| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธารน้ำใจหลั่งไหลสู่นาเชือก (๓)
![]()
ธารน้ำใจหลั่งไหลสู่นาเชือก (๓)
ตอนที่ผ่านมา
หลังจากที่พวกเราไปทำป่าลั่นเพราะหัวเราะเสียงดังลั่นป่ากันมาแล้ว คุณหมอสถาพรก็พาพวกป้าๆ กลับมาพักผ่อนอิริยาบถที่ห้องสมุดของโรงพยาบาลนาเชือก ก่อนที่จะนำอาจารย์บุษกรชมสถานที่อย่างเป็นทางการพร้อมกับแจกผ้าห่มกันหนาวให้กับผู้ป่วยในทั้งหมดที่ยังพักรักษาตัวอยู่ตามห้องต่างๆ
และในระหว่างที่เราพักผ่อนเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมอยู่นี้ก็มีการพูดคุยถึงเรื่องกรรม-วิบากที่แต่ละคนได้ทำและได้รับ ซึ่งบางคนนั้นพอทราบว่าทำแล้วอาจจะไม่ได้อะไรตอบสนองคืนกลับมาในด้านโลกียธรรมที่ดีก็จะไม่ยอมทำกุศลนั้นต่อ จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ปล่อยให้โอกาสแห่งการกระทำกรรมใหม่ที่ดีต้องพรากหายไปจากชีวิตทั้งที่มีวิบากดีที่ได้ร่วมรู้ในเรื่องราวของกิจการงานกุศลได้เกิดขึ้นแล้วกับเขาเหล่านั้น
แต่เพราะอำนาจกิเลสที่มีสะสมอยู่มากทั้งยังขาดศรัทธาที่ประกอบไปด้วยปัญญา จึงทำให้เขาเลือกทำกรรมใหม่ที่ไม่ตอบสนองวิบากดีที่มีมาให้มีผลที่ดีไปอุปถัมภ์ชีวิตของตนเองเพื่อเป็นเสบียงดำเนินสู่ทางมรรคผลนิพพานสืบต่อไป ท่านอาจารย์จึงได้เล่าให้พวกเราฟังถึงคำแนะนำของหลวงพ่อเสือที่ท่านให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องของการทำกุศลทานที่ดีว่า
![]()
".... ถ้าหากเรามีความตั้งใจที่จะทำบุญแล้ว แต่ยังไม่เห็นว่ามีโอกาสจะได้ผลอะไรคืนมาเช่น ไม่ได้มามอบด้วยตนเอง ไม่มีคำขอบคุณจากผู้รับ หรือไม่มีใบเสร็จให้ไปหักภาษีคืน หลวงพ่อท่านก็ไม่ให้ยุติการทำบุญนั้นไปเพราะเหตุดังกล่าว ถ้าหากเราต้องการจะทำบุญแล้วก็ให้ทำใจเหมือนกับน้ำในก๊อกที่ไหลออกมาแล้วจะไม่ไหลย้อนเข้าก๊อกกลับไปอีก กระแสทานของเราก็ควรจะมีแต่การไหลออกไปอย่างเดียวอย่างน้ำก๊อกเช่นกัน
ฉะนั้น พอเรารู้แล้วว่า ..เดี๋ยวเราจะได้หยิบเงินออกมาทำบุญ ..เดี๋ยวเราจะได้บริจาคกันแล้ว หรือรู้ว่า ..เราได้มอบของให้เขาไปแล้ว เราได้เห็นกับตาว่าเสื้อผ้าที่เราส่งมาให้เขาก็ได้นำไปแจกแล้ว คนรับจะเอากลับหรือไม่ก็ช่างเขา แต่การทำบุญของเรานั้นต้องไหลออกไป อย่าไปย้อนถามอย่าไปยุ่งอะไรอีกเพื่อใจจะได้สบาย
ทำชีวิตในเวลาที่ให้ทานให้เปี่ยมเมตตาเหมือนกับน้ำก๊อกที่ไหลออกไป เมื่อเรามีเจตนาดีมาแล้ว ขณะนี้เราก็ได้มาถึงแล้ว และอีกไม่นานเราก็จะได้ทำกับมือแล้ว ...เท่านี้ก็จะทำให้เจตนาบุญของเราหลั่งไหลมากยิ่งขึ้น
เหมือนเวลาที่เราฉีดน้ำรดต้นไม้ น้ำก๊อกนั้นไหลออกทางเดียว ก็เหมือนกับเจตนากุศลที่ไหลออกจากใจของเราทางเดียว และที่น้ำกระเซ็นไปถูกต้นไม้ต่างๆ ได้ดูดซึมไปเลี้ยงลำต้นให้เติบโต นั่นก็เป็นความสุขของเขา ซึ่งเราก็รู้ว่าเราให้แต่น้ำ ที่บางต้นก็ได้มากบางต้นก็ได้น้อยก็แล้วแต่วิบากของเขา บางคนมีวิบากที่จะได้นำไปเลย บางคนก็มีวิบากแค่ได้ใช้ เมื่อดูเรื่องกรรม-วิบากแล้วเราก็จะสงบใจได้ ท่านจึงย้ำว่า อย่าไปหวังผลจากการได้อะไรในตอนนี้เลย..."
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [3 ก.พ. 2552 , 18:26:16 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
สลักธรรม 1![]()
ฟังแล้วก็เกิดความอบอุ่นใจและสุขใจที่มีครูคอยสอดส่องดูแลและกำกับชีวิตให้อยู่ในเส้นทางกุศลตลอดเวลา แม้ในการเดินทางมาครั้งนี้ท่านอาจารย์ก็ยังไม่ละทิ้งการสร้างเสริมจิตใจของพวกเราแต่ละคนให้อยู่ในกุศล และมีความฉลาดคิดในมุมมองของชีวิตเมื่อต้องประสบปัญหาอันเนื่องมาจากกิเลส เหมือนกับท่านได้ถือสายยางสายเล็กๆ แอบซ่อนมาในมือเพื่อคอยรินความรู้ถูกและความสุขราดรดจิตใจของเราให้ชุ่มชื่นอยู่ในกุศลกันตลอดเวลา
ทำให้นึกถึงบรรยากาศของป่าดูนลำพันที่เสมือนภาพชีวิตของพวกเรา ..มีความรกชัฎ มีความยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย บางแห่งก็เป็นลุ่ม บางแห่งก็เป็นดอน บางแห่งก็ดูทึบจนน่ากลัว บางแห่งก็ดูโปร่งตา ..เพราะกิเลสแต่ละชนิดที่เราสะสมกันมาในชีวิต แต่ในความไม่งดงามเหล่านั้นก็ยังมีถนนคอนกรีตสายเล็กๆ ที่ทอดตัวยาวต่อเนื่องอยู่ในราวป่าตั้งแต่ต้นทางจนกระทั่งถึงปลายทาง
คำสอนของครูและการเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดก็เหมือนกับถนนคอนกรีตเล็กๆ สายนี้ที่อำนายความสะดวกให้การเดินทางชีวิตของเราไม่ลำบากจนเกินไปนัก มีความปลอดภัยจากพงหนามและไม่ต้องหลงทางวกวนอยู่ในราวป่า นอกจากเราเองนั่นแหละที่ตั้งใจจะออกไปนอกลู่นอกทางด้วยตนเอง
และก็เหมือนกับใจมีพลังพุ่งขึ้นมาในความปิติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำสาธารณกุศลครั้งนี้ และก็จินตนาการไปว่า ขณะนี้พวกเราทุกคนกำลังยืนอยู่ในสวนดอกไม้ที่สวยงาม และแต่ละคนก็กำลังถือสายยางของตัวเองฉีดน้ำรดต้นไม้ในสวนกันอยู่ด้วยความเปี่ยมสุข .. คงอีกไม่นานที่สวนกุศลแห่งนี้คงจะมีความสวยงามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยมือของเราเอง
![]()
ทันทีที่ท่านอาจารย์ให้ข้อคิดจบลงนั้นก็มีผู้มาส่งข่าวว่า รถที่มาส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้มาถึงโรงพยาบาลแล้ว ...ความสุขใจที่เกิดจากการฟังเมื่อสักครู่ก็ยิ่งทวีปริมาณยิ่งขึ้นแล้วก็รีบพากันไปดูหน้าตาของอุปกรณ์กันอย่างตื่นเต้น
และเมื่อไปถึงรถขนของแล้ว ... พวกเราก็ยึดอำนาจจากคุณหมอสถาพรมาเป็นผู้สั่งการขนข้าวของลงจากรถกันอย่างมีความสุข และในรถคันนี้ก็มีโทรทัศน์สีขนาดจอยี่สิบเก้านิ้วบรรทุกมาด้วย ซึ่งเจ้าภาพผู้บริจาคก็คือฝ่ายงานของพี่มาลีซึ่งสังกัดอยู่ในศิริราชพยาบาลนั่นเอง ( สาธุๆ กับพี่มาลีและเพื่อนพ้องที่ร่วมบริจาคด้วยนะคะ)
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [3 ก.พ. 2552 , 18:26:41 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
สลักธรรม 2![]()
![]()
![]()
เมื่อถึงเวลาที่สมควรแล้วคุณหมอสถาพรก็ได้มาเชิญอาจารย์ไปยังห้องพักผู้ป่วยใน พร้อมทั้งแนะนำบุคลากรฝ่ายต่างๆ ของโรงพยาบาลให้รู้จักกับท่านอาจารย์ ซึ่งพวกเราก็ได้พบว่าบุคลากรของโรงพยาบาลแห่งนี้อัธยาศัยดีและยิ้มเก่งกันมาก
คุณหมอได้อธิบายแผนกงานต่างๆ ที่อยู่ระหว่างทางให้ท่านอาจาย์ได้รู้จักจนกระทั่งมาถึงห้องพักผู้ป่วยใน คุณหมอผู้รักษาการณ์ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (แพทย์หญิงทักษิณา จิตเรืองไพโรจน์) ก็ได้มาสมทบที่ห้องดังกล่าวพอดี จากนั้นการแจกผ้าห่มกันหนาวก็เริ่มต้นขึ้นด้วยการที่คุณหมอสถาพรพาท่านอาจารย์ไปที่เตียงคนไข้แล้วก็แนะนำให้คนไข้รู้จักท่านก่อนที่อาจารย์จะมอบผ้าห่มให้
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
บรรยากาศในการแจกผ้าห่มกันหนาวครั้งนี้เต็มไปด้วยความปิติใจทั้งผสมผสานไปด้วยความสุข และเมื่อแจกผ้าห่มที่ห้องผู้ป่วยในแล้วคุณหมอก็พาท่านอาจารย์ไปยังห้องพักเด็กแรกคลอดแล้วก็ได้แจกผ้าห่มให้กับคุณแม่คนใหม่พร้อมกับทักทายกับเจ้าตัวเล็กๆ กันด้วย
หลังจากนั้นหัวหน้าฝ่ายบริหารก็พาคณะของเราไปเยี่ยมชมแผนกงานส่วนที่เหลือและร้านจำหน่ายสินค้า OTOP ของอำเภอนาเชือก ซึ่งก็มีผ้าไหมเหลือให้ชมอยู่เพียงบางส่วนเท่านั้นเพราะสินค้าส่วนใหญ่ถูกนำไปจัดแสดงในงานกาชาดจังหวัดซึ่งจะมีขึ้นในไม่กี่วันนี้
หลังจากนั้นพวกเราก็ไปรับประทานอาหารกลางวันรสเด็ดที่ร้านติ๋มในตัวอำเภอนาเชือก และอาจารย์บุษกรก็ขอปลีกตัวกลับไปยังรีสอร์ทที่พักเพื่อจัดเตรียมเงินสดให้เรียบร้อยก่อนที่จะนำมามอบให้โรงพยาบาลในบ่ายวันนี้
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:27:00 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
สลักธรรม 3![]()
![]()
เมื่อถึงเวลานัดหมายตามกำหนดการคือ ๑๓.๓๐ นาฬิกา ท่านอาจารย์ก็ได้เดินทางไปยังห้องประชุมโสกัน เมื่อไปถึงนั้นคณะบุคลากรของโรงพยาบาลรวมทั้งตัวแทนคณะครูโรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์ก็ได้มากันพร้อมหน้าแล้ว จากนั้นพิธีการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็เริ่มขึ้นโดยพิธีกร(ท่านหัวหน้าฝ่ายบริหาร)กล่าวถึงขั้นตอนการรับบริจาคที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ และพูดถึงขอบเขตความรับผิดชอบของโรงพยาบาลนาเชือกและงานสาธารณสุขภายในจังหวัดให้ทราบ
![]()
คุณหมอทักษิณาได้กล่าวต้อนรับคณะผู้บริจาคอีกครั้งหนึ่งว่า "..ในฐานะที่ดิฉันได้มีโอกาสรักษาการแทนผู้อำนวยการและขอเป็นตัวแทนเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ขอต้อนรับคณะที่ได้มาเยี่ยมโรงพยาบบาลเรา ในการที่ได้มามอบอุปกรณ์การแพทย์ เงิน สิ่งของเครื่องใช้และอุปกรณ์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งของที่นำมาบริจาคให้นั้นเราจะทำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดแน่นอน ขอกราบขอบพระคุณคณะอภิธรรมมูลนิธิ และขอบพระคุณแทนเจ้าที่ทุกท่าน ในการที่ได้รับมอบสิ่งของจากคณะ ขอบคุณมากค่ะ.."
ต่อจากนั้นพิธีกรก็ได้เชิญคุณหมอสถาพรกล่าวแนะนำคณะของเราให้บุคลากรของโรงพยาบาลได้รู้จัก และแสดงความรู้สึกส่วนตัวของคุณหมอให้ที่ประชุมได้ทราบ ซึ่งคุณหมอสถาพรได้เริ่มต้นว่า
" ดอกเอย..ดอกแก้ว
งามเจ้าแล้วยังละมุมหอมคุณค่า
เจ้างามพร้อมคุณธรรมนำวิชชา
งามศรัทธาของเจ้าช่างยาวยืน.
อภิเอย..อภิธรรม
มูลนิธิงามล้ำพระธรรมบท
ร่วมแรงสร้างกิจกรรมอันงามงด
ให้ปรากฎความบริสุทธิ์แห่งพุทธะธรรม."
กลอนสองบทนี้บอกตามตรงว่า ปลื้มมาก ..ทันทีที่ได้ฟังก็รู้สึกขนลุกและตื้นตันใจมาก ยิ่งเห็นภาพผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นต่างพากันนั่งนิ่งสงบ มีแต่เพียงเสียงของคุณหมอสถาพรอ่านบทกลอนก็ยิ่งรู้สึกว่า บรรยากาศนี้ช่างศักดิ์สิทธิ์จังเลย ..นึกถึงบรรยากาศของมูลนิธิเราขึ้นมาทันที
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:27:20 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
สลักธรรม 4![]()
จากนั้นคุณหมอก็ได้กล่าวถึงความเป็นมาที่ได้รู้จักกับอาจารย์บุษกรว่า "...มีคนถามมามากเลยว่า รู้จักกับอาจารย์บุษกรได้อย่างไร?
แรก ๆ ก็รู้จักกันในนามพี่ดอกแก้ว ส่วนรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะรู้จักกันและคุยกันด้วยภาษากวีนะครับ ซึ่งเราจะประทับใจกับบทความของอาจารย์ โดยอาจารย์จะเขียนบทกวีที่แตกต่างจากคนอื่น เพราะบทกวีจะสัมผัสได้ถึงเมตตาจิตและสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน สัมผัสได้ถึงความต้องการที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ซึ่งอาจารย์ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเลยครับ
ก็อย่างที่เรารู้ว่าเมื่อใดที่เรามีความทุกข์ เมื่อนั้นเราก็จะหันหน้าเข้าวัด หรือเมื่อใดที่เราจะเข้าวัดส่วนใหญ่ก็จะเริ่มต้นจากความทุกข์ ซึ่งก็ยังดีนะครับที่คนบางคนมีความทุกข์แล้วก็หันหน้าเข้าวัด แต่บางคนมีความทุกข์แล้วหาทางออกไม่ได้
อาจารย์บุษกรท่านเยี่ยมไปกว่านั้นนะครับ เพราะท่านก็ทำเหมือนกับการทำงานของเรา คือถ้าเรามีการป้องกันดี ก็ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วย นอกจากนี้ อาจารย์ก็จะหาวิธีให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ และหาวิธีการป้องกันไม่ให้คนอื่นเกิดทุกข์ขึ้นมา โดยอาจารย์จะใช้สื่อคือบทกวีในการถ่ายทอดธรรมะให้คนทั่วไปได้อ่าน ความสามารถของอาจารย์ก็คือจะสอดแทรกคติธรรม คุณธรรม จริยธรรม ที่สามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ และสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อาจารย์ทำได้ดีมากรู้สึกประทับใจมาโดยตลอด
เพราะทุกข์ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นเพราะได้รู้หลักการในการดำรงชีวิตของเราว่าเป็นอย่างไร เหล่านี้ก็คือสิ่งที่อาจารย์ใช้สื่อของภาษากวีในการสื่อให้ผู้อ่านได้อ่าน ซึ่งก็ติดตามผลงานของอาจารย์มาโดยตลอดตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และก็มีบทกลอนบทหนึ่งที่ชอบมาก อาจารย์เขียนไว้ว่า
...เธอจะเดินผ่านไปในที่สุด
แม้สะดุดหกล้มต้องก้มหน้า
กี่หยาดเหงื่อรินรดหยดน้ำตา
มิหยุดเธอหรอกถ้าศรัทธามี...
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:27:40 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
สลักธรรม 5![]()
![]()
คุณหมอบอกว่ากลอนบทนี้เป็นสิ่งที่ให้กำลังใจคุณหมอเสมอมา และคุณหมอก็เล่าต่อว่า " ..
หลังจากที่ได้รู้จักอาจารย์จากบทกลอนนั้นก็ได้คุยกันมาเรื่อย ๆ จนได้รู้จักอาจารย์มากขึ้น อาจารย์มิได้ใช้สื่อเพียงแค่บทกวีเท่านั้น แต่ได้ทราบมาว่าอาจารย์ได้มีการเผยเผ่ธรรมะทางวิทยุกระจายเสียง และมีทำหนังสือธรรมะแจกจ่ายให้บุคคลทั่วไปอีกด้วย
และนอกเหนือจากนั้นก็ยังได้รู้จักกับอาจารย์ในฐานะที่อาจารย์เป็นอภิชาตบุตร เป็นบุคคลที่น่าชื่นชมมาก บิดาของท่านอาจารย์คือท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร อาจารย์ก็ได้รับภาระต่อจากท่านพระอาจารย์บุญมีในการสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อได้อย่างยอดเยี่ยมครับ ซึ่งก็ทราบว่าอาจารย์ก็มีชื่อเสียงพอสมควร แต่เราไม่ได้ประทับใจตรงมีชื่อเสียง ..เราประทับใจในความงดงามและจิตใจที่มีความเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น .ต่อการให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
และสุดท้ายก็มารู้จักกับมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ ก็เพราะบุคคลพวกนี้กำลังเดินสวนทางกับกระแสสังคม ซึ่งสังคมของเราตอนนี้ก็เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขัน"การให้" ในสังคมกำลังหมดลง " คำว่าให้เริ่มหายกลายเป็นเอา "มากขึ้นในขณะที่ทางมูลนิธิพยายามจะให้ พยายามจะบริจาคทานให้แก่คนอื่น คนที่ยากไร้ คนที่ด้อยโอกาสกว่า ซึ่งก็ได้ประทับใจที่ได้รู้จักกับมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
ผมเป็นคนชอบคุยปรัชญากับเพื่อน ๆ ทางอินเตอร์เน็ต และเพื่อจะเรียนภาษาอังกฤษด้วย ก็ได้ปรัชญามาบทหนึ่งที่ชอบมากแปลเป็นภาษาไทยแล้วมีใจความว่า
..เมื่อตอนที่คุณเกิดคุณร้องไห้ ในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้มอย่างมีความสุข
ใช้ชีวิตของคุณอยู่จนกระทั่งคุณเสียชีวิต แล้วคุณยิ้มอย่างมีความสุข ในขณะที่คนรอบ ๆ ข้างคุณร้องไห้อาลัย..อาวรณ์..
อาจารย์บุษกรก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่น่าจดจำไว้ หลาย ๆ คนคงจะต้องร้องไห้เมื่ออาจารย์จากไปอย่างแน่นอนครับ"
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:27:57 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
สลักธรรม 6
หลังจากนั้นพิธีกรก็ได้กล่าวเชิญอาจารย์บุษกรให้กล่าวกับที่ประชุมพร้อมกับขอให้อาจารย์มอบข้อคิดดีๆ ให้ด้วย ...ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่า น่าเสียดายมากเพราะท่านพิธีกรสลับลำดับขั้นตอนไปนิดนึง โดยที่จริงแล้วจะต้องมีพิธีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลก่อนเพราะคุณหมอทักษิณามีประชุมราชการในช่วงบ่ายสอง แล้วจึงจะมีการพูดธรรมะในลำดับต่อไป
เมื่อท่านอาจารย์ได้ถูกเชิญให้ขึ้นมาพูดจึงพูดได้ไม่เต็มที่ การพูดของอาจารย์จึงเป็นไปแบบรวบรัดและไม่อาจตอบบทกลอนของคุณหมอสถาพรได้ทั้งที่ได้เตรียมไว้ในใจแล้ว เนื้อเรื่องโดยย่อในการพูดครั้งนี้ก็มีอยู่ว่า "..
สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกๆท่าน เป็นครั้งแรกที่ได้มาที่นี่รู้สึกตื่นเต้นมากเพราะอยู่ต่อหน้าผู้ที่มีความรู้ความสามารถในทางวิชาชีพมากกันทั้งนั้น รู้สึกภูมิใจและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความรู้สึกที่ดี ๆ ได้รับการต้อนรับอย่างเต็มเปี่ยมจากทุก ๆ คน น้ำคำและ น้ำใจที่ทุกคนมอบให้ตั้งแต่วันที่มาถึงจนกระทั่งวินาทีเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกว่าความรักมีค่า และความรักที่มีค่านั้นจะมีค่ายิ่ง ก็ต่อเมื่อความรักนั้นคือการให้
มีบทเพลงหนึ่งชื่อว่า "ความรักคือการให้" ดังนั้น การที่เราจะมีความรักคือการให้ได้นั้น เราจะต้องเข้าใจว่า ..ชีวิตไม่ว่าจะเป็นของใครก็แล้วแต่ ต่างล้วนเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายกับเรา เราทุกคนเกิดมามีความรู้มีความสามารถที่แตกต่างกัน แต่เราไม่มีความแตกต่างกันเลยไม่ว่าจะเป็นใคร ความรู้ความสามารถเท่าใด และเพศใด สิ่งที่ต้องเหมือนกันก็คือ เรามีเกิดและเราก็มีต้องตายไป
ที่นี่คือที่โรงพยาบาล สิ่งที่ผ่านเข้ามาในโรงพยาบาลก็มีการเกิดคือมีห้องคลอด มีคนชรา มีคนป่วย และก็ต้องมีการตาย สิ่งเหล่านี้ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้เลยและไม่มีใครหนีพ้น ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดกับเราวันใดเท่านั้นเอง
จริง ๆ แล้ว วันเวลาต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เราสมมติขึ้นไม่ว่าจะเป็นวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ หรือวันอาทิตย์ ในแต่ละวันก็มี ๒๔ ชั่วโมงเหมือน ๆ กัน และในวันแต่ละวันนั้นเราก็มีทั้งสุขและทุกข์ที่ไหลเข้ามาในอารมณ์ของเรา จากการที่ตาของเรากระทบรูป หูเราได้ยินเสียง จมูกเราได้กลิ่น ลิ้นเราได้รู้รส กายเราสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ใจเรานึกคิดไปต่าง ๆ
รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ผ่านเข้ามาทุกวันเหล่านี้ เป็นบ่อเกิดแห่งความพอใจและความไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้สิ่งที่มาปรากฏไม่ว่าจะทางทวารไหนก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้แต่เรารับรู้ได้ คือเรารับรู้ได้ว่าเราพอใจ เราไม่พอใจ แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ทุกวันไป ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปเท่าใดเราก็เก็บสะสมอารมณ์พอใจและอารมณ์ไม่พอใจเอาไว้อยู่ทุกวัน จนกระทั่งความชราเกิดขึ้น ความเสื่อมไป และในที่สุดเราก็ต้องตาย
เราจึงมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเหมือน ๆ กัน จึงกล่าวได้ว่าเราเป็นเพื่อนกัน ทุกคนที่นี่ ทุกคนในโลกต่างเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง คือเดินทางไปสู่ความจบสิ้นของชีวิต
ชีวิตนี้สั้นนิดเดียว.. เมื่อเราเข้าใจว่าชีวิตสั้นนิดเดียว เราก็ควรใช้ชีวิตนั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุดคือ รักทั้งตนเองและรักทั้งผู้อื่น เหมือนกับคำว่า "ความรักคือการให้"
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:28:15 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
สลักธรรม 7
การให้มีอะไรบ้าง?
การให้เวลากับผู้อื่น อย่างเช่นทุกท่านที่เป็นบุคลากรที่นี่ ทั้งคุณหมอ ทั้งคุณพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุก คน กำลังทำหน้าที่การบริการ การให้ และการให้ที่นี่ก็เป็นการให้ที่มีค่าด้วย คือให้ชีวิต ให้ความคุ้มครอง ให้ความปลอดภัย ให้อย่างเต็มที่ นั่นคือการให้ที่มีค่ามาก
ชีวิตของเราจะเห็นใจกัน จะมีความสุข หรือจะมีค่าก็อยู่ตรงที่ว่าเราได้สร้างค่าขึ้นมาให้กับชีวิตของเรา ฉะนั้น จึงเป็นที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งสำหรับทุกท่านที่ได้มีจุดเริ่มต้น คือมีประกายชีวิตเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยที่เล่าเรียนโดยมาชอบวิชาวิทยาศาสตร์ มาเรียนสายวิทย์ แล้วก็ศึกษามาจนกระทั่งเป็นแพทย์เป็นพยาบาลกัน ..นั่นแหละค่ะคือคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของแต่ละท่าน
สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครมามอบให้ท่านได้ แต่ทุกท่านได้มีพืชเชื้อเหมือนมีการกำหนดเส้นทางของตนเองมาตั้งแต่แรก ไม่มีใครลิขิตชีวิตของเราได้ แต่เราลิขิตชีวิตของตัวเราเอง และทุกท่านก็ได้ลิขิตเส้นทางแห่งการให้นี้ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างยิ่ง
นอกจากการให้เวลาแล้ว อีกประการหนึ่งก็คือ เราต้องให้โอกาสด้วย แล้วเราจะให้โอกาสใคร? เราก็ต้องให้โอกาสแก่ตัวเองและให้โอกาสแก่ผู้อื่น
การให้โอกาสกับผู้อื่นนั้นก็เหมือนกับท่านต้องเสียสละความสุขส่วนตัว เช่น ต้องมีการเข้าเวรหรืออยู่เวรกันบ้าง
นั่นก็คือ สิ่งที่ได้เป็นไปตามวงจรของชีวิต และของหน้าที่การงาน แต่ฉันใดก็ฉันนั้น สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าของชีวิตเป็นคุณธรรมของชีวิตที่ยิ่งทำก็ยิ่งได้
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:28:33 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
สลักธรรม 8
ส่วนโอกาสที่เราจะต้องให้กับตนเองก็คือ เราต้องหมั่นกลับไปดูตนเองว่า "เราให้อะไรกับตนเองบ้าง" เราให้เวลาตัวเองหรือยัง เราให้ความรักแก่ตัวเราเองพอหรือยัง ซึ่งเราจะต้องกลับมาดูว่า ชีวิตที่แท้จริงนั้นคืออะไร? อยู่ไปเพื่ออะไร?
วันนี้เรามีหน้าที่การงาน เราก็นึกว่าเราอยู่เพื่อหน้าที่การงาน แต่ชีวิตเราทำการงานเหล่านี้ไปเพื่ออะไรล่ะ ? เราทุกคนเกิดมาล้วนมีสภาพเหมือนกันคือ ต้องไปถึงความหายนะของชีวิตคือจุดจบได้แก่ความตายนั่นเอง
ดังนั้น เมื่อเราต้องตายไป ในที่สุดก็ไม่มีอะไรติดตัวเราไปได้นอกจากคุณธรรมความดีงามเท่านั้นเอง โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสที่เราต้องให้เวลาแก่ตัวเอง ต้องกลับมาพิจารณาว่า เราทำเพื่ออะไร
เมื่อเรามีโอกาสรู้ว่าเราทำเพื่ออะไรแล้ว เราจะได้ให้ความรักตัวเองได้มากขึ้น เพราะว่า สิ่งที่เราจะเติมเต็มให้แก่ชีวิตเราได้มากขึ้น นอกจากเราจะให้ปัจจัย ๔ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และ ยารักษาโรคแล้ว เรายังต้องเติมสิ่งที่มีคุณค่าที่สามารถติดตามเราไปได้เหมือนเงาตามตัวเราไปได้ นั่นก็คือเติมกรรมที่ดีให้แก่ตัวเอง
กรรมคืออะไร? บางท่านก็ทราบแล้ว แต่จะขอกล่าวสักนิดว่า กรรมก็คือการกระทำ มีทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม มีทั้งสุจริตและทุจริต กรรมที่สุจริต ก็คือกายสุจริต วจีกรรมที่สุจริต และมโนกรรมที่สุจริต ส่วนทุจริต ก็คือ กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ซึ่งมีทั้งสองข้างเหมือนมือเราที่มีทั้งข้างขวาและข้างซ้าย
คนทั้งโลกนี้มีมือทั้งสองข้างก็เหมือนกับมีโอกาสที่เลือกทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่วได้ทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าเราถนัดอะไร? บางคนถนัดมือข้างขวา.. พอเอาอาหารมาวางไป เราก็หยิบช้อนด้วยความถนัดโดยไม่ต้องบอกเลยว่าเราต้องหยิบช้อนด้วยมือขวานะ หรือเราต้องหยิบช้อนด้วยมือซ้ายนะ แต่ความสันทัดที่เกิดขึ้นในจิตใจเรา ที่เราฝึกจนชินตั้งแต่เกิดจนโตทำให้เราหยิบช้อนด้วยมือขวาหยิบส้อมด้วยมือซ้าย และก็ทานอาหารได้
เช่นเดียวกัน ถ้าหากเราฝึกความดีไว้ให้สันทัดเหมือนเราฝึกมือขวาไว้ตั้งแต่เล็ก เราก็ไม่ต้องมีใครมาเตือนเราเลยว่าให้ใช้มือขวาถือช้อน แต่มีสติระลึกรู้ได้เองโดยไม่ต้องมีใครมาตอกย้ำ ความสันทัดจัดเจนในความดีนั้นก็จะทำให้เรารู้คุณค่า รู้ประมาณในการกระทำว่าเราควรกระทำอะไร สิ่งที่กระทำนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร เราจะเป็นผู้รู้เอง และก็ตรงกันข้ามกับผู้ที่มีความทุจริต ต่าง ๆ ก็คือเหมือนมือด้านที่เราไม่ถนัด
เชื่อว่าทุกคนที่นี่เป็นคนดี เป็นผู้ที่ถนัดดี ถนัดช่วยเหลือ ถนัดเกื้อกูล และถนัดที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีน้ำใจ แต่ยังมีคนอีกหลายล้านคนที่ไม่ได้มีอาชีพแบบพวกท่าน ไม่ได้มีความถนัดแบบท่าน แต่กลับถนัดในทางตรงกันข้ามซึ่งท่านไม่ได้มีความถนัดด้วย เหมือนเราทานอาหารด้วยมือที่ไม่ถนัด เราก็ไม่อยากหยิบหรือไม่อยากใช้มือนั้น การที่เราไม่ได้มีกายทุจริต วจีทุจริตและมโนทุจริตนั้นเป็นสิ่งดีงาม การที่เราบ่มเพาะอะไรไว้มาก ๆ สิ่งนั้นก็จะกลับมาส่งเสริมโดยไม่รู้ตัว
เราไม่รู้เลยว่าเราถนัดได้อย่างไร ทำไมเราถึงตักข้าวด้วยมือนี้ เพราะมันเริ่มต้นมาทีละเล็กทีละน้อย ความเล็กน้อยนี้มันสะสมไปมันจะมีปริมาณมากขึ้นเอง ฉะนั้น เรื่องของความดีและความชั่ว คุณธรรม เหล่านี้ เราทำเองและเราต้องได้รับเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:29:00 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
สลักธรรม 9
เมื่อพูดถึงเรื่องความถนัดในการทำกรรมแล้ว ท่านอาจารย์ก็เตรียมสรุปคำบรรยายลงว่า ..ขอกลับมาตรงที่เรื่องของการบริจาค เราทุกคนมีความจำเป็นและโดยเฉพาะตัวเองนั้น เป็นคนป่วยมาก ต้องบอกว่าเข้าออกโรงพยาบาลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ชีวิตรอดผ่านการตายมาอย่างนับไม่ถ้วน ..เริ่มต้นตั้งแต่เป็นมะเร็งในเม็ดเลือด ต้องถ่ายเลือดอยู่ตลอด เวลา คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้จ่ายทรัพย์มากมายเพื่อการรักษา และก็ผ่าตัดมาสี่สิบกว่าครั้งแล้ว ก็อาศัยแรงอธิษฐานโดยตั้งใจทุกครั้งที่เข้าห้องผ่าตัดหรือก่อนวางยาสลบด้วยการนึกถึงสิ่งที่คุณพ่อท่านสอนไว้
คุณพ่อเป็นคนบอกเสมอว่าลูกต้องอยู่ เพราะยังสะสมสิ่งที่จะเดินทางไม่พอ เหมือนเราจะเดินทางไกลแต่เราไม่มีเสบียง ไม่มีกองทุน แล้วเราจะเดินทางได้อย่างไร ฉะนั้น เราต้องอยู่นะ อยู่เพื่อทำความดี ตั้งใจไว้ลูก อยู่เพื่อทำความดี ต้องลืมตาขึ้นมาแล้วก้าวไปเก็บความดีอย่างต่อเนื่องให้ได้ ... สิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังขึ้นมาตั้งแต่เล็ก ก่อนดมยาหรือว่าบล็อกหลังจึงจะตั้งใจเลยว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะชดใช้หนี้กรรม ขณะนี้เรามีแรงหนุนที่ดีคือมีคุณพ่อที่ดี มีพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สอนให้เรารู้ว่าที่เราได้รับอยู่ทุกวันนี้คือผลที่เราทำมาเอง แต่ที่เรากระทำใหม่สิเรากำลังกระทำคุณค่าของชีวิต
ฉะนั้น ก็ถึงเวลาที่เราชดใช้หนี้กรรมแล้ว เสมือนเรามีของหนัก ๆ อยู่บนตาชั่ง ถ้าเผื่อเราไปถ่วงไปรั้งเอาไว้น้ำหนักมันก็เท่าเดิม แต่เมื่อถึงเวลาเราได้ปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการ หรือหยิบของลงจากตาชั่งบ้างก็จะรู้สึกเบาขึ้น เราจงภูมิใจว่าเรามีโอกาสได้ใช้หนี้แล้ว หนี้ที่เราทำเองคือหนี้กรรม
เมื่อเรามีความรู้สึกว่าที่เราทำไปนั้นเป็นเป็นการใช้หนี้กรรมแล้วกรรมใหม่เราทำหรือยังล่ะ? ถ้าเผื่อยังไม่พอและยังไม่ดีจริงแล้ว เราต้องเพียรพยายามอดกลั้นและอดทน มีสติ และ มีปัญญา เพื่อจะได้เดินไปข้างหน้าและก้าวไปอย่างภาคภูมิใจว่าเราจะต้องหยิบของชิ้นใหม่มาวางบนตาชั่งให้ดีกว่าเก่า
และทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมา ฟื้นแล้ว ๆ ก็จะบอกตนเองเสมอว่าจะก้าวไปข้างหน้า เพื่อจะเดินไปข้างหน้าและหยิบของชิ้นงาม ๆ เราเลือกได้แล้วว่าเราจะเอาอะไรมาวางบนชีวิตเรา เราก็สามารถเลือกได้ ฉะนั้นชีวิตของเราเลือกได้ ถ้าเผื่อเรารู้จักว่าสิ่งที่เราจะหยิบมานั้น มันให้ผลอย่างไร แล้วใครเป็นได้รับ ฉะนั้นทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะทำอะไรลงไปไม่ว่ากรรมนั้นดีกรรมนั้นชั่ว เราเป็นผู้ได้รับเต็มร้อย
บางคนไม่เข้าใจนึกว่าการทำบุญใส่บาตร รักษาศีล เจริญภาวนา แล้วก็มีการกรวดน้ำแผ่เมตตาให้ผู้อื่นแล้วคิดว่าบุญของเราหรือสิ่งที่เราทำมาจะแหว่งไป ..ไม่แหว่งหรอกค่ะ เราได้เต็มร้อย ยิ่งให้ยิ่งได้
มือที่กำแล้วแบออก ย่อมปลอดภัย เพราะเราไม่ต้องเป็นหนี้ เป็นหนี้บุญคุณ เป็นหนี้ความรู้สึก แต่มือที่หงายแล้วกำย่อมไม่ปลอดภัย เพราะบางครั้งกำอะไรไปก็ไม่ทราบ แต่ถ้าเผื่อเราเป็นผู้ที่กำมาแล้วได้แบออก ได้ปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการออกบ้าง เราจะเป็นผู้ได้รับความอิสระและมีความสุข
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:29:26 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
สลักธรรม 10
ความสุขไม่ได้อยู่ที่การมีมาก ไม่ได้อยู่ที่การมียศถาบรรดาศักดิ์หรือมีตำแหน่งหน้าที่ที่งาน แต่ความสุขอยู่ที่ใจ และใจของเราจะมีความสุขได้อย่างไร ก็อยู่ที่ให้ ดังคำว่าผู้ให้ย่อมได้รับความสุขนั่นเอง คำว่าให้จึงเป็นภาษาที่งดงามที่สุด ให้อะไรก็ได้โดยเฉพาะให้อภัยผู้อื่น และอย่าลืมให้โอกาสตัวเองว่าต่อไปนี้ เรามีลมหายใจแห่งการให้ มีการเดินไปไม่ว่าจะบริการใครก็แล้วแต่ ต้องทำด้วยความเต็มใจ มีเมตตาจิตและพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์โลกทั้งหลาย เพราะเขาทั้งหลายล้วนเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายกับเรา เราสุขอย่างไร เราทุกข์อย่างไร เรารู้จัก ผู้อื่นสุขอย่างไร ทุกข์อย่างไร เราก็ต้องรู้จัก ดั่งโบราณท่านว่า "อกเขาอกเรา"
การมีชีวิตที่ดีก็คือชีวิตที่มีการให้ จึงขอถือโอกาสอันนี้แสดงความรู้สึกว่าการให้เป็นสิ่งที่มีค่า โดยเฉพาะเมื่อเรามีโอกาสมากกว่า เปิดเผยใจเรา และตรวจสอบใจของเราว่าใจเราพร้อมไหม? เมื่อพร้อมแล้วอย่าชลอหรืออย่ารอช้า เพราะเราไม่ทราบเลยว่าพรุ่งนี้จะมีสำหรับเราหรือเปล่า เพราะคนเรานี้ไม่มีความแน่นอน ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ได้พบเห็นคนเจ็บมามาก ๆ คนตายมามาก ๆ แล้ว แต่ท่านทราบไหมคะว่าตัวเราเองนั้น วันนั้นจะมาถึงเราเมื่อไร ไม่มีใครทราบเลยเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นอนิมิต
อนิมิตในหลักพุทธศาสนามีอยู่ ๔ อย่างคือ
๑.เราไม่ทราบว่าเราจะตายเมื่อไร
๒.เราไม่รู้ว่าเราจะตายที่ไหน
๓. เราไม่รู้ว่าเราจะตายด้วยโรคอะไร
๔. เราไม่รู้ว่าเราตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร
ท่านอยู่กับความตาย เห็นความเจ็บ เห็นความตายจนชิน แต่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อใด ไม่ทราบเลย กำหนดได้ไหมว่าอายุเราจะต้องเท่านั้นเท่านี้ เพียงแค่อุบัติเหตุในเสี้ยววินาทีเดียว หรือไม่ก็หัวใจวาย หรือเป็นโรคอะไรอย่างเฉียบพลันก็ตายได้ เราไม่รู้เลยว่าเราจะตายเมื่อไร
ไม่มีใครสักคนเดียวรู้ได้เลยว่า จะที่ไหน จะตายที่โรงพยาบาลหรือเปล่าก็ไม่ทราบ หรือว่าจะตายที่บ้าน
เราไม่รู้เลยว่า จะตายด้วยโรคอะไร ..ขณะนี้เราไม่มีโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงใครจะรับประกันเราได้ ไม่มีใครรับประกันเราได้เลย เพราะโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้บอกล่วงหน้าเลยว่า นี่เธอฉันจะไปหาเธอนะถ้าเผื่อรู้เราก็จะได้ป้องกัน แต่คนไข้ทั้งหมดไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองจะต้องเป็นโรคแบบนี้ ซึ่งเป็นเพราะมีกรรมส่วนตัวกันมา
และสุดท้ายเมื่อตายแล้วไปเกิดที่ไหน.. อันนี้ก็สำคัญที่สุด เพราะในขณะนี้ทุกคนที่นั่งในที่นี้ มีความรู้ มีอาชีพที่จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง แต่เมื่อเราตายแล้วเกิดใหม่ ต่อให้เกิดเป็นคนเราก็ต้องเริ่มต้นใหม่อีกแล้วด้วยการปูพื้นฐานความรู้ใหม่.. นี่คุณแม่ นี่คุณพ่อ นี่ทานได้ นี่ทานไม่ได้ และก็ต้องมาเรียน ก. ไก่ ข.ไข่ กว่าจะมาเป็นหมอเป็นพยาบาลอย่างทุกวันนี้
สิ่งเหล่านี้เป็นวัฏฏะที่หมุนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น ..ชาตินี้เราใช้เวลามาเท่าไรแล้ว และเรายังเหลือเวลาอยู่อีกเท่าไร เราจึงต้องหมั่นคิดถึงการให้เวลาแก่ตนเองด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:29:41 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |