| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
นครนอกพิภพ (๕)
![]()
นครนอกพิภพ
โดย
ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
เมื่อสถานที่แห่งใดไม่เหมาะแก่สัตว์ชนิดใด หรือสัตว์ชนิดไหนมิได้ปรับปรุงตัวเองให้สมคล้อยไปตามธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมแล้ว สัตว์ชนิดนั้นก็จะล้มหายตายจากไป ดังสัตว์โบราณหลายชนิดได้สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ก็ย่อมจะต้องมีสัตว์ที่เหมาะสมพร้อมที่จะเผชิญชีวิตอยู่ในโลกได้ แม้จะแร้นแค้นฝืดเคือง หรือจะทุกข์ทรมานอย่างไร สัตว์ทั้งหลายก็ย่อมจะดิ้นรนต่อสู้ปรับปรุงตัวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม และพยายามรักษาชีวิตของตนไว้อย่างสุดกำลัง
ด้วยเหตุเหล่านี้ เราจึงได้เห็นสัตว์แปลกๆต่างๆอยู่ได้ในที่ๆไม่น่าจะอยู่ได้เลยเป็นอันมาก ไม่ว่าทางขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ที่หนาวที่สุด หรือในภาคกลางที่แห้งแล้งและร้อนจัดที่สุด ในอากาศหรือใต้พื้นแผ่นดินที่ลึกๆ แม้ในที่ๆมีออกซิเจนมาก หรือในที่ออกซิเจนมีน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย ตลอดไปจนก้นมหาสมุทรอันมืดมิดที่แสงของดวงอาทิตย์ผ่านลงไปไม่ถึง
ในโลกของเรานี้เองแท้ๆ เราก็เห็นสัตว์ที่มีรูปลักษณะความเป็นอยู่ ความเป็นไปแตกต่างกันมากมายจนไม่น่าเชื่อเช่นนี้ ก็แล้วเหตุไฉนเล่าสัตว์ที่อยู่ในโลกอื่น ซึ่งเป็นมหานครนอกพิภพห่างไกลกันจนมีระยะทางเดินเป็นปีแสงจึงจะมีสัตว์อุบัติขึ้นในมหานครเหล่านั้นได้เหมือนกัน ก็เหตุไฉนเล่าจะไม่มีสัตว์ที่มีรูปลักษณะ มีความเป็นอยู่ มีความเป็นไปที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ อันเราไม่สามารถสร้างภาพโดยจินตนาการไปให้ใกล้ชิดได้เลยอาศัยอยู่เล่า
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 ม.ค. 2552 , 18:05:08 น.] ( IP = 118.173.41.206 : : )
สลักธรรม 1
ผู้ที่ได้ศึกษาเรื่องจิต เจตสิก รูป จากพระอภิธรรมปิฎกในขั้นละเอียด ก็จะทราบว่า อำนาจจิตนั้นมีกำลังความสามารถเพียงใด อำนาจของสมาธิจากผู้ที่ฝึกจิตมาดีแล้วจนได้ถึงฌานชั้นสูง จนได้อภิญญาจะใช้การได้ถึงขนาดไหน อำนาจของพระสัพพัญญุตญาณที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีนั้น มีความมหัศจรรย์เกินสามัญชนทั้งหลายเข้าใจกันมากอย่างไร
เพราะด้วยอำนาจของจิตนั้นจะมีกำลังเกินกว่ากล้องที่ดีที่สุดที่โลกเรามีอยู่ จะแจ่มใสชัดเจนยิ่งกว่ามองเชื้อโรคด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่ขยายได้หลายพันเท่า เพราะอำนาจของจิตสามารถเห็นได้จริงๆเหมือนเรามองดูของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่โตๆที่อยู่ต่อหน้าต่อตาในขณะที่พระอาทิตย์กำลังส่องแสงแรงกล้า ไม่มีป่าไม้ ไม่มีภูเขา ไม่มีกำแพงแห่งใดแห่งหนึ่งที่ขวางกั้นได้ และไม่ว่าจะไกลแสนไกลอย่างไร
ทั้งนี้มิใช่เป็นการสร้างภาพขึ้นลอยๆของจิต เหมือนการนิมิตหรือความฝันที่มาหลอกคนเขลาให้เข้าใจผิด ผู้ศึกษาเรื่องจิตเข้าใจดี ย่อมจะทราบได้ว่าอะไรเป็นภาพนิมิตที่ใจวาดขึ้น หรือเป็นความฝัน อะไรเป็นความจริงอันประจักษ์ชัดแน่นอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้ทรงบกพร่อง หรือทอดทิ้งช่องโหว่เอาไว้โดยมิได้วางบทพิสูจน์ให้เลย ( พระอภิธรรมมีตัวเลขควบคุมเอาไว้ทั่วไปทั้งหมด )
การศึกษาเรื่องจิต เจตสิก รูป ให้ละเอียด ก็พอจะเข้าใจความจริงของเรื่องนรก สวรรค์ได้บ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สัพพัญญุตญาณอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ฌานได้อภิญญาเหมือนพระอรหันต์บางองค์ และฤาษีชีไพรบางท่าน และถึงแม้จะมองเห็นโดยตรงไม่ได้ก็จริง แต่ผู้ศึกษาก็จะเข้าใจได้เหมือนกับว่าอาหารที่เรากินเข้าไปในท้องของเรานั้น เราก็ไม่เห็นเลยว่าไปทำงานกันอย่างไรบ้าง แต่เราก็ย่อมทราบแน่นอนว่า มันเข้าไปย่อยจนละเอียด แล้วสามารถส่งออกมาเลี้ยงร่างกายให้เจริญเติบโตได้
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 ม.ค. 2552 , 18:10:27 น.] ( IP = 118.173.41.206 : : )
สลักธรรม 2
โลกของเราปัจจุบันนี้มีมนุษย์หลายพันล้าน ต่างก็ค้นคว้าศึกษาได้เรื่องราวใหม่ๆแปลกๆเป็นอันมาก และการค้นคว้าของมนุษย์ก็มิได้หยุดยั้งเลยตลอดมา ตั้งแต่สมัยหิน สมัยเพาะปลูก สมัยเหล็ก มาจนถึงสมัยปรมาณูนี้ เวลาก็เนิ่นนานมามิใช่น้อยแล้ว แต่ถึงดังนั้นก็ดี โลกก็ยังมีสิ่งต่างๆให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตขุดค้นมาได้อีกมากมายนัก ความลับดำมืดที่ยังครอบคลุมโลกนี้อยู่ ก็มีอยู่มากมายสุดที่จะพรรณนา
เมื่อโลกยังมีสิ่งที่น่ารู้น่าศึกษาอีกมากมาย ศึกษากันไม่หวาดไม่ไหวเช่นนี้แล้ว ก็เหตุไฉนเล่า เราจึงจะมัวเที่ยวค้นคว้าวิชาการที่ว่าด้วยมนุษย์และสัตว์ในพิภพอื่นๆอีกอย่างไม่รู้จบเล่า เหตุไฉนจึงไม่ค้นคว้าหาความจริงจากชีวิตของตนเองเล่า
การศึกษาเรื่องของชีวิตให้เข้าใจ ก็จะได้ประโยชน์มาก เพราะจะได้ไม่ทำให้ผู้ศึกษาตกอยู่ในความประมาทในเรื่องปัญหาของชีวิต โดยมีความเชื่ออันเป็นมิจฉาทิฏฐิ ( ความเห็นผิด ) อีกต่อไป ว่าเกิดหนเดียวตายหนเดียว
และการศึกษาดังกล่าวนี้ก็จะทำให้เข้าใจเรื่องของชีวิตอย่างกว้างขวาง จะทำให้เฉลียวฉลาดในเรื่องชีวิต ทำให้เห็นภัยในวัฏฏะ คือเกิดแล้วเกิดอีก เวียนไปเวียนมาอยู่ในภูมิต่างๆ แล้วจะได้เป็นกำลังผลักดันให้การศึกษาเล่าเรียนในเรื่องของชีวิตเพิ่มยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดการกระทำเหตุที่สำคัญสูงสุด นั่นก็คือ การที่จะต้องพบกับการเกิดแล้วเกิดอีกหมุนเวียนอยู่ไม่รู้จบซึ่งเป็นภัยอันน่าเกรงขามนี้ ให้สะดุดหยุดลงได้ในที่สุด
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 ม.ค. 2552 , 18:14:00 น.] ( IP = 118.173.41.206 : : )
สลักธรรม 3
ตามธรรมดาถ้าพูดถึงเทวดานางฟ้าแล้ว ผู้ฟังส่วนมากต่างก็พากันเข้าใจว่า เทวดานางฟ้านั้นจะต้องสวยสดงดงาม การกินอยู่ก็มีอาหารทิพย์อันประณีต ที่อยู่อาศัยก็ต้องประกอบไปด้วยปราสาท ๗ ชั้น ทำด้วยแก้วมณีอันหาค่ามิได้ แวดล้อมด้วยเทพธิดาจำนวนร้อยๆ พันมาบำเรอ จะมีแต่ความสุขสนุกสนานอย่างสุดแสน
เรื่องเหล่านี้ถ้ามิได้ศึกษาให้เข้าใจแล้ว ก็จะมีความเชื่อเหมือนเทพนิยายปรัมปราที่ผู้ใดผู้หนึ่งเรียบเรียงไว้ให้อ่านกันเล่นสนุกๆ เพื่อประเล้าประโลมใจให้ชื่นบาน เป็นจินตนาการของนักประพันธ์ผู้มีแต่ความเพ้อฝัน หรือเป็นของผู้บัญญัติศาสนาสร้างให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา กล่าวอ้างเทวดานางฟ้าไว้เป็นเครื่องล่อให้กระทำแต่ความดี ด้วยหวังว่าจะได้ขึ้นไปอยู่สุขสบายในเมืองสวรรค์
บางท่านเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่บางท่านก็เชื่อเอาอย่างมั่นคงว่าเทวดามีจริงๆ โดยมิได้ค้นคว้าอย่างใดเลย และมีอีกบางท่านเหมือนกันที่คิดว่าเชื่อเอาไว้ก่อน เผื่อว่าจะมีจริงๆ ใครบ้างจะรู้ ถ้ามีขึ้นจริงๆจะได้ไม่ขาดทุน
ถ้าสังเกตมนุษย์ในโลกนี้ก็จะเห็นได้ว่า ความเป็นอยู่และความเป็นไปของมนุษย์แตกต่างกันมากราวกับฟ้าราวกับดิน บางคนอยู่ในปราสาทราชวังอันสวยงามราคาแพง จะต้องการกินต้องการใช้ของดีวิเศษอะไร ถ้ามีในโลกมนุษย์แล้วจะต้องได้ แต่บางคนกลับอยู่ในกระท่อมห้องหอเล็กๆแคบๆ ที่มุงด้วยแฝกเก่าๆ และมีรูรั่วอยู่ทั่วไป เมื่อฝนตกลงมาก็ต้องลุกขึ้นนั่ง ส่วนอาหารการกินหรือของใช้นั้นเล่า เลวเท่าไรก็ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ค่อยจะได้กินได้ใช้
บางคนมีเงินมีทองมากเสียจนไม่ทราบว่าจะเอาไปทำอะไร แต่บางคนไม่มีเงินไม่มีทองที่จะทำอะไรได้เลย จะกินให้อิ่มแต่ละครั้งก็ยังแสนยากยิ่ง
บางคนมีรูปร่างสวยงามเป็นเสน่ห์ ใครเห็นก็ชอบก็รัก แต่บางคนแทบจะมองดูอยู่ไม่ไหวด้วยหาที่ดีเกือบไม่ได้
บางคนก็มีความประพฤติประเสริฐ แทบจะหารอยด่างดำไม่พบ แต่บางคนมีความประพฤติเลวสิ้นดี จนแม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังทำชั่วไม่ได้เท่า
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 ม.ค. 2552 , 18:20:27 น.] ( IP = 118.173.41.206 : : )
สลักธรรม 4
การที่สัตว์ทั้งหลายมีความเป็นอยู่ ความเป็นไป แตกต่างกันมากมายเช่นนี้ ก็เพราะด้วยอำนาจของกรรม คือการกระทำทั้งในอดีตและปัจจุบันนั่นเอง ที่ได้จำแนกสัตว์เอาไว้ ซึ่งถ้าไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจดีแล้ว ก็จะมองเห็นความจริงได้ยาก
ก็ด้วยกรรมได้จำแนกสัตว์ให้เป็นไปต่างๆนี่เอง สัตว์บางพวกที่ทำกุศลกรรมไว้มาก จึงได้เป็นเหตุเป็นปัจจัยนำให้ปฏิสนธิยังภูมิอันเป็นที่เกิดที่อยู่ร่มเย็นเป็นสุข หาความทุกข์ไม่ได้เลย อันเป็นชั้นประณีตขึ้นไปอีกจากชั้นมนุษย์ เช่น เทวดานางฟ้าเป็นต้น และอกุศลกรรมก็จะนำไปเกิดยังสถานที่ที่บังเกิดความทุกข์ ความเร่าร้อนอยู่เป็นนิจ เช่น สัตว์นรกเป็นต้น
อย่างไรก็ดี ผู้ศึกษาเรื่องนี้จะต้องระลึกไว้ประการหนึ่งก็คือ อย่าเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องลึกลับพิสดารจนเกินไป ลงได้ชื่อว่าเป็นเทวดาแล้ว จะต้องมีความประพฤติดีมีแต่ความสุขความสบาย หาความทุกข์ไม่ได้เลย หรือจะต้องมีรูปร่างอันสวยงามหยดย้อยไปเสียทั้งนั้น เทวดาที่มีรูปน่าเกลียดน่ากลัว มีความเป็นอยู่ไม่สุขสบายนักก็มี
เทวดาชั้นต่ำๆบางพวกมีความประพฤติเหลวแหลกเลวทรามมากก็ยังพอหาได้ เทวดาที่หูหนวกตาบอดเป็นใบ้เป็นบ้าก็ยังพอค้นพบเสมอ ดังนั้น การศึกษาเรื่องเหล่านี้จะต้องเอาชั้นของมนุษย์มาเปรียบเทียบ
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 ม.ค. 2552 , 18:24:15 น.] ( IP = 118.173.41.206 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายตายลง คือจุติจิต (จิตดับเกิดขึ้น ) หมายความว่าภพเก่าได้สิ้นลงแล้ว จิต เจตสิก กรรมชรูป ( รูปอันถูกผลิตสร้างหรือถูกผันแปรขึ้นด้วยอำนาจของกรรม ) ก็เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งแรกในภพใหม่ ด้วยอำนาจของการสืบต่อดังนี้ เรียกว่าปฏิสนธิ และการเกิดขึ้นของจิต เจตสิกกับกรรมชรูปในครั้งแรก ในอบายภูมิทั้ง ๔ นี้ ก็เรียกว่าอปายปฏิสนธิ
คำว่า อปายะ แยกออกเป็น ๒ คือ อป + อย อปะ แปลว่า ปราศจาก อยะ แปลว่า กุศลหรือความสุข รวมกันเข้าก็หมายความว่าปราศจากความสุข ส่วนคำว่า ภูมิ นั้นหมายความถึงที่สัตว์เกิด ฉะนั้นคำว่าอบายภูมิ คือที่เกิดของสัตว์ที่ปราศจากความสุข ที่เกิดของสัตว์ที่ไม่มีความสุขนั้น มีอยู่ ๔ ภูมิ คือ
๑. นรก
๒. สัตว์เดรัจฉาน
๓. เปรต
๔. อสุรกาย
คำว่า นรก หมายความว่าเป็นที่ๆสัตว์เกิดมาแล้วไม่มีความสุข มีแต่ความเร่าร้อน ขุมใหญ่ มีอยู่ ๘ แห่งด้วยกัน คือ
๑. สัญชีวะ
๒. กาฬสุตตะ
๓. สังฆาตะ
๔. โรรุวะ
๕. มหาโรรุวะ
๖. ตาปันนะ
๗. มหาตาปันนะ
๘. อเวจี
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 ม.ค. 2552 , 18:30:11 น.] ( IP = 118.173.41.206 : : )
สลักธรรม 6
๑. นรก คือที่ที่สัตว์เกิดมาแล้วไม่มีความสุข การที่มีมากด้วยกัน เพราะที่ที่ปราศจากความสุขเหล่านี้ ลดหลั่นกว่ากันเป็นชั้นๆ จนถึงชั้นที่ไม่มีความสุขมากที่สุด คือ อเวจีมหานรก อันเป็นแห่งที่ ๘ นอกจาก ๘ แห่งนี้แล้ว ยังมีนรกใหญ่น้อยอีกมากมาย
๒. คำว่า เดรัจฉาน หมายความว่าสัตว์ที่ไปโดยขวาง คือไปโดยมิได้ตั้งฉากกับโลก แต่ไปโดยลำตัวขนานกับโลกไม่มากก็น้อย หรือขวางต่อหนทางที่จะไปสู่มรรคผล ได้แก่สัตว์เดรัจฉานต่างๆที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ มีมากมายหลายหมื่นหลายแสนชนิด ทั้งที่ร่างกายหยาบมองเห็นได้ และร่างกายละเอียดมองเห็นไม่ได้
๓. เปรต หมายถึงสัตว์ที่เกิดห่างไกลจากความสุข เปรตมีหลายประเภท เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ส่วนมากมีความอดอยากอยู่เสมอ บางพวกกินของโสโครก บางพวกก็ได้รับความทรมานต่างๆ
๔. อสุรกาย หมายถึงสัตว์จำพวกหนึ่งที่ไม่มีความสนุกรื่นเริง สัตว์จำพวกนี้คล้ายเปรต แต่มีหลายอย่างที่ผิดกัน ฉะนั้น จึงตั้งชื่อผิดกันไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 ม.ค. 2552 , 18:37:59 น.] ( IP = 118.173.41.206 : : )
สลักธรรม 7อนุโมทนาค่ะพี่ธัญธร
แล้วจะกลับมาอ่านอีกนะคะโดย น้องอุ๊ [30 ม.ค. 2552 , 22:26:41 น.] ( IP = 202.28.183.10 : : 10.6.129.70 )
สลักธรรม 8
ติดตามมาอ่านอย่างต่อเนื่องค่ะ ..สาธุโดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.พ. 2552 , 13:08:52 น.] ( IP = 125.27.170.87 : : )
สลักธรรม 9
มาตามอ่านต่อค่ะ
ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [19 ก.พ. 2552 , 10:08:38 น.] ( IP = 124.121.173.120 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |