มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธารน้ำใจหลั่งไหลสู่นาเชือก (๓)






ธารน้ำใจหลั่งไหลสู่นาเชือก (๓)


ตอนที่ผ่านมา


หลังจากที่พวกเราไปทำป่าลั่นเพราะหัวเราะเสียงดังลั่นป่ากันมาแล้ว คุณหมอสถาพรก็พาพวกป้าๆ กลับมาพักผ่อนอิริยาบถที่ห้องสมุดของโรงพยาบาลนาเชือก ก่อนที่จะนำอาจารย์บุษกรชมสถานที่อย่างเป็นทางการพร้อมกับแจกผ้าห่มกันหนาวให้กับผู้ป่วยในทั้งหมดที่ยังพักรักษาตัวอยู่ตามห้องต่างๆ

และในระหว่างที่เราพักผ่อนเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมอยู่นี้ก็มีการพูดคุยถึงเรื่องกรรม-วิบากที่แต่ละคนได้ทำและได้รับ ซึ่งบางคนนั้นพอทราบว่าทำแล้วอาจจะไม่ได้อะไรตอบสนองคืนกลับมาในด้านโลกียธรรมที่ดีก็จะไม่ยอมทำกุศลนั้นต่อ จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ปล่อยให้โอกาสแห่งการกระทำกรรมใหม่ที่ดีต้องพรากหายไปจากชีวิตทั้งที่มีวิบากดีที่ได้ร่วมรู้ในเรื่องราวของกิจการงานกุศลได้เกิดขึ้นแล้วกับเขาเหล่านั้น

แต่เพราะอำนาจกิเลสที่มีสะสมอยู่มากทั้งยังขาดศรัทธาที่ประกอบไปด้วยปัญญา จึงทำให้เขาเลือกทำกรรมใหม่ที่ไม่ตอบสนองวิบากดีที่มีมาให้มีผลที่ดีไปอุปถัมภ์ชีวิตของตนเองเพื่อเป็นเสบียงดำเนินสู่ทางมรรคผลนิพพานสืบต่อไป ท่านอาจารย์จึงได้เล่าให้พวกเราฟังถึงคำแนะนำของหลวงพ่อเสือที่ท่านให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องของการทำกุศลทานที่ดีว่า



".... ถ้าหากเรามีความตั้งใจที่จะทำบุญแล้ว แต่ยังไม่เห็นว่ามีโอกาสจะได้ผลอะไรคืนมาเช่น ไม่ได้มามอบด้วยตนเอง ไม่มีคำขอบคุณจากผู้รับ หรือไม่มีใบเสร็จให้ไปหักภาษีคืน หลวงพ่อท่านก็ไม่ให้ยุติการทำบุญนั้นไปเพราะเหตุดังกล่าว ถ้าหากเราต้องการจะทำบุญแล้วก็ให้ทำใจเหมือนกับน้ำในก๊อกที่ไหลออกมาแล้วจะไม่ไหลย้อนเข้าก๊อกกลับไปอีก กระแสทานของเราก็ควรจะมีแต่การไหลออกไปอย่างเดียวอย่างน้ำก๊อกเช่นกัน

ฉะนั้น พอเรารู้แล้วว่า ..เดี๋ยวเราจะได้หยิบเงินออกมาทำบุญ ..เดี๋ยวเราจะได้บริจาคกันแล้ว หรือรู้ว่า ..เราได้มอบของให้เขาไปแล้ว เราได้เห็นกับตาว่าเสื้อผ้าที่เราส่งมาให้เขาก็ได้นำไปแจกแล้ว คนรับจะเอากลับหรือไม่ก็ช่างเขา แต่การทำบุญของเรานั้นต้องไหลออกไป อย่าไปย้อนถามอย่าไปยุ่งอะไรอีกเพื่อใจจะได้สบาย

ทำชีวิตในเวลาที่ให้ทานให้เปี่ยมเมตตาเหมือนกับน้ำก๊อกที่ไหลออกไป เมื่อเรามีเจตนาดีมาแล้ว ขณะนี้เราก็ได้มาถึงแล้ว และอีกไม่นานเราก็จะได้ทำกับมือแล้ว ...เท่านี้ก็จะทำให้เจตนาบุญของเราหลั่งไหลมากยิ่งขึ้น

เหมือนเวลาที่เราฉีดน้ำรดต้นไม้ น้ำก๊อกนั้นไหลออกทางเดียว ก็เหมือนกับเจตนากุศลที่ไหลออกจากใจของเราทางเดียว และที่น้ำกระเซ็นไปถูกต้นไม้ต่างๆ ได้ดูดซึมไปเลี้ยงลำต้นให้เติบโต นั่นก็เป็นความสุขของเขา ซึ่งเราก็รู้ว่าเราให้แต่น้ำ ที่บางต้นก็ได้มากบางต้นก็ได้น้อยก็แล้วแต่วิบากของเขา บางคนมีวิบากที่จะได้นำไปเลย บางคนก็มีวิบากแค่ได้ใช้ เมื่อดูเรื่องกรรม-วิบากแล้วเราก็จะสงบใจได้ ท่านจึงย้ำว่า อย่าไปหวังผลจากการได้อะไรในตอนนี้เลย..."

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [3 ก.พ. 2552 , 18:26:16 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11



อย่างตัวเองนั้นใช้เวลามา ๕๓ ปีแล้ว โอกาสข้างหน้าไม่รู้จะอยู่อีกกี่วัน อาจจะเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้ตายก็ได้ไม่มีใครรับประกันเราได้ แต่ถ้าเผื่อเราสามารถวางทุนและเสบียงเดินทางไว้แล้วว่าเรามีน้ำใจ เรามีโอกาสได้แบ่งปันให้เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายก็เหมือนเราได้หยิบของดี ๆ ขึ้นใส่รถบรรทุกของเราไว้ได้แล้ว เมื่อเราจะออกเดินทางเราก็มีความพร้อมเพราะมีข้าวปลาอาหารใส่ไว้แล้ว

ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ ...เราทำอย่างไร เราได้อย่างนั้น การออกเดินทางของเราก็จะมีเสบียง แต่ถ้าเรารู้ว่าเราจะต้องเดินทางไกลคือต้องมีชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไป แต่รถบรรทุกของเราว่างเปล่าไม่มีทุนไม่มีเสบียง การเดินทางนั้นก็ต้องน่ากลัวและลำบากมาก ๆ เหมือนการเดินทางไปในทะเลทรายเราไม่รู้เลยว่าเราจะมีน้ำจืดให้ดื่มเมื่อไร ฉะนั้น เรามาเตรียมตัวกันเถิดค่ะ

มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิได้สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๐ โดยคุณพ่อเป็นผู้ริเริ่มจดทะเบียนมูลนิธิ .. การริเริ่มของคุณพ่อก็เช่นเดียวกัน ท่านป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอย่างแรง คุณพ่อท่านเป็นเจ้าของกิจการคือโรงงานชอล์กศรีอยุธยาซึ่งคนรุ่นอายุสัก ๕๐ กว่า ๆ คงจะได้เรียนด้วยชอล์ก แล้วก็มี ดินน้ำมันที่เราใช้ปั้นเล่นกัน

คุณพ่อเป็นคนอยุธยา เข้ามาแบบปากกัดตีนถีบไม่มีอะไรเลย ต่อสู้กับชีวิตจนมีรากฐานเป็นเจ้าของโรงงาน จากการที่ใช้ความคิดมาก ๆ และมีความเครียดจากธุรกิจนี้ก็เลยทำให้เป็นโรคกระเพาะ ซึ่งคุณหมอบอกต้องพักผ่อนมาก ๆ ต้องหาที่พักผ่อนหย่อนใจอย่ามาเครียดกับงาน ท่านไปฝึกเต้นรำก็แล้ว ไปทำอะไรก็แล้วก็ยังไม่หาย

วันหนึ่งท่านได้นั่งรถผ่านไปได้ยินเสียงบรรยายธรรมะเข้า ท่านก็เข้าไปฟังแล้วก็ได้ประโยชน์มาว่า นี่คือเหตุนะ นี่คือผลนะ ธรรมทั้งหลายมีเหตุและมีผล สิ่งที่เราได้รับมานี้มันเกิดขึ้นมาลอย ๆ ไม่ได้เราทำมาเอง เราเคยฆ่าเขาเราก็ได้รับ ผลของกรรม เราเคยเบียดเบียนเขาเราก็ต้องได้รับ เรามีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนนี้เพราะอะไร

เหตุผลให้พระพุทธศาสนาทำให้คุณพ่อได้รู้จักแสงสว่างของชีวิตว่า ชีวิตนั้นคืออะไร ท่านก็ได้ไปศึกษาเล่าเรียนแล้วเบนเข็มชีวิตออกมา โดยมอบธุรกิจการงานคุณอาทำทั้งหมด ต่อมาคุณพ่อก็ได้รับเชิญให้เป็นผู้พิพากษาสมทบศาลคดีเด็กและเยาชนกลาง ได้เจริญเติบโตด้วยอำนาจของธรรม ได้วางมือจากทางโลกเพราะรู้ว่าพอแล้ว

และท่านก็เข้าใจแล้ว เมื่อเรามีแล้วพร้อมแล้ว จงแผ่ความพร้อมไปถึงผู้อื่นบ้าง จึงได้เปิดโรงเรียนสอนพระอภิธรรม ได้สอนบุคลากรต่าง ๆ อาชีพของคุณพ่อก็คือปั้นดินให้เป็นดาว เป็นผู้สอนธรรมะ เป็นผู้ให้ความรู้ ให้ความเข้าใจว่า ชีวิตคืออะไร เราจะใช้ชีวิตไปเพื่ออะไร และชีวิตจะมีคุณค่าได้อย่างไร และจุดมุ่งหมายชีวิตของแต่ละคนนั้นต้องการอะไร และจะไปถึงจุดมุ่งหมายของชีวิตนั้นได้อย่างไร นั่นก็คือหลักของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

ปลายชีวิตของคุณพ่อ คุณพ่อได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งเดิมนั้นท่านก็ได้ปวารณาตัวเองไว้ว่า ถ้าหากมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธินี้มีรากฐานที่มั่นคงที่พุทธมณฑลแล้วก็จะบวช เมื่อท่านบวชแล้วก็สอนธรรมะอยู่ได้อีก ๒ ปี ระหว่างนั้นอาการของมะเร็งลำไส้ก็ทำให้ต้องผ่าตัดแล้วมีถุงถ่ายอยู่ข้างนอกซึ่งได้รับทุกขเวทนามากแต่ท่านไม่เคยบ่นท่านวางใจได้ เพราะรู้ว่ากรรมของตนเองทำมา เสียงสั่งครั้งสุดท้ายของท่านได้ฝากให้มาบอกกับลูกศิษย์ทุกคนว่า “อย่าหลงลืมสติ”

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:30:03 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )


  สลักธรรม 12



เพราะสติคือความระลึกรู้สึกตัว เมื่อใดที่เรามีความระลึกรู้สึกตัวความประมาทก็เกิดขึ้นไม่ได้ ชีวิตของเราทุกคนอยู่ในความประมาทคือ ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร เราใช้ชีวิตอย่างสบาย ไม่เคยนึกเลยว่าพญามัจจุราชจะมาเจอเราเมื่อไร ความประมาทอย่างนี้ทำให้ชีวิตเราเกิดความน่ากลัวและทำในสิ่งที่น่ากลัวมากมาย เช่น ทำทุจริต คอรัปชั่น มีสารพัดที่จะทำเพื่อแสวงหามาเพื่อจะได้ เมื่อแบมือแล้วกำ

แล้วลองดูกันนะคะว่าเราจะกำไปได้นานเท่าใด ชีวิตเราอย่างมากก็ทานแค่อิ่ม จะแต่งตัวสวยอย่างไรก็ชุดเดียว เราจะมีเสื้อผ้า ๒๐ ชุดเราจะนำมาใส่พร้อมกันก็ไม่ได้ เราจะมีมากอย่างไรแต่เราใช้ได้ทีละอย่าง ๆ เท่านั้น ถึงข้าวจะมีมากเราก็ทานได้ทีละช้อน ๆ เมื่อสักครู่นี้กับข้าวบนโต๊ะก็มีมากและอร่อยด้วย การต้อนรับที่นี่ดีมาก ๆ แต่อร่อยอย่างไรก็แค่อิ่ม อิ่มแล้ว ก็ต้องขับถ่าย วงจรชีวิตหมุนออกไป จะให้อร่อยอย่างไรก็ถ่ายกลับไปเป็นของโสโครกแล้วเราก็หิวอีกเรา

ชีวิตของเราพร่องอยู่เป็นนิจ เราทานกันมากี่มื้อแล้ว เราสุขกันมาเท่าไรแล้ว แล้วเราหยุดแล้วหรือยัง ยังไม่ต้องถึงพรุ่งนี้แค่เพียงเย็นนี้เราก็หิวอีกแล้ว ..ชีวิตก็เป็นอย่างนี้คือวัฏฏะสงสาร วงจรจึงน่ากลัว แล้วทำอย่างไรเราจะหยุดความน่ากลัวได้ นั่นก็คือจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาที่ท่านใช้คำว่า นิพพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นบรมสุข มูลนิธิของเราจึงจัดตั้งและสืบสานกันต่อมาก็เพื่อจะเผยแพร่คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ที่เราจะเก็บมาและบรรจุเข้าไปในตัวเองว่าเราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร

หลักในการดำรงชีวิตเรียกว่า หลักสัปปุริสธรรมทั้ง ๗ ประการ คือ เป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักเลือกคบคน

รู้จักเหตุ คือ เหตุนี้ทำแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร? ถ้าเราทำเหตุชั่ว ผลจะเป็นอย่างไร

รู้จักผล คือ รู้ว่าผลที่เกิดขึ้นกับเรานี้มีมาเพราะเหตุอะไร? ผลดีย่อมต้องมาจากเหตุดี ผลชั่วย่อมต้องมาจากเหตุชั่ว

รู้จักตน คือ รู้ว่าตนเองเป็นใคร? การที่เราเรียนจบวิชาต่างๆ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาได้อย่างไร ในทางการแพทย์นั้นก็บอกเพียงว่า เพราะมีเสปิร์มกับโอวั่มมาผสมกันใช่ไหม? แต่สองอย่างนี้ไม่ได้ทำให้มีการเกิดได้แต่จะต้องมีสัตว์ตายแล้วมาปฏิสนธิ..การเกิดจึงจะมีขึ้น เพราะมีคนพยายามทำกิฟท์ทำเด็กหลอดแก้วก็ยังไม่มีลูก ..เพราะเขามีองค์ประกอบอยู่เพียงสองอย่างแต่ขาดเหตุสำคัญก็คือ มีสัตว์ตายแล้วมาปฏิสนธิ

แล้วสัตว์ไหนล่ะตาย ก็คือสัตว์ในโลกนี้ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ และเมื่อมาปฏิสนธิแล้วก็อยู่ในครรภ์มารดาที่อับเฉาเพียงชั่วคราวแล้วก็คลอดออกมาเผชิญโลก ร้องแย่ๆ มาตั้งแต่เกิดแล้ว

คุณหมอที่ทำคลอดก็คงจะเห็นเลยว่าเด็กคนไหนมีความสุขบ้าง? ไม่มี เพราะไม่มีใครที่เกิดมาแล้วบอกว่า สุขจังๆ มีแต่ร้อง แย่ๆ มาแล้วต้องแต่แรก แล้วก็ต้องแย่ต่อไปเพราะเราต้องเดิน ต้องกิน ต้องนอน ต้องขับถ่าย สารพัดที่จะต้องทำไปจนวันตาย

ความจำเจซ้ำซากเหล่านี้เราไม่เคยเหลียวไปดู เราจึงเดินหน้าแล้วก็เก็บ กอบโกยเข้ามาโดยปราศจากการให้..นั่นคือปราศจากความรักที่แกท้จริง แต่เป็นรักลวงเพราะเป็นรักที่เราต้องการเข้าสู่ตัวเอง สมบัติต่างๆ นั้นเราอาศัยก็เพียงชั่วคราว เสื้อผ้าต่างๆ ก็อาศัยเพื่อกันความร้อนหนาว การขบกัดของสัตว์ กันความอุจาด และอย่างดีก็เพิ่มสง่าราศีให้กับเรา แต่ก็เพียงชั่วคราวเพราะจะกลายเป็นของโสโครกคือเหม็นขึ้นมาอีกเราจึต้องเปลี่ยนต้องซักเพราะร่างกายของเราเป็นสิ่งโสโครกเป็นอสุภะ

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:30:18 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )


  สลักธรรม 13



รู้จักกาล คือ ต้องรู้กาละเทศะว่า เราควรจะทำอย่างไรให้เหมาะสม ตรงต่อเวลา ตรงต่อหน้าที่ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และซื่อสัตย์ต่อคนอื่นด้วย

รู้จักประมาณ เช่น ประมาณในการโภชนาการ คือกินเพื่อแก้ทุกข์ หาเพื่อแก้ทุกข์ อยู่เพื่อแก้ทุกข์ เพราะถ้าเกินการแก้ไขทุกข์ไปก็เป็นตัณหาเพราะเป็นการแก้อยาก ..ผู้ใดที่มีความอยากมากมีความต้องการมาก ผู้นั้นก็จะต้องมีการดิ้นรนมาก

รู้จักชุมชน คือต้องรู้ว่า ชุมชนแห่งนี้เขามีการดำเนินชีวิตกันอย่างไร มีประเพณีอะไร มีใครเป็นผู้นำบ้าง

รู้จักเลือกคบคน คือ คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล หลักสัปปุริสธรรมทั้งเจ็ดประการนี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติก้าวหน้าได้อย่างแน่นอน

มูลนิธิของเราจึงมีนโยบายที่จะจรรโลงพระพุทธศาสนาและมอบสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคม สำหรับพวกท่านก็มีการให้คือให้ชีวิต ส่วนทางมูลนิธิก็มีการให้แสงสว่างของชีวิตอีกทีหนึ่งก็คือการเดินทางที่ถูกต้อง

มาถึงวันนี้เราก็ได้รวมพลังกันและถือโอกาสนี้มอบความรักคือการให้ อันได้แก่อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่อยู่ตรงนี้ด้วยความรู้สึกเต็มเปี่ยมว่า ..ในเมื่อเราไม่สามารถที่จะมีวิชาชีพเช่นพวกท่านได้ แต่สิ่งใดที่พวกเราสามารถสนับสนุนได้ก็ขอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนนั้น ก็ขอมอบให้ด้วยความรัก

จากความตั้งใจของตนเองและการที่ได้คุยกับคุณหมอสถาพร ..ภายในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ก็ได้รับความศรัทธาจากลูกศิษย์เกือบร้อยคนที่ร่วมใจกันบริจาคทรัพย์มาให้รวมยอดสุทธิแล้วก็คือ ๕๓๐,๗๕๐ บาท เป็นค่าเครื่องมือทางการแพทย์ ๔๓๕,๐๐๐ บาท และเป็นเงินสดบำรุงโรงพยาบาล ๙๕,๗๕๐ บาท

ก็ถือโอกาสนี้มอบความรักจากพวกเราชาวมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิให้กับโรงพยาบาลนาเชือกด้วยความรักค่ะ"

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:30:34 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )


  สลักธรรม 14











หลังจากนั้นก็เป็นพิธีมอบเช็คพร้อมเงินสดให้กับแพทย์หญิงทักษิณา เรืองจิตไพโรจน์ รักษาการณ์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนาเชือก พร้อมกับหนังสือธรรมะอีกจำนวนหนึ่งไว้สำหรับห้องสมุดโรงพยาบาลและโรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์ ซึ่งในโอกาสเดียวกันนี้ท่านผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์ก็ได้มอบวุฒิบัตรประกาศเกียรติคุณให้แก่อาจารย์บุษกรด้วย

นับเป็นอีกหนึ่งช่วงบรรยากาศที่ชื่นมื่นของทั้งผู้ให้และผู้รับ และเมื่อพิธีที่เป็นทางการจบลงแล้ว ก็มีการขอทดสอบใช้เครื่องมือกันด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งในภายหลังได้ทราบว่า เจ้าของบริษัทที่ขายเครื่องมือเหล่านี้เมื่อได้มีโอกาสได้ฟังสิ่งที่ท่านอาจารย์พูดแล้วก็ถึงกับน้ำตาซึม แล้วปวารณาตนว่าจะทำชีวิตเป็นผู้ให้เช่นนี้บ้าง จึงนับเป็นข่าวที่น่าอนุโมทนายิ่ง สาธุๆ

เมื่อการทดลองเครื่องมือจบลงแล้ว คุณหมอสถาพรก็ได้พาพวกเราไปผ่อนคลายอิริยาบถกันอีกครั้งที่ห้องอโรคยา ซึ่งเป็นห้องนวดแบบแพทย์แผนไทย เลยทำให้หลายคนหายปวดหายเมื่อไปด้วยน้ำมือหมอนวดสาวๆ เหล่านี้



โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:30:50 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )


  สลักธรรม 15





อันที่จริงเมื่อลงกระทู้มาจนถึงตอนนี้แล้วก็คิดว่า ..วันนี้ลงเรื่องยาวเกินไปหรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากเก็บเรื่องไว้ค้างคืนอีก ก็เลยตัดสินใจลงให้อ่านกันต่อเลยนะคะ..

..เมื่อแดดร่มลมตกและหายเมื่อยกันแล้ว คุณหมอก็จับพวกเราใส่รถตู้ตรงไปยังพระบรมธาตุนาดู พุทธมณฑลแดนอิสาน ซึ่งก่อนที่จะไปถึงนั้นก็ได้แวะที่สวนวลัยรุกขเวชกันก่อน โดยที่ตอนแรกนี้ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นสวนอะไร แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็ได้พบกับความประทับใจหลายๆ อย่างโดยเฉพาะมัคคุเทศก์ที่อารมณ์ดีมากๆ แถมยังเสียงดังฟังชัดไม่แพ้มัคคุเทศก์ที่ป่าดูนลำพันเลย

วันนี้พวกเราก็เลยได้หัวเราะกันจนลั่นป่าในช่วงเช้าแล้วมาลั่นบ้านในช่วงบ่าย เพราะสวนวลัยรุกขเวชนี้เป็นสวนที่แสดงเรือนอาศัยของชาวอิสาน เป็นเรื่องโบราณที่นำมาอนุรักษ์ไว้ให้ศึกษาถึงภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

เรือนไทยทางภาคอิสานนี้พิศดูแล้วจะไม่ค่อยมีช่องหน้าต่างเท่าไหร่นัก และภายในก็ค่อนข้างมืด อาจเป็นเพราะแดดแรงลมแรงก็เลยต้องออกแบบให้ป้องกันความหนาวและความร้อนแล้งนั่นเอง และปกติของเรือนก็จะมีสามห้องคือห้องนอนพ่อแม่ ห้องพระ และก็ห้องนอนของลูกสาวที่เขานิยมเรียกว่าห้องส้วม















มัคคุเทศก์อารมณ์ดีบอกว่า ห้องนอนของลูกชายนั้นไม่มีเพราะไม่มีใครมาปลุกปล้ำ แต่ถ้าจะนอนให้มิดชิดก็จะไปนอนในห้องพระก็ได้ แต่โดยปกติแล้วจะนอนกันอยู่ตามชานเรือน และในห้องพระนี้มัคคุเทศก์ก็บอกอีกว่าไม่ได้มีแต่เฉพาะหิ้งพระแต่มีหิ้งผีบรรพบุรุษหรือผีที่เคารพนับถือด้วย ..ฉะนั้น ผีอีสานจึงไม่กลัวพระเพราะอยู่ห้องเดียวกัน ...อิอิ

ส่วนห้องนอนของลูกสาวก็จะมีห้องเดียวไม่ว่าจะมีลูกสาวกี่คนก็จะนอนรวมกันอยู่ในนี้ เมื่อลูกสาวแต่งงานออกไปก็จะมีการยกเรือนประกอบที่เรียกว่าเรือนโข่งสามารถแยกออกจากตัวบ้านได้ ยกให้ลูกเขยมาปลูกอยู่ใกล้ๆ ได้เลย ..นี่คือภาพรวมๆ ของวิถีชีวิตชาวอิสาน

มัคคุเทศก์ได้พาเราเดินหัวเราะกันไปเรื่อยๆ ตามเรือนต่างๆ อย่างสนุกสนาน จบจนกระทั่งเวลาใกล้จะเย็นมากแล้วจึงได้พาเราไปนมัสการพระบรมธาตุนาดูนซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักโดยผูกขาดการเป็นมัคคุเทศก์อยู่เพียงผู้เดียว






โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:31:07 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )


  สลักธรรม 16







บรรยากาศยามเย็นของพระธาตุนาดูนนั้นสวยงามมาก ณ ที่นี้อาจารย์บุษกรได้พาพวกเราสวดมนต์กันเสียงดังมาก อาจเป็นเพราะหลายวันมานี้เราไม่ได้สวดมนต์กันเลย พอมีโอกาสและมาอยู่เบื้องหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เลยทำให้เรามีอาการอยากสวดมนต์กันอย่างเต็มที่

และเมื่อสวดมนต์แล้วคุณหมอก็จะพาเราไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์กันต่อ ..แต่ก่อนที่จะไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นเราก็ได้ทำการตีฆ้องบอกเทวดาให้ทราบว่าเราได้มานมัสการพระบรมธาตุแห่งนี้







ซึ่งมัคคุเทศก์บอกกับเราว่าการตีฆ้องนั้นจะใช้ในการอธิษฐานบนบานเทวดาด้วยก็ได้ หรือถามปัญหาเทวดาด้วยก็ดีเหมือนกัน เช่นถามว่า ทำอย่างนี้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ..แล้วก็ใช้มือลูบไปรอบๆ หน้าฆ้อง ถ้าทำสำเร็จ ก็จะมีเสียงฆ้องดังขึ้น ซึ่งพวกเราก็ลองลูบกันใหญ่เลยแต่ก็ไม่มีเสียงดัง

แต่พอช่วงที่เรากำลังจะเดินมาขึ้นรถนั้น ก็มีเด็กเล็กๆ สองคนมาลูบฆ้องบ้าง ปรากฏว่า เสียงฆ้องดังขึ้นมาไพเราะมาก ทำให้เกิดความโกลาหลเล็กน้อยกับคำถามว่า ทำได้อย่างไร ..หลายคนวินิจฉัยว่า เราอาจลูบผิดวิธี หรือไม่ก็ไม่ได้ตั้งคำถามไว้ตั้งแต่แรก เทวดาก็เลยไม่รู้ว่าจะตอบอะไรเรา ..อิอิ

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:31:26 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )


  สลักธรรม 17












สถานที่สุดท้ายเราไปเยี่ยมชมในวันนี้ก็คือ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ..มักคุเทศก์บอกว่า บ่อน้ำนี้เดิมเป็นบ่อที่น้ำที่มีน้ำผุดขึ้นมาเองเรื่อยๆ ไม่เคยแห้งเหือดหายไปแม้จะร้อนแล้งแค่ไหน และตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบันเขาก็มักจะนำน้ำในบ่อนี้ไปประกอบพิธีมงคลต่างๆ

น้ำในบ่อนี้มีสรรพคุณที่กล่าวขานกันว่าสามารถรักษาโรคได้หลายชนิด ประชาชนที่มีความศรัทธาและเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ได้มานำน้ำในบ่อนี้ไปรักษาความเจ็บป่วยจนหายกันมาหลายรายแล้ว บางรายก็อุ้มคนป่วยมาอาบมาดื่มกินกันที่ข้างบ่อเลย ..ซึ่งฟังแล้วก็มีคนแซวขึ้นมาว่า มีน้ำนี้บ่อเดียวก็น่าจะปิดโรงพยาบาลได้เลย ...ก๊าก ขำ

และเมื่อรับทราบความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำในบ่อกันอย่างจุใจแล้ว ก็ถึงคราวที่พวกเรารีบจะพากันตักน้ำขึ้นมาล้างหน้า มาลิ้มชิมรสกันใหญ่เลย ...

และก็ก่อนที่จะจบกระทู้ลงในวันนี้บทกลอนที่อาจารย์บุษกรได้ตอบคุณหมอไว้ในใจก็คือ

หมอเอย..หมอดอย
หนุ่มน้อยน่ารักเป็นนักหนา
คุณธรรมน้ำใจดั่งธารา
มากคุณค่ายิ่งกว่าหมอขอชื่นชม.

นาเอย..นาเชือก
พวกเราเลือกมาให้ในวันนี้
ก็ด้วยหวังปลูกรักปักฤดี
ด้วยมากมีน้ำใจ..ให้ประชา

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.พ. 2552 , 18:31:44 น.] ( IP = 125.27.175.88 : : )


  สลักธรรม 18

รีบมาตามนัดกับรอยกรรมที่น้องกิ้ฟบอกไว้ให้ติดตามนั่นเอง ขอชื่นชมพร้อมทั้งปรบมือให้ดังๆเลยนะค่ะกับความเพียรที่เกิดจากจิตที่เมตตากรุณาของของกิ้ฟ ที่ตั้งใจทำงานนี้มาสามตอนแล้ว เพียงหวังให้ได้รับทราบเหตุการณ์บุญกันอย่างทั่วถึงนั่นเอง

อ่านจุใจไปเลยนะค่ะครั้งนี้ และดูภาพต่างๆตามลำดับทำให้ปลื้มใจมากเลยค่ะ กับทางเดินของชีวิตที่เราท่านเลือกแล้ว

ความรักคือการให้ และยิ่งให้ยิ่งได้จริงๆเลยค่ะ ทุกๆอย่างที่คนเราทำไว้นั้นทำมากได้มากทั้งดีและชั่วนะคะ แต่ครานี้ล้วนเป็นการเลือกทำมากในเส้นทางสายกุศลจริงๆเลย พี่ดอกแก้วจำสุภาษิตของชาวอังกฤษท่านหนึ่งเขียนไว้ว่า

The more you give,
the more you get,

The more you laugh,
the less you fret,

The more you do,
unselfishly,

The more you live
.....abundantly....

เป็นข้อคิดที่ดีมากๆเลยนะคะ และยังเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่ทำความดีได้มากมาย สร้างรอยยิ้มให้กับตนเองได้อย่างสดชื่นทีสุดเลยค่ะ จึงขอทิ้งท้ายด้วยกลอนที่ได้รับความรู้สึกจากสุภาษิตนั้นไว้ด้วยค่ะว่า..

ท่านยิ่งให้ท่านยิ่งได้ใจสดชื่น
หัวเราะรื่นลบความขมตรมในจิต
ถ้าท่านไม่เห็นแก่ตัวเพียงน้อยนิด
ท่านจะมีชีวิตสุขสมบรูณ์.


พี่ดอกแก้ว.

โดย พี่ดอกแก้ว [3 ก.พ. 2552 , 20:08:30 น.] ( IP = 58.9.229.73 : : )


  สลักธรรม 19

น้องเอย...น้องกิ๊ฟ
ช่างหยิบยกเรื่องราวชวนหรรษา
ประมวลภาพพร้อม "คุณธรรม" พรั่งพรูมา
ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดชม

ท่านอาจารย์เอย...ท่านอาจารย์บุษกร
นามนี้กระฉ่อนทั่วทิศา
งามพรั่งพร้อม รูปลักษณ์ กิริยา
แต่ที่ล้ำเลิศค่า "งามน้ำใจ"


ขออนุโมทนา และแสดงความชื่นชมกับธรรมบรรยายของท่านอาจารย์บุษกร ที่มีต่อคณะผู้บริหาร แพทย์และพยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของ รพ.นาเชือก

เพราะแม้ท่ามกลางเวลาที่จำกัดดังที่น้องกิ๊ฟบอก แต่ท่านอาจารย์สามารถเข้าประเด็นได้อย่างกระชับฉับไว

เชื่อมั่นว่าทุกท่านที่อยู่ในห้องประชุมคงไม่กล้าทำสิ่งไม่ดี ไม่งาม ไม่เหมาะ ไม่ควร อีกเลยตลอดชีวิต เพราะรู้ชัดแล้วว่า ตนต้องเป็นผู้ได้รับผลนั้นอย่างแน่นอน ในทางตรงข้ามกลับจะเร่งรีบเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวตลอดสายของวัฏฏะนี้กันอย่างขมีขมันเลยทีเดียว

ขออนุโมทนากับปัญญาธรรมของท่านอาจารย์ที่สามารถเดินคู่ไปกับปัญญาโลกได้อย่างลงตัวที่สุด ด้วยการชี้ทางให้ผู้มีปัญญาโลกได้ประจักษ์ในแก่นธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างรวดเร็ว

โดย อุบาสิกา นภนุช เขมพินิจ [3 ก.พ. 2552 , 20:27:52 น.] ( IP = 58.9.229.73 : : )


  สลักธรรม 20

สาธุ สาธุ พี่น้องกิ๊ฟผู้งดงามด้วยน้ำใจ เขียนได้น่าติดตามและความจำดีมากครับ

when u were born u were crying and everyone around was smiling, live your life so that when you die, u r smiling and everyone is around crying.

โดย นพ.สถาพร คุณธรรม [3 ก.พ. 2552 , 21:18:11 น.] ( IP = 125.26.187.160 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org