมปชัญญะของเราได้ถูกฝึกในการสังเกตเป็น ครานี้แหละในตัวสังเกตเป็นก็คือการให้ทฤษฏีเข้าไปอีกตัวนึง ให้ไปรู้ว่าในอาการที่นั่งนั้นมีรายละเอียดอะไรบ้าง เป็นการเข้าไปรู้รายละเอียดอีกทีนึง
เหมือนกับเอาลูกเสือกับลูกแมวมาอยู่รวมๆ กัน เด็กเล็กๆ ก็จะไม่รู้ หรือว่าผู้ที่ยังไม่เคยเห็นแล้วมาเห็นครั้งแรกก็จะไม่รู้ว่าอันไหนลูกเสืออันไหนลูกแมว และอาจจะไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร แต่ก็รู้อยู่อย่างหนึ่งว่ามันคือสิ่งที่มองเห็น แต่เมื่อได้ศึกษาเข้าไปว่าลักษณะแมวเป็นแบบนี้ ลักษณะเสือเป็นแบบนี้ เขาก็จะเข้าใจมากขึ้น
เช่นเดียวกันกับเราที่ไม่รู้เลยว่าอะไรคือรูปอะไรคือนาม เราจึงต้องศึกษารูปนามให้เข้าใจ ว่าอะไรคือรูป อะไรคือนาม นี่คือเราศึกษาเป็นภาคทฤษฏี
พอมาสู่ภาคปฏิบัติ ก็เป็นการที่เราไปศึกษาตัวเองคือศึกษารูปนามเสียก่อนว่า อาการอย่างนี้เป็นรูป อาการนั่งอย่างนี้เรียกว่า รูปนั่ง หรือถ้าเป็นอาการอย่างนี้ก็เรียกว่า รูปยืน จะยกขาขึ้นข้างหนึ่งก็รูปยืน จะพักขาไว้ก็รูปยืน หรือถ้าก้าวไปอย่างนี้ก็ รูปเดิน
ไม่ใช่ว่าไปตั้งใจทำท่ารูปยืนอย่างนั้น รูปเดินอย่างนี้.. ไม่ใช่ นั่นเป็นรูปทำหรือทำรูป
จึงต้อง ให้เราเข้าใจและแคล่วคล่องกับเดิน ยืน นั่ง นอน เสียก่อน ว่าอย่างนี้..เรียกนั่ง อย่างนี้..เรียกเดิน และไม่ว่าจะเดินอย่างไรก็เรียกว่าเดิน
ให้เรามีสติไวขึ้นกับการเดิน ยืน นั่ง นอน ที่เป็นรูปต่างๆ เมื่อเราเข้าใจแล้วก็เหมือนกับเด็กเข้าใจว่านี่นะนี่ลูกเสือ นี่ลูกแมว
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ม.ค. 2552 , 16:26:51 น.] ( IP = 58.9.94.29 : : )
สลักธรรม 7
คราวนี้ผู้ปกครองก็ต้องสอนต่อ ..แต่ก่อนที่ผู้ปกครองจะสอนต่อนั้น ผู้ปกครองต้องรู้ว่าเด็กรู้หรือยัง ว่านี่คือสัตว์ชนิดไหน จึงต้องไปฝึกซะก่อน นี่คือเหตุผลที่ยังไม่ได้ให้วิธีการอะไรเขยิบมากขึ้นกว่าเดิม
แต่เมื่อคนนี้ได้รู้แล้วว่า นี่ลูกเสือนะ นี่ลูกแมวนะ จึงบอกกับเด็กคนนี้ให้ไปสังเกตดูความเป็นเสือความเป็นแมวมากขึ้น คือ นั่งแล้วมีอะไรเกิดขึ้น หรือมีอะไรเกิดขึ้นในรูปนั่ง
เหมือนกับให้ไปดูลักษณะของเสือ ลักษณะของแมว ให้ไปดูทำไม? ก็เพื่อมีทฤษฏีให้เรียนมากขึ้น เมื่อรายละเอียดในรูปนั้นมีมากขึ้น ..ความรู้สึกตัวจะได้เกิดขึ้น สติจะได้เกิดขึ้น สองอย่างนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความคมชัดของรูปและของนามปรากฏขึ้น
ในความคมชัดครั้งที่หนึ่ง.....เราจะเห็นรูปชัดหรือนามชัดก็ย่อมได้ เช่นเหมือนกับนามรู้ และสิ่งที่รู้นั้นหายไปคือไปชัดที่นาม ความคมชัดในนามนี้อาจเกิดกับคนนี้แต่อาจจะไม่ได้เกิดกับอีกคนหนึ่งก็ได้ เพราะอีกคนหนึ่งอาจเกิดความคมชัดในรูปว่า รูปนี้เป็นรูปจริงๆ แต่ไม่ได้รู้ที่นาม เช่น เห็นรูปเหมือนท่อนไม้ก็ได้ ความคมชัดก็จะออกไปตามจริตอย่างนี้
และความคมชัดก็มีระดับของมันเพิ่มขึ้น เหมือนเราหยดน้ำทุกวันปริมาณต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน
แม้จะหยดลงไปเพียงหยดเดียวเช่นน้ำฝนเม็ดเดียวที่ตกลงตุ่มเนี่ย ใครรู้สึกบ้างว่ามันเพิ่มขึ้น? เราเห็นไม่ชัดแต่มันก็เติมลงไปแล้วละ แม้ไม่ถึงขนาดที่จะมองเห็นได้ ดูเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนอยู่เดิมๆ แต่น้ำฝนเม็ดเดียวนั้นมันก็ได้ตกลงมาในตุ่มแล้ว ก็คือสติสัมปชัญญะที่เข้าไปรู้จักเนี่ยได้เกิดขึ้นแล้ว
แต่มันยังไม่มีปริมาณมากก็เพราะไม่ได้ตกบ่อยๆ เพราะขาดความต่อเนื่อง
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ม.ค. 2552 , 16:27:10 น.] ( IP = 58.9.94.29 : : )
สลักธรรม 8
อารมณ์ที่เห็นนี้มันยังไม่ต่อเนื่อง เพราะจริงๆ แล้วทุกรูปทุกนามจะต้องมีเหมือนกันหมด แต่เราอาจจะเห็นตรงนี้ ชัดตรงนั้น แล้วมันหายไปๆ ก็เลยไม่รู้สึกว่าเป็นธรรมดา แต่มันจะพิเศษเฉพาะตรงที่เข้าไปรู้ชัดเฉพาะที่ตรงนั้นตรงนี้เพราะความต่อเนื่องยังไม่มี และความไม่ต่อเนื่องนี้ อาจจะไม่ใช่เพราะไม่ปฏิบัติ แต่อาจจะเป็นเพราะความไม่ต่อเนื่องของปัญญาที่มีกำลังส่งผลยังไม่มาก
ฉะนั้นเมื่อศึกษาเข้าใจ สองอย่างนี้แล้วก็ไปดูหาความคมชัด เราก็จะรู้ว่า ในความคมชัดที่เห็นรูปและเห็นนามนี้มีความเกื้อกูลกัน นามเป็นปัจจัยให้นาม นามเป็นปัจจัยให้รูป รูปเป็นปัจจัยให้รูปได้ แต่ในภาษาพระท่านเรียกว่า ปัจจยปริคหญาณ โดยจะต้องผ่านนามรูปปริจเฉทญาณไปก่อนเล้วก็จะทราบว่านามและรูปนี้ทำหน้าที่เอื้อกันจริงๆ
บางคนเห็นรูปเป็นปัจจัยให้รูป บางท่านเห็นนามเป็นปัจจัยให้นาม ก็เหมือนกับเห็นรูปเห็นนามแต่ยังไม่ได้นามรูปปริจเฉทญาณ แต่ผู้ที่ได้นามรูปปริจเฉทญาณแล้วมันจะมีความรู้เช่นที่อธิบายไปแล้วนั่นแหละว่า เหมือนกับรูปหนึ่งต่อไปถึงรูปหนึ่ง เช่นในการก้าวเดิน..จะเห็นความต่อเนื่องของความก้าวเดิน และเห็นความขาดของการก้าวเดินก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องรูป รูป นาม นาม
แต่เมื่อใดปัญญาบารมีเกิดขึ้นพร้อม ก็เหมือนมีหยดน้ำมาหยดในจุดที่ตรงเป๊ะจนทำให้ผิวน้ำนี้สั่นได้ ...เราก็จะเห็นว่า รูปกับรูป นามกับนามที่มันเกิดต่อๆ เนื่องกัน ไม่ใช่มีรูปเดียว และไม่ใช่มีนามเดียว แต่มันเกิดขึ้นจากนามเป็นปัจจัยให้แก่รูปเหล่านี้ แล้วรูปเหล่านี้ก็อาศัยนามเหล่านี้ โดยที่รูปนี้ก็เป็นปัจจัยให้กับรูปนี้ อย่างนี้เรียกว่า ปัจจยปริคหญาณ รูปนามนี้เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน
ในความเป็นปัจจัยนี้ บางทีมันตั้งอยู่ให้เห็นจริงคือมีความรู้สึกชัด และชัดถึงขนาดที่ผู้รู้อาการที่ปรากฏนี้ต้องสะดุ้งว่า ไม่เคยเห็นอะไรมาก่อนขนาดนี้ คือความชัดของรูปและนาม ที่เกื้อกูลกันหรือเป็นปัจจัยซึ่งกัน
เหมือนคนส่งของให้กัน ก็จะเห็นความต่อเนื่องของการส่งให้และการรับ จากผู้ที่ยื่นส่งไปให้ กว่าผู้รับจะรับได้นั้น สิ่งของก็ต้องไปอยู่ในมือผู้รับแล้ว และมือของผู้ส่งก็ต้องหายไปแล้ว ผู้รับจึงจะมีมาได้ นั่นคือการเห็นความเกิดดับของนามรูป
อารมณ์ของวิปัสสนาเป็นอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนอาศัยความเนิบช้า อาศัยความไม่เบื่อ คือความหยุดทุกอย่าง หยุดนิ่งทุกอย่าง เพื่อเห็นความคมชัดและก็ความสม่ำเสมอต่อเนื่อง
ตรงนั้นแหละที่อารมณ์ของปัญญาจะมาปรากฏให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจว่า นี่ไงธรรมชาติทั้งหลายที่ท่านกล่าวว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ ธัมมา อนัตตาจะมาปรากฏต่อผู้นั้น และผู้นั้นก็จะตั้งใจ อำนาจก็จะพาผู้นั้นโลดแล่นไป ฉะนั้น จึงบอกว่า การปฏิบัติ ต้องมีความต่อเนื่อง
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ม.ค. 2552 , 16:27:27 น.] ( IP = 58.9.94.29 : : )
สลักธรรม 9
ลูกศิษย์ : นั่งปฏิบัติอยู่ก็นั่งหลับตา ปกติเวลาคนเราหลับตาแล้วก็จะมืดใช่ไหมค่ะ แต่มีความรู้สึกว่า มันมีแสงอยู่ที่ตา ..ก็แปลกใจ ก็กำหนดรู้แล้วก็ลืมตาดูในห้องปฏิบัติ ก็เห็นเหมือนเป็นแสงนวลพระจันทร์ แสงนวลๆ นิดนึงก็ไม่แน่ใจ ก็กระพริบตาแล้วแสงก็หายไปกลายเป็นสภาพห้องปกติ จึงเรียนถามอาจารย์ว่า เกิดอะไรขึ้น สมาธิมากไปใช่ไหมถึงได้เกิดอาการนี้
อาจารย์ : ต้องบอกว่า จากที่เราศึกษากันมา เราก็จะรู้ว่า วิปัสสนูปกิเลสจะเกิดขึ้นตรงอุทยัพพยญาณ ก็คือวิปัสสนาญาณสี่ตรงตรุณอุทยัพพยญาณ ไม่ใช่พลวอุทยัพพญาณ
ในตรุณอุทยัพพยญาณ จะเห็นรูปนามเกิดดับ และจะมีนิกันติเกิดขึ้น คือเครื่องต้องห้ามเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุธรรมไปได้ง่ายๆ เพราะทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค แม้กระทั่งในปัญญาก็มีปัญญาเป็นอุปสรรค
ในอุทยัพพยญาณนี้ท่านวางนิกันติไว้สิบอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือ โอภาสหมายถึงแสงสว่าง แสงสว่างนี้เกิดจากอำนาจสมาธิเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งไม่ใช่เป็นอำนาจสมาธิอย่างเดียวแต่เป็นอำนาจของปัญญาที่ทำให้เกิดแสงสว่าง ซึ่งภาษาสมาธินำไปใช้ว่า สว่างกลางใจ
ด้วยอำนาจของนิกันตินี้.. ถ้าผู้ใดปฏิบัติไปถึงอุทยัพพยญาณ ความสว่างก็จะเกิดขึ้นแล้วจะมีความรู้สึกว่า ตัวเองเนี่ยนิพพานแล้ว กิเลสหมดแล้ว มันโปร่งแล้ว มันทะลุทะลวงความมืดได้ทำลายไปแล้ว อย่างหนึ่ง
หรือไม่ก็จะเป็นความปิติที่เกิดขึ้นมาก อิ่มเอิบใจมากเลยว่า ตอนนี้ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่าหมดแล้ว แม้กระทั่งตัวตน มันหมดจากขันธ์อะไรอย่างนั้นเลย
ก็ขออธิบายสิ่งที่ถามมาให้ฟังว่า นั่นก็คือส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในอุททยัพพยญาณ แต่คนเราจะไปถึงอุททยัพพยญาณได้นั้นจะต้องมาจากตรงนี้ก่อน คือการที่มีแสงสว่างเกิดขึ้น
เพราะใจของเราถูกโมหะปิดมานานแล้ว เหมือนกับเราเริ่มมีเทียนเล่มเล็กๆ คือไฟพิเศษ ซึ่งเดิมนั้นเราอาจมีเชื้อไฟหรือเชื้อของแสงสว่างอยู่ก้อนนึงเล็กนิดเดียวแต่เราเอากะลาครอบไว้ เราจึงไม่เห็นหรอก แต่ถามว่าแสงนั้นมีหรือไม่มี? มีอยู่
แต่คราวนี้เราเอากระดาษทรายมาขูดกะลาขัดเงาไปเรื่อยๆ เปลือกกะลาเริ่มบางลงแต่แสงที่ครอบไว้ข้างในมันก็ยังไม่ส่องออกมา เหมือนขั้นแรกที่เราไปดูรูปนาม ขัดๆ ไปมันก็ยังไม่ออกเพราะเหมือนแค่การเอาเปลือกนอกที่เป็นกาบมะพร้าวออก เราก็ขัดต่อไปจนกระทั่งกะลาบางลงและเริ่มมีรูนิดๆ นั่นแหละแสงตรงนี้มันออกมาได้
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ม.ค. 2552 , 16:27:46 น.] ( IP = 58.9.94.29 : : )
สลักธรรม 10
แต่มันต้องผ่านพิธีกรรมการขัด คือขัดพื้นใจที่มีกิเลสมากๆ เมื่อความหยาบมากๆ คือโมหะอวิชชาในที่นี้ถูกขัดออกไปบ่อยๆ ก็เหมือนกะลามันบางลง แสงที่มีอยู่คือแสงพระธรรมหรือแสงคุณงามความดีคือแสงของศีล ของสมาธิ ของปัญญา ที่เกื้อหนุนให้เราเดินทางไปเป็นมนุษย์นี่แหละ หรือแสงแห่งกุศลที่เกื้อหนุนชีวิตเรามาในสังสารวัฏที่ถูกปิดบังด้วยโมหะอวิชชาไว้ก็เริ่มปรากฏขึ้น
เพราะไม่ใช่เราจะไม่เคยทำสมาธิหรือไม่เคยเจริญปัญญามาก่อนในอดีต และการศึกษาเราก็เป็นปัญญาแม้จะเป็นสุตามยปัญญาก็ตาม สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนแสงที่ถูกกะลาครอบไว้ แต่เมื่อได้ขัดได้เกลาได้ถูไปจนกะลาบางและเปิดให้มีช่องว่างให้แสงออกมาได้นี้ นั่นแหละคือนามที่รู้สึก คือ ปัญญาเริ่มปรากฏโผล่ขึ้นมา
และปัญญานี่เปรียบเสมือนแสงสว่างอย่างที่เราเรียนมาตั้งแต่เล็กแล้ว แสงเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาแต่ความที่เราไม่รู้และเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก ผู้เล่าจึงต้องเล่าแบบนี้ แต่ผู้ที่ผ่านการรู้อย่างนี้มาก่อนแล้วก็สามารถบอกได้ว่าแสงนี้คืออะไร
ก็น่าอนุโมทนา และขอร้องว่า คราวหน้าให้ตั้งใจไปเข้าหนึ่งเดือนเลยคือตั้งใจให้ระยะยาว พอมันเบื่อขึ้นมาเมื่อไหร่ก็กลับ เบื่อจนทนไม่ได้กลับ แต่ตอนนั้นคุณก็จะพ้นวันที่สิบสี่พ้นวันที่สิบห้าไปได้
เพราะใจของเรามีขอบเขต เมื่อเราไปตั้งด่านไว้ ทำรั้วไว้ว่า มันมีระยะแค่นี้นะ อย่างเราตั้งใจไปสามวัน พอวันที่สามตอนใกล้ๆ เที่ยงก็เตรียมกลับแล้ว เดี๋ยวมองเสื้อผ้าเดี๋ยวคิดว่าจะเก็บยังไง ก็จะเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเราตั้งระยะเวลายาวไว้ แล้วคิดว่าเราเบื่อเมื่อไหร่ก็ออก นี่คือการยืดระยะทางกุศลของเราออกไป
และการปฏิบัตินั้นขอให้อยู่กับธรรมชาติอยู่แบบใช้ชีวิตประจำวัน แต่มีชีวิตประจำอยู่ที่เป็นรูปนาม นี่เป็นการปฏิบัติ คือ เราต้องอยู่แบบปัจจุบันที่ไม่ใช่เรา แต่อยู่แบบปัจจุบันที่มีรูปนาม เอาแค่เราออกแค่นั้นเอง
สิ่งที่ได้อธิบายมานี้ต้องบอกว่า อยู่ดีๆ จะให้อะไรใครหรือหยิบของให้ใครเนี่ยต้องรู้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้รับมีความพร้อมที่จะรับแล้ว คือต้องมีความเข้าใจมากพอแล้ว จึงขออนุโมทนาด้วยและก็จงช่วยเหลือตัวเองต่อไป จงอาศัยตนเองเป็นที่ตั้งต่อไป แล้วก็พาตนเองให้พ้นทุกข์ไปด้วยตนเอง และขอเป็นกำลังใจให้
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ม.ค. 2552 , 16:28:02 น.] ( IP = 58.9.94.29 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |