| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก(๒๘)
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๒๘.ผู้เลิศทางธุดงคคุณ
ณ เขตแดนแห่งนครราชคฤห์ มีบ้านพราหมณ์หมู่หนึ่ง นายบ้านชื่อกัปปิละ มีบุตรคนหนึ่งชื่อปิปผลิ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากัสสปะ ตามชื่อโคตรคือกัสสปโคตร ปิปผลิมานพมีภรรยาคนหนึ่งชื่อภัททกาปิลานี ทั้งสองแม้แต่งงานกันแล้วก็มิได้อยู่ด้วยกันอย่างสามีภรรยาคู่อื่นๆ แต่อยู่ด้วยกันอย่างพี่น้อง
เมื่อมารดาบิดาของปิปผลิมานพสิ้นชีพแล้ว สามีภรรยาทั้งสองเห็นว่าผู้อยู่ครองเรือนต้องคอยรับบาป เพราะการงานที่ผู้อื่นทำไม่ดี กล่าวคือต้องคอยรับผิดชอบ มีจิตเบื่อหน่าย เนื่องจากบารมีอันท่านทั้งสองสั่งสมมาดีแล้วคอยกระตุ้นเตือนชักนำ จึงชวนกันละทรัพย์สมบัติออกบวชจำศีล
วันหนึ่งปิปผลิได้พบพระศาสดาประทับอยู่ที่ใต้ร่มไทรชื่อพหุบุตตกนิโครธ (ต้นไทรที่มีลูกดก) ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา มีความเลื่อมในเปล่งวาจาประกาศว่า พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของตน ตนเป็นสาวกของพระศาสดาขอบวชในธรรมวินัย พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุ และทรงประทานพระโอวาท ๓ ข้อดังนี้
๑.กัสสปะ ท่านพึงศึกษาว่า เราจักเข้าไปตั้งหิริโอตตัปปะไว้ในภิกษุที่เป็นผู้เฒ่าและปูนกลางไว้อย่างแรงกล้า
๒.เมื่อฟังธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นกุศล เราจักฟังธรรมนั้นด้วยความตั้งอกตั้งใจ พิจารณาเนื้อความของธรรมนั้น
๓.เราจักไม่ละสติพิจารณากาย(กายคตาสติ) คือพิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นของไม่สวยงาม มีความปฏิกูลมากมาย
ท่านฟังพระพุทธโอวาทนี้แล้ว ใส่ใจปฏิบัติตามได้สำเร็จอรหัตตผลในวันที่ ๗ ท่านเป็นผู้มีปฏิปทาขัดเกลาสันโดษ ได้รับยกย่องจากพระศาสดาในคุณธรรมนี้ ตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายถือเอาเป็นตัวอย่าง ดังเรื่องราวต่อไปนี้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 07:24:28 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ เมืองสาวัตถี ตรัสให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ภิกษุทั้งหลาย ! กัสสปะเป็นผู้สันโดษโดยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช เมื่อได้ก็ไม่หมกมุ่นติดใจ มองเห็นโทษ มีปัญญาคิดจะสลัดออก เมื่อไม่ได้ก็ไม่เสียใจ น้อยใจ ไม่เดือดร้อน นอกจากนี้กัสสปะยังกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษนั้นด้วย
พระศาสดาทรงชักชวนให้ภิกษุทั้งหลายเอาอย่างพระมหากัสสปะในเรื่องนี้และยกย่องอีกว่า ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายพึงเป็นผู้มีจิตเช่นเดียวกับกัสสปะคือชักกายชักใจออกห่างจากตระกูล ไม่คะนองกายและวาจาใจในตระกูล ประพฤติตนเป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิจ ไม่คุ้นเคยเกินไป อุปมาเหมือนดวงจันทร์ อนึ่งภิกษุพึงชักกายชักจิตออกห่างจากตระกูล มองดูตระกูลเป็นสิ่งน่าหวาดเสียว เหมือนบุคคลมองดูบ่อน้ำที่ชำรุด ภูเขาขาด และหล่มเลนต่างๆ ภิกษุทั้งหลายเมื่อกัสสปะเข้าสู่ตระกูล จิตของเธอมิได้ติดข้องในตระกูล เธอมีใจอันเปี่ยมด้วยความปรารถนาดีว่า ผู้มุ่งลาภจงได้ลาภ ผู้มุ่งบุญจงทำบุญ
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุใดแสดงธรรมด้วยคิดว่า ไฉนหนอเขาพึงฟังธรรมของเรา ฟังแล้วพึงเลื่อมใสเรา เลื่อมใสแล้วพึงทำอาการแห่งผู้เลื่อมใสแก่เราภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนาของภิกษุเช่นนั้นไม่บริสุทธิ์
ส่วนภิกษุใดแสดงธรรมด้วยคิดว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว...คนทั้งหลายพึงฟังธรรม ฟังแล้วพึงรู้ธรรม รู้ธรรมแล้วพึงปฏิบัติธรรม เธออาศัยความรู้ที่ธรรมนั้นเป็นธรรมดี (น่าประกาศน่าสั่งสอน) จึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น อาศัยความกรุณา ความเอ็นดู และน้ำใจอนุเคราะห์จึงแสดงธรรม ธรรมเทศนาของภิกษุเช่นนั้นบริสุทธิ์
ภิกษุทั้งหลาย ! กัสสปะมีจิตเช่นนี้ มีความรู้สึกเช่นนี้ จึงแสดงธรรมโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 07:27:49 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )
สลักธรรม 2อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุใดเข้าตระกูลด้วยคิดว่า เขาจงให้เรา ให้เรามากๆ จงให้เร็วๆ อย่าช้า จงให้โดยเคารพ หากเขาไม่ให้เป็นต้น ภิกษุนั้นย่อมไม่พอใจ เธอย่อมเกิดทุกข์โทมนัส เพราะเหตุนั้น ภิกษุเช่นนั้นไม่ควรเข้าสู่ตระกูล
ส่วนภิกษุใดไม่ได้คิดเช่นนั้น เธอย่อมไม่มีทุกข์โทมนัส ควรเข้าสู่ตระกูลได้
ภิกษุทั้งหลาย ! กัสสปะเมื่อเข้าสู่ตระกูลไม่ได้คิดเลยว่า ขอเขาจงให้เรา เขาจงให้มากๆ เร็วๆ กัสสปะไม่มีทุกข์โทมนัส ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายพึงปฏิบัติอย่างกัสสปะ
อีกคราวหนึ่ง ที่เวฬุวันนี้เอง พระมหากัสสปะเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า กัสสปะ บังสุกุลจีวร ซึ่งเป็นผ้าป่านนี้เก่ามากแล้ว และหนักนัก เธอเองก็แก่แล้ว เพราะฉะนั้นจงใช้จีวรที่คหบดีเขาถวายบ้าง ฉันอาหารที่เขา นิมนต์บ้าง อยู่ในที่ใกล้เราตถาคตบ้าง
พระมหากัสสปะทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ! ข้าพระองค์ถือบังสุกุลจีวร ถือบิณฑบาตและการอยู่ป่าเป็นต้นมานานแล้ว และกล่าวสรรเสริญการประพฤติเช่นนั้นอยู่เสมอ
พระศาสดาตรัสถามว่า กัสสปะ ! เธอเห็นอำนาจประโยชน์อย่างไร จึงประพฤติเช่นนั้น ?
ข้าแต่พระองค์ ! ข้าพระองค์ประพฤติเช่นนั้น เพราะเห็นประโยชน์สองประการคือ เพื่ออยู่เป็นสุขของข้าพระองค์เองในปัจจุบันประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง เพื่อปัจฉิมาชนตาชนทั้งหลาย (คนรุ่นหลัง) จักได้ถือเป็นทิฏฐานุคติ (ตัวอย่าง) ดำเนินตามว่า ดูเถิด พุทธานุพุทธสาวกทั้งหลายในอดีต ได้เป็นผู้ทรงบังสุกุลจีวร ถืออาหารบิณฑบาต และอยู่ป่าเป็นวัตรเป็นต้น แล้วจักดำเนินตาม ข้าแต่พระองค์ ! ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ดังนี้แหละ จึงประพฤติเช่นนี้ตลอดกาลนาน
ที่เวฬุวันนี่เอง วันหนึ่งพระมหากัสสปะเข้าเฝ้า พระศาสดารับสั่งท่านให้โอวาทสั่งสอนภิกษุ ท่านกราบทูลว่า บัดนี้ภิกษุทั้งหลายเป็นคนว่ายาก ประกอบด้วยธรรมอันทำให้เป็นคนว่ายาก มีความมักมากในลาภ เป็นต้น
พระศาสดาตรัสว่า จริงทีเดียว กัสสปะ จริงอย่างที่เธอกล่าว เมื่อก่อนนี้ภิกษุที่เป็นเถระมีการอยู่ป่าถือธุดงค์ ข้อบิณฑบาต บังสุกุลจีวร ผ้าสามผืน มีความปรารถนาน้อย สันโดษ พอใจในวิเวก ไม่คลุกคลีในหมู่คณะ มีความเพียรสม่ำเสมอ และสรรเสริญคุณความเป็นผู้อยู่ป่าและสันโดษเป็นต้นมา
ภิกษุเช่นนั้นย่อมได้รับการยกย่องจากภิกษุทั้งหลาย แม้เป็นพระเถระโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 07:34:11 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )
สลักธรรม 3แต่มาบัดนี้ภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระพากันทอดทิ้งคุณธรรมอันนั้นเสีย ไม่อยู่ป่าเป็นปกติ ไม่ถือบิณฑบาต ไม่ถือบังสุกุลจีวร ไม่ถือผ้าสามผืน ไม่เป็นคนปรารถนาน้อย ไม่สันโดษ ไม่ชอบวิเวก ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่มีความเพียรสม่ำเสมอ
ภิกษุใดมีชื่อเสียง ร่ำรวยลาภสักการะ มียศ ภิกษุเช่นนั้นได้รับการยกย่องจากภิกษุทั้งหลาย แม้ที่เป็นเถระ ภิกษุที่เป็นเถระก็เชื้อเชิญเขาด้วยอาสนะสรรเสริญยกย่องว่าเป็นผู้ดี เป็นผู้เจริญ...
ดูก่อนกัสสปะ เมื่อจะกล่าวโดยชอบในบัดนี้ ก็ควรจะกล่าวว่า เพื่อนพรหมจรรย์ถูกประทุษร้าย โดย
อุปัทวะจากเพื่อนพรหมจรรย์นั่นเอง
อีกคราวหนึ่ง พระศาสดาประทับ ณ สาวัตถี ตรัสยกย่องพระมหากัสสปะว่ามีวิหารธรรมเสมอด้วยพระองค์ คือพระองค์เองจำนงอยู่สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าสู่ฌาน ๔ และฌาน ๘ ได้อย่างไร มหากัสสปะก็ทำได้อย่างนั้น
พระองค์ทรงสามารถเรื่องการแสดงฤทธิ์ต่างๆ ทรงระลึกชาติได้ มีทิพโสต ทิพยจักษุอย่างไร ทรงสิ้นอาสวะอย่างไร พระมหากัสสปะก็สามารถอย่างนั้น ฉะนั้น ในบางครั้งจึงทรงเอาสังฆาฏิของพระมหากัสสปะมาทรงใช้เอง และประทานสังฆาฏิของพระองค์แก่พระมหากัสสปะ
อีกครั้งหนึ่งเมื่อพักอยู่ ณ เชตวนารามเมืองสาวัตถี วันหนึ่งพระอานนท์อาราธนาพระมหากัสสปะให้โอวาทภิกษุณี ณ สำนักภิกษุณี ท่านปฎิเสธถึง ๒ ครั้ง เพราะท่านชอบความสงัด ไม่ต้องการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
ท่านบอกพระอานนท์ว่า ไปเถิดอานนท์ เธอเป็นคนมีกิจมาก มีธุระมาก เมื่อพระอานนท์อ้อนวอนเป็นครั้งที่ ๓ท่านจึงยอมไป
เมื่อโอวาทภิกษุณีเสร็จแล้วจากไปแล้ว ภิกษุณีรูปหนึ่งชื่อถูลติสสา ไม่พอใจในโอวาทของพระมหากัสสปะ ได้กล่าวออกมาว่าอะไรกัน ท่านกัสสปะกล้ากล่าวธรรมต่อหน้าเวเทหมุนี เช่นพระอานนท์ เหมือนพ่อค้าขายเข็ม เสนอเข็มขายแก่นายช่างทำเข็มผู้ฉลาด ช่างน่าหัวเราะ
พระมหากัสสปะทราบความนั้นแล้ว จึงกล่าวกับพระอานนท์ว่า อานนท์ ! ระหว่างเราและเธอนั้นใครเป็นช่างทำเข็ม ใครเป็นพ่อค้าขายเข็มกันแน่ แล้วท่านก็กล่าวถึงข้อที่พระศาสดาทรงยกย่องท่านเพียงใด
พระอานนท์ขอโทษพระมหากัสสปะแทนภิกษุณีผู้โง่เขลานั้นว่า ขอท่านได้โปรดยกโทษเถิด ผู้หญิงมักเป็นคนเบาความเสมอ
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 07:39:54 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )
สลักธรรม 4พระมหากัสสปะนั้นมีความสนิทสนมกับพระอานนท์เป็นพิเศษ ท่านมีเมตตากรุณาต่อพระอานนท์ประหนึ่งบุตรของท่าน แม้พระอานนท์จะมีอายุล่วงมัชฌิมวัย มีเกศาหงอก ท่านก็ยังเรียกพระอานนท์โดยกุมาร
วาทะ (เรียกว่าเด็กน้อย) อยู่เสมอ
บังเกิดภิกษุณีรูปหนึ่งชื่อ ถูลนันทา ได้ยินคำนั้นเข้า จึงติเตียนท่านว่าเรียกพระอานนท์โดยวาทะอันไม่สมควร เพราะพระอานนท์เป็นเวเทหมุนี เธอติเตียนพระมหากัสสปะว่าเหมือนเคยเป็นเดียรถีย์มาก่อน
พระมหากัสสปะทราบความนั้น จึงเล่าเรื่องแต่เบื้องหลังของท่านให้พระอานนท์ฟังว่าท่านคิดอย่างไรจึงบวช ได้พบพระศาสดาอย่างไร โดยนัยดังนี้
อานนท์ ! ภิกษุณีชื่อถูลนันทาได้กล่าวคำออกไปโดยมิได้พิจารณาแล้วอานนท์ ! จำเดิมแต่ข้าพเจ้าปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกบวชประพฤติตนเป็นอนาคาริกมุนี มิได้อุทิศศาสดาองค์อื่นเลย นอกจากพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อก่อนข้าพเจ้าอยู่ครองเรือนมีความคิดเกิดขึ้นมาว่า ฆราวาสเป็นทางแคบ เป็นทางมาแห่งธุลีคือกิเลส แต่บรรพชาเป็นทางว่างผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์สิ้นเชิง
เหมือนสังข์ที่ขัดแล้วนั้นทำได้ยาก ไฉนหนอเราถึงออกจากเรือนประพฤติตนเป็นผู้ไม่มีเรือนโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 07:43:19 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )
สลักธรรม 5ต่อมาข้าพเจ้าได้เอาผ้าเก่าๆ เป็นผ้าห่ม ออกบวชอุทิศพระอรหันต์ในโลกได้พบพระศากยมุนีศาสดาที่พหุปุตตเจดีย์ระหว่างเมืองราชคฤห์และนาลันทา ข้าพเจ้าเลื่อมใสได้เข้าไปหมอบลงแทบพระบาทของพระองค์
ขอเป็นสาวก
พระพุทธองค์ได้ประทานโอวาทแก่ข้าพเจ้า ๓ ข้อ คือ
๑.ให้เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะอย่างแรงกล้าในภิกษุทั้งที่เป็นผู้ใหญ่ ปานกลาง และภิกษุใหม่
๒.เมื่อฟังธรรมที่เป็นกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง จงตั้งใจฟังด้วยดี ถือเอาสาระสำคัญให้ได้
๓.ต้องเป็นผู้ไม่ละกายคตาสติ คือพิจารณากาย โดยความเป็นของไม่งาม น่าเกลียด โสโครก
อานนท์ ! ข้าพเจ้านั้นเป็นผู้มีหนี้ บริโภคอาหารของชาวเมืองอยู่เพียง ๗ วันเท่านั้น พอวันที่ ๘ ก็ได้บรรลุอรหัตตผล
อานนท์ ! คราวหนึ่งภายใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ปูสังฆาฏิของข้าพเจ้าทำเป็น ๔ ชั้น แล้วทูลอาราธนาให้พระศาสดาประทับนั่งบนสังฆาฏินั้น เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า พระองค์ก็ประทับนั่ง แล้วตรัสว่า สังฆาฏิของข้าพเจ้านุ่มดี ข้าพเจ้าจึงเอ่ยวาจาถวายพระองค์ พระองค์ทรงรับและทรงมอบสังฆาฏิผ้าป่านที่พระองค์ทรงใช้แล้วแก่ข้าพเจ้า พระศาสดาและข้าพเจ้าได้เปลี่ยนสังฆาฏิกันใช้ด้วยประการอย่างนี้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 07:47:12 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )
สลักธรรม 6อานนท์ ! หากพึงกล่าวโดยชอบก็พึงจะกล่าวว่า ข้าพเจ้านั้นเป็นบุตรของพระผู้มีพระภาค เกิดจากพระโอษฐ์คือ ธรรมเกิดแล้วจากธรรม อันธรรมสร้างขึ้นมาแล้ว เป็นธรรมทายาทแห่งพระองค์...
สมัยหนึ่ง ณ เชตวันวิหาร พระมหากัสสปะทูลถามพระศาสดาว่า อะไรหนอเป็นปัจจัย เมื่อสิกขาบทยังน้อย ภิกษุทั้งหลายดำรงอยู่ในอรหัตตคุณมาก แต่เมื่อสิกขาบทบัญญัติมากขึ้น ผู้ดำรงอยู่ในอรหัตตคุณกลับน้อยลง
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสปะ ! เมื่อสัตว์กำลังเสื่อม สัทธรรมกำลังอันตรธาน สิกขาบทแม้มาก ผู้ดำรงอยู่ในอรหัตตคุณก็น้อย ดูก่อนกัสสปะ ตราบใดที่สัทธรรมปฏิรูปคือ ธรรมปลอมยังไม่เกิดขึ้นในโลก สัทธรรมแท้ก็ยังไม่อันตรธานตราบนั้น เปรียบเหมือนเมื่อเงินปลอมยังไม่เกิดขึ้น เงินแท้ก็ยังไม่อันตรธาน
ดูก่อนกัสสปะ ! อะไรอื่นเป็นต้นว่า ปฐวีธาตุ หาทำให้พระสัทธรรมเสื่อมได้ไม่ แต่สิ่งที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อม คือ โฆษบุรุษที่เกิดขึ้นในศาสนานี้เอง
กัสสปะ ! สิ่งที่เป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่อความอันตรธานแห่งพระสัทธรรมมีอยู่ ๕ ประการ คือ บริษัท ๔ ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระศาสนา ในพระธรรมในพระสงฆ์ ในการศึกษาและในสมาธิ ส่วนธรรมอีก๕ ประการ ซึ่งมีนัยตรงกันข้ามนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความมั่นคงแห่งพระสัทธรรมโดยแท้
คราวหนึ่ง พระมหากัสสปะพักอยู่ที่ถ้ำปิปผลิ เข้าฌานสมาบัติอยู่ ๗ วัน ออกจากฌานในวันที่ ๗ ตรวดูที่ภิกขาจาร ด้วยทิพยจักษุเพื่อสงเคราะห์ คนที่ควรสงเคราะห์ให้ได้บุญมาก เห็นหญิงคนหนึ่งผู้เฝ้านาข้าวสาลีเก็บรวงข้าวสาลีแล้วทำข้าวตอกอยู่
ท่านพิจารณาว่า หญิงนี้มีศรัทธาหรือไม่หนอ ? ทราบว่า มีศรัทธาและเมื่อให้อาหารแก่เราแล้ว จักได้สมบัติมาก ดังนี้แล้ว ห่มจีวรถือบาตรไปยืนอยู่ที่ใกล้นาข้าวสาลี
กุลธิดาเห็นพระเถระแล้วมีจิตเลื่อมใส ซาบซ่านไปด้วยปีติ ๕ ประการ ขอร้องพระเถระให้ยืนรออยู่ก่อน รีบไปนำข้าวตอกมาโดยเร็ว ใส่ลงในบาตรของพระเถระแล้วไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้ดิฉันได้เป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว กล่าวคือขอให้ได้เห็นธรรมอย่างที่ท่านเห็นแล้ว
พระเถระกล่าวอนุโมทนา ขอจงเป็นอย่างนั้นเถิด
ดูก่อนท่านผู้แสวงธรรม ! คนสมัยก่อนนี้ แม้เพียงเด็กหญิงเฝ้าไร่นาก็ยังปรารถนาการบรรลุธรรม ถือการเอาบรรลุธรรมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต
กุลธิดานั้นไหว้พระเถระแล้วกลับไปพร้อมกับระลึกถึงทานที่ตนให้แล้ว งูพิษตัวหนึ่งนอนอยู่ในโพรงแห่งหนึ่งในระหว่างทาง เมื่อกุลธิดามาถึงตรงนั้นมันออกจากโพรงกัดนางสิ้นชีวิต
นางทำกาลกิริยาด้วยจิตเลื่อมใสไปเกิดในวิมานทองในภพดาวดึงส์ มีอัตตภาพประดับประดาด้วยอลังการทั้งปวง ประดุจบุคคลที่หลับแล้วตื่นขึ้น นางนุ่งผ้าทิพย์ผืนหนึ่งยาว ๑๒ ศอก และห่มผ้าทิพย์อีกผืนหนึ่ง มีนางอัปสรจำนวนพันแวดล้อม ยืนอยู่ที่ประตูวิมาน ซึ่งประดับประดาด้วยขันทองคำ ที่เต็มไปด้วยข้าวตอกทองคำ ห้อยย้อยอยู่เพื่อประกาศบุพพกรรมของตน มองดูสมบัติของตนแล้วใคร่ครวญด้วยทิพยจักษุว่า
สมบัตินี้เราได้เพราะเหตุไรหนอ? เราทำ อะไรหนอจึงได้สมบัติเห็นปานนี้ รู้ว่า สมบัตินี้ เราได้เพราะผลแห่งทานที่เราให้ แล้วแก่พระมหากัสสปะเถระ พระผู้เป็นเจ้าของเราโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 07:53:31 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )
สลักธรรม 7ดูก่อนภราดา ! ทานที่บุคคลทำแล้วแก่พระผู้ออกจากฌานสมบัติ โดยเฉพาะนิโรธสมาบัติ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก และให้ผลในปัจจุบันนี้ทันที
นางคิดว่า เราทำกรรมดีเพียงเล็กน้อย ถือถวายข้าวตอกแก่พระเถระเพียงเล็กน้อย ยังได้สมบัติมากถึงปานนี้ บัดนี้ เราไม่ควรประมาท เราควรปฏิบัติพระเถระเพื่อทำสมบัติของเราให้ถาวร คิดดังนี้แล้วจึงนำไม้กวาด
ซึ่งทำด้วยทองไปกวาดบริเวณที่อยู่ของพระเถระ ตั้งน้ำใช้น้ำฉันไว้แล้วกลับสู่วิมาน
พระเถระเห็นบริเวณสะอาดเรียบร้อย และมีน้ำใช้น้ำฉันบริบูรณ์ คิดว่าคงจะเป็นภิกษุหนุ่มหรือสามเณรมาทำไว้ ในวันที่สองก็เหมือนกัน พอถึงวันที่สามพระเถระได้ยินเสียงไม้กวาดกระทบพื้น เห็นแสงสว่างแห่งสรีระลอดเข้าไปทางช่องลูกตาล จึงเปิดประตูออกมาดู และถามว่า นั่นใคร ?
นางตอบว่า ดิฉันเอง อุปัฏฐายิกาของท่าน ชื่อลาชเทพธิดา
อุปัฏฐายิกาของเราที่ชื่ออย่างนี้ไม่มี พระเถระพูด
นางเล่าเรื่องแต่เบื้องหลังให้ท่านทราบโดยตลอด และว่าเพราะความสำนึกคุณของท่าน และเพื่อรักษาสมบัติให้ถาวรด้วยความไม่ประมาท จึงมาทำเช่นนี้
เมื่อวานและเมื่อวานซืน ท่านมาทำเหมือนกันหรือ ? พระเถระถาม
เจ้าค่ะ นางตอบ
เทพธิดา ! ที่ท่านทำแล้วก็เป็นอันแล้วไป แต่ต่อไปอย่าทำอีก ไปเสียเถิดเทพธิดา ท่านอย่ามาที่นี่อีกเลย
พระคุณเจ้า โปรดอย่าให้ดิฉันต้องพินาศเลย ขอท่านจงให้โอกาสแก่ดิฉัน เพื่อดิฉันจักได้ทำสมบัติให้ถาวรด้วยเถิด
พระเถระกล่าวว่า ออกไปเสียเถิดเทพธิดา ถ้าท่านทำอย่างนี้ ต่อไปภายหน้าพระธรรมกถึกผู้แสดงธรรมจะพึงตำหนิเราได้ว่า นัยว่า แม้พระมหากัสสปะเถระก็ยังมีเทพธิดาตนหนึ่งมาปรนนิบัติรับใช้ ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ให้ เทพธิดา ! ตั้งแต่วันนี้ไป ท่านอย่าได้มาที่นี่อีกเลย
นางเทพธิดาคร่ำครวญอยู่ว่า พระคุณเจ้าอย่าให้ดิฉันต้องพินาศเลย แต่พระเถระไม่ยินยอม กล่าวเป็นเชิงตำหนิว่า ท่านไม่รู้จักประมาณของตน นางไม่อาจทนอยู่ได้อีก จึงเหาะขึ้นอากาศ ประคองอัญชลีคร่ำครวญอยู่ว่า พระคุณเจ้า อย่าให้สมบัติที่ดิฉันได้แล้วฉิบหายเสีย ขอได้โปรดให้ดิฉันทำสมบัติให้ถาวรเถิดโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 07:58:15 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )
สลักธรรม 8พระศาสดาประทับอยู่ในพระคันธกุฎี ทรงสดับเสียงนั้นแล้ว ทรงแผ่พระรัศมีไปประทับนั่ง ตรัสอยู่เบื้องหน้าของเทพธิดาว่า เทพธิดาเอย ! การสำรวมระวังเป็นหน้าที่ของกัสสปะบุตรของเรา ส่วนการกำหนดว่า นี้เป็น
ประโยชน์ของเราแล้วทำบุญเป็นหน้าที่ของผู้ต้องการบุญ ก็การทำบุญนั้นย่อมนำความสุขมาให้ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า ดังนี้แล้วตรัสต่อไปว่า
ถ้าบุคคลทำบุญก็พึงทำบุญนั้นบ่อยๆ ควรทำความพอใจในบุญนั้น เพราะการสั่งสมบุญนำความสุขมาให้
สมัยหนึ่ง พระมหากัสสปะและพระสารีบุตรอยู่ในป่าอิสิปตนะเขตเมืองพาราณสี พระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น เข้าไปหาพระมหากัสสป ได้สนทนาปราศรัยกันเกี่ยวกับเรื่องธรรมอันเป็นไปเพื่อพระนิพพาน พระสารีบุตรกล่าวว่า
ท่านกัสสป ! ข้าพเจ้ากล่าวว่า ผู้ไม่มีความเพียรเครื่องเผากิเลส (อนาตาปี) ไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อบาปทุจริต (อโนตฺตาปี) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้ ไม่ควรเพื่อบรรลุนิพพาน ไม่ควรบรรลุธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม ส่วนผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส (อาตาปี) มีความสะดุ้งกลัวต่อบาปทุจริต(โอตฺตาปี)ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน เพื่อบรรลุธรรม เป็นแดนเกษมจากโยคะ...
ต่อจากนั้น พระสารีบุตรได้ถามพระมหากัสสปว่า ด้วยเหตุเพียงเท่าใด ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีความเพียรเครื่องเผากิเลส ไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อบาปทุจริตด้วยเหตุเพียงเท่าใด ภิกษุเชื่อว่ามีความเพียรเครื่องเผากิเลส และมีสะดุ้งกลัวต่อบาปทุจริต
พระมหากัสสปได้กล่าวตอบพระสารีบุตรโดยพิสดาร
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตพระนครราชคฤห์... ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ... ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัสสป เธอจงกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย จงกระทำธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย เราหรือเธอพึงกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย เราหรือเธอพึงกระทำธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย ฯ
ท่านพระมหากัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายในบัดนี้ เป็นผู้ว่ายาก ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นผู้ว่ายาก ไม่อดทน ไม่รับอนุศาสนีโดยเคารพ บุคคลบางคนไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีความเพียร ไม่มีปัญญา ในกุศลธรรมทั้งหลาย ตลอดคืนหรือวันของเขาที่ผ่านมา เป็นอันหวังได้แต่ความเลื่อมใสในกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น หวังความเจริญไม่ได้เลย เปรียบเสมือนพระจันทร์ในข้างแรม ย่อมเสื่อมจากวรรณจากมณฑล จากรัศมี จากความยาว และความกว้างในคืน หรือวันที่ผ่านมาฉันใด บุคคลบางคนไม่มีศรัทธา...ไม่มีหิริ... ไม่มีโอตตัปปะ... ไม่มีความเพียร... ไม่มีปัญญา ในกุศลธรรมทั้งหลายตลอดคืน หรือวันของเขาที่ผ่านมา เป็นอันหวังได้แต่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น หวังความเจริญไม่ได้เลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญการที่บุคคลไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ เป็นคนเกียจคร้าน ปัญญาทราม เป็นคนมักโกรธ มีความผูกโกรธ และการที่ไม่มีภิกษุกล่าวสอนนี้ เป็นความเสื่อมโทรมอย่างแน่แท้ โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 08:03:33 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )
สลักธรรม 9ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลบางคนมีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีความเพียร มีปัญญา ในกุศลธรรมทั้งหลาย ตลอดคืนหรือวันของเขาที่ผ่านมา เป็นอันหวังได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น หวังความเสื่อมไม่ได้เลย เปรียบเหมือนพระจันทร์ในข้างขึ้น ย่อมเปล่งปลั่งด้วยวรรณ ด้วยมณฑล ด้วยรัศมี ด้วยความยาวและความกว้าง ในคืนหรือวันที่ผ่านมาฉันใด บุคคลบางคนผู้มีศรัทธา... มีหิริ... มีโอตตัปปะ... มีความเพียร มีปัญญา ในกุศลธรรมทั้งหลายตลอดคืน หรือวันของเขาที่ผ่านมา เป็นอันหวังได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น หวังความเสื่อมไม่ได้เลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การที่บุคคลมีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีความเพียร ไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ และการที่มีภิกษุกล่าวสอนนี้ไม่เป็นการเสื่อมโทรมเลย
พระศาสดาทรงอนุโมทนา คำของพระมหากัสสป
อีกครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น แลท่านพระมหากัสสปะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
ดูกรกัสสปะ เธอจงกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย จงกระทำธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย กัสสปะ เราหรือเธอพึงกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย เราหรือเธอพึงกระทำธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย ฯ
ท่านพระมหากัสสปได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายในบัดนี้ เป็นผู้ว่ายาก ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นผู้ว่ายาก ไม่อดทนไม่รับอนุศาสนีโดยเคารพ ฯ
ดูกรกัสสป ก็เป็นความจริงอย่างนั้น ครั้งก่อนภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร เป็นผู้มีความปรารถนาน้อยและกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย เป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษ เป็นผู้สงัดจากหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดจากหมู่ เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดจากหมู่ เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร
บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุใดเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย เป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษ เป็นผู้สงัดจากหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดจากหมู่ เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร
ภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นเถระย่อมนิมนต์เธอให้นั่งด้วยคำว่า มาเถิดภิกษุ ภิกษุรูปนี้ชื่อไรช่างรุ่งเรืองหนอ ใคร่ต่อการศึกษาแท้ มาเถิดภิกษุ นี้อาสนะนิมนต์ท่านนั่ง ดูกรกัสสปะ เมื่อภิกษุทั้งหลายกระทำสักการะอย่างนั้น ภิกษุใหม่ๆ พากันเห็นว่า ทราบว่าภิกษุรูปที่ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร...เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร...เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร... เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย... เป็นผู้สันโดษ... เป็นผู้ชอบสงัดจากหมู่... เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่..เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระย่อมนิมนต์เธอให้นั่งด้วยคำว่า มาเถิดภิกษุ ภิกษุรูปนี้ชื่อไร ช่างรุ่งเรืองหนอ ใคร่ต่อการศึกษาแท้ มาเถิดท่านนี้อาสนะ นิมนต์ท่านนั่ง ภิกษุใหม่ๆ เหล่านั้นก็ปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น การปฏิบัติตามของพวกเธอนั้น เป็นการอำนวยประโยชน์สุขชั่วกาลนาน ฯโดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 08:08:57 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )
สลักธรรม 10ดูกรกัสสป ก็บัดนี้ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระ ไม่เป็นผู้ถือการอยู่เป็นป่าวัตร และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ไม่เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร ไม่เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ไม่เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่เป็นผู้สันโดษ และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษ ไม่เป็นผู้สงัดจากหมู่ และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดจากหมู่ ไม่เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ และไม่กล่าวสรรเสริญแห่งการไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ไม่เป็นผู้ปรารภความเพียร และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุใดเป็นผู้มีชื่อเสียง มียศ ได้จีวรบิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร พวกภิกษุผู้เป็นเถระย่อมนิมนต์เธอให้นั่งด้วยคำว่า
มาเถิดภิกษุ ภิกษุรูปนี้ชื่อไร ช่างรุ่งเรือหนอ ใคร่ต่อเพื่อนสพรหมจารีด้วยกันแท้ มาเถิดภิกษุ นี้อาสนะ นิมนต์ท่านนั่ง ดูกรกัสสปะ เมื่อภิกษุทั้งหลายกระทำสักการะอย่างนั้น ภิกษุใหม่ๆ พากันคิดว่า ทราบว่า ภิกษุที่มีชื่อเสียง มียศ ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร พวกภิกษุผู้เป็นเถระพากันนิมนต์เธอให้นั่งด้วยคำว่า มาเถิดภิกษุ ภิกษุรูปนี้ชื่อไร ช่างรุ่งเรืองหนอ ใคร่ต่อเพื่อนสพรหมจารีด้วยกันแท้ มาเถิดภิกษุนี้อาสนะ นิมนต์ท่านนั่ง ดูกรกัสสปะ เมื่อภิกษุทั้งหลายกระทำสักการะอย่างนั้น ภิกษุใหม่ๆ พากันคิดว่า ทราบว่า ภิกษุที่มีชื่อเสียง มียศได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร พวกภิกษุผู้เป็นเถระย่อมนิมนต์เธอให้นั่งด้วยคำว่า มาเถิดภิกษุ ภิกษุรูปนี้ชื่อไร ช่างรุ่งเรืองหนอ ใคร่ต่อเพื่อนสพรหมจารีด้วยกันแท้มาเถิดภิกษุ นี้อาสนะ นิมนต์ท่านนั่ง
ดูกรกัสสปะ เมื่อภิกษุทั้งหลายกระทำสักการะอย่างนั้น ภิกษุใหม่ๆ พากันคิดว่า ทราบว่า ภิกษุที่มีชื่อเสียง มียศ มีจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร พวกภิกษุผู้เป็นเถระพากันนิมนต์เธอให้นั่งด้วยคำว่า มาเถิดภิกษุ ภิกษุรูปนี้ชื่อไร ช่างรุ่งเรืองหนอ ใคร่ต่อเพื่อนสพรหมจารีด้วยกันแท้ มาเถิดภิกษุนี้อาสนะ นิมนต์ท่านนั่ง ภิกษุใหม่ๆ เหล่านั้นก็ปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น การปฏิบัติตามของพวกเธอนั้นไม่อำนวยประโยชน์ มีแต่ความทุกข์ชั่วกาลนาน ดูกรกัสสป บุคคลเมื่อจะกล่าวโดยชอบ ควรกล่าวว่าผู้ประพฤติพรหมจรรย์ถูกอันตรายแห่งพรหมจรรย์เบียดเบียนเสียแล้ว ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งมีความปรารถนาเกินประมาณ ถูกความปรารถนาเกินประมาณ สำหรับพรหมจรรย์เบียดเบียนแล้ว ดูกรกัสสป บัดนี้ บุคคลเมื่อจะกล่าวโดยชอบ ควรกล่าวว่าผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ซึ่งมีความปรารถนาเกินประมาณ ถูกความปรารถนาเกินประมาณสำหรับพรหมจรรย์เบียดเบียนเสียแล้ว ฯ
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 08:11:12 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |