มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก(๒๕)




ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๒๕.ได้รับสาธุการจากพระศาสดา

ดูก่อนผู้แสวงสันติวรบท ! ผู้ที่จะทำงานใหญ่นั้น จะต้องมีผู้ช่วยเหลือที่ดี และผู้ช่วย ที่ดีจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติหลายประการ เช่น เป็นผู้รู้ใจนายของตน สนองงานได้สมความต้องการ ทันต่อเวลาต่อเหตุการณ์ ให้กำลังใจแก่นายของตนในกาล ที่ควรให้ โดยเฉพาะในเวลาที่การงานสำเร็จลงด้วยดี ปลอบประโลมใจเมื่อพลั้งพลาด หรือยามทุกข์ยามผิดหวัง ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการงานที่ชอบธรรม เพื่อความเจริญก้าวหน้าร่วมกัน และรับช่วงงานได้เมื่อนายวางมือ

พระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณลักษณะของผู้ช่วยที่ดีเลิศของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังเรื่องดังต่อไปนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อามลกีวัน ใกล้บ้านจาตุมา สมัยนั้น ภิกษุประมาณห้าร้อยรูป มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นหัวหน้าไปถึงจาตุมคาม เพื่อเฝ้าผู้มีพระภาค ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้น ปราศรัยกับภิกษุเจ้าถิ่น จัดเสนาสนะ เก็บบาตรและจีวร มีเสียงดัง พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระอานนท์มาถามว่า

ดูก่อนอานนท์ ผู้ที่เสียงดังนั้นเป็นใคร ราวกับชาวประมงแย่งปลากัน ฯ

พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุประมาณห้าร้อยนั้น มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นหัวหน้า มาถึงจาตุคามเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ภิกษุเหล่านั้นปราศรัยกับภิกษุเจ้าถิ่น จัดเสนาสนะมีเสียงดังฯ

ดูก่อนอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงไปเรียกพวกภิกษุมาตามคำขอของเรา พระอานนท์ทูลรับคำ แล้วจึงเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่พัก ได้กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นว่า พระศาสดาตรัสเรียกท่านทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำพระอานนท์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควร

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ม.ค. 2552 , 07:44:48 น.] ( IP = 58.9.135.89 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุไรพวกเธอจึงพูดเสียงดัง เหมือนชาวประมงแย่งปลากัน ?

พวกภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุประมาณห้าร้อยมาถึงจาตุคามเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ปราศรัยกับภิกษุเจ้าถิ่น จัดเสนาสนะเก็บบาตรและจีวร จึงมีเสียงดังพระเจ้าข้า ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงพากันไป เราประฌานพวกเธอ พวกเธอไม่ควรอยู่ในสำนักเรา ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ เก็บอาสนะ ถือบาตรและจีวรออกไป ฯ

สมัยนั้น พระเจ้าศากยะชาวเมืองจาตุมา ประชุมกันอยู่ที่เรือนรับแขก ด้วยกรณียะบางอย่าง เห็นภิกษุเหล่านั้นมาแต่ไกล จึงเข้าไปหาภิกษุ แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย จะพากันไปไหนเล่า ฯ

ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์ถูกพระผู้มีพระภาคประฌานแล้ว ฯ

ข้าแต่ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น ขอท่านทั้งหลายจงนั่งครู่หนึ่ง ข้าพเจ้าทั้งหลายอาจให้พระผู้มีพระภาคทรงอดโทษได้ ภิกษุเหล่านั้นรับคำพวกเจ้าศากยะชาวเมืองจาตุมาแล้ว พวกเจ้าศากยะชาวเมืองจาตุมาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงชื่นชมกับภิกษุสงฆ์เถิด ขอจงรับสั่งกับภิกษุสงฆ์เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญในบัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ เหมือนที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์ในกาลก่อนเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์หมู่นี้เป็นภิกษุผู้บวชใหม่ เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัย เมื่อภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาค จะมีความน้อยใจ มีความแปรปรวนไป เปรียบเหมือนพืชที่ยังอ่อน ไม่ได้น้ำ จะพึงเป็นอย่างอื่นจะพึงแปรไป หรือเปรียบเหมือน เมื่อลูกโคอ่อนไม่เห็นแม่ จะพึงเป็นอย่างอื่น จะพึงแปรไปฉันใด ภิกษุเหล่านั้น เมื่อไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคก็ฉันนั้น จะพึงมีความน้อยใจ มีความแปรปรวนไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงชื่นชมกับภิกษุสงฆ์เถิด ขอจงรับสั่งกับภิกษุสงฆ์ ขอพระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ เหมือนที่พระองค์ทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ในกาลก่อนเถิด ฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ม.ค. 2552 , 07:49:37 น.] ( IP = 58.9.135.89 : : )


  สลักธรรม 2

ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทราบพระพุทธดำริแห่งพระทัยของพระผู้มีพระภาคจึงหายตัวจากพรหมโลก มาปรากฏตรงพระพักตร์ของพระพุทธองค์ แล้วพระฌมอัญชลี กราบทูลวิงวอนให้พระผู้มีพระภาคทรงรับสั่งกับพระภิกษุสงฆ์ โดยเปรียบด้วยข้าวกล้าอ่อน และเปรียบพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายด้วยลูกโคอ่อน เช่นเดียวกับที่เจ้าศากยะชาวเมืองมาตุมาได้เปรียบแล้ว

พระผู้มีพระภาคทรงพอพระทัยในคำวิงวอนของเจ้าศากยะและท้าวสหัมบดีพรหมภิกษุสงฆ์ทั้งหลายจึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระสารีบุตรว่า ดูก่อนสารีบุตร เมื่อเราประฌามภิกษุสงฆ์แล้ว เธอมีความรู้สึกอย่างไร ?

พระสารีบุตรกราบทูลว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคทรงไม่โปรดความวุ่นวาย มีความขวนขวายน้อย แม้เราทั้งหลายก็ควรปฏิบัติเช่นนั้น

สารีบุตร เธออย่าคิดอย่างนั้น แล้วพระองค์ตรัสถามพระโมคคัลลานะในคำถามเดียวกัน

พระโมคคัลลานะกราบทูลว่า ข้าพระองค์คิดว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคไม่โปรดความวุ่นวาย ทรงมีความขวนขวายน้อย ข้าพระองค์และท่านสารีบุตร ควรช่วยกันปกครองภิกษุสงฆ์ในบัดนี้ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ โมคคัลลานะ ความจริงเราหรือสารีบุตรหรือโมคคัลลานะเท่านั้น พึงปกครองภิกษุสงฆ์ แล้วพระองค์ได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า..

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ม.ค. 2552 , 07:53:48 น.] ( IP = 58.9.135.89 : : )


  สลักธรรม 3

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลกำลังลงน้ำจะมีภัย ๔ อย่าง คือภัยเพราะคลื่น ภัยเพราะจระเข้ ภัยเพราะน้ำวน ภัยเพราะปลาร้าย บุคคลในโลกนี้ก็ฉันนั้น เมื่อออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัย พึงหวังได้ว่าจะพบภัยทั้ง ๔ นี้

ภัยเพราะคลื่นเป็นฉันใด คำว่าภัยเพราะคลื่นนี้ หมายถึงความคับใจด้วยความโกรธ เมื่อกุลบุตรในโลกมีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิต เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายย่อมกล่าวตักเตือนสั่งสอนกุลบุตรนั้น ให้ก้าวเดิน หรือถอยกลับอย่างไร ทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรอย่างไร กุลบุตรผู้บวชใหม่ก็รู้สึกรำคาญ คับใจบอกคืนสิกขาสึกไปคำว่าภัยและคลื่นเป็นเช่นนี้

ภัยเพราะจระเข้เป็นไฉน หมายถึงความเป็นผู้เห็นแก่ปากแก่ท้อง เมื่อกุลบุตรมีศรัทธาออกบวช เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายย่อมตักเตือนสั่งสอนให้เคี้ยวกินในสิ่งที่ควร ให้ฉันในสิ่งที่ควร และให้ฉันในเวลาที่ควร กุลบุตรที่ออกบวชนั้น ก็คิดว่า เมื่อเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนาจะเคี้ยวสิ่งใดก็ได้ ในเวลาใดก็ได้ จึงบอกคืนสิกขาสึกไป เพราะมีความเห็นแก่ปากแก่ท้อง

ภัยเพราะน้ำวนเป็นไฉน หมายถึง กามคุณทั้งห้า เมื่อกุลบุตรออกบวชเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ไม่ดำรงสติ เห็นคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี เป็นผู้อิ่มเอิบบำเรอด้วยกามคุณทั้งห้า จึงมีความคิดกลับสู่เพศคฤหัสถ์ บอกลาสิกขา เรากล่าวภัยนี้ว่าเหมือนภัยจากน้ำวน

ภัยเพราะปลาร้ายเป็นไฉน หมายถึง มาตุคามหรือหญิงนั่นเอง เมื่อกุลบุตรผู้มีศรัทธาออกบวชเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านเรือนิคม ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ไม่ดำรงสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ เขาย่อมเห็นมาตุคามผู้นุ่งผ้าหรือห่มผ้าไม่เรียบร้อย เกิดความกำหนัดยินดี จึงบอกคืนสิกขาสึกไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ม.ค. 2552 , 07:58:33 น.] ( IP = 58.9.135.89 : : )


  สลักธรรม 4

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยทั้ง ๔ อย่างนี้ บุคคลที่ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยย่อมได้พบ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคยิ่งนัก และสำเหนียกว่าจักระวังตนให้พ้นภัยทั้ง ๔ ประการนี้

ภราดา ! กล่าวโดยย่อ ภัยของภิกษุสามเณร (โดยเฉพาะผู้บวชใหม่) มี ๔ ประเภทคือ..

เห็นแก่ปากแก่ท้องทนความอยากไม่ได้ ๑
อดทนต่อคำสั่งสอนไม่ได้ ขี้เกียจทำตาม ๑
เพลิดเพลินทะยานอยากได้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป ๑
มีความกำหนัดรักใคร่ในหญิง ๑


ภัยทั้ง ๔ ประการนี่แหละ อย่างใดอย่างหนึ่งคอยเบียดเบียนคุกคามย่ำยีภิกษุสามเณรอยู่เนืองนิตย์

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 ม.ค. 2552 , 08:02:47 น.] ( IP = 58.9.135.89 : : )


  สลักธรรม 5


ภัย ๔ ประการ เป็นภัยที่น่ากลัวสำหรับปุถุชนโดยทั่วไป..ผู้หญิงเปรียบเหมือนปลาร้าย..อิอิ

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา [19 ม.ค. 2552 , 11:30:30 น.] ( IP = 124.121.175.231 : : )


  สลักธรรม 6

การเข้าสู่เพศสมณะเพื่อประพฤติพรหมจรรย์แล้วดำรงอยู่ได้จวบสิ้นชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะสิ่งที่เป็นภัยจะมาทำให้ไขว้เขวจนต้องลาสิกขาไป ก็มีหลายประการทั้งยังเป็นภัยที่พบได้ง่ายในแต่ละวันอีกด้วย หากไม่มีกำลังใจและศรัทธาที่เข้าแข็งพอแล้วก็คงจะเป็นผู้ล้มเหลว

อ่านแล้วรู้สึกเลื่อมใสมากและเคารพในคุณธรรมของพระภิกษุทุกรูปที่สามารถอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์จวบจนสิ้นอายุโดยไม่เกิดความด่างพร้อย

แล้วก็เห็นถึงความยากลำบากในการเอาชนะกิเลสที่มี ..ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพระภิกษุจึงมีศีลข้อห้ามเยอะมาก ก็เพื่อชีวิตที่มีกรอบที่ห่างไกลจากข้าศึก มีระยะที่ปลอดภัยจากความเคยชินเดิมๆ จนได้เป็นเนื้อนาบุญที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับคนที่กิเลสหนาแน่นจิตใจไม่หนักแน่น

และการช่วยแบ่งเบาภาระนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการปกครอง นอกจากจะเป็นการแสดงกตเวทิตาธรรมแล้วยังเป็นการเกื้อกูลสงเคราะห์ผู้อยู่ในปกครองให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องสามารถพาชีวิตผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้... แต่ทั้งนี้ก็คงต้องเลือกบุคคลที่เหมาะสมด้วย

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากนะคะที่นำมาฝาก

โดย น้องกิ๊ฟ [19 ม.ค. 2552 , 14:50:21 น.] ( IP = 125.27.171.211 : : )


  สลักธรรม 7

กราบอนุโมทนาค่ะ
การดำรงความเป็นภิกษุได้ตลอดเป็นที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก

การปกครองด้วยวินัยจึงมีความเด่นชัดที่จะไม่ให้ชีวิตต้องเผชิญกับภัยต่างๆ


การหลีกจากภัย 4 อย่าง ล้วนต้องอาศัยศรัทธากันอย่างหนักแน่นทีเดียว

โดย น้องอุ๊ [19 ม.ค. 2552 , 15:30:29 น.] ( IP = 202.28.183.10 : : 10.6.129.70 )


  สลักธรรม 8

ตอนเริ่มต้นรู้สึกสงสารภิกษุทั้งหลาย ที่ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าประนามแต่เมื่ออ่านต่อจนจบจึงรู้สึกถึงพระเมตตาที่มีต่อภิกษุทั้งหลาย และเข้าใจถึงความสำคัญของอินทรียสังวร(การสังวรระวังกาย วาจา และใจ) ว่าเป็นดังเกราะที่จะคุ้มครองปกป้องภิกษุทั้หลายให้พ้นจากภัยต่างๆได้
กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาค่ะ













































































































โดย abctoy - [20 ม.ค. 2552 , 22:51:17 น.] ( IP = 118.172.249.206 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org