มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก(๒๙)




ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๒๙.ผู้ใคร่ต่อการศึกษา

พระราหุลเป็นพุทธชิโนรสองค์เดียวของพระบรมศาสดา พระนางพิมพาหรือยโสธราเป็นพระมารดา เมื่อพระราหุลประสูติเพียงวันเดียว พระราชบิดาก็เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์มุ่งพระโพธิญาณ พระราหุลเจริญเติบโตขึ้นด้วยการถนอมเลี้ยงของพระมารดา และพระประยูรญาติ มิได้เคยเห็นสมเด็จพระราชบิดาเลย จนกระทั่งพระชนมายุ ๗ พรรษา

เมื่อพระศาสดาได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วเสด็จมาโปรดพระญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ ณ นิโครธารามที่พระญาติสร้างถวาย พร้อมด้วยพระสาวกอรหันต์หมู่ใหญ่

พระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชมารดาของกุมารน้อยราหุล ตรัสกับพระราหุลว่า สมบัติทั้งปวงในนครกบิลพัสดุ์นี้เป็นของสมเด็จพระราชบิดา แต่พระองค์ทรงสละราชสมบัติออกผนวช ขอให้ลูกไปขอสมบัติต่อพระราชบิดา

พระราหุลไปเฝ้าพระตถาคตเจ้า ณ นิโครธารามทูลขอโลกียสมบัติ พระทศพล ทรงพิจารณาว่าโลกียสมบัติเป็นของไม่ยั่งยืน ให้ความสุขเล็กน้อยให้ทุกข์มาก เราควรให้ธรรมสมบัติหรือโลกุตตรสมบัติแก่ราหุล ช่วยให้เขาพ้นทุกข์

ทรงดำริฉะนี้แล้ว จึงรับสั่งให้พระสารีบุตรเป็นอุปัชฌาย์บรรพชาสามเณรแก่พระราหุล จัดเป็นสามเณรรูปแรกในศาสนานี้

เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ก็มิได้มีทิฐิมานะว่า เราเป็นโอรสของพระศาสดาผู้ทรงเป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์ แต่สามเณรราหุลกลับเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน ใคร่ต่อการศึกษาเคารพพระโอวาทของพระศาสดา และเคารพเตือนสั่งสอนของภิกษุทั้งหลายไม่อิ่มไม่เบื่อต่อการรับโอวาท

บางวันสามเณรจะกอบทรายขึ้นเต็มกอบ หรือกำทรายขึ้นเต็มกำ แล้วปรารถนาว่า “วันนี้ ขอเราพึงได้รับโอวาท หรืออนุศาสน์จากสำนักของพระทศพลเจ้าหรือจากสำนักของอุปัชฌายะอาจารย์เท่าจำนวนเม็ดทรายนี้เถิด”

ท่านได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในด้านเป็นผู้รักการศึกษา ใคร่ต่อการศึกษา นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ว่าง่าย ไม่ถือตัว ดังเรื่องต่อไปนี้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 19:34:27 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามภิกษุนอนร่วมกับอนุปสัมบัน (ผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุ) แล้ว ภิกษุทั้งหลายเกรงจะล่วงละเมิดสิกขาบทที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติแล้ว จึงไม่กล้าให้อนุสัมบันนอนในห้องเดียวกันอีกเลย แม้แต่สามเณรราหุล พุทธชิโนรสเองก็ไม่ได้รับการยกเว้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวกับสามเณรราหุลว่า “อาวุโสราหุล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทแล้ว บัดนี้ท่านจงหาที่พักของท่านเองเถิด”

ก่อนแต่กาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงบัญญัติสิกขาบทนี้ ภิกษุทั้งหลายได้สงเคราะห์สามเณรราหุลเป็นอย่างดี เพราะเคารพในพระพุทธองค์ ๑ และเพราะสามเณรราหุลเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา เป็นผู้สอนง่าย

บางรูปจัดเตียงน้อยๆ ให้สามเณรราหุลนอน ให้จีวรสำหรับหนุนศีรษะ แต่เมื่อพระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทนี้แล้ว ไม่มีภิกษุรูปใดให้สามเณรราหุลพักในที่พักของตนเลย เพราะกลัวจะล่วงสิกขาบท

ฝ่ายสามเณรราหุลเป็นผู้มีการศึกษาดีแล้ว มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นนิสัย มีความอดทนอย่างดีเยี่ยม ท่านมิได้เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคิดว่าเป็นพระบิดา มิได้ไปยังสำนักของพระสารีบุตร ด้วยคิดว่าเป็นอุปัชฌายะ มิได้ไปยังสำนักของพระมหาโมคคัลลานะ ด้วยคิดว่าเป็นอาจารย์ และมิได้ไปยังสำนักของพระอานนท์ ด้วยคิดว่าเป็นพระเจ้าอาของตน

สามเณรราหุลเข้าไปพักที่วัจกุฎี อันเป็นที่ถ่ายพระบังคนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ประดุจเข้าไปยังวิมานพรหม มิได้นึกรังเกียจแม้แต่น้อย

ตามปกติ พระทวารพระวัจกุฎีของพระผู้มีพระภาคเจ้าปิดสนิทอยู่เสมอ มีพื้นเรียบร้อยอบด้วยเครื่องหอม ประดับด้วยพวงมาลาอันหอมตามประทีปไว้ตลอดคืน

สามเณรราหุลเข้าไปอาศัยอยู่ในพระวัจกุฎีนั้น เพราะเกรงใจภิกษุทั้งหลาย ไม่กล้าไปขออาศัยภิกษุรูปใดและเพราะสามเณรใคร่ต่อการศึกษาเคารพต่อโอวาท

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 19:39:04 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )


  สลักธรรม 2

บางคราว ภิกษุต้องการจะทดลองท่าน พอเห็นท่านเดินมาก็เอาไม้กวาดบ้าง หยากเยื่อบ้าง ทิ้งออกไปข้างนอก เมื่อสามเณรราหุลเดินมาถึง ภิกษุเหล่านั้น พูดกันว่าอาวุโส นี่ใครทิ้งไม้กวาดและหยากเยื่อไว้ ภิกษุพวกนั้นพากันพูดว่า ท่านราหุลเดินมาทางนี้

สามเณรราหุล ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำ แต่มิได้ปริปากพูดเลยว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องนี้” รีบเก็บไม้กวาดและหยากเยื่อ แล้วไปให้ภิกษุทั้งหลายอดโทษว่า ขอท่านทั้งหลายจงอดโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด สามเณรราหุลใคร่ต่อการศึกษาและเคารพต่อโอวาทถึงปานนี้

ก่อนอรุณรุ่งวันนั้น พระบรมศาสดาเสด็จมาประทับยืนหน้าพระทวารพระวัจกุฎี ทรงกระแอมขึ้น สามเณรราหุลก็กระแอมรับ พระศาสดาตรัสถามว่า “ใครนั่น ?”

“ข้าพระพุทธเจ้าราหุล พระเจ้าข้า”

“ราหุล ! ทำไมมานอนอยู่นี่ ?”

“ไม่มีที่อื่นพัก พระเจ้าข้า สามเณรราหุลทูลตอบ “เมื่อก่อนภิกษุทั้งหลายสงเคราะห์ข้าพระองค์ได้ แต่เมื่อพระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทแล้ว ภิกษุทั้งหลายกลัวต้องอาบัติ จึงไม่กล้าอนุญาตให้ข้าพระองค์นอนในที่อยู่ของตนๆ ที่นี่ก็ไม่เป็นที่คับแคบ และไม่เบียดเสียดกับใครพระเจ้าข้า”

พระทศพลทรงสดับดังนั้น ทรงเกิดความสังเวชว่า

“ภิกษุทั้งหลายทิ้งราหุลได้ถึงเพียงนี้ เมื่อให้กุลบุตรทั้งหลายอื่นบวชจะทอดทิ้งเขาสักเพียงใด ไม่ควรเลย”

พระตถาคตเจ้ารับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายประชุมกันแต่เช้า ตรัสถามพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรว่า

“สารีบุตร ท่านทราบหรือไม่ว่า สามเณณราหุลสัทธิวิหาริกของท่านนอนที่ไหนเมื่อคืนนี้ ?”

“ไม่ทราบพระเจ้าข้า” พระสารีบุตรทูล

“สารีบุตร ! เมื่อคืนนี้ราหุลนอนในวัจกุฎีของเรา ดูก่อนสารีบุตร เมื่อพวกเธอทอดทิ้งราหุลได้อย่างนี้ เมื่อให้กุลบุตรเหล่าอื่นบวชจะทำอย่างไรกัน คนที่บวชในศาสนาก็ไม่มีที่พึ่ง”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 19:44:30 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )


  สลักธรรม 3

อาศัยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติม (อนุบัญญัติ) ว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไป ภิกษุทั้งหลายจงให้อนุปสัมบันนอนในสำนักของตน (ในที่มุงบังเดียวกัน) วันหนึ่งหรือสองวัน ในวันที่สามจึงให้หาที่อยู่เองภายนอก” ดังนี้

เย็นวันนั้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภา สรรเสริญคุณของสามเณรราหุลว่า “สามเณรราหุลเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา เมื่อภิกษุทั้งหลายไม่ยอมให้นอนในสำนักของตน จะโต้เถียงคัดค้านสักคำเดียวก็มิได้ว่า
เราเป็นโอรสของพระทศพล ท่านเป็นใคร ท่านนั่นแหละจงออกไปให้พ้นจากเสนาสนะนี้ แต่ไปอาศัยอยู่ในพระวัจกุฎีของพระผู้มีพระภาค สามเณรราหุลมีคุณน่าอัศจรรย์”

พระศาสดาเสด็จมายังธรรมสภา ทรงทราบเรื่องที่ภิกษุสนทนากันแล้วตรัสว่า สามเณรราหุลเคยเป็นผู้ว่าง่าย ใคร่ต่อการศึกษามานานแล้ว แม้สมัยที่เป็นลูกเนื้อก็เป็นผู้ว่าง่าย ใคร่ต่อการศึกษาอย่างนี้ ได้ปลอดภัยจากบ่วงนายพรานแล้ว เมื่อภิกษุทั้งหลายขอร้องให้ทรงเล่าเรื่องนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า

ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดเนื้อ มีหมู่เนื้อเป็นบริวารเป็นอันมาก อาศัยอยู่ในป่า ครั้งนั้นนางเนื้อน้องสาวของพระโพธิสัตว์ได้พาลูกน้อยมาฝากให้เรียนมฤคมายากับพระโพธิสัตว์ผู้เป็นลุง

ลูกเนื้อตั้งใจเรียนอย่างดี มาเรียนไม่เคยขาด และมาตามเวลาที่พระโพธิสัตว์สั่ง ศึกษามฤคมายาจนสำเร็จ

วันหนึ่งลูกเนื้อไปติดบ่วงนายพราน จึงร้องขึ้น หมู่เนื้อพากันวิ่งไปบอกมารดาของลูกเนื้อ แม่เนื้อจึงรีบไปหาพระโพธิสัตว์ผู้เป็นผู้ชาย แล้วถามว่า ท่านให้หลานชายของท่านเรียนมฤคมายาแล้วหรือ ?

ผู้เป็นลุงของลูกเนื้อตอบว่า ลูกของเธอเรียนมฤคมายาดีแล้ว อย่าวิตกเลย อีกสักครู่หลานชายของฉันจะสลัดบ่วงหนีมาจนได้ ดังนี้แล้วกล่าวว่า

“ฉันให้เนื้อหลานชายผู้มีเท้า ๘ กีบ นอนสามท่า ดื่มน้ำเฉพาะเวลาเที่ยงคืน มีมายาเป็นอเนก หลานชายของฉันเป็นสัตว์ฉลาด รู้จักอดกลั้นลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ในช่องนาสิกเบื้องบน นอนแนบชิดอยู่กับพื้นดิน นำมาลวงนายพรานด้วยอุบาย ๖ อย่าง”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 19:50:21 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )


  สลักธรรม 4

ลูกเนื้อที่ติดบ่วงนั้น มิได้ดิ้นรนกระสับกระส่าย เหยียดเท้านอนตะแคงติดพื้นดิน เอาเท้าถีบดินให้กระจายไป คุ้ยฝุ่นและหญ้าให้หลุด ถอนถ่ายอุจจาระปัสสาวะ นอนหัวตก แลบลิ้น น้ำลายไหล ตะเบ็งลมให้ท้องพอง ทำตาทั้งสองให้ช้อนขึ้น ค้างอยู่ ระบายลมหายใจเข้าออกทางช่องนาสิกเบื้องล่าง อัดลมทางช่องนาสิกเบื้องบน ทำตัวให้แข็ง แสดงอาการว่าตายแล้ว แมลงวันพากันมาตอม ฝูงกาพากันมาจับกลุ่มอยู่ใกล้ๆ

นายพรานมาเห็นแล้วเอามือตบท้องลูกเนื้อพลางคิดว่า “เนื้อตัวนี้คงติดบ่วงแล้วตั้งแต่เช้า บัดนี้ขึ้นพองแล้ว” เขาแก้เชือกบ่วงออก ตั้งใจจะแล่ตรงนั้น จึงไปเที่ยวหาใบไม้กิ่งไม้มารอง

เนื้อได้ทีลุกยืนขึ้น สลัดกายเหยียดออก วิ่งไปหามารดาโดยเร็ว ทำความชื่นชมโสมนัสให้แก่มารดา ลุง และเนื้ออื่นๆ เป็นอันมาก

การตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามโอวาทของผู้ใหญ่ ทำตนให้ปลอดภัยอย่างนี้

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหาร นครราชคฤห์ สมัยนั้นพระราหุลอยู่ที่ปราสาท ชื่ออัมพลัฏฐิกา เวลาเย็นพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้น เสด็จเข้าไปยังปราสาทที่พระราหุลอยู่ พระราหุลได้เห็นพระตถาคตเจ้าเสด็จมาแต่ไกล จึงรีบปูอาสนะ และตั้งน้ำสำหรับล้างพระบาทไว้ พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะแล้วทรงล้างพระบาท พระราหุลถวายบังคมพระพุทธองค์แล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเหลือน้ำล้างพระบาทไว้ในภาชนะหน่อยหนึ่ง แล้วตรัสถามพระราหุลว่า..“เห็นน้ำหน่อยหนึ่งเหลืออยู่ในภาชนะหรือไม่ ?”

“เห็นพระเจ้าข้า” พระราหุลทูลรับ

“ดูก่อนราหุล บุคคลผู้ไม่มีความละอายกล่าวมุสาวาท ทั้งๆ ที่รู้อยู่ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรมของสมณะน้อยเหมือนน้ำที่เหลืออยู่น้อยนี้”

พระผู้มีพระภาคทรงเทน้ำที่เหลืออยู่หน่อยหนึ่งนั้นเสีย แล้วตรัสถามพระราหุลอีกว่า..“เห็นน้ำหน่อยหนึ่งที่เราเทเสียแล้วหรือไม่ ?”

เมื่อพระราหุลทูลรับว่าเห็นจึงตรัสว่า

“คุณความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอาย กล้ากล่าวมุสาทั้งที่รู้นั้น เป็นสิ่งที่เขาทิ้งเสียแล้วเหมือนกัน” ดังนี้แล้วทรงคว่ำภาชนะน้ำนั้นเสีย พลางตรัสถามพระราหุลว่า เห็นภาชนะน้ำที่คว่ำนี้หรือไม่ เมื่อพระราหุลทูลรับว่าเห็นแล้ว จึงตรัสว่า “คุณความเป็นสมณะของผู้ไม่มีความละอายกล้ากล่าวมุสาทั้งที่รู้ ก็ชื่อว่าเป็นของที่เขาคว่ำเสียแล้วเหมือนกัน”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 19:56:54 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )


  สลักธรรม 5

พระผู้มีพระภาคทรงหงายภาชนะน้ำนั้นขึ้น แล้วตรัสถามพระราหุลว่า...“เห็นภาชนะน้ำอันว่างเปล่านี้หรือไม่ ?”

“เห็นพระเจ้าข้า”

“ดูก่อนราหุล บุคคลผู้ไม่มีความละอายกล้ากล่าวมุสา ทั้งที่รู้ก็เป็นผู้ว่างเปล่าจากคุณความเป็นสมณะเหมือนกัน

ดูก่อนราหุล บุคคลผู้ไม่มีความละอายกล้ากล่าวมุสาวาททั้งที่รู้อยู่ จะไม่ทำบาปกรรมอย่างอื่นด้วยนั้นเป็นไม่มี เพราะฉะนั้นแหละราหุล เธอพึงสำเหนียกศึกษาว่า เราจักไม่กล่าวมุสาทั้งๆ ที่รู้ แม้เพราะต้องการจะหัวเราะกันเล่น

“ดูก่อนราหุล เธอคิดว่ากระจกมีไว้เพื่ออะไร ?”

พระราหุลตอบว่า “เพื่อส่องดู”

“ดูก่อนราหุล ทำนองเดียวกันนี้แล บุคคลพึงพิจารณาเสียก่อนแล้วจึงทำ ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ
เมื่อปรารถนาจะทำสิ่งใดพึงพิจารณาเสียก่อนว่า กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากหรือไม่ เมื่อพิจารณาเห็นอย่างถ่องแท้แล้วว่า เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นวิบากก็ไม่พึงทำกรรมนั้น

แต่กรรมใดที่พิจารณาเห็นแล้วว่า เป็นกุศลไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น มีสุขเป็นกำไร และเป็นวิบากพึงทำกรรมนั้น ถ้าพลั้งพลาดกระทำกรรมที่มีทุกข์เป็นวิบากลงไป ก็พึงแสดงเปิดเผยต่อพระศาสดา หรือต่อเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนแล้ว พึงสำรวม
ระวังต่อไป แต่ถ้าพิจารณาเห็นว่า กรรมที่ทำไปแล้วนั้น เป็นกุศลมีสุขเป็นกำไร เป็นวิบาก ก็พึงมีปีติปราโมทย์ ศึกษาปฏิบัติอยู่ในกุศลธรรมนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน

“ดูก่อนราหุล สมณพราหมณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่ได้ชำระกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ให้บริสุทธิ์อยู่ได้ก็เพราะพิจารณาเนืองๆ อย่างนี้นี่เอง”

พระราหุลชื่นชมยินดีต่อพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคยิ่งนัก

อีกคราวหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เชตวันวิหาร ตอนเช้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถี มีพระราหุลตามเสด็จ ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคทรงผินพระพักตร์ไปรับสั่งกับพระราหุลว่า “รูปอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่มีแล้วในอดีต ทั้งที่จะเป็นในอนาคต และมีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งภายในภายนอก ทั้งหยาบและละเอียดทั้งปวง เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”

พระราหุลทูลถามว่า “รูปเท่านั้นหรือพระเจ้าข้า”

“ดูก่อนราหุล รวมทั้งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณด้วย”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 20:03:08 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )


  สลักธรรม 6

ครั้งนั้นพระราหุลคิดว่า “พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทเช่นนี้แล้ว ใครเล่าจักเข้าไปบิณฑบาตในบ้านได้” ดังนี้แล้วกลับจากที่นั้น นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง

พระสารีบุตรได้มาเห็นพระราหุลนั่งอยู่ ณ โคนไม้ จึงบอกแนวทางว่า

“ดูก่อนราหุล ท่านจงเจริญอานาปานัสสติเถิด อานาปานัสสติภาวนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

เวลาเย็นพระราหุลออกจากที่เร้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้ทูลถามว่า “พระองค์ผู้เจริญ อานาปานัสสติอันบุคคลเจริญให้มากแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงจะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

“ดูก่อนราหุล ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่ของเรา
เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อบุคคลเห็นธาตุ ๔ ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย จิตย่อมคลายกำหนัด

“ธาตุดินมีลักษณะแค่นแข็ง อันกรรมและกิเลสเข้าไปยึดไว้ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ธาตุน้ำมีลักษณะเอิบอาบ มีดีเสสด หนอง เลือด เหงื่อ เป็นต้น ธาตุไฟมีลักษณะร้อน เช่น ไฟที่ทำกายให้อบอุ่น ทำกายให้ทรุดโทรม ทำกายให้กระวนกระวาย เผาอาหารให้ย่อย เป็นต้น ธาตุลมมีลักษณะพัดไปมา เช่น ลมในท้อง ลมในไส้ ลมที่แล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ ลมพัดไปมาทั่วกาย ลมหายใจ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 20:08:23 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )


  สลักธรรม 7

“อนึ่ง อากาศธาตุก็มีอยู่ กล่าวคือ ช่องว่างต่างๆ ในร่างกาย เช่น ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องคอ เป็น
อากาศมีลักษณะว่างไม่ทึบ อันเนื้อและเลือดไม่ถูกต้อง

“ดูก่อนราหุล รูปประกอบด้วยธาตุ ๕ นี้ เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

“ดูก่อนราหุล เธอจงเจริญภาวนาอบรมจิตให้เสมอด้วยแผ่นดิน ให้เป็นเช่นแผ่นดิน ให้เสมอด้วยน้ำ ให้เป็นเช่นน้ำ ให้เสมอด้วยไฟ ลม และอากาศเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อกระทบอะไรเข้า ความยินดีหรือยินร้ายก็ไม่อาจเข้าครอบงำจิตได้ ดูก่อนราหุล ดิน น้ำ ย่อมรับของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างที่คนทั้งหลายทิ้งลงไป แต่แผ่นดินจะอึดอัดระอา หรือเกลียดชังสิ่งนั้นก็หาไม่ น้ำก็เป็นเช่นเดียวกัน ไฟย่อมเผาของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ลมย่อมพัดของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง แต่ความเกลียดหรือความชอบ หามีกับไฟและลมไม่ เธอจงเจริญภาวนาอบรมจิตให้เป็นเช่นอากาศ ซึ่งแผ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป ไม่เลือกว่าเป็นที่สะอาดหรือไม่สะอาด ความอึดอัดระอา หรือความชอบหาได้ปรากฏแก่อากาศไม่ เมื่อเจริญภาวนาอยู่อย่างนี้ ความยินดียินร้ายเพราะผัสสะที่พอใจหรือไม่พอใจ ก็ไม่อาจครอบงำจิตของเธอได้

“ดูก่อนราหุล เธอจงเจริญเมตตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเจริญเมตตาภาวนาอยู่ จะละพยายามได้ เธอจงเจริญกรุณาภาวนาเพื่อละวิหิงสา (ความคิดเบียดเบียน) จงเจริญมุทิตาภาวนาเพื่อละอรติ (ความไม่ยินดีด้วย) จงเจริญอุเบกขาภาวนาเพื่อละปฏิฆะ (ความหงุดหงิด ความกระทบกระทั่งภายใน) จงเจริญอสุภภาวนาเพื่อละราคะ จงเจริญอนิจจสัญญาภาวนา เพื่อละอัสมิมานะ (ความถือตัว ถือตน ความทะนงตน)

“ดูก่อนราหุล เธอจงเจริญอานาปานัสสติภาวนาเถิด เพราะอานาปานัสสติที่บุคคลเจริญให้มากแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก อานาปานัสสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้ว อย่างไรจึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

ดูก่อนราหุล ภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี หรืออยู่ในที่ซึ่งไม่มีบ้านเรือนตั้งอยู่ก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้าหายใจออก มีสัมปชัญญะ รู้ชัดว่าหายใจออกเข้ายาวหรือสั้น ฯลฯ ดูก่อนราหุล อานาปานัสสติที่บุคคลเจริญแล้วให้มากอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 20:12:56 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )


  สลักธรรม 8

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว พระราหุลมีใจชื่นชมต่อพุทธภาษิตเป็นอันมาก

ดูก่อนภราดา ! พระราหุลเถระนั้นมีความเกี่ยวข้องกับพระรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เคยบำเพ็ญบารมีร่วมกันมาดังเรื่องซึ่งจะนำมาเล่าต่อไปนี้

ในอดีตกาล สมัยแห่งพระบรมศาสดาจารย์พระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านพระราหุลและพระรัฐบาลเกิดในตระกูลคหบดีมหาศาล มีสมบัติมากในนครหงสาวดี เมื่ออยู่ในวัยหนุ่ม มีจิตน้อมไปในการที่จะทำความดี มีการให้ทานเป็นต้น จึงให้เจ้าหน้าที่ผู้รักษาทรัพย์สมบัติของตน แถลงบัญชีทรัพย์สินว่ามีอะไรอยู่เท่าใด เมื่อทราบตามบัญชีแล้ว ได้สำรวจดูทรัพย์สินตัวจริง เห็นว่ามีมากมายเหลือเกิน จึงดำริด้วยความอันชอบว่า ชนทั้งหลายมีปู่ย่าตายายและมารดาบิดาของเราเป็นต้น ได้สะสมทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไว้ แต่ท่านเหล่านั้นก็หาได้นำทรัพย์แม้น้อยหนึ่ง ไปสู่ปรโลกได้ไม่ ท่านล้วนไปตัวเปล่าทั้งสิ้น เวลานี้ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ตกมาถึงเราอีกหน่อยเราก็ตายไป ทิ้งทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไว้ให้คนอื่นอีก ทำอย่างไรหนอเราจึงจะนำทรัพย์ที่ติดตามตนไปไม่ได้ให้เป็นทรัพย์ที่ติดตามไปได้

บัณฑิตทั้งสองนั้นพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า การให้ทานเป็นการให้ความสุขแก่ผู้อื่น ผู้ให้ความสุขแก่ผู้อื่นย่อมได้รับสุขเป็นเครื่องตอบแทน จึงตั้งโรงทานบริจาคทาน

ในบัณฑิตทั้งสองนั้น ผู้หนึ่งจะถามยาจกวณิพกผู้มาขอว่าต้องการสิ่งใด เมื่อยาจกวณิพกบอกวัตถุที่ตนต้องการแล้ว จึงให้บัณฑิตผู้นี้มีนามว่า อาคตปาวกะ ส่วนบัณฑิตอีกท่านหนึ่งมิได้ถามอย่างนั้น แต่ยาจกวณิพกถือ
ภาชนะใดๆ มาก็จะให้ของจนเต็มภาชนะนั้น บัณฑิตผู้นี้มีนามว่าอัครปาวกะ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 20:15:32 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )


  สลักธรรม 9

เช้าวันหนึ่ง สองสหายนั้นชวนกันไปอาบน้ำนอกบ้าน ขณะนั้นมีดาบสผู้มีฤทธิ์มาก ๒ ท่านเหาะมาจากหิมวันตประเทศเพื่อภิกขาจาร (แสวงหาอาหาร) เหาะมาลง ณ บริเวณใกล้ที่สหายทั้งสองยืนอยู่ ท่านทั้งสองเตรียม ดาบสบริขารมีเปลือกน้ำเต้าเป็นต้น เพื่อเข้าไปในละแวกบ้าน

สหายทั้งสองเห็นท่านแล้วเข้าไปนมัสการ รับภาชนะเปลือกน้ำเต้าจากดาบสแล้วนำท่านทั้งสองไปสู่เรือนของตนๆ ถวายขาทนียะโภชนียะอันประณีต แล้วขอร้องให้ดาบสทั้งสองรับปฏิญญาว่า จะมารับภิกษาหารเป็นประจำ ณ เรือนของตน

ในดาบสทั้งสองนั้น ดาบสตนหนึ่งมีปกติไปพักกลางวันที่นาคพิภพ โดยการแหวกน้ำในมหาสมุทรลงไปด้วยอานุภาพของตน เมื่อจะทำการอนุโมทนาแก่อุปฐากของตน ก็มักกล่าวอนุโมทนาว่า ขอให้ภพอันเป็นที่อยู่แห่งท่าน จงเป็นดังภพแห่งพระยาปฐวินทรนาคราชเถิด ดังนี้ทุกครั้งไป

วันหนึ่ง คหบดีจึงเรียนถามดาบสว่า เพราะเหตุไร เมื่ออนุโมทนาท่านจึงกล่าวเสมอว่า ขอให้ภิภพที่อยู่ของข้าพเจ้า เป็นดังพิภพของพระยาปฐวินทรนาคราชดาบสตอบว่า อาตมภาพหมายความว่า ขอให้สมบัติของท่าน จงเป็นเช่นสมบัติของพระยาปฐวินทรนาคราช

จำเดิมแต่นั้นมา คหบดีผู้นั้นก็มีจิตผูกพันอยู่กับพิภพแห่งนาค ปรารถนาใคร่ได้บังเกิดในพิภพแห่งนาคนั้น

ฝ่ายดาบสอีกท่าน มีปกติไปพักกลางวัน ณ ดาวดึงส์พิภพ สำราญอิริยาบถ ณ เสรีสกวิมานอันว่างเปล่าจากเทพบุตรและเทพธิดา

ดาบสนั้นได้เห็นทิพยสมบัติของท้าวสักกะจอมเทพแห่งดาวดึงส์แล้ว เมื่อจะทำการอนุโมทนาแก่อุปัฏฐากของตน จึงกล่าวว่าขอภพที่อยู่ของท่านจงเป็นประหนึ่งวิมานแห่งท้าวสักรินทร์เทวราชเถิด ดังนี้เนืองๆ คหบดีจึงเรียนถามดาบสว่า ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความว่ากระไร ?

ดาบสจึงเล่าให้ฟังว่า ณ ดาวดึงส์พิภพนั้น มีทิพยสมบัติอันน่ารื่นรมย์ คหบดีจึงมีจิตผูกพันอยู่กับพิภพดาวดึงส์นั้น ทำบุญกุศลตลอดชีวิต

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 20:18:36 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )


  สลักธรรม 10

เมื่อสหายทั้งสองสิ้นชีพ ก็ไปบังเกิดในพิภพอันตนตั้งจิตไว้ คือ อาคตปากะไปเกิดในนาคพิภพ เป็นพระยาปฐวินทรนาคราช ส่วนอัครปาวกะ ไปเกิดในภพดาวดึงส์ เป็นท้าวสักกะจอมเทพ

นาคราชมองดูอัตตภาพของตนแล้วให้บังเกิดความร้อนใจเป็นหนักหนาว่าดาบสผู้ที่เราเชื่อถือได้พรรณนาคุณแห่งสมบัติในนาคพิภพ แต่อัตตภาพอย่างนี้มิได้เป็นที่เจริญใจของเราเลย เป็นอัตตภาพของสัตว์ผู้กระเสือกกระสนไปด้วยอก ยิ่งคิดอย่างนี้ก็ยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก

ขณะนั้น นางนาคกัญญาทั้งหลาย มีกายอันประดับด้วยสรรพทิพพาลังการ วิภูสิตาภรณ์ต่างๆ ถือเครื่องทิพยดนตรีมาดีดสีตีเป่าขับกล่อมบำเรอพระยาปฐวินทรนาคราชนั้น พระยานาคราชผู้มีฤทธิ์จึงละอัตตภาพแห่งนาคแล้ว นิรมิตกายเป็นมานพหนุ่มน้อยในขณะนั้น

ธรรมเนียมมีอยู่ว่า ทุกๆ กึ่งเดือน ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จะพากันไปเฝ้าท้าวสักกเทวราช ณ ดาวดึงส์พิภพ พระยาปฐวินทรนาคราช หนึ่งในท้าวมหาราชทั้งสี่จึงต้องขึ้นเฝ้าด้วย ไปกับพระยานาคราช คือท้าววิรูปักษ์ผู้เป็นใหญ่ในหมู่พวกนาคทั้งหลาย

ท้าวสักกะทอดพระเนตรเห็นพระยาปฐวินทรนาคราชแต่ไกลก็จำได้ถนัด เพราะคุ้นเคยกันมานาน เมื่อได้ทักทายปราศรัยแลถามถึงที่ที่ไปถือกำเนิดในภพใหม่ และพระยาปฐวินทรนาคราชเล่าถวายด้วยอาการน้อยพระทัยยิ่งนักแล้ว ท้าวสักกะจึงตรัสว่า ท่านอย่าได้วิตกในเรื่องที่ไปถือกำเนิดเป็นนาคราชนักเลย เพราะบัดนี้สมเด็จพระมหามุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ท่านจงหมั่นบำเพ็ญบุญกุศลแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้วปรารถนาการเกิดในที่นี้เถิด เราทั้งสองจะได้มีความสุขอยู่ด้วยกัน

พระยาปฐวินทรนาคราชทูลรับคำของท้าวสักรินทร์เทวราช แล้วกลับมายังชมพิภพได้ทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และภิกษุสงฆ์เพื่อเสวย ณ พิภพของตน

ในวันรุ่งขึ้น พระปทุมุตตรทศพลรับสั่งกับพระสุมนเถระผู้เป็นพุทธอุปัฏฐากของพระองค์ว่า วันนี้จะไปบิณฑบาต ณ ที่ไกล ภิกษุปุถุชนอย่าได้ตามเสด็จให้ตามไปได้เฉพาะพระอรหันต์ ที่ได้ปฏิสัมภิทาและอภิญญาสมาบัติเท่านั้น

เมื่อได้เวลาอันควร สมเด็จพระปทุมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์พุทธบริวาร ก็เหาะขึ้นสู่เวหา พระยาปฐวินทรนาคราชและนาคบริษัทก็พากันมาต้อนรับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงท่ามกลางมหาสมุทร แล้วเสด็จพระดำเนินไปบนกระแสสินธุ์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์พุทธบริวาร

พระยาปฐวินทรนาคราช ทอดทัศนาการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดไปถึงอุปเรวตสามเณร ผู้เป็นพุทธชิโนรส แล้วเกิดปรีดาปราโมชยิ่งนัก ดำริว่า อันพระภิกษุสงฆ์สมบูรณ์ด้วยฤทธิ์เห็นปานนี้ยังไม่อัศจรรย์เท่าสามเณรอุปเรวตะซึ่งเป็นทารกน้อย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [22 ม.ค. 2552 , 20:27:23 น.] ( IP = 58.9.136.48 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org