มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก...ตอนสุดท้าย




ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๓๐. ผู้สละราชสมบัติ

ดูก่อนภารดา ! พระราชาบางพระองค์ทรงมีบูรพูปนิสัยในทางธรรม แม้เสวยสุขอยู่ในราชสมบัติอันมหาชนใฝ่ฝันหากันนัก ก็ยังทรงมีพระทัยน้อมไปในการแสวงหาธรรม เช่นพระราชากัปปินะแห่งกุกกุฏวตีนคร เป็นผู้ทรงสละโลกไปเพื่อธรรมมีเรื่องที่น่าสนใจดังนี้

ในอดีตกาลนานไกล พระราชากัปปินะเกิดเป็นหัวหน้าช่างหูกในหมู่บ้านหนึ่ง ใกล้นครพาราณสี ครั้งนั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้าประมาณพันรูป พักอยู่ไม่ไกลจากนครพาราณสี เมื่อถึงฤดูฝน ท่านต้องการทำเสนาสนะที่อยู่อาศัยจึงส่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ รูปเป็นผู้แทนไปเฝ้าพระราชา เพื่อทูลขอพระบรมราชานุเคราะห์ในการสร้างเสนาสนะ

บังเอิญเวลานั้น เป็นเวลามีงานมงคลแรกนาขวัญ พระราชาทรงมีพระราชภารกิจยุ่งอยู่ ถึงกระนั้น เมื่อทรงทราบว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ามาเฝ้า ก็เสด็จออกมาต้อนรับ ทรงทราบความประสงค์ของท่านแล้วจึงตรัสว่า

“พระพุทธเจ้า วันนี้ข้าพเจ้าไม่มีโอกาส ไม่มีเวลาเลย เพราะกำลังเตรียมงานแรกนาขวัญ ซึ่งจะมีในวันพรุ่งนี้ เมื่อเสด็จงานแรกนาขวัญแล้ว ข้าพเจ้าจะทำเสนาสนะถวายในวันมะรืนนี้”

แม้ตรัสดังนี้ก็ตาม แต่ไม่ได้ทรงอาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้าไว้ พระปัจเจกพุทธเจ้าดำริว่า “เราควรไปขอความอนุเคราะห์จากที่อื่น” ดังนี้แล้วหลีกไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 ม.ค. 2552 , 09:06:47 น.] ( IP = 58.9.141.231 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ขณะเดินทางกลับได้พบภรรยาของหัวหน้าช่างหูก นางถามทราบความแล้ว มีจิตเลื่อมใสนิมนต์ให้รับอาหารที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้น

“พวกเรามีมากด้วยกัน-น้องหญิง” พระปัจเจกพุทธเจ้าบอก

“มีประมาณเท่าไร ท่านผู้เจริญ?” นางถาม

“มีประมาณพันรูป”

“ท่านผู้เจริญ ! พวกข้าพเจ้ามีประมาณพันคนเหมือนกัน คนหนึ่งจัดถวายภิกษาแด่พระคุณเจ้ารูปเจ้าหนึ่ง ขอท่านจงรับภิกษาที่บ้านของข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าผู้เดียวจักทำที่อยู่ถวายท่านทั้งหลาย”

พระปัจเจกพุทธเจ้ารับอาราธนา

นางเสร็จธุระแล้ว กลับเข้าไปในบ้าน เที่ยวป่าวประกาศให้เพื่อนบ้านทราบว่าได้นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าพันรูปไว้ “ขอท่านทั้งหลายจงจัดแจงที่นั่ง จัดอาหาร มีข้าวต้ม ข้าวสวย เป็นต้น”

นางได้สร้างปะรำใหญ่กลางบ้าน ให้ปูอาสนะไว้เรียบร้อย เลี้ยงพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยโภชนะอันประณีต เมื่อเสร็จภัตตกิจแล้ว นางได้พาหญิงบริวารพันคน นมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วขอให้ท่านรับปฏิญญาในการอยู่จำพรรษาที่นั่น เมื่อท่านรับแล้วนางก็ป่าวประกาศขอแรงเพื่อนบ้านให้ช่วยกันสร้างเสนาสนะถวาย

ในวันออกพรรษา นางได้ชักชวนคนทั้งหลายให้ถวายจีวรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่อยู่ในบรรณศาลาของตนๆ พระปัจเจกพุทธเจ้าอนุโมทนาแล้วจากไป

นางและบริวารทำบุญอย่างนี้ ไปเกิดในภพดาวดึงส์ มาในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป เทพบุตรเทพธิดาเหล่านั้น เกิดในกรุงพาราณสีอีก หัวหน้าช่างหูกเป็นบุตรของกุฎุมพีใหญ่ ภรรยาของเขาได้มาเกิดเป็นธิดาของ กุฏุมพีใหญ่เหมือนกัน เมื่อเจริญวัยแล้วได้แต่งงานกัน ส่วนบริวารก็มาเกิดในสกุลกุฎุมพีบริวาร และได้แต่งงานกันเหมือนกัน

วันหนึ่งมีการป่าวร้องให้คนไปฟังธรรมในวัด พวกกุฎุมพีเหล่านั้นก็ชวนกันไป เมื่อไปถึงกลางวัด ฝนตกลงมา คนพวกอื่นที่มีภิกษุหรือสามเณรเป็นที่คุ้นเคยก็เข้าไปอาศัยกุฎีของภิกษุหรือสามเณรนั้น แต่พวกกุฎุมพีพันคนไม่มีญาติหรือภิกษุสามเณรที่สนิทสนมเลย จึงยืนตากฝนอยู่กลางวัด

หัวหน้ากุฎุมพีรู้สึกละอายในสภาพเช่นนั้นของตน จึงกล่าวกับกุฎุมพีทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายจงดูอาการอันน่าเกลียดของพวกเราเถิด”

“เราควรจะทำอย่างไรล่ะ นาย?” บริวารถาม

หัวหน้าตอบ...
“เราต้องอยู่ในสภาพอันน่าเกลียดนี้ เพราะไม่มีสถานที่อันมีคนคุ้นเคย เรารวบรวมสร้างเสนาสนะกันเถิด

บริวารเห็นชอบด้วย จึงเรี่ยรายทรัพย์กัน หัวหน้าออกพันหนึ่ง บริวารออกคนละ ๕๐๐ พวกผู้หญิงออก ๒๕๐ ทำที่ประทับของพระศาสดา มีเรือนยอดพันหลังเป็นบริวาร เมื่อทรัพย์ไม่เพียงพอ ได้ออกอีกคนละครึ่งของจำนวนเดิมที่ออกไว้แล้ว เมื่อเสนาสนะเสร็จแล้ว ได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุขตลอด ๗ วัน จัดจีวรถวายสงฆ์ ๒ หมื่นรูป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 ม.ค. 2552 , 09:13:12 น.] ( IP = 58.9.141.231 : : )


  สลักธรรม 2

ภรรยาของหัวหน้ากุฎุมพีได้ถวายผอบดอกอังกาบ และผ้ามีสีดอกอังกาบราคาพันหนึ่งแล้วกราบทูลพระศาสดาว่า

“ด้วยอานุภาพแห่งทานนี้ ขอหม่อมฉันจงมีสรีระดุจดอกอังกาบในชาติต่อไปและขอมีชื่อว่า..อโนชา”

พระศาสดาทรงอนุโมทนา

ชนเหล่านั้นทั้งหมดตายแล้วเกิดในเทวโลก มาในกาลแห่งพระพุทธเจ้า พระนามว่าโคดมของเรานี้ คนเหล่านั้นลงมาเกิดในมนุษยโลก หัวหน้ากุฎุมพีเกิดในราชตระกูลในกุกกุฎวดีนคร ต่อมาได้เป็นพระราชาพระนามว่ามหากัปปินะ คนอื่นๆ เกิดในสกุลอำมาตย์ ได้เป็นราชบริวาร ส่วนภรรยาของหัวหน้ากุฎุมพีเกิดในราชตระกูลในนครสาคละแคว้นมัททะ พระนางมีผิวดังดอกอังกาบ มีพระนามว่า “อโนชา” สมพระปณิธาน เมื่อทรงเจริญวัยแล้วได้อภิเษกกับพระราชาพระนามว่ากัปปินะแห่งกุกกุฎวดีนคร

แม้ทรงเสวยสุขในสิริราชสมบัติเยี่ยงพระราชาผู้มีปุญญาธิการ อันเคยกระทำไว้แล้วมากก็จริง แต่บูรพูปนิสัยอันเคยสั่งสมไว้กับพระรัตนตรัยคือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ คอยกระตุ้นเตือนพระทัยอยู่เสมอ ให้น้อมไปในการหน่ายกามสุข และน้อมไปในการแสวงหาเนกขัมมสุข คือความสุขอันเกิดจากธรรม

ทรงรู้สึกว่า กามสุขเจืออยู่ด้วยทุกข์ เจือด้วยความวิตกกังวล มีภัย มีเรื่องต้องหวาดระแวงมาก รูป เสียง กลิ่น รส และ โผฏฐัพพะ อันรวมกันเป็นกามคุณ (กลุ่มกาม) นั้น เมื่อมองด้วยสายตาของผู้มีปัญญาแล้ว ก็เป็นบ่วงดักสัตว์โลกให้ติดอยู่ข้องอยู่ พัวพันลุ่มหลงอยู่ ภัยพิบัติอันตรายต่างๆก็ตามมา เพราะความลุ่มหลงมัวเมาในกามสุขนั้น เหมือนเนื้อที่ติดบ่วง

พระองค์เป็นพระราชา ทรงมองเห็นตัวอย่างของประชาชนเป็นอันมาก ที่ต้องถูกจองจำทำโทษ แม้ถูกตัดสินประหารชีวิตก็มี เพราะกระทำผิดอันมีกามเป็นเหตุเป็นปัจจัย บางรายข่มขืนสตรี บางรายประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่น บางรายแย่งสามีกันทุบตีกัน บางรายมีลูกมากเกินไปหาได้ไม่พอใช้ ต้องประพฤติทุจริตในทรัพย์สินของผู้อื่น บางรายแย่งหญิงคนเดียวกัน ต้องทุบตีฆ่าฟันกัน บางรายความรักไม่สมหวัง ต้องตรอมใจจนสิ้นชีวิต หรือทำอัตฆาตกรรม ความทุกข์ความเดือดร้อนวุ่นวายเหล่านี้ ล้วนมีกามเป็นเหตุเป็นปัจจัยทั้งสิ้น

ทรงเห็นด้วยปัญญาว่าโลกของกาม เป็นโลกที่รกชัฏยุ่งเหยิง เศร้าหมองไม่ปลอดโปร่ง ความสุขที่ปราศจากกามน่าจะเป็นความสุขที่ละเอียดประณีตผ่องแผ้วไม่ต้องระแวงภัย

ใครเล่าจะเป็นผู้นำทางพระองค์ให้เดินออกไปจากรกชัฏ หรือเรียวหนามกามนี้เสียได้ ทรงทราบว่าอัครบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า หรือสาวกของพระพุทธเจ้านั่นแล สามารถชักจูงคนให้พบความสุขที่สงบประณีตไม่เจือด้วยกาม แต่บัดนี้บุคคลอย่างนั้นอุบัติขึ้นในโลกแล้วหรือไม่ ? ทรงให้ราชบุรุษเที่ยวขี้ม้าเสาะแสวงหาอยู่ แต่ยังไม่ได้ข่าวเลย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 ม.ค. 2552 , 09:18:37 น.] ( IP = 58.9.141.231 : : )


  สลักธรรม 3

วันหนึ่งพระราชาทรงม้าชื่อสุปัตต์เสด็จไปยังพระราชอุทยาน มีอำมาตย์พันหนึ่งแวดล้อมเป็นบริวาร ทอดพระเนตรเห็นพวกพ่อค้าม้าประมาณ ๕๐๐ มีอาการอ่อนเพลีย ทรงดำริว่า คนพวกนี้เดินทางมาจากเมืองไกล คงจะมีข่าวดีอะไรบ้าง จึงรับสั่งให้พวกพ่อค้ามาเข้าเฝ้า ตรัสถามเรื่องราวต่างๆ ทรงทราบว่าพวกพ่อค้านั้นมาจากเมืองสาวัตถี

“มีข่าวอะไรน่าสนใจบ้างในบ้านเมืองของท่าน ?” พระราชาตรัสถาม

“ไม่มีพะย่ะค่ะ” พ่อค้าม้าทูลตอบ “มีแต่ข่าวการเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า”

พอได้สดับว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อุบัติขึ้นในโลกแล้วเท่านั้น พระสรีระของพระราชาก็เปี่ยมล้นด้วยปีติทั้ง ๕ ทรงตื้นตันพระทัย ทรงถามซ้ำถึง ๓ ครั้ง เมื่อได้รับการยืนยันแน่นอน จึงพระราชทานทรัพย์ให้พ่อค้าม้าเหล่านั้น ๓ แสน ค่าที่นำข่าวรัตนะทั้ง ๓ มาให้ทรงทราบ

พระราชาตรัสกับอำมาตย์ทั้งหลายว่า พระองค์จักไม่เสด็จกลับเข้าสู่พระราชวังอีก จักเสด็จออกบวชในสำนักพระศาสดา อำมาตย์เหล่านั้นก็ถวายปฎิญญาว่าจะตามเสด็จด้วย พระราชาจึงส่งพระราชสาส์นถึงพระนางอโนชาเทวีว่า ให้พระนางเสวยราชสมบัติแทนพระองค์ ฝากไว้กับพ่อค้าม้าให้นำไปถวายพระเทวี พวกอำมาตย์ก็เขียนสาส์นถึงภรรยาของตนๆ เช่นนั้นเหมือนกัน

พระราชาเสด็จออกจากพระราชอุทยานมุ่งพระพักตร์สู่นครสาวัตถี แม้อำมาตย์ทั้งพันก็ตามเสด็จเช่นกัน

เช้าวันนั้น พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรวจดูอุปนิสัยของสัตว์โลกได้ทรงเห็นเรื่องราวของพระราชามหากัปปินะ และพระอุปนิสัยแห่งพระอรหัตตผล แล้วจึงเสด็จมาแต่เช้า เสด็จมาต้อนรับพระราชามหากัปปินะสิ้นระยะทาง ๑๒๐ โยชน์ ประทับนั่งเปล่งรัศมีอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคา

พระราชาเสด็จมาถึงฝั่งแม่น้ำหนึ่ง ชื่อ อารวปัจฉา เมื่อไม่มีเรือหรือแพจะข้าม จึงตรัสว่า “เมื่อพวกเรามัวคิดหาเรือหรือแพอยู่ ความเกิดย่อมนำไปสู่ความแก่ ความแก่นำไปสู่ความตาย เราไม่มีความสงสัยในคุณพระรัตนตรัย เราบวชอุทิศพระรัตนตรัย ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยนั้นขอน้ำนี้อย่าได้เป็นเหมือนน้ำเลย” ดังนี้แล้วระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า แล้วทรงขับม้าลงในแม่น้ำ พร้อมด้วยอำมาตย์พันคน ม้าทั้งหลายวิ่งไปเหมือนวิ่งบนแผ่นดิน ปลายกีบก็มิได้เปียกน้ำ

ทรงพบแม่น้ำอีกสายหนึ่ง ชื่อนีลวาหนา ทรงระลึกถึงคุณของพระธรรมว่า “พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว” เป็นต้น ข้ามแม่น้ำนั้นไปโดยนัยก่อน

เมื่อเสด็จมาถึงฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ทรงระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ว่า “พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ” เป็นต้น แล้วทรงน้อมพระมนัสอธิษฐานให้ม้าข้ามไปได้โดยนัยก่อน

เมื่อทรงข้ามแม่น้ำจันทภาคาได้แล้ว ได้ทอดพระเนตรเห็นรัศมี ๖ สี อันพุ่งจากสรีระของพระศาสดา กิ่ง ค่าคบ และใบของต้นไทรมีสีดังทองคำ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 ม.ค. 2552 , 09:23:51 น.] ( IP = 58.9.141.231 : : )


  สลักธรรม 4

พระราชาทอดพระเนตรเห็นสิ่งมหัศจรรย์ดังนั้น จึงทรงดำริว่า “แสงสว่างนี้มิใช่แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ หรือแสงสว่างแห่งเทวดามารพรหมเป็นต้น

การที่เราออกบวชอุทิศ พระมหาสมณโคดมนั้น พระองค์คงจักทรงรู้แล้วเสด็จมาต้อนรับเป็นแน่แท้” ดังนี้แล้วจึงเสด็จลงจากหลังม้า น้อมพระกายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคตามสายแห่งพระรัศมี เสด็จเข้าภายใต้พระรัศมีประหนึ่งดำลงไปในมโนสิลารส ถวายบังคมแล้ว ประทับนั่งอยู่พร้อมด้วยอำมาตย์ทั้งพันคน

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงต้อนรับและทรงแสดงอนุปุพพิกถา เมื่อจบอนุปุพพิกถาพระราชาและบริวารได้สำเร็จโสดาปัตติผล ได้ลุกขึ้นทูลขอบรรพชาอุปสมบท

พระศาสดาทรงใคร่ครวญว่า บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ของคนพวกนี้มีหรือหนอ”ทรงทราบด้วยพระญาณว่า “มีเพราะอานิสงส์ที่เคยถวายจีวรแก่ปัจเจกพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ๒ หมื่นรูป มีพระพุทธเจ้าประมุขในสมัยแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ดังนั้นการที่พวกเขาจะได้บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ จึงมิใช่ของอัศจรรย์” ดังนี้แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์ออกพรางตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุเถิด จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้สิ้นทุกข์โดยชอบเถิด”

กุลบุตรเหล่านั้น มีพระราชากัปปินะเป็นประธาน ได้บวชสมความปรารถนา ฝ่ายพวกพ่อค้าม้านำความทั้งปวงไปกราบทูลพระนางอโนชาเทวีพระนางทรงทราบแล้ว ทรงมีความรู้สึกเช่นเดียวกับพระราชา ทรงเต็มตื้นไปด้วยพระปีติโสมนัส พระราชทานทรัพย์ให้พ่อค้าม้าครั้งละ ๓ แสน ๓ ครั้ง รวม ๙ แสน รวมทั้งที่พระราชาพระราชทานด้วยเป็น ๑๒ แสน

คนเหล่านั้นได้รับทรัพย์มากถึงปานนี้ ด้วยเหตุเพียงนำข่าวการอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เท่านั้น

พระนางอโนชาเทวี ทรงดำริว่า การที่ยอมรับราชสมบัติที่พระราชาทรงสละแล้วนั้น เป็นเหมือนทรงคุกเข่าลงรับก้อนเขฬะ (น้ำลาย) ที่พระราชาบ้วนทิ้งแล้ว ใครเล่าจักทำได้ ราชสมบัตินี้ได้นำทุกข์มาให้ ไม่เพียงแต่พระราชาพระองค์เดียว แต่ได้นำทุกข์มาให้เราด้วยเหมือนกัน เราไม่ต้องการราชสมบัติ เราจักออกบวชอุทิศพระศาสดาเหมือนกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 ม.ค. 2552 , 09:28:25 น.] ( IP = 58.9.141.231 : : )


  สลักธรรม 5

ทรงแจ้งเรื่องทั้งปวงให้ภรรยาของพวกอำมาตย์ทราบ แม้ภรรยาของพวกอำมาตย์เหล่านั้น ก็พร้อมใจกันสละทรัพย์สมบัติ และเครือญาติออกบวชตามเสด็จ

เสด็จข้ามแม่น้ำทั้ง ๓ สาย ด้วยรถเทียมม้าโดยทำนองเดียวกับที่พระราชาเสด็จข้าม เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ประทับนั่งแล้วทูลถามถึงพระราชสวามีว่า เสด็จออกบวชอุทิศพระพุทธองค์ คงจะเสด็จมาที่นี่

พระผู้มีพระภาคเจ้าบันดาลด้วยฤทธิ์มิให้หญิงเหล่านั้นเห็นสามีของตนและรับสั่งว่า...“ขอท่านทั้งหลายจงนั่งฟังธรรมก่อน ท่านทั้งหลายจะได้เห็นสามีของท่าน ณ ที่นี้เอง”

หญิงเหล่านั้นมีจิตร่าเริงยินดี ว่าจักได้เห็นสามีของตน พระศาสดาทรงแสดงธรรมคือ อนุปุพพิกถา มีทานเป็นต้น ให้หญิงเหล่านั้นบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ส่วนพระมหากัปปินเถระพร้อมทั้งบริวาร ทรงสดับธรรมเทศนาที่พระศาสดาทรงแสดงแก่หญิงเหล่านั้นได้บรรลุอรหัตตผล ณ ที่นั้นเอง

พระศาสดาทรงทราบดังนั้นแล้ว ทรงคลายฤทธิ์ให้หญิงเหล่านั้นได้เห็นสามีของตนบวชเป็นภิกษุ ศีรษะโล้น นุ่งห่มผ้ากาสายะ ถ้าพวกเธอเห็นสามีก่อนได้บรรลุธรรม จิตใจจะฟุ้งซ่านไม่ดิ่งลงเป็นหนึ่ง แต่เมื่อพวกเธอได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว มีศรัทธาอันไม่คลอนแคลนแล้ว พระพุทธองค์จึงให้พวกเธอได้เห็นสามีของตน ไม่มีอันตรายในการประพฤติธรรมอีกแล้ว

หญิงเหล่านั้นขอบวช พระศาสดารับสั่งให้เดินทางไปบวชในสำนักภิกษุณีที่วัดเชตะวันกรุงสาวัตถี พระพุทธองค์เองก็ทรงพาภิกษุใหม่ประมาณพันรูป ไปสู่วัดเชตวันเหมือนกัน

บรรดาภิกษุทั้งพันรูปนั้น พระมหากัปปินเถระ จะนั่ง ยืน เดิน หรือนอน ณ ที่ใดก็ตาม เปล่งอุทานอยู่เสมอว่า “สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ”

ภิกษุทั้งหลายได้ยินดังนั้นเข้าใจว่า พระมหากัปปินะระลึกถึงความสุขในราชสมบัติ จึงเปล่งอุทานดังนั้น จึงนำความข้อนั้นกราบทูลพระศาสดา

พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้พระมหากัปปินะเข้าเฝ้าตรัสถามว่า “กัปปินะ ได้ยินว่าเธอเปล่งอุทานปรารภกามสุข และสุขในราชสมบัติจริงหรือ ?”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 ม.ค. 2552 , 09:33:17 น.] ( IP = 58.9.141.231 : : )


  สลักธรรม 6

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ! พระองค์ย่อมทรงทราบดีว่า ข้าพระองค์เปล่งอุทานเพราะปรารภกามสุขหรือไม่”

พระพุทธองค์ทรงทราบจริง จึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ! มหากัปปินะบุตรของเราเปล่งอุทานหาใช่เพราะปรารภกามสุขไม่ แต่เพราะว่าปรารภเนกขัมมสุข นิพพานสุขจึงเปล่งอุทานเช่นนั้น” ดังนี้แล้วพระพุทธภาษิตว่า

“ผู้อิ่มเอิบในธรรม มีใจผ่องใสย่อมเป็นสุข บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยะเจ้าประกาศแล้ว”

ดูก่อนภราดา คนเราทุกคนรักความสุข ชังความทุกข์ เมื่ออยู่ก็อยากอยู่อย่างเป็นสุข เมื่อตายขอให้ตายอย่างเป็นสุข การกระทำทุกๆ อย่างของมนุษย์เราก็เพื่อให้ได้รับความสุขเป็นผลตอบแทน ความสุขเป็นความพอใจอย่างสูงสุดของมนุษย์

มองเผินๆ ดูเหมือนว่ามนุษย์เรามีความต้องการมาก มีจุดประสงค์ในชีวิตหลายอย่าง แต่ความจริงแล้ว การกระทำเหล่านั้น เพียงเพื่อให้บรรลุถึงความสุขอันเขาต้องการนั่นเอง อาจเป็นเพื่อความสุขในปัจจุบัน หรือในอนาคตที่เขาหวังไว้ มนุษย์เราจึงไม่ชอบคนที่ทำลายความสุขของเขา

การศึกษา การทำงาน ความรัก และการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมเป็นต้น ก็ด้วยมุ่งความสุขเป็นผลตอบแทน อาจเป็นความสุขส่วนตัว หรือผู้ที่ตัวรักหรือความสุขของคนทั่วไป แต่ผลแห่งการกระทำอย่างนั้นก่อให้เกิดความสุขใจแก่ตน อย่างน้อยตนก็พอใจที่ได้ทำอย่างนั้น

บ่อเกิดแห่งความสุข ความพอใจ มีหลายอย่างและหลายระดับ เราจึงได้เห็น คนแสวงหาความสุขในทางต่างๆ กัน บางคนแสวงหาความสุขทางกาม เรียกกามสุข

บางคนแสวงหาความสุข ความพอใจด้วยการบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม บางคนแสวงหาความสุขจากการประพฤติธรรม เพื่อให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส ได้รับความสุขจากการประพฤติเช่นนั้น ท่านเรียกว่า ธรรมปิติ และนิพพานสุขโดยลำดับ

รวมความโดยย่อว่า โลกียสุขอย่างหนึ่ง โลกุตตรสุขอย่างหนึ่ง มีความสุขอันเกิดจากธรรมเป็นต้น

โลกียสุขทุกอย่าง มีความสุขอันเกิดแต่กามเป็นต้น ย่อมเจืออยู่ด้วยทุกข์ไม่มากก็น้อย เป็นความสุขที่ไม่ค่อยปลอดภัยนัก ส่วนความสุขอันได้จากการปฏิบัติธรรมจนใจสงบปราศจากนิวรณ์ เป็นความสุขอันไม่เจือด้วยโทษ มีความปลอดภัย

ธัมมปิติเช่นนี้มนุษย์ทั่วไปไม่เคยได้รับ เป็นความสุขอันผ่องแผ้วประณีตกว่า เป็นธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศไว้ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมพอใจความสุขอันเกิดแต่ธรรม รังเกียจความสุขทางกามอันปุถุชนพากันหลงใหลมัวเมากันนัก จนถึงต้องทำความชั่วเพราะกามเป็นเหตุ เป็นปัจจัยก็มีอยู่เนืองๆ


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 ม.ค. 2552 , 09:39:38 น.] ( IP = 58.9.141.231 : : )


  สลักธรรม 7

อวสานกถา


“ดูก่อนภราดา !” พระภิกษุชรากล่าวเมื่อทิวากรเริ่มจะอัสดงคต ณ ขอบฟ้าด้านตะวันตก “ข้าพเจ้าได้นำเรื่องของท่านผู้สละโลกมาเล่าสู่ท่านฟังเป็นเวลานานหลายวันวันละเล็กวันละน้อย ตามกำลังและโอกาส ข้าพเจ้าคิดว่า เรื่องของท่านผู้มีใจเด็ดเดี่ยวยอมสละโกลียสุข ซึ่งสละได้โดยยากนี้ จะเป็นทิฏฐานุคติและเป็นกำลังใจแก่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความหลุดพ้นอันไม่กำเริบอีก (อกุปฺปาเจโตวิมุตติ)

“ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ! อันศาสนาหรือพรหมจรรย์นั้น จะสำเร็จผลได้กว้างขวางก็ต่อเมื่อประกอบด้วยองค์ ๕ ดังที่พระศาสดาตรัสไว้ คือ

๑.มีพระศาสดาที่เป็นเถระ บวชนาน

๒. มีภิกษุสาวกที่เป็นเถระ มีความรู้เชี่ยวชาญเป็นผู้แกล้วกล้า บรรลุธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ สามารถจะกล่าวพระสัทธรรมได้โดยชอบ สามารถแสดงธรรมได้อย่างน่าอัศจรรย์ สามารถแก้ข้อข้องใจข้อกล่าวหา (ปรัปวาท) ของผู้อื่นได้

๓. มีภิกษุณีสาวิกาที่มีความสามารถเช่นเดียวกัน

๔. มีอุบาสกทั้งประเภทพรหมจารีและประเภทครองเรือนที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน

๕. มีอุบาสิกาทั้งประเภทพรหมจาริณีและประเภทครองเรือนที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน
เพียงแต่ขาดอุบาสิกาประเภทครองเรือนเสียอย่างเดียว พรหมจรรย์หรือศาสนาก็ไม่ชื่อว่าเจริญบริบูรณ์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 ม.ค. 2552 , 09:44:06 น.] ( IP = 58.9.141.231 : : )


  สลักธรรม 8

“ดูก่อนภราดา ! ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจักเป็นกำลังอันสำคัญของพระพุทธศาสนา ก็การประกาศสิ่งใดเล่า
จะประเสริฐเท่าการประกาศธรรม การปฏิบัติสิ่งใดเล่าจะประเสริฐเท่าการปฏิบัติธรรม และการบรรลุอะไรเล่าจะประเสริฐเท่าการบรรลุธรรม


“เราทั้งหลายจะต้องสถาปนาธรรมขึ้นในโลก เพื่อโลกจักได้ร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากธรรมเสียแล้วโลกย่อมร้อนระอุแห้งผาก เสมือนนาข้าวอันหาน้ำหล่อเลี้ยงมิได้

“ดูก่อนภราดา ! คิดให้ดีแล้ว ท่านผู้สละโลกทั้งหลายนั้น ท่านสละโลกเพื่อโลกนั่นเอง หาใช่เพื่อใครไม่ ท่านสละโลกไปชั่วคราวเพื่อกลั่นตัวให้บริสุทธิ์ ให้มีคุณสมบัติดีเพื่อทำประโยชน์แก่โลกนั่นเอง

ท่านจงดูเถิด-ดูน้ำทะเลที่ระเหยขึ้นไปกลั่นตัวเองให้บริสุทธิ์แล้วกลับลงมาทำประโยชน์แก่พื้นดินและพืชพันธุ์ทั้งหลาย รวมทั้งสัตว์จตุบททวิบาทด้วย

“พระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย และพระมหาสาวกมีพระสารีบุตรเป็นต้น ก็เป็นเช่นน้ำทะเลนั้น ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ฝึกตนได้แล้ว อาศัยความกรุณาฝึกผู้อื่นด้วย เหมือนน้ำสะอาดช่วยชำระล้างสิ่งโสโครกทั้งหลายให้หมดมลทินฉะนั้น

“บุคคลผู้หมกหมุ่นอยู่ในโลก จมอยู่ในโลกยากที่จะทำประโยชน์แก่โลกได้ เพราะพวกเขามีความเห็นแก่ตัวอย่างเหนียวแน่น เพ่งมองแต่ประโยชน์และความสุขของตัว เรียกว่า “เห็นแก่ตัว” ไม่เห็นผู้อื่น หรือเห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่คนอื่น อะไรที่เป็นประโยชน์แก่ตัว แม้รู้ว่าชั่วก็ยังพอใจทำ ส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นนั้น แม้รู้ว่าดีก็ไม่อยากทำ

คนที่หมกมุ่นอยู่กับโลก จึงไม่ค่อยรู้จักความเสียสละที่แท้จริง รู้จักแต่ความเสียสละแบบเกี่ยวเหยื่อตกปลา จึงไม่ค่อยได้ความสุขใจในการทำความดีหรือในการเสียสละนั้น บางคนเป็นเพราะไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ในเรื่องความดี บางคนเป็นเพราะมีอาสวะหนาแน่นเกินไป ทั้งนี้เพราะมิได้สดับธรรมของพระอริยะ ใจจึงมืดมนไร้ปัญญาจักษุ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 ม.ค. 2552 , 09:49:34 น.] ( IP = 58.9.141.231 : : )


  สลักธรรม 9

“ภราดา ! จะมีภารกิจใดเล่าประเสริฐกว่าการสอนธรรม เพราะการสอนธรรมเป็นการให้ปัญญาจักษุแก่มนุษย์

ผู้ได้ปัญญาชื่อว่าได้ทุกอย่างทั้งมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติ อันเป็นเครื่องระงับดับทุกข์ทั้งปวง เป็นการปลดเปลื้องภาระอันหนักที่ติดตามมนุษย์มาตลอดสังสารวัฏอันยาวนาน

“แต่ผู้สอนธรรมนั้น ต้องไม่เพียงแต่สอนจากริมฝีปาก ต้องให้ธรรมนั้นออกจากใจของตน ให้บานออกมาจากข้างใน –ออกมาจากความรู้สึกอันแท้จริงของตน

“ไปเถิด ภราดา ! ไปตีกลองธรรม (ธรรมเภรี) ให้ผู้มีโสตได้ยิน ไปส่องประทีปธรรมในที่มืดคือโลกอันมืดอยู่ด้วยโมหะนี้ เพื่อผู้มีปัญญาจักษุจักได้มองเห็นความจริง

ภราดา ! ท่านเป็นผู้ถอนตนขึ้นจากโลกแล้ว คือมีใจไม่พัวพันด้วยโลก จึงเป็นผู้สมควรบำเพ็ญประโยชน์แก่โลก เพราะผู้จะสามารถบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกได้แท้จริง ก็คือผู้สละโลกนั่นเอง หาใช่ผู้จมอยู่ในโลกไม่”

ภิกษุปูนมัชฌิมวัยชื่นชมต่อภาษาของภิกษุชรา ลุกขึ้นอภิวาทด้วยความเคารพ ขณะที่นั่งกระโหย่งประนมมืออยู่นั่นเอง กล่าวว่า

“ท่านผู้เจริญ ! ภาษิตของท่านน่าชื่นชม ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าพเจ้าขอจำภาษิตของท่านไว้เป็นแนวทางดำเนินชีวิต ทั้งเพื่อตนและเพื่อผู้อื่นตลอดไป”

ทินกรลับขอบฟ้าไปแล้ว เสมือนม่านดำธรรมชาติถูกดึงลง ยังความมืดให้แผ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป แต่ดวงใจของภิกษุทั้งสองคงสว่างสดใสด้วยแสงสว่างคือปัญญา อันไม่มีแสงสว่างอื่นยิ่งกว่า

อวสานเรื่อง ผู้สละโลก




โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 ม.ค. 2552 , 09:58:21 น.] ( IP = 58.9.141.231 : : )


  สลักธรรม 10

สะดุดตากับคำว่า ..มนุษย์เราจึงไม่ชอบคนที่ทำลายความสุขของเขา ... นับเป็นรากฐานสำคัญของปัญหาระหว่างบุคคลเลยทีเดียว

มีความรู้สึกที่ดีและไม่ดีในส่วนที่เกี่ยวกับข้อบกพร่องของตนเองที่ขาดความเพียรในการปรพฤติปฏิบัติ รวมทั้งข้อคิดสำหรับดำเนินชีวิตได้เกิดขึ้นมากจากการอ่านนี้

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ ที่นำมาให้อ่านตั้งแต่บทแรกจนถึงบทอวสาน สาธุ สาธุ สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ม.ค. 2552 , 11:11:21 น.] ( IP = 125.27.176.122 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org