มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


นครนอกพิภพ






นครนอกพิภพ
โดย
ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ผู้ที่ศึกษาในวิชาการทางโลกมามากๆ เมื่อพูดถึงสวรรค์ นรก ก็จะหาว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เป็นเรื่องของคนที่มีความเชื่องมงาย หรือเป็นบุคคลจำพวกหลงศาสนา แต่ตัวเอง ( คือผู้ว่า ) ไม่เคยศึกษาศาสนาให้เข้าใจเลย

บางคนศึกษาพระพุทธศาสนามาบ้าง แต่ยังไม่ได้ศึกษาในขั้นละเอียด ก็พูดหรือเขียนธรรมะเรื่องสวรรค์ นรก ให้หันเหไปในทางโลก เช่นว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ หรือว่าสวรรค์ก็ได้แก่ที่อยู่ของคนที่ประพฤติตัวดี มีศีลธรรม จิตใจผ่องใส มีความสุข แล้วยกปราสาทราชวังขึ้นมาตั้งว่า คนที่เกิดในปราสาทราชวังนั้นคือผู้อยู่ในสวรรค์

ส่วนนรกก็ได้แก่ที่อยู่ของคนที่ประพฤติตัวไม่ดี ไม่มีศีลธรรม จิตใจเศร้าหมอง แล้วยกเอาคุก เอาตะรางขึ้นมากล่าว เพราะคนที่ถูกกักขังอยู่ในเรือนจำย่อมเดือดร้อน

แต่ความจริง คนที่อยู่ในปราสาทราชวังมีความทุกข์ ความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่งก็มี และคนที่อยู่ในเรือนจำ บางคนมีความสุขความสบาย จนไม่อยากจะออกมาภายนอกก็มีมิใช่น้อย

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [26 ม.ค. 2552 , 22:38:42 น.] ( IP = 118.173.33.47 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



การที่มีผู้พูดและผู้เขียนเรื่องนรกสวรรค์ไปเช่นนี้ ก็เพราะเห็นว่านรกสวรรค์นั้นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ โดยตัวของตัวเองไม่ได้ศึกษาสภาวธรรมให้เข้าใจ ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมให้ละเอียดมาก่อนเลย แล้วก็ลงความเห็นไปตามความคิดแบบโลกๆของตนเอง เพื่อให้สอดคล้องต้องกันกับความคิดเห็นของคนทั่วไป การกระทำดังนี้นับว่าเป็นภัยแก่พระพุทธศาสนามิใช่น้อย

การแสดงเรื่องของนรกสวรรค์นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้เป็นอันมาก มีอยู่ทั่วไปในพระไตรปิฎก เฉพาะพระอภิธรรมปิฎกนั้น มีอยู่มิใช่น้อย ผู้ใดได้ศึกษาพระอภิธรรมแล้ว ก็หนีเรื่องของนรก สวรรค์ไปไม่พ้น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องนรก-สวรรค์นั้น พระองค์มิได้ทรงยกขึ้นมาสอน เพื่อจะหลอกให้คนกลัวที่จะได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในเมืองนรก แล้วจะได้ไม่กล้ากระทำบาป จะได้ไม่เบียดเบียนกัน แล้วมีสวรรค์อันเป็นที่อยู่ของเทวดานางฟ้า ซึ่งสวยงามและมีความสมบูรณ์พูนสุขทุกประการ มาเป็นเครื่องล่อใจให้กระทำแต่ความดี มนุษย์จะได้อยู่ร่วมกันโดยสันติ

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [26 ม.ค. 2552 , 22:45:12 น.] ( IP = 118.173.33.47 : : )


  สลักธรรม 2



ผู้ใดมีความเข้าใจเช่นนี้ก็ย่อมแสดงว่า ยังมิได้ศึกษาพระอภิธรรมมาให้ดีพอ และเป็นการหมิ่นพระสัพพัญญุตญาณ พระปัญญาอันประเสริฐของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนสภาวธรรมไว้ทั้งสิ้น เป็นความจริงแท้ๆ ล้วนแต่ยกเอาธรรมชาติที่เกิดขึ้นและเป็นไปมาแสดง มิใช่พระองค์คิดนึกเอาเองตามอารมณ์ เพื่อจะให้ใครหลงเชื่อ มิใช่ทรงสั่งสอนตามเชื้อชาติหรือศาสนาไหน และมิใช่สอนไปตามความเชื่อหรือความไม่เชื่อของผู้ใด หรือตามความเข้าใจของใคร

หากแต่สอนตามธรรมชาติของความจริงแท้ ความจริงเป็นอย่างไรก็สอนไปอย่างนั้น เหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงไม่เก่า ไม่ล้าสมัย และเวลาสักกี่หมื่นกี่แสนปีต่อไป ก็ไม่ต้องแก้ไข รอคอยผู้ใดที่มีปัญญาบารมีให้เข้ามาค้นคว้าหาความจริง

สภาวธรรมบางอย่างเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก ยากที่สามัญชนทั้งหลายจะเข้าใจได้ นอกจากจะได้ศึกษาโดยละเอียดเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้เป็นหนักหนาว่า อย่าเป็นคนเชื่ออะไรงมงายโดยปราศจากเหตุผล อย่าเชื่อตามๆกันมา หรืออย่าเชื่อว่าคำสอนนี้เป็นคำของครูอาจารย์คนไหน แต่ให้ใช้ความคิดพิจารณาในเหตุผลให้ประณีต

ยิ่งกว่านั้น พระองค์ก็ยังได้ท้าทายไว้เสมอๆว่า ขอให้เข้ามาศึกษาค้นคว้า และพิสูจน์ให้เห็นความจริงในหลักธรรมที่พระองค์ค้นพบ แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามิได้ศึกษาค้นคว้าให้เข้าไปถึงแก่นแล้ว ก็จะได้แต่เหตุผลที่ตื้นๆเผินๆเท่านั้นเอง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [26 ม.ค. 2552 , 22:50:17 น.] ( IP = 118.173.33.47 : : )


  สลักธรรม 3



เมื่อผมได้กล่าวมาถึงเพียงนี้ ก็อาจมีผู้อ่านบางท่านตั้งคำถามขึ้นในใจว่า เรื่องของนรกและสวรรค์นั้นพิสูจน์กันได้ด้วยหรือ จะพิสูจน์กันอย่างไรเล่า ?

พระพุทธศาสนาแตกต่างกับศาสนาอื่นๆ ที่ชักชวนให้ผู้ที่ไม่เชื่อถือเข้ามาศึกษา และพิสูจน์ให้เห็นความจริงเสียก่อน ทั้งๆที่บางเรื่องสามัญชนทั้งหลายเห็นว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ มองไม่เห็นเลยว่าจะพิสูจน์กันได้อย่างไร

พระพุทธศาสนาสอนให้ค้นคว้าให้พบความจริงเสียก่อนแล้วจึงเชื่อ ซึ่งผิดกับศาสนาอื่นบางศาสนาที่สอนให้คนเชื่อเสียก่อน ส่วนความจริงนั้นไม่จำเป็นต้องค้น

พระพุทธศาสนาสอนให้ช่วยตัวเอง แต่ศาสนาอื่นบางศาสนาสอนให้อ้อนวอนคารวะ หรืออ้อนวอนผู้ยิ่งใหญ่บนสรวงสวรรค์ให้ประทานความสุขให้แก่ตน

ด้วยเหตุที่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีเหตุผลข้อเท็จจริงพร้อมเช่นนี้เอง ชาวตะวันตกเป็นอันมาก จึงได้ทอดทิ้งลัทธิเดิมของตนแล้วหันเห มาศึกษาปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นทุกวัน

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [26 ม.ค. 2552 , 22:55:17 น.] ( IP = 118.173.33.47 : : )


  สลักธรรม 4



ผมเองเมื่อยังมิได้ศึกษาพระพุทธศาสนา หรือเพิ่งศึกษาใหม่ๆ ก็ไม่เคยเชื่อเรื่องสวรรค์หรือนรกเลย เห็นไปว่าเป็นความเชื่อของคนโบราณ ไม่ใช่คนในสมัยวิทยาศาสตร์ ซึ่งความเชื่อทั้งหลายย่อมจะต้องได้รับการทดลองพิสูจน์ให้เห็นความจริงได้ ดังนั้น เมื่อมีผู้หลักผู้ใหญ่มาพูดเรื่องนรกสวรรค์กับผม แม้ผมมิอาจกล่าวคัดค้านท้วงติงด้วยวาจา ด้วยความเกรงใจ แต่ผมก็นึกขำอยู่ในใจ หรือนึกสงสารผู้พูดเป็นกำลังว่าช่างเชื่อง่ายดายเสียเหลือเกิน

ศาสนาส่วนมากในโลกนี้ บัญญัติเรื่องนรกสวรรค์ขึ้นก็โดยความประสงค์ของศาสดาแต่ละศาสนา เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ประการหนึ่ง คือ ความปรารถนาที่จะให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยปราศจากการเบียดเบียนกัน กล่าวง่ายๆก็คือปรารถนาให้มนุษย์มีความสุข แต่มนุษย์ทั้งหลายถูกครอบคลุมไว้ด้วยกิเลส ตัวการที่ทำให้เร่าร้อน อันซ่อนเร้นอย่างมิดชิดอยู่ในจิตใจ เฉพาะอย่างยิ่งตัวโลภะตัณหา อันได้แก่ความปรารถนา หรือความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ

ความปรารถนาซึ่งเป็นเสมือนพืชโลภะนี้ ได้รับดินอันอุดมสมบูรณ์ ได้รับความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ต้นพืชโลภะก็นับวันแต่จะงอกงามแตกกิ่งก้านสาขาออกไปทุกที ความปรารถนาอันไม่มีขอบเขตของมนุษย์นี้เอง ที่เป็นต้นเหตุให้มนุษย์ต้องตกอยู่ในความเบียดเบียนกันทั่วไปทุกหนทุกแห่ง เป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม และที่เป็นต้นเหตุแห่งการรบราฆ่าฟันกันตายไปทั่วโลก ตราบใดที่ยังมิได้ขุดรากเหง้าถอนโคนมันขึ้นมา ตราบนั้นสันติอันแท้จริงก็จะอยู่สุดเอื้อม

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [26 ม.ค. 2552 , 23:00:59 น.] ( IP = 118.173.33.47 : : )


  สลักธรรม 5



ศาสดาทั้งหลายผู้มีสายตาอันไกล ได้มองเห็นความจริงข้อนี้แล้วด้วยความปรารถนาที่ดี ด้วยเจตนารมณ์อันเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาที่บริสุทธิ์ จึงได้วางกฏของศีลธรรมลงไว้ แต่ก็หาได้สกัดกั้นการเบียดเบียนกันให้สะดุดหยุดลงได้ไม่ แม้จะสอดแทรกความจริงถึงนรกอันเป็นดินแดนของความทุกข์ทรมาน และสวรรค์อันเป็นดินแดนของความบรมสุขลงไว้ด้วยก็ตาม

มนุษย์สมัยนี้มีความรู้ความฉลาดในวิทยาการทางโลกทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นฝ่ายวัตถุมากขึ้น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ช่วยคลี่คลายความลึกลับต่างๆของธรรมชาติ อันมนุษย์สมัยก่อนเห็นเป็นมายา เห็นเป็นเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อภินิหาร ออกมาให้โลกได้ประจักษ์มากมาย จากการทดลองพิสูจน์ของนักวิทยาศาสตร์ จนหมดหนทางที่ผู้ใดจะโต้แย้งหรือคัดค้านได้

ด้วยเหตุนี้ เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ อันเร้นลับพิสดาร ซึ่งศาสดาของแต่ละศาสนาได้วางไว้อย่างสวยงามตามความเป็นจริง เพื่อหวังให้มนุษย์หวั่นเกรง กลัวตกนรกในเมื่อกระทำในสิ่งที่ไม่ดี จึงไร้ความหมายลงไปทุกที

คนในสมัยนี้เห็นว่าการเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ ก็เหมือนกับคนในสมัยโบราณเชื่อว่า คนเป็นโรคอหิวาต์ตายก็หาว่าเป็นผีชนิดหนึ่งมากิน และเห็นฟ้าแลบฟ้าผ่า ก็เชื่อว่าเป็นด้วยอำนาจของเทพเจ้าบันดาล เพราะนรก สวรรค์ ไม่สามารถนำเอามาตีแผ่ให้เห็นความจริงเหมือนทางวิทยาศาสตร์ได้

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย ธัญธร...นำมาฝาก [26 ม.ค. 2552 , 23:08:31 น.] ( IP = 118.173.33.47 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณค่ะพี่ธัญธร
เรื่องของสวรรค์ นรก เมื่อได้ศึกษา ก็เป็นประโยชน์ที่จะไม่ทำชีวิตให้ตกต่ำไปกว่านี้

โดย น้องอุ๊ [28 ม.ค. 2552 , 19:04:36 น.] ( IP = 125.24.69.113 : : )


  สลักธรรม 7

เพิ่งจะมีโอกาสดีเข้ามาอ่าน ขอบพระคุณมากค่ะที่เสียสละเวลานำธรรมะดีๆมาให้อ่านอยู่เสมอ ...อนุโมทนาค่ะพี่ธัญธร

โดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.พ. 2552 , 12:57:56 น.] ( IP = 125.27.170.87 : : )


  สลักธรรม 8


มาตามอ่านค่ะ

ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [19 ก.พ. 2552 , 09:45:26 น.] ( IP = 124.121.173.120 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org