| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก(๒๗)
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๒๗. ผู้เลิศทางศรัทธา
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคได้เสด็จจาริกไปในแคว้นกุรุ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนิคมชื่อถุลลโกฏฐิต พราหมณ์และคหบดีชาวนิคมนั้น ได้สดับข่าวและเกียรติศัพท์อันงามของพระศาสดาว่า เป็นพระอรหันต์สมบูรณ์ด้วยวิชาและจรณะเป็นต้น ทรงแสดงธรรมมีคุณงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง การเห็นพระอรหันต์เช่นนั้น เป็นการดียิ่งนัก
พราหมณ์และคหบดีชาวนิคมนั้น ดำริดังนี้แล้วได้ชวนกันไปเฝ้าพระศากยมุนี บางพวกถวายบังคมแล้ว นั่งเฉยอยู่ บางพวกเอ่ยวาจาปราศรัย บางพวกประคองอัญชลี บางพวกประกาศชื่อและโคตรของตน
พระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรมให้ประชาชนครั้งนั้นได้เห็นแจ้งเข้าใจ ให้สมาทานอาจหาญ ร่าเริง ชื่นบาน
เวลานั้น ชายหนุ่มผู้หนึ่ง ชื่อรัฐบาล เป็นบุตรของผู้มีสกุลในนิคมนั้น นั่งฟังพระธรรมเทศนาอยู่ด้วย เกิดความคิดขึ้นว่า ทำอย่างไรหนอเราจะได้รู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว การที่จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยประการทั้งปวง ผู้ครองเรือนทำได้ยาก ไฉนหนอเราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
เมื่อคนทั้งหลายอื่น ฟังพระธรรมเทศนากลับไปแล้วไม่นาน รัฐบาลกุลบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ กราบทูลถึงความดำริของตน และขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระพุทธองค์ พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนรัฐบาล มารดาบิดาอนุญาตการบรรพชาอุปสมบทของท่านแล้วหรือ ?
ยังไม่ได้ขออนุญาตเลย พระองค์ผู้เจริญ
พระตถาคตเจ้าส่งสายพระเนตรอันเปี่ยมด้วยความกรุณามายังรัฐบาลกุลบุตรพร้อมตรัสว่า รัฐบาล ตถาคตไม่อาจบวชกุลบุตรที่บิดามารดาไม่อนุญาตได้
รัฐบาลกุลบุตรผู้มีดวงเนตรอ่อนโยน แต่แฝงไว้ซึ่งความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ ได้กราบทูลพระสุคตขึ้นว่า...โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 07:33:40 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำทุกอย่างเพื่อให้มารดาบิดาอนุญาตให้ออกบวชจนได้
พระจอมมุนีทรงแสดงอาการดุษณีด้วยความเจนจบในเหตุการณ์ทั้งในอดีตและอนาคต ฝ่ายรัฐบาลลุกจากอาสนะ ถวายบังคมกระทำประทักษิณ แล้วกลับสู่เคหะของตน เข้าไปหามารดาบิดา แจ้งความคิดของตนให้ท่านทราบพร้อมด้วยอาการตกตะลึง ท่านทั้งสองกล่าวว่า
ลูกเอย...เจ้าเป็นบุตรคนเดียวของพ่อแม่ เป็นที่รักดังดวงใจ เจ้ามีแต่ความสุข ได้รับเลี้ยงดูมาอย่างเป็นสุข ไม่เคยได้สัมผัสกับความทุกข์ร้อน เจ้าจักทนต่อความลำบากในเพศบรรพชิตได้อย่างไร
ลูกเอย เจ้ายังหนุ่มมีเกศาดำเป็นมันขลับ จงหาความสุขเยี่ยงฆราวาส จงบริโภค จงอยู่ ให้บำเรออย่างสำราญ และทำบุญไปด้วยก็ย่อมได้ เราทั้งสองจะอนุญาตให้เจ้าบวชไม่ได้ ไม่อยากพลัดพรากจากเจ้าแม้ชั่วครู่เดียว จะกล่าวใย ถึงจะยอมให้เจ้าไปบวช ซึ่งเป็นการแยกกันกิน แยกกันอยู่ แม้มัจจุราช-เจ้าแห่งความตาย พ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาให้มาพรากตัวเจ้าไป เมื่อเป็นดังนี้ สิ่งใดเล่าจะมีอำนาจดึงลูกไปจากแม่ ทั้งๆ ที่เราทั้งสองยังมีชีวิตอยู่
รัฐบาลกุลบุตรเฝ้าอ้อนวอนมารดาอยู่หลายครั้ง แต่ท่านทั้งสองก็คงยืนกรานเช่นเดิม แล้วกล่าวเพิ่มเติมว่า
ลูกเอย เชื่อแม่เถอะ การบวชไม่ประเสริฐอะไรเลย ถ้าลูกจะปรารถนาทำความดีอยู่ในฆราวาสก็ทำได้
และอาจทำได้มากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะมีทรัพย์สินสมบัติเป็นเครื่องอำนวยให้ทำความดีได้โดยสะดวก สมบัติของเราก็มีอยู่มาก ใช้ไปอีกกี่ชั่วคนก็ไม่หมด
รัฐบาลกุลบุตรตอบว่า ข้าแต่ท่านมารดา พูดถึงทรัพย์สินสมบัติซึ่งเรากระหยิ่มว่ามีอยู่มากนั้น เมื่อนำไปเทียบกับสมบัติบรมจักร หรือรัชสมบัติของพระศาสดาแล้ว ก็นับว่าเป็นส่วนเล็กน้อยเหลือเกิน พระองค์ผู้มีสมบัติมากถึงปานนั้น ยังทรงสละออกผนวชได้ พูดถึงความสุขเล่า ลูกได้ฟังมาจากพระศาสดาพระองค์นั้นว่า โลกียสมบัติและโกลียสุข เป็นสิ่งไม่ยั่งยืนถาวร มีความทุกข์ความร้อนใจ ซ่อนเร้นพัวพันอยู่ด้วยเสมอ สู้อริยทรัพย์และโลกุตตรสุขไม่ได้ ลูกเชื่อพระองค์ เพราะพระองค์ก็ได้ผ่านความสุขมากแล้วทั้งสองอย่างเป็นอันมากทั้งโดยปริมาณและคุณภาพโดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 07:37:55 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : )
สลักธรรม 2พูดถึงการทำความดี จริงอยู่จะอยู่ในเพศบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ก็ทำความดีได้แต่โอกาสที่จะกำจัดทุกข์ให้สิ้นเสร็จเด็ดขาดโดยสิ้นเชิงนั้น บรรพชิตย่อมมีโอกาสมากกว่า และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า มิฉะนั้นแล้ว เหตุไฉนเล่า พระบรมศาสดาผู้สมบูรณ์ด้วยความสุขทุกอย่างเยี่ยงราชโอรส จะพึงสละโลกียสมบัติ และโลกียสุขออกบวช
ข้าแต่ท่านมารดา ลูกได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะออกบวชให้ได้ หรือมิฉะนั้นก็ความตาย ลูกจะเลือกเอาอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ ถ้ามารดาบิดาไม่ปรารถนาจะเห็นลูกในเพศบรรพชิต ก็คงจะได้เห็นความตายของลูกเป็นแน่แท้
ท่านทั้งสองคะเนน้ำใจว่า เด็กหนุ่มอย่างรัฐบาลคงมิได้ตั้งใจอะไรจริงจังนักเพียงแต่ตื่นไปชั่วคราว แล้วคงจะกลับใจเอง จึงมิได้พูดอะไรอีก แต่ท่านทั้งสองเข้าใจผิด รัฐบาลกุลบุตรผู้มีบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว เป็นผู้มีภพสุดท้ายแล้ว ไม่มีอะไรสามารถเหนี่ยวรั้งไว้ได้ ประหนึ่งผลไม้ซึ่งสุกเต็มที่ มีขั้วเหี่ยวแล้ว จะต้องหล่นอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าไม่อาจเข้าใจกันได้โดยวาจาแล้ว รัฐบาลกุลบุตรจึงตัดสินใจขออนุญาตมารดาบิดาด้วยการอดอาหาร นอนบนพื้นอันปราศจากเครื่องลาด ตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ตรงนี้แหละจะเป็นที่ตัดสินการบวชหรือการตายของเรา วันเวลาล่วงไปถึง ๗ วัน รัฐบาลไม่ยอมแตะต้องอาหารเลยแม้แต่น้อย ท่านทั้งสองมีความกังวลห่วงใยต่อการกระทำของลูกเป็นอันมาก แต่ด้วยทิฐิประการหนึ่ง และด้วยความอาลัยรักอีกประการหนึ่ง ทำให้ท่านทั้งสองทำใจแข็ง ไม่ยอมอนุญาตให้รัฐบาลออกบวช
ท่านทั้งสองมาเฝ้าปลอบประโลมให้รัฐบาลบริโภคอาหาร และหาความสุขเยี่ยงคนหนุ่มทั้งหลาย แต่รัฐบาลก็มิได้สนใจเลย มุ่งมั่นแต่บรรพชาอุปสมบทเท่านั้น
สหายของรัฐบาลกุลบุตรได้ทราบข่าวเรื่องนี้ พากันช่วยพูดให้รัฐบาลเปลี่ยนใจ แต่ก็หาสำเร็จไม่ จึงชวนกันเข้าไปหามารดาบิดาของรัฐบาล อ้อนวอนท่านทั้งสองให้อนุญาตรัฐบาลออกบวช โดยให้เหตุผลว่า ถ้าไม่ยินยอมรัฐบาลกุลบุตรจะต้องตายแน่ แต่ถ้ายินยอมให้บวช ท่านมารดาบิดา ยังพอมีโอกาสได้เห็นเขาในเพศบรรพชิต รัฐบาลเคยมีความสุข อาจทนอยู่ในเพศนั้นได้ไม่นานนัก ก็คงจะกลับมายังเรือนของตนเอง ขอได้โปรดอนุญาตให้เขาบวชเถิด มารดาบิดาเห็นสมจริงตามเหตุผลแห่งสหายของลูก จึงยินยอมและกล่าวว่า
ลูกเอย พ่อและแม่รักเจ้าดังดวงใจ ไม่อาจทนดูความตายของเจ้าต่อหน้าต่อตาได้ ลุกขึ้นเถิดลูกรัก เราทั้งสองอนุญาตให้เจ้าบวช เมื่อบวชแล้ว ขอให้มาเยี่ยมพ่อแม่บ้างโดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 07:42:40 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : )
สลักธรรม 3ว่าแล้วท่านทั้งสองก็คร่ำครวญด้วยความอาลัยรัก ประหนึ่งว่ารัฐบาลจะพาดวงใจของท่านทั้งสองไปด้วย อันปุตตวิปโยคนั้น มีพิษรุนแรงเพียงใด ยากที่จะทราบได้ นอกจากท่านผู้มีบุตรสุดที่รัก แต่เมื่อคำนึงถึงความปรารถนาอันรุนแรงของบุตรแล้ว มารดาบิดาก็มักตัดความปรารถนาของตนได้เสมอ อะไรเล่าคือความสุขของพ่อแม่ ยิ่งกว่าได้เห็นลูกมีความสุข อะไรเล่าคือความทุกข์ของบิดามารดายิ่งกว่าได้เห็นบุตรตกระกำลำบาก ลูกดีเป็นความชื่นใจของพ่อแม่เป็นที่สุด
รัฐบาลได้ยินคำอนุญาตของมารดาบิดา ดีใจเป็นที่ยิ่ง ลุกขึ้นกราบท่านทั้งสองด้วยความเคารพรัก และซาบซึ้งในพระคุณของท่านทั้งสอง เขาบำรุงร่างกายให้มีกำลังพอสมควรแล้ว จัดเครื่องอัฐบริขารเรียบร้อยแล้ว ออกจากเรือนมุ่งไปสู่ที่ประทับของพระศาสดา ในขณะที่มารดาบิดาและปิยชนอื่นๆ มีหน้านองด้วยน้ำตานั่นเอง
เขาได้บวชสมปรารถนา มีความชื่นชมกับเพศใหม่ ที่สงบสงัดจากบาปอกุศล รู้สึกโปร่งใจปราศจากความระแวงในภัยอันตรายที่จะพึงมีเยี่ยงฆราวาส เมื่อพระรัฐบาลบวชแล้วได้ครึ่งเดือน พระศาสดาทรงละถุลลโกฏฐิตนิคมไว้เบื้องหลัง เสด็จจาริกไปสู่นครสาวัตถี ราชธานีแห่งแคว้นโกศล ประทับอยู่ ณ เชตวนาราม
ณ ที่นั้นเอง พระรัฐบาลหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรอย่างมอบกายมอบใจให้กับธรรม ไม่อาทรต่อชีวิต ไม่นานนักก็ได้บรรลุธรรมอันเป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ ที่กุลบุตรผู้ออกบวชปรารถนากันยิ่งนัก ได้เห็นได้รับด้วยตนเอง ด้วยปัญญาของตนเอง รู้ชัดว่า บัดนี้ความเกิดของเราสิ้นสุดแล้ว กิจที่ควรทำได้เสร็จแล้ว ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ช่างน่าชื่นใจเสียนี่กระไร
เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว พระรัฐบาลระลึกถึงปฏิญญาที่ให้ไว้แก่มารดาบิดา จึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลลาไปเยี่ยมมารดาบิดา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูจิตใจของพระรัฐบาล ทรงทราบว่ามีจิตใจมั่นคงไม่แปรปรวนแล้ว จึงทรงอนุญาตตามความประสงค์โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 07:46:04 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : )
สลักธรรม 4ครั้นจาริกถึงถุลลโกฐิตนิคมแล้ว พระรัฐบาลเข้าไปพักอาศัย ณ พระราชอุทยานชื่อมิคาจีระ ของพระเจ้าโกรัพยะ เวลาเช้าได้ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตเที่ยวบิณฑบาตในถุลลโกฏฐิตนิคมตามลำดับตรอก ได้เข้าไปยังนิเวศน์ของบิดา
ขณะนั้นท่านบิดากำลังให้ช่างกัลบกสางผมอยู่ที่ซุ้มประตูกลาง ได้เห็นพระรัฐบาลกำลังเดินมาแต่ไกล จำไม่ได้จึงเปรยขึ้นกับช่างกัลบกว่า สมณะศีรษะโล้นพวกนี้แหละที่ชักนำเอาบุตรสุดที่รักคนเดียวของเราไปบวช พระรัฐบาลไปยืนอย่างสำรวมอยู่ที่ประตูเรือนไม่ได้การต้อนรับ ไม่ได้อาหาร ได้แต่คำด่าว่าเสียดสีเท่านั้น ท่านได้เดินกลับออกไปด้วยกิริยาสำรวมทำนองเดียวกับตอนที่เข้ามา จิตใจท่านได้พ้นจากความหวั่นไหวในโลกธรรมแล้ว
ขณะที่พระรัฐบาลเดินออกไปภายนอกนั้น มีหญิงรับใช้แห่งญาติของท่านคนหนึ่ง กำลังนำขนมบูดไปทิ้ง พระรัฐบาลได้เห็นแล้ว กล่าวกับนางว่า น้องหญิง ถ้าท่านจะทิ้งสิ่งนั้น ก็ขอจงทิ้งลงในบาตรของข้าพเจ้าเถิด
หญิงรับใช้จึงเทขนมลงในบาตรพร้อมสังเกตลักษณะของพระเถระ จำลักษณะมือเท้า และเสียงได้ จึงได้รีบกลับเข้าไปหามารดาของท่านรัฐบาล เล่าเรื่องให้ฟังโดยตลอด
มารดาของท่านตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก พูดกับหญิงนั้นว่า ถ้าข้อความที่เจ้าพูดนั้นเป็นความจริง เราจะทำเจ้าให้เป็นไท ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป ดังนี้แล้ว รีบไปหาผู้เป็นบิดาของลูกกล่าวว่า รัฐบาล รัฐบาลลูกของเราได้มาถึงที่นี่แล้ว
ขณะนั้นพระรัฐบาลกำลังฉันขนมบูดอยู่ใกล้ฝาเรือนแห่งหนึ่ง ท่านบิดาได้เข้าไปหาท่านรัฐบาล เมื่อเข้าใกล้ก็จำได้ เห็นอาการของลูกเช่นนั้น ก็มีน้ำตานองหน้ากล่าวว่า พ่อรัฐบาล คนอย่างพ่อควรหรือที่มานั่งกินขนมบูด เรือนของท่านก็มี มารดาบิดายังมีชีวิตอยู่ ไฉนจึงประพฤติเหมือนคนห่างเหินไม่รู้จักกัน
พระรัฐบาลเงยหน้าขึ้นหน่อยหนึ่ง มองดูคหบดีผู้บิดา และคหปตานีผู้มารดาแล้วกล่าวว่า อาตมภาพหลีกออกจากเรือนแล้ว เป็นอนาคาริกมุนี-ผู้ไม่มีเรือน เมื่อเป็นดังนี้ จักอ้างเอาเรือนใดเล่าเป็นของตน อนึ่งเมื่อสักครู่ใหญ่ที่ผ่านมานี้เอง อาตมภาพได้ไปยืนที่ประตูเรือนของท่านแล้ว ไม่ได้การต้อนรับ ไม่ได้คำตอบได้แต่เพียงคำด่าว่าเสียดสีเท่านั้น
คหบดีระลึกได้ถึงสมณะรูปหนึ่ง ซึ่งตนเห็นในขณะที่กำลังให้ช่างกัลบกสางผมอยู่ จึงกล่าวว่า
ท่านรัฐบาล ท่านหรือ ที่เดินผ่านไปในขณะที่พ่อกำลังสางผมอยู่ ?
ใช่แล้ว อาตมภาพเอง พระรัฐบาลตอบ
ขอประทานโทษเถิดท่านผู้เจริญ พ่อจำลูกไม่ได้จริงๆ ถ้าจำได้ไฉนเล่าพ่อจะไม่ต้อนรับลูก
ช่างเถิด เรื่องได้ล่วงเลยมาแล้ว อย่านำมาปรารมภ์เลย พระรัฐบาลพูดตัดบท
ฝ่ายคหบดีผู้มารดา เข้ามาสวมกอดเท้าของพระลูกชายคร่ำครวญรำพันต่างๆ อย่างน่าสงสารสังเวชยิ่งนัก เช่น..โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 07:52:09 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : )
สลักธรรม 5ลูกเอย... ตั้งแต่วันแรกที่ลูกจากไป ใจของแม่เฝ้าแต่ระลึกถึงมิได้เว้นวายแม้แต่วันเดียว ไม่ว่าจะคิดอะไรทำอะไร ใจก็คอยพะวงถึงแต่ลูก ดวงหน้าของลูกได้ลอยเด่นอยู่ในห้วงนึกของแม่ตลอดเวลา แม้หลับก็ยังฝัน-ฝันว่าลูกกลับมาหาแม่ บัดนี้ความฝันของแม่ได้กลายเป็นความจริงแล้ว แม่ปลาบปลื้มเหลือเกิน แต่แม่เกรงว่าความปลื้มของแม่จะไปได้ไม่ยั่งยืน เมื่อคำนึงว่า ลูกอาจจากแม่ไปอีก
พระรัฐบาลทอดสายตามองโยมมารดาอย่างปรานี และมีธรรมสังเวชแบบอริยะ
ไปเถิดลูกรัก ท่านบิดาพูดขึ้นเมื่อทุกคนเงียบอยู่ ไปเรือนของเรา ขาทนียะโภชนียาหารมีอยู่บริบูรณ์เหมือนสมัยเมื่อลูกยังอยู่
ด้วยอาการที่เคร่งขรึม แต่มีกระแสเสียงแจ่มใส พระรัฐบาลตอบว่า...อย่าเลยคหบดี สำหรับวันนี้อาตมภาพทำภัตกิจเสร็จแล้ว
ท่านรัฐบาล ถ้าอย่างนั้น ขอท่านได้โปรดรับนิมนต์เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้เถิด
พระรัฐบาลรับนิมนต์ด้วยอาการดุษณี
ท่านทั้งสองทราบว่าพระลูกชายรับนิมนต์แล้ว จึงรีบไปยังนิเวศน์ของตน สั่งให้ตกแต่งสถานที่ในบ้านอย่างดียิ่ง ตามที่นิยมกันในเวลานั้นว่าเป็นเลิศ แล้วให้ขนเงินและทองมากองไว้เป็นกองใหญ่ แบ่งเป็นสองกอง คือเงินกองหนึ่ง ทองกองหนึ่ง แต่ละกองท่วมศีรษะ ให้ปิดกองเงินกองทองนั้นด้วยเสื่อลำแพนแล้วให้ปูลาดอาสนะไว้ท่ามกลาง ขึงม่านไว้โดยรอบ เรียกหญิงอดีตภรรยาของพระรัฐบาลทุกคนมาแนะนำว่า
เมื่อสมัยที่รัฐบาลบุตรของเราครองเรือน ชอบเครื่องประดับชุดใดของเจ้า เจ้าจงประดับชุดนั้นในวันพรุ่งนี้
หญิงเหล่านั้นรับคำของบิดาอย่างง่ายดาย ทุกคนได้เตรียมเครื่องแต่งตัวและพัสตราภรณ์ที่เห็นว่าดีที่สุด เพื่อล่อตาล่อใจพระรัฐบาล นางหารู้ไม่ว่า ใจของพระรัฐบาลนั้น อันอารมณ์ใดๆ จะหลอกล่อให้หวั่นไหวมิได้อีกแล้ว แต่... แม้นางจะทราบ การได้แต่งกายสวยงามก็เป็นความรื่นรมย์ใจของหญิงโดยธรรมชาติ การได้เครื่องประดับจึงเป็นสิ่งที่ชื่นชุดใจของสตรีทั่วไป จะมียกเว้นอยู่บ้างก็ไม่มากนักโดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 07:57:26 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : )
สลักธรรม 6ครั้นล่วงราตรีแล้ว ท่านเจ้าของบ้านทั้งสองได้สั่งให้ตกแต่งขาทนียะโภชนียาหาร อย่างประณีตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คนไปบอกภัตกาลแก่พระรัฐบาล พระเถระไปยังนิเวศน์แห่งบิดาตน นั่งบนอาสนะที่เขาตกแต่งไว้อย่างดี ท่ามกลางกองเงินกองทอง บิดาของท่านสั่งให้เปิดกองเงินกองทองนั้นพร้อมกล่าวว่า
ท่านรัฐบาล...ทรัพย์กองนี้เป็นของมารดา กองนี้เป็นของบิดา กองนี้เป็นของปู่ ทั้งหมดรวมกันเป็นของท่านแต่ผู้เดียว ขอท่านได้บอกคืนสิกขามาเป็นคฤหัสถ์ ใช้สอยทรัพย์สมบัติเหล่านี้ และทำบุญตามที่ต้องการเถิด
พระรัฐบาลมองดูกองเงินกองทองด้วยสายตาที่ไม่อาลัย ไร้ความไยดีอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
ท่านบิดา ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ อาตมาภาพไม่เคยเห็นก็หามิได้ อาตมภาพเคยทราบแลเคยเห็นตั้งแต่ก่อนออกบวชแล้ว มันยังไม่สามารถเหนี่ยวรั้งอาตมภาพไว้ได้ ก็ไฉนเล่าบัดนี้อาตมภาพจะมานิยมยินดีกับสิ่งที่ไร้สาระนี้ บัดนี้อาตมภาพได้รับสิ่งที่มีรสเลิศกว่า คือธรรมรสแล้ว ขอทรัพย์สมบัติเหล่านี้จงเป็นของผู้ที่ต้องการเถิด อาตมภาพไม่ต้องการ
มารดาได้กล่าวขึ้นว่า เหตุไฉนท่านจึงกล่าวว่าทรัพย์สมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งไร้สาระ มันเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายแสวงหามิใช่หรือ ถ้ามันไร้สาระจริงแล้ว เหตุไรคนจึงแสวงหากันนัก ถึงกับต้องแย่งชิงฆ่าฟันกันก็มาก ?
ก็เพราะเหตุที่คนทั้งหลายไร้ปัญญาจักษุ พระรัฐบาลตอบ มีความคิดวิปลาส คลาดเคลื่อน เห็นสิ่งที่ไร้สาระว่าเป็นสาระ และกลับเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ จึงหมกมุ่นพัวพันอยู่กับอสาระ ทอดทิ้งสิ่งที่เป็นสาระเสีย เสมือนคนเขลาเข้าไปในป่าต้องการแก่นไม้ แต่เอากิ่งและใบไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่น เขาย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ด้วยกิจที่ต้องทำด้วยแก่นไม้
อนึ่งท่านทั้งสองกำลังประสบทุกข์โทมนัสอยู่บัดนี้ ก็เพราะทรัพย์สมบัตินี้มิใช่หรือ ถ้ามันเป็นสิ่งมีประโยชน์แท้จริงแล้ว ไฉนจึงให้ความทุกข์แก่ท่านถึงปานนี้ จริงอยู่ชาวโลกย่อมต้องอาศัยทรัพย์สมบัติเลี้ยงชีพ มันมีประโยชน์ต่อเมื่อรู้จักใช้ แต่ถ้ามีมันแล้วยอมตนลงเป็นทาสของมัน ต้องทุกข์ร้อนวิตกกังวลด้วยทรัพย์สมบัติต่างๆ ไม่รู้จักสิ้นสุดแล้ว จะมีประโยชน์อันใด ถ้าโยมทั้งสองเดือดร้อนนัก เพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัตินี้ ก็ให้ขนไปทิ้งแม่น้ำเสียเถิด จะได้ปลอดโปร่งเบากายสบายใจ
อนึ่งเล่าคนอนาถาไร้ที่พึ่ง อดอยากแร้นแค้นในบ้านเมืองนี้ก็ยังมีมากนัก ถ้าท่านทั้งสองจะแจกจ่ายเอื้อเฟื้อให้แก่เขาบ้าง ชื่อว่าได้ทำทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ ย่อมได้รับความชื่นสุขเป็นเครื่องตอบแทน อาตมภาพคิดว่าดีกว่าเก็บไว้เป็นกองพะเนินอย่างที่เห็นอยู่นี้ ซึ่งในที่สุดโยมทั้งสองก็จะต้องละทิ้งทรัพย์ทั้งปวงไป และนำไปไม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อความตายมาถึงเข้าโดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 08:02:51 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : )
สลักธรรม 7ท่านผู้มีพระคุณ พระรัฐบาลพูดต่อ จงรีบเถิด รีบขวนขวายแปรสิ่งที่ไม่มีสาระให้เป็นสาระ ทำสิ่งที่ติดตามตนไปไม่ได้ให้กลายเป็นสภาพที่ติดตามไปได้ทุกภพทุกชาติ
ท่านเอย จะกล่าวไยถึงทรัพย์สมบัติภายนอกเล่า แม้แต่ร่างกายอันเป็นที่ยึดมั่นหวงแหนว่าเป็นของเรามาตั้งแต่ปฐมวัย จวบจนสิ้นลมปราณเพราะชรา ก็ไม่มีใครสามารถนำไปได้ ต้องทิ้งไว้เป็นเหยื่อของหมู่หนอนและฝูงวิหคนกกาหรือมิฉะนั้นก็พระเพลิง บัดนี้ท่านทั้งสองอันชรามาเยือนแล้ว เหมือนใบไม้เหลืองจวนหล่น ขอให้รีบทำที่พึ่งแก่ตนเถิด
เมื่อได้ฟังดังนี้ ภรรยาเก่าของพระรัฐบาลคร่ำครวญเข้ามาจับที่เท้าของท่านแล้วรำพันว่า ท่านผู้เจริญ นางฟ้าทั้งหลายที่เป็นเหตุให้ท่านประพฤติพรหมจรรย์นั้นเป็นเช่นไร ท่านจึงไม่สนใจไยดีต่อโลกมนุษย์เสียเลย
ดูก่อนน้องหญิง พระรัฐบาลตอบ น้ำเสียงแสดงความเป็นผู้ไม่มีอาลัย เรามิได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อต้องการนางฟ้า แต่ต้องการความบริสุทธิ์หมดจดจากความเศร้าหมองทั้งปวง
เมื่อได้ยินดังนี้ หญิงเหล่านั้นถึงกับสลบล้มลงด้วยความเสียใจ อนึ่ง นางได้ยินคำว่า น้องหญิง จากปากของพระรัฐบาล อันเป็นการแสดงว่า ไม่มีความเยื่อใยแล้ว ทำให้นางมีความรู้สึกทันทีว่า การที่จะให้พระรัฐบาลหวนกลับมาครองเรือนนั้นเป็นอันสิ้นหวัง
ท่ามกลางใบหน้าซึ่งชุ่มโชกไปด้วยน้ำตานั่นเอง พระรัฐบาลเอ่ยขึ้นว่า..ดูก่อนคหบดี ถ้าจะถึงให้โภชนะแก่อาตมภาพก็จงให้เถิด อย่าให้อาตมภาพต้องลำบากเลย
ด้วยการเตือนนี้ ทุกคนมีสติระลึกได้ว่า ได้นิมนต์พระรัฐบาลมาฉันอาหารที่บ้าน มิได้นิมนต์มารับทรัพย์มรดก จึงช่วยกันถวายอาหารอันประณีตที่ได้เตรียมไว้แล้วด้วยมือของตนๆ
พระรัฐบาลฉันอาหารเสร็จแล้ว ชักมือออกจากบาตรแล้ว ได้ยืนขึ้นเตรียมจะไปก่อนจาก ท่านได้กล่าวถ้อยคำเป็นเครื่องเตือนใจไว้ว่า
ดูเอาเถิด ดูอัตภาพอันคุมกันเข้าอย่างวิจิตร แต่มีความกระสับกระส่วยกระวนกระวายไม่ยั่งยืนมั่นคง เป็นที่ประสานขึ้นแห่งกระดูกมีหนังเป็นเครื่องห่อหุ้มแพรวพราวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์เป็นที่ดำริถึงของคนเป็นอันมาก แต่ไม่เป็นที่ต้องการของผู้แสวงหาฝั่งคือนิพพาน ท่านเป็นดังพรานเนื้อวางบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง พรานเนื้อจึงคร่ำครวญเสียใจ เราเป็นเหมือนเนื้อตัวนั้น กินแต่อาหารแล้วจากไป
กล่าวดังนี้แล้ว พระรัฐบาลจึงเข้าไปยังพระราชอุทยาน มิคาจีระ ของพระเจ้าโกรัพยะ นั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่งโดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 08:08:11 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : )
สลักธรรม 8ครั้งนั้น พระเจ้าโกรัพยะรับสั่งให้พนักงานรักษาพระราชอุทยาน ตกแต่งพระราชอุทยานให้สะอาดเรียบร้อย จะเสด็จไปทอดพระเนตร ในขณะที่เจ้าพนักงานกำลังตกแต่งพระราชอุทยานอยู่นั้น ได้เห็นพระรัฐบาลนั่งอยู่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าโกรัพยะทูลให้ทรงทราบว่า บัดนี้ พระรัฐบาลบุตรแห่งตระกูลผู้ดีในถุลลโกฏฐิตนิคมนี้ ซึ่งพระองค์ทรงสรรเสริญอยู่เนืองๆ กำลังนั่งพักอยู่ในพระราชอุทยาน
พระเจ้าโกรัพยะทรงทราบดังนั้น มีพระประสงค์จะเสด็จไปเดี๋ยวนั้น เพื่อสนทนากับพระรัฐบาล จึงรับสั่งว่า
ของเคี้ยวของบริโภคต่างๆ ที่เตรียมไว้สำหรับเสวยในสวนนั้น ขอให้แจกจ่ายไปให้หมด ดังนี้แล้ว รับสั่งให้เทียมพระราชยานชั้นดีเสด็จออกจากถุลลโกฏฐิตนิคม ด้วยราชานุภาพอันยิ่งใหญ่ เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพระราชยานไปจนสุดทางเท่าที่พระราชพาหนะจะไปได้ แล้วลงจากพระราชยาน เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยข้าราชบริพารชั้นสูงเข้าไปหาพระรัฐบาล ทรงปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว ประทับยืน ณ ที่อันสมควรแก่พระองค์ อาราธนาให้พระรัฐบาลนั่งบนเครื่องลาดที่เจ้าพนักงานตกแต่งไว้
พระรัฐบาลถวายพระพรว่า เชิญมหาบพิตรประทับนั่งเถิด อาตมภาพนั่งที่อาสนะของตนดีอยู่แล้ว
พระเจ้าโกรัพยะจึงประทับนั่งบนอาสนะที่เจ้าพนักงานจัดถวายและตรัสขึ้นว่า
ท่านผู้เจริญ เหตุวิบัติ ๔ ประการ ทำให้บุคคลออกบวช กล่าวคือ ความแก่ ความเจ็บป่วย ความเสื่อมจากโภคทรัพย์ และความเสื่อมญาติ ข้าพเจ้าไม่เห็นความวิบัติแม้ประการเดียวในท่าน เหตุไฉนท่านจึงออกบวชประพฤติพรหมจรรย์
พระรัฐบาลถวายพระพรว่า มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธัมมุทเทสไว้ ๔ ประการ ซึ่งอาตมภาพได้ฟังแล้ว ได้รู้เห็นแล้ว จึงออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ ธัมมุทเทส ๔ ประการนั้นคือ
๑.โลกอยู่ภายใต้การครอบงำของชรา ก้าวเข้าไปสู่ชรา ไม่ยั่งยืน (อุปนียติโลโก อทฺธุโว)
๒.โลกไม่มีผู้ต้านทานไม่มีผู้เป็นใหญ่ (อตาโณ โลโก อนภิสฺสโร)
๓.โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป (อสฺสโก โลโก สพฺพํ ปหาย คมนียํ)
๔.โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา (อูโน โลโก อติตฺโต ตณฺหาทาโส)
มหาบพิตร อาตมภาพได้ฟังได้รู้เห็น ธัมมุทเทสทั้ง ๔ ประการนี้แล้วจึงออกบวช
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 08:13:50 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : )
สลักธรรม 9พระเจ้าโกรัพยะตรัสถามว่า..ข้อว่า โลกถูกชราครอบงำ ไม่ยั่งยืนนั้น มีเนื้อความอย่างไร ?
พระรัฐบาลอธิบายว่า มหาบพิตร เมื่อก่อนนี้เมื่อพระองค์มีพระชนม์ยี่สิบก็ดี ยี่สิบห้าก็ดี ทรงคล่องแคล่วในเพลงช้าง เพลงม้า เพลงอาวุธมากมิใช่หรือ ? ทรงมีกำลังแขนขา และความสามารถทางพระกายดีมาก เคยทรงเข้าสงครามมาแล้วมิใช่หรือ ?
อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ พระเจ้าโกรัพยะทรงรับ
เดี๋ยวนี้เล่า เป็นอย่างไรมหาบพิตร ?
โอ พระคุณเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าแก่แล้ว ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับแล้ว วัยของข้าพเจ้าล่วงเข้า ๘๐ แล้ว แม้จะเดินเหินก็ไม่คล่องแคล่ว ก้าวผิดก้าวถูกอย่าว่าแต่จะออกสงครามเลย
มหาบพิตร ! ผู้อื่นเล่าถ้ามีอายุยืนถึง ๘๐ ๙๐ จะเป็นเหมือนพระองค์หรือไม่ ?
เหมือนกัน พระคุณเจ้า บางคนยังไม่ถึง ๘๐ เลย แก่หง่อมยิ่งกว่าข้าพเจ้าเสียอีก
มหาบพิตร ! พระรัฐบาลย้ำ ทรงเห็นหรือไม่ว่า โลกหรือสัตวโลกทั้งหมดโน้มไปในชรา น้อมไปเอียงไปในชรา อันชราครอบงำย่ำยี ไม่ยั่งยืนไม่ทนอยู่ได้นานเลย
ดูก่อนจอมชนชาวกุรุ ! ความจริงมนุษย์และสัตว์ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งปวง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ก้าวไปสู่ชราทุกลมหายใจเข้าออก หรือ ทุกๆ ขณะ และบ่ายหน้าไปสู่ความตายหรือความแตกดับ ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้เลย
ดูก่อนภูมิบดี ! ด้วยเหตุนี้พระศาสดาของข้าพเจ้าจึงตรัสว่า ความแก่และความตายต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไปเหมือนนายโคบาล (คนเลี้ยงโค) ต้อนฝูงโคไปสู่ที่หากิน
อนึ่งพระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นอยู่เสมอว่า ชีวิตนี้น้อยนัก มนุษย์มักจะต้องตายภายในอายุ ๑๐๐ ปี แม้จะมีที่อายุยืนกว่านั้นไปบ้าง ก็ต้องตายเพราะชราเป็นแน่แท้ ผู้ใคร่ความดี ไม่พึงประมาทมัวเมาในเรื่องอายุ ควรรีบบำเพ็ญคุณงามความดี รีบดับทุกข์เหมือนคนที่มีไฟไหม้อยู่บนศีรษะ รีบดับเสียโดยพลัน ความตายจะไม่มาถึงนั้นเป็นอันไม่มี วันคืนล่วงไป ชีวิตก็สั้นเข้าทุกที เหมือนน้ำในแอ่งน้อยถูกแสงอาทิตย์แผดเผา ย่อมพลันเหือดแห้งไป...
ราวป่าเงียบสงัด พฤกษชาติยืนต้นนิ่งเสมือนหนึ่งจงใจสดับธรรมของพระเถระผู้เลิศทางออกบวชด้วยศรัทธา ขณะนั้นใบไม้เหลืองใบหนึ่งหล่นลงเบื้องหน้าของผู้สนทนาทั้งสอง พระรัฐบาลหยิบขึ้นมาพิจารณาหน่อยหนึ่ง แล้วส่งถวายพระเจ้าโกรัพยะ พลางกล่าวว่า...โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 08:20:12 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : )
สลักธรรม 10มหาบพิตร ! ทอดพระเนตรเถิด ทั้งๆ ที่มิได้มีลมพัดเลยแม้หน่อยหนึ่ง แต่ใบไม้นี้ก็ร่วงลงมาได้ เพราะความแก่รอบ ไม่อาจดำรงอยู่ในสภาพเดิมได้
ดูเถิดมหาบพิตร โลกอันชรานำไปก้าวไปสู่ชรา ไม่ยั่งยืน ใบไม้นี้เดิมทีก็เป็นใบอ่อนแล้วเป็นใบแก่และเหลือง-เหลืองจัดแล้วหล่น ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ควรรีบบำเพ็ญคุณงามความดีไม่ควรประมาท
พระเจ้าโกรัพยะน้อมพระเศียรลงหน่อยหนึ่ง แล้วตรัสว่า พระคุณเจ้า น่าอัศจรรย์จริง อัศจรรย์แท้ๆ ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า โลกก้าวไปสู่ชรา ไม่ยั่งยืน
พระคุณเจ้า ในธัมมุทเทสข้ออื่นๆ เล่า มีเนื้อความอย่างไร ? ขอพระคุณเจ้าได้โปรดแสดงเพื่อเป็นมงคลแก่โสตของข้าพเจ้าด้วยเถิด
หลับตาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพระรัฐบาลก็ถวายวิสัชนาว่า
มหาบพิตร ! ข้อว่า โลกไม่มีผู้ต้านทานไม่มีผู้เป็นใหญ่ นั้น เพื่อความชัดเจน อาตมภาพขอทูลถามสิ่งที่เกิดประจักษ์แก่พระองค์ก่อน ทรงเห็นอย่างใด ขอให้ทรงตอบอย่างนั้น มหาบพิตร ! พระองค์เคยทรงประชวรหนักหรือไม่ ?
เคย พระคุณเจ้า เคยบ่อยไป พระเจ้าโกรัพยะทรงรับ เมื่อข้าพเจ้าป่วยหนักนั้น ญาติสาโลหิตมิตรอำมาตย์ ราชบริพาร ต่างก็มาห้อมล้อมอย่างใกล้ชิด บางคนวิตกว่าพระเจ้าโกรัพยะอาจสวรรคตบัดนี้แล้ว
มหาบพิตร ! มีใครสามารถแบ่งทุกขเวทนาของพระองค์ไปได้บ้าง ?
ไม่เลย พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าต้องเสวยทุกขเวทนาไปเพียงผู้เดียว แม้ข้าพเจ้าจะปรารถนาความสุขสำราญหรือความหายโรคเพียงใด ก็หาสำเร็จสมปรารถนาไม่ จนกว่าโรคจะทุเลาลงด้วยโอสถอย่างใดอย่างหนึ่ง
นี่แลมหาบพิตร คือความหมายแห่งพระภาษิตที่พระศาสดาตรัสว่าโลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่มีผู้เป็นใหญ่โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 ม.ค. 2552 , 08:25:03 น.] ( IP = 58.9.140.2 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |