มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธารน้ำใจหลั่งไหลสู่นาเชือก (๒)







ธารน้ำใจหลั่งไหลสู่นาเชือก (๒)


ตอนที่ผ่านมา


เช้ามืดของวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒ คณะของพวกเราเดินทางออกจากที่พักไปที่โรงพยาบาลกันตั้งแต่หกโมงเช้า เพื่อไปรอคุณหมอสถาพรพาไปตักบาตรพระที่วัดป่าหนองคู เมื่อเราไปถึงโรงพยาบาลนั้นฟ้าเพิ่งจะสางอากาศก็ยังหนาวเย็นทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาว่ายังอยู่ในหน้าหนาว โรงพยาบาลก็ยังไม่มีผู้ป่วยมาเข้าคิวรับการตรวจรักษาเหมือนในกรุงเทพหรือโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่ต้องมาจองกันตั้งแต่ตีสี่ตีห้า พวกเราก็เลยถือโอกาสเดินสำรวจโรงพยาบาลกันหนึ่งรอบ และแล้วก็ได้พบกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของโรงพยาบาลเป็นอย่างมาก

แต่ละแผนกแต่ละห้องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลมีความสะอาดสะอ้านและมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบข้อมูลข่าวสารและการปฏิบัติตนในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี พวกเราเดินดูไปก็ชื่นชมกันไปว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าโรงพยาบาลเล็กๆ อย่างนี้จะดูดีและเจริญทันสมัยถึงขนาดนี้ และหลังจากที่ชื่นชมกันได้สักพักก็มีผู้ไปพบโล่รางวัลประเภทต่างๆ ที่โรงพยาบาลนี้ได้รับ ทุกคนก็เลยถึงบางอ๋อ บางอ้อ ว่าเป็นเช่นนี้นี่เอง สมควรแล้วที่จะได้รับรางวัล

ซึ่งหัวหน้าฝ่ายบริหารฯได้บอกกับพวกเราในภายหลังว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นนักพัฒนาและเน้นการให้บริการประชาชนเป็นอย่างมาก ตลอดยี่สิบปีมานี้จึงพยายามทุ่มเทความสามารถมาดูแลปรับปรุงโรงพยาบาลแห่งนี้ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ถูกกำหนดไว้ ส่วนห้องพักของตนเองนั้นก็ขอให้ทำเพียงแค่พออยู่ได้แต่ต้องการให้นำงบประมาณไปใช้ในส่วนอื่นที่จำเป็นมากกว่า หัวหน้าฝ่ายบริหารฯเล่าว่า พยายามขอร้องอยู่หลายครั้งที่จะปรับปรุงห้องพักให้แต่ท่านผู้อำนวยการก็ไม่เคยยอม ซึ่งสุดท้ายแล้วหัวหน้าฝ่ายบริหารฯต้องรวบรัดดำเนินการปรับปรุงให้เองเพื่อไม่ให้ทรุดโทรมมากไปกว่านี้



ฟังแล้วก็รู้สึกดี..ที่ได้มาพบบุคลากรดีๆ มาซ่อนตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ แล้วก็ดีใจไปกับชาวนาเชือกด้วยที่พวกเขามีแพทย์และพยาบาลที่มีอุดมการณ์คอยดูแลพวกเขาอยู่แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้เลยก็ตาม

( อิอิ ..ลืมเล่าไปว่า ตอนที่จะเข้าห้องพักที่ลีลาวดีรีสอร์ทนั้น คุณหมอสถาพรมาช่วยยกกระเป๋าลงจากรถไปให้ที่ห้องด้วย แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนสลับห้องพักกัน คุณหมอก็เลยต้องยกกระเป๋าไปยกประเป๋ามาแทนกล้วยตานีถึงสองรอบ ..อิอิ รู้สึกเกรงใจจัง)

และเมื่อเราเดินสำรวจกันจนป่วยด้วยโรคหิวอีกแล้ว ก็พอดีที่ทีมงานของโรงพยาบาลหอบหิ้วปาท่องโก๋และกาแฟเข้ามาพอดี ..ความประทับใจก็เกิดขึ้นอีกครั้งแต่ไม่ใช่เกิดจากการที่ได้รับประทาน แต่เกิดจากการได้พบกับความเอื้ออารีมีน้ำใจและความสุภาพอ่อนน้อมของผู้ที่มาให้การต้อนรับพวกเราในเช้าวันนี้ แต่ละคนล้วนมีหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและพยายามที่จะอำนวยความสะดวกให้อย่างถึงที่สุด และหลังจากที่ประทับใจในไมตรีของเจ้าบ้านแล้วก็ยังประทับใจในรสชาติของปาท่องโก๋ที่กันอีกด้วย

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [2 ก.พ. 2552 , 17:36:57 น.] ( IP = 58.9.141.157 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1





หลังจากที่ได้เวลาพอสมควรแล้ว ..คณะของคุณหมอก็พาเราไปยังวัดป่าหนองคู ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลเท่าไหร่นัก ก่อนที่จะออกเดินทางคุณหมอก็ได้เล่าเกี่ยวกับวัดนี้ให้ฟังว่า เป็นวัดสายวิปัสสนากรรมฐาน(พระป่า) มีการอบรมพัฒนาจิตให้กับเด็กนักเรียนอยู่ตลอดปี รวมทั้งเปิดอบรมให้แก่ข้าราชการในจังหวัดใกล้เคียงและผู้สนใจทั่วไปอีกด้วย เพราะเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่สะดวกและมีความพร้อมมากในด้านที่พัก อาหาร สถานที่ปฏิบัติ และอาจารย์ผู้ฝึกสอน

คุณหมอบอกว่า ช่วงนี้จะมีพระภิกษุอยู่น้อย เพราะท่านไปเรียนอยู่ที่อื่นยังไม่กลับมา เช้าวันนี้จึงมีพระภิกษุมารับบาตรเพียงสี่รูปเท่านั้น และท่านก็ฉันเพียงมื้อเดียว ดังนั้น ท่านจะฉันอาหารในช่วงสายๆ และพวกเราก็จะรับประทานอาหารเช้ากันที่วัดนี้ด้วย

คุณหมอเล่าเพิ่มเติมว่า เดี๋ยวนี้พระวัดนี้จะไม่เดินบิณฑบาตร ชาวบ้านที่ต้องการใส่บาตรจะนำอาหารมาที่วัดแล้วใส่บาตรกันที่ศาลาฉัน แต่ถ้าใครต้องการใส่บาตรพระที่เดินบิณฑบาตรตอนเช้าๆ ก็ต้องไปใส่ที่ตลาด เพราะจะมีพระวัดอื่นเดินรับบาตรอยู่



และเมื่อเราเดินมาถึงวัดหนองคูนั้นก็ประมาณเจ็ดโมงเช้า แต่รู้สึกเหมือนว่าอากาศจะหนาวเย็นกว่าช่วงหกโมงเช้าเสียอีก เพราะสภาพวัดนั้นร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบในพื้นที่สำหรับเจริญสติปัฏฐาน มองสำรวจไปในบริเวณโดยรอบก็พบแต่ความเรียบง่ายและดูสะอาดตา สิ่งปลูกสร้างที่เป็นอาคารก็ดูไม่อลังการอะไรซึ่งเข้ากันได้ดีกับสภาพวัดที่ดูสงบมาก

ท่านอาจารย์บุษกรได้นำอาหารที่ตั้งใจจัดเตรียมมาจากมูลนิธิคือหมูหยองที่สั่งซื้อมาจำนวนสิบกิโลกรัมโดยแบ่งส่วนหนึ่งออกมาถวายพระในวัดนี้และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปถวายพระในวัดที่เราจะเดินทางไปพบต่อไป ส่วนคณะของคุณหมอก็ได้สั่งทำอาหารสำหรับถวายพระไว้ให้พวกเราแล้วเช่นกันโดยเป็นอาหารพื้นบ้านซึ่งหน้าตาดูแปลกๆ ไปนิด เช่น หมกเห็ด หมกลาบ แต่ก็มีรสชาติเข้มข้นดีมาก บุคคลต่างถิ่นสามารถรับประทานกันได้ทั่วไป

บรรยากาศของการเตรียมภัตตาหารเป็นไปอย่างชุลมุนมากแม้จะมีชาวบ้านในละแวกนั้นเพียงไม่กี่คนกับคณะของพวกเราเท่านั้นที่เดินไปเดินมาอยู่ในบริเวณจัดภัตตาหาร คงอาจเป็นเพราะทุกคนมีความกระตือรือร้นกันมากที่จะมีส่วนร่วมในการทำบุญตักบาตรครั้งนี้ แม้กระทั่งการเทหมูหยองลงในกาละมังหรือปอกไข่ต้มเพียงไม่กี่ฟองก็ยังเต็มไปด้วยมือไม้ที่เข้ามาช่วยกันแกะช่วยกันปอก ..นับเป็นบรรยากาศที่ดูน่าบันเทิงใจมาก







โดย น้องกิ้ฟ [2 ก.พ. 2552 , 17:37:51 น.] ( IP = 58.9.141.157 : : )


  สลักธรรม 2




หลังจากที่จัดภัตตาหาร(กับข้าว) กันเสร็จแล้ว ก็ถึงไฮไลท์ของงานคือการตักบาตร ..การตักบาตรในแถบนี้มีประเพณีนิยมที่ต่างไปจากภาคกลาง เพราะแถวบ้านเรานั้นพระท่านจะเดินแต่พวกเราผู้ใส่บาตรจะรออยู่กับที่ ส่วนที่วัดนี้พระท่านจะนั่งอยู่บนอาสนะด้วยความสงบพร้อมกับเปิดบาตรไว้เบื้องหน้า แล้วพวกเราก็จะเดินถือจานใส่ข้าวเหนียวไปนั่งลงตรงด้านหน้าของท่าน แล้วก็บรรจงปั้นข้าวเหนียวในจานให้เป็นก้อนพอดีๆ เพื่อใส่ลงไปในบาตร

ส่วนกับข้าวนั้นก็จะอยู่ในบริเวณที่เราจัดใส่ถ้วยชามหรือกาละมังไว้ตั้งแต่ตอนแรก เมื่อทุกคนใส่บาตรเสร็จแล้วมัคทายกก็จะนำพวกเรากล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล แล้วก็กล่าวถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์

คุณหมอสถาพรได้เข้าไปกราบเรียนให้ท่านเจ้าอาวาสทราบว่า คณะของเราโดยการนำของท่านอาจารย์บุษกรได้เดินทางมาจากกรุงเทพเพื่อมาบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลนาเชือก และก็มีความประสงค์ที่จะถวายผ้าห่มกันหนาวไว้ที่วัดนี้ด้วย ตามแต่ท่านเจ้าอาวาสจะเห็นสมควรว่าจะนำไปใช้ในกิจใด ท่านเจ้าอาวาสจึงได้ให้มักคายกนำกล่าวคำถวายเป็นสังฆทานไปเลยทีเดียวทั้งภัตตาหารและผ้าห่ม ดังนั้น ในเช้าวันนี้คณะของเราจึงได้กระทำกุศลที่ทั้งอิ่มและอุ่นไปในคราวเดียวกัน





ต่อจากนั้นพระท่านก็จะเดินอุ้มบาตรมาวางไว้ใกล้ๆ กับโต๊ะวางกับข้าว ญาติโยมก็จะเดินตามมาช่วยกันยกโต๊ะอาหารเพื่อประเคนพระท่านในครั้งเดียวเลยไม่ต้องยกประเคนทีละอย่างๆ ...พอมาถึงพิธีการตรงนี้ก็นึกถึงครั้งที่ไปเลี้ยงภัตตาหารเพลแด่พระที่ประเทศพม่า ที่พวกเรามีความสุขและสนุกสนานกับการยกโต๊ะอาหารประเคนพระเป็นร้อยๆ รูป ที่วัดพระนอนพญาจีไต้ขึ้นมาเลย

เมื่อยกโต๊ะภัตตาหารถวายพระแล้ว พระท่านก็จะแบ่งข้าวเหนียวจากในบาตรมาใส่กาละมังส่วนตัวในปริมาณที่ท่านเห็นสมควรที่จะฉัน แล้วก็เดินมาตักกับข้าวที่พวกเรายกประเคนแล้วก่อนที่จะไปนั่งฉัน ณ อาสนะเดิม



โดย น้องกิ้ฟ [2 ก.พ. 2552 , 17:38:39 น.] ( IP = 58.9.141.157 : : )


  สลักธรรม 3



ในระหว่างที่พระท่านตักภัตตาหารอยู่นั้น กองทุนบุญเฉพาะกิจกลางศาลาก็เกิดขึ้นมาในทันใด ทั้งท่านอาจารย์และลูกศิษย์ตลอดจนคณะของคุณหมอก็หลั่งไหลปัจจัยออกจากกระเป๋าสตางค์มารวมกันตั้งเป็นกองทุนไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายภายในวัด ..สรุปรวมยอดทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึงห้านาทีนั้นด้วยเงินจำนวน ๙,๕๐๐ บาท

ขณะที่พวกเราก้มหน้าก้มตานับเงินและเรียงแบ๊งค์ใส่ซองเพื่อจะถวายพระอยู่นั้น มัคทายกก็เดินหน้าเครียดมาตามพวกเราให้ไปนั่งที่หน้าพระอีกครั้ง ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าจะมีพิธีอะไรต่อ ที่แท้พระท่านรอเราไปเป็นพยานนั่นเองมิฉะนั้นท่านจะฉันไม่ได้

เพราะก่อนที่พระท่านจะฉันอาหาร ท่านได้พร้อมใจกันพิจารณาอาหารและวัตถุประสงค์ในการฉันเพียงเพื่อบำรุงร่างกายและมีเป้าหมายที่จะปฏิบัติให้บรรลุถึงผลสูงสุด ซึ่งท่านอาจารย์ได้บอกกับพวกเราว่า พิธีการแบบนี้ไม่มีแล้วกับพระในเมือง การที่จะมาพิจารณาอาหารแล้วปลงเป็นอสุภะเช่นนี้หาดูได้ยากเหลือเกินสำหรับในสมัยนี้



จากนั้นท่านอาจารย์ก็ได้เป็นตัวแทนคณะของเราเข้าไปกราบถวายปัจจัยแด่ท่านเจ้าอาวาส เมื่อท่านเจ้าอาวาสรับประเคนแล้วก็กล่าวให้พรพร้อมทั้งกล่าวสัมโมทนียกถาสั้นๆ เกี่ยวกับการเจริญสติและประโยชน์ของการมีสติในชีวิต แล้วก็เล่าถึงกิจกรรมของวัดอีกนิดหน่อย ....ซึ่งตรงนี้นับว่าเป็นคำกล่าวที่ประทับใจพวกเรามากๆ เช่นกัน ถูกเสป็คมากกับการสอนให้มีสติและพิจารณาความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทัน

ในภายหลังจึงได้ทราบว่า ท่านเจ้าอาวาสท่านนี้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ศึกษาทางพระจนได้เปรียญ ๙ ประโยค แล้วก็ได้เดินทางไปเป็นพระธรรมฑูตที่สหรัฐอเมริกานานนับสิบปี ก่อนที่จะตัดสินใจกลับเมืองไทยเพื่อมาพัฒนาบ้านเกิด

คงต้องบอกว่า ..ในระหว่างที่ถ่ายรูปเก็บภาพต่างๆ อยู่นั้น ได้เห็นรูปเหมือนของท่านเจ้าอาวาสที่แกะจากหินวางอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะหมู่บูชา ก็อดคิดไม่ได้ว่าท่านมีฤทธิ์เดชอะไรหนอ ..ท่านคงไม่ธรรมดานักเพราะดูอายุท่านก็ยังไม่สูงวัย แต่ก็มีรูปแกะสลักเป็นของตนเองวางอยู่อย่างนี้แล้ว แสดงว่าลูกศิษย์ลูกหาของท่านคงจะมีความเคารพและศรัทธาในตัวท่านไม่น้อยเลย

และเมื่อมาทราบกิตติคุณของท่านในภายหลังก็เลยไม่แปลกใจว่าทำไมท่านจึงเป็นที่เคารพมากเช่นนี้ เพราะนอกจากรางวัลเสมาธรรมจักรทองคำแล้ว วัดป่าหนองคูยังได้รับการคัดเลือกจากกรมการศาสนา เป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติประจำจังหวัดมหาสารคามอีกด้วย นอกจากนี้ท่านยังเป็นพระที่เคร่งครัดพระธรรมวินัยมากถึงขนาดปักป้ายประกาศห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาในเขตวัดโดยเด็ดขาด สมณศักดิ์ปัจจุบันของท่านคือ พระศรีวรญาณ (พระมหาไหล โฆสโก) เป็นพระวิปัสสนาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากในภาคอิสาน

โดย น้องกิ้ฟ [2 ก.พ. 2552 , 17:39:45 น.] ( IP = 58.9.141.157 : : )


  สลักธรรม 4



หลังจากที่พิธีถวายภัตตาหารเสร็จสิ้นอย่างบริบูรณ์แล้ว ก็ถึงคิวที่พวกเราจะได้รับประทานกันบ้าง ...คงต้องบอกว่า อาหารมื้อนี้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเราอย่างมากมาย เรียกว่ายากที่จะลืมเลือนกันเลยทีเดียว

เปิดฉากด้วยการจกข้าวเหนียวจากกระติ๊บใหญ่มาใส่จาน จากนั้นก็ตักกับข้าวที่คิดว่าตัวเองรับประทานได้ใส่ลงมาในจานด้วย แล้วก็พากันไปนั่งล้อมวงฉันแข่งกับพระ ....บางคน(คือตัวเองนี่แหละ)ก็ตักอาหารมาหลายอย่างด้วยความที่อยากจะลอง แต่สุดท้ายก็ไม่แน่จริงเพราะอาหารรสจัดเผ็ดมาก

อาหารอันเป็นที่นิยมในมื้อนี้สำหรับพวกเราก็คือ ไข่เจียว ไข่ต้ม หมกเห็ด หมกลาบ น้ำพริก แล้วก็หมูหยองที่อาจารย์บุษกรนำมาถวายพระ ..หลายคนตื่นตะลึงกับความเข้ากันได้ระหว่างข้าวเหนียวร้อนๆ กับหมูหยองใหม่ๆ จนถึงกับพูดว่า ไม่นึกเลยว่าข้าวเหนียวจิ้มหมูหยองจะอร่อยได้ถึงเพียงนี้

ยูเรก้า ...การค้นพบครั้งนี้นับเป็นการเปิดมิติใหม่ในการบริโภคของพวกเราเพื่อรับมือกับการเดินทางครั้งต่อไป ที่มีเมนูสำเร็จรูปให้พกพาติดตัวไปได้สะดวกมากขึ้น





โดย น้องกิ้ฟ [2 ก.พ. 2552 , 17:40:29 น.] ( IP = 58.9.141.157 : : )


  สลักธรรม 5





หลังจากที่เรารับประทานอาหารกันอิ่มแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทางไปยังโรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์เพื่อมอบสิ่งของพร้อมเงินจำนวนหนึ่งให้กับทางโรงเรียนไว้ใช้จ่าย ซึ่งแต่เดิมนั้นอาจารย์บุษกรไม่กล้าที่จะไปมอบสิ่งของให้กับทางโรงเรียนตามคำที่ท่านผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนเชิญชวนไว้ เพราะสิ่งของมีเพียงกล่องเดียวเท่านั้น เกรงจะเอิกเกริกเกินไปไม่คุ้มค่ากับการเสียเวลาของคณะครู

แเต่เมื่อร่ำลาคณะต้อนรับที่มาร่วมรับประทานอาหารเย็นในวันวานและกลับเข้าสู่ที่พักแล้ว อาจารย์บุษกรได้ตั้งเจตนาที่จะมอบเงินส่วนตัวไว้ให้กับโรงเรียนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้วย และเมื่อได้ปรึกษากันแล้วก็มีการร่วมสมทบทุนกันอีกครั้ง ซึ่งภายในค่ำคืนนั้นอาจารย์จึงได้จัดเตรียมเงินจำนวน ๑๗,๕๐๐ บาท ไว้อย่างเรียบร้อยเพื่อนำมามอบให้แก่คณะผู้บริหารโรงเรียนหลังจากที่ใส่บาตรพระที่วัดป่าหนองคูแล้ว

คณะของเราใช้เวลาไม่นานนักที่โรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์แห่งนี้ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการรบกวนการเรียนการสอนของครูและนักเรียน และเมื่อมอบเงินพร้อมสิ่งของให้กับตัวแทนของผู้บริหารโรงเรียนแล้ว คุณหมอสถาพรก็พาพวกเราไปดูปูในป่า "ดูนลำพัน" กันต่อ



คำว่า "ดูนลำพัน" มีความหมายที่แปลแล้วไปคนละทิศละทางกันเลย ท่านผู้รู้อธิบายคำนี้ให้ฟังว่า เป็นศัพท์พื้นบ้านที่มาจากคำสองคำ คือคำว่า "ดูน" กับคำว่า "ลำพัน" ดูนหมายถึงดินหรืออาการที่ดินถูกน้ำข้างใต้ดันขึ้นมา ส่วนคำว่าลำพันหมายถึงพืชชนิดหนึ่งที่ภาษากลางเรียกว่าต้นธูปฤาษี ..แต่ด้วยเหตุผลประการใดสองคำนี้จึงไปรวมกันได้นั้นก็ไม่ได้ถามท่านผู้รู้ให้กระจ่าง

ปูที่เราจะไปดูกันนี้ชื่อ "ปูทูลกระหม่อม" เป็นปูที่ถือว่าสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดมหาสารคามไม่น้อยเลย และยังช่วยสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้กับอำเภอนาเชือกในฐานะแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

"ปูทูลกระหม่อม" เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เป็นปูน้ำจืดที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกที่มีสีสันสวยงาม อาศัยอยู่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพันเท่านั้น ลักษณะพิเศษก็คือกระดองจะมีสีม่วงเปลือกมังคุด ขอบเบ้าตา ขอบกระดอง ขาเดินทั้ง ๔ คู่ ก้ามหนีบทั้ง ๒ ข้างมีสีเหลืองส้ม ปลายขาข้อสุดท้ายและปลายก้ามหนีบ มีสีขาวงาช้าง

โดย น้องกิ้ฟ [2 ก.พ. 2552 , 17:41:12 น.] ( IP = 58.9.141.157 : : )


  สลักธรรม 6





เมื่อเราไปถึงที่จอดรถของป่าดูนลำพันนั้น ก็มีน้องพยาบาลหน้าตาน่ารักมาคอยต้อนรับคณะของเราอยู่ที่บริเวณด้านหน้า มาเป็นมัคคุเทศก์จำเป็นให้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นไก๊ดตัวจริงก็เดินทางมาถึงด้วยมอเตอร์ไซด์ฮ่าง พร้อมกับส่งเสียงดังฟังชัดมาแต่ไกลว่า จะเป็นคนนำชมป่าเอง

ได้ความว่า มัคคุเทศก์ท่านนี้คือนายตำรวจเก่าเป็นคนพื้นเพที่นี่ รู้จักป่าและปูชนิดนี้ดี เพราะเคยจับปูชนิดนี้มาจี่กินตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้รับการตั้งชื่อว่า ปูทูลกระหม่อม แต่มีชื่อเดิมว่า ปูแป้ง ซึ่งมัคคุเทศก์บอกว่ากินไม่อร่อยหรอก





เมื่อมักคุเทศก์เล่าประวัติของปูชนิดนี้จบลงแล้วก็ถึงคราวที่จะได้หยิบปูขึ้นมาโชว์ตัวให้เห็นลักษณะเด่นที่สวยงามกันชัดๆ ซึ่งถูกจับมาใส่ไว้ในตู้กระจกด้านหน้าพร้อมกับมีตะแกรงปิดไว้กันหลบหนี

หนึ่งในคณะของพวกเรามีความสงสัยว่าปูที่ถูกจับมาขังนี้จะอดอาหารหรือไม่ หรือจะต้องตายเป็นรายๆ ไปจึงจะมีตัวอื่นถูกจับมาเป็นนางโชว์แทน มัคคุเทศก์ท่านก็บอกว่า จะจับมาสลับสับเปลี่ยนกันไปสามสี่วันก็จะเปลี่ยนตัวกันครั้งหนึ่ง ..ซึ่งเราก็ตั้งใจจะเชื่อกันตามนั้นเพื่อความสบายใจ ..อิอิ









หลังจากที่ทำความรู้จักกับปูและเก็บไว้ในตู้กระจกกันเรียบร้อยแล้ว ก็นึกว่าจะจบหลักสูตรเพียงเท่านี้ อาจารย์จึงได้กล่าวคำขอบคุณมัคคุเทศก์ท่านนั้น แต่มัคคุเทศก์ก็สวนคำมาทันทีว่า "อย่าเพิ่งขอบ..เพราะยังต้องไปเข้าป่ากันต่อ " และพอพูดจบแล้วก็ให้พวกเราออกเดินทางกันทันทีเลย ตลกมั่กๆ

ระหว่างที่เดินทางไปดูปูในป่ากันนั้น ตอนแรกท่านอาจารย์ก็ถือร่มกางกันแสงแดดเอง แต่พอหันกลับไปมองอีกทีก็กลายเป็นคุณหมอสถาพรมาเป็นผู้ถือร่มให้เสียแล้ว และหลังจากนั้นคุณหมอก็ทำหน้าที่นี้ไปเรื่อยๆ ตลอดการเดินทางของพวกเรา ..รู้สึกดีจังเลยที่มีคนมาช่วยพวกเราดูแลท่านอาจารย์แถมยังเป็นหมอเสียอีกด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2552 , 17:44:22 น.] ( IP = 125.27.172.5 : : )


  สลักธรรม 7









มัคคุเทศก์ท่านนี้ต้องบอกว่า มีความสนุกสนานครื้นเครงในอารมณ์มาก ขยันขันแข็งที่จะอธิบายสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเห็นรอบๆ ตัวเพื่อให้ความรู้แก่พวกเรา ทำให้เราได้รู้จักป่าและต้นไม้ในป่าเพิ่มขึ้นอีกหลายต้น แต่บางคนก็จะรู้จักมากกว่าใครอื่นเพราะจำชื่อไปผิดๆ ถูกๆ เช่น "ต้นแก้วมือไว" ก็กลายเป็น "แก้วมือบอน" หรือไม่ก็ "แก้วปากไว" ไปก็มี การจำชื่อผิดๆ เช่นนี้อาจมาจากอุปนิสัยส่วนตัวที่แอบซ่อนไว้ก็อาจเป็นได้ ...อิอิ ขำ

ตลอดเส้นทางการเดินป่าที่ได้พบแต่เพียงรูปูนั้น ไม่ได้ทำให้คณะของเราเกิดความเบื่อหน่ายหรือผิดหวัง แต่กลับได้รับความสนุกสนานเฮฮากันเป็นอย่างมาก และก็ได้พบกับความน่าประทับใจหลายๆ อย่างในอุปนิสัยของคนที่นี่ ที่พวกเราจะพูดกันว่า ..คนอีสานนี่ช่างสนุนสนานเฮฮา อารมณ์ดีกันจังเลย

และก่อนที่เราจะกลับไปยังโรงพยาบาลเพื่อประกอบภารกิจการกุศลก่อนที่จะไปรับประทานอาหารกลางวันนั้น ท่านอาจารย์ก็ได้ตอบแทนน้ำใจของมัคคุเทศก์ท่านนี้เป็นเงินรางวัลจำนวนหนึ่ง ..สาธุ ๆ

ขออนุญาตเล่าเรื่องราวของวันที่ ๒๗ มกราคมไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ เพราะเนื้อหาสาระในวันนี้เยอะมากๆ เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านไป กิจกรรมการกุศลก็เกิดขึ้นให้ทุกคนได้มีความสุขไม่น้อยแล้ว หวังว่าทุกคนจะมีความสุขที่ได้อ่านในวันนี้นะคะ



โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.พ. 2552 , 17:44:55 น.] ( IP = 125.27.172.5 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนาสาธุ กับภาพบรรยากาศแห่งการกุศลครับ

โดย นพ.สถาพร คุณธรรม [2 ก.พ. 2552 , 18:55:14 น.] ( IP = 125.26.185.71 : : )


  สลักธรรม 9

เย้ๆๆๆได้อ่านแล้วสูขใจจังค่ะ เหมือนเดินทางไปด้วยเลยค่ะ

อนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ ทีมงานนักบุญ ของพี่ดอกแก้ว บรรยายได้จายคร่า

โดย Snowwhite - [2 ก.พ. 2552 , 19:00:35 น.] ( IP = 125.24.246.95 : : )


  สลักธรรม 10

นำบทเพลงอันไพเราะ มาขับกล่อมบรรยากาศแห่งการกุศลครับ


kumwan

โดย นพ.สถาพร คุณธรรม [2 ก.พ. 2552 , 19:20:16 น.] ( IP = 125.26.185.71 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org