มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธารน้ำใจหลั่งไหลสู่นาเชือก (๔)







ธารน้ำใจหลั่งไหลสู่นาเชือก (๔)


ตอนที่ผ่านมา

วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๒ ...พวกเราตื่นกันตั้งแต่ตีสี่เพื่อที่จะเตรียมตัวเดินทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ..เมืองนักปราชญ์แห่งแดนอีสาน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเล็กน้อยที่ไม่มีโอกาสชมพระอาทิตย์ยามเช้า ณ อ่างเก็บน้ำห้วยค้อกันเลย แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะคณะของคุณหมอสถาพรมีปาท่องโก๋อร่อยๆ พร้อมกาแฟมาปลอบใจพวกเราในเช้าวันนี้ก่อนที่จะออกเดินทาง

และก่อนที่จะจากลาอำเภอนาเชือกในครั้งนี้ก็ได้มีโอกาสที่จะเก็บความน่ารักของคนที่นี่เป็นความทรงจำไว้อีกครั้ง เมื่อภรรยาท่านนายอำเภออุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามาควบคุมดูแลการให้บริการของครัวลีลาวดีพร้อมกับลงมือเสิร์ฟกาแฟให้คณะของเราด้วยตนเอง ทั้งยังเดินมาส่งอาจารย์บุษกรจนถึงรถพร้อมกับยืนรออยู่จนกระทั่งรถของเราเคลื่อนตัวออกมา ... น่าประทับใจมากจริงๆ





เมื่อรถเริ่มเคลื่นตัวออกจากอำเภอนาเชือกมุ่งสู่ตัวจังหวัดมหาสารคามเพื่อใช้เส้นทางหลักไปยังจังหวัดอุบลราชธานีโดยผ่านทางด้านจังหวัดร้อยเอ็ด -ยโสธรนั้น สมาชิกในรถยกเว้นคนขับก็เริ่มหลับเอาแรงไว้แบบสะสมแต้ม จนกระทั่งถึงตัวจังหวัดยโสธรพวกเราจึงได้รับประทานอาหารเช้าเมื่อเวลาประมาณเก้าโมงจากนั้นก็เดินทางต่อไปยังวัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี

และในระหว่างการเดินทางในช่วงนี้ไม่มีใครสามารถหลับได้เลย ไม่ใช่เพราะเส้นทางไม่ดีแต่เป็นเพราะอาจารย์บุษกรได้ให้พี่ดาเปิดคอร์สพิเศษทบทวนเรื่องอารัมมณปัจจัยกันอีกครั้ง โดยมีการท่องคาถาอารมณ์เจ็ดหมวดพร้อมคำแปลและแสดงองค์ธรรมด้วย ..งานนี้มีความสับสนในเรื่องของภาษาอย่างมากมายโดยเฉพาะป้าหมอจำเนียรที่สามารถผนวกศัพท์บาลีให้เป็นคำใหม่กลายเป็นน้ำพริกกะปิไปได้ในพริบตา ซึ่งเรียกเสียงเฮฮากันได้ตลอดเส้นทาง

เมื่อไปถึงวัดดอนธาตุนั้นปรากฏว่า เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเกาะลำน้ำมูล เวลาข้ามฟากจะต้องส่งสัญญาณตีระฆังเพื่อให้มีเสียงดังไปถึงเจ้าหน้าที่ของวัดที่อยู่บนเกาะแล้วก็จะได้นำเรือมารับพาข้ามฟากไป หรือถ้าใครรอไม่ไหวจะสาวแพข้ามฟากไปเองก็ได้ เพราะทางวัดมีบริการผูกไว้กับเส้นเชือกโยงข้ามระหว่างลำน้ำไว้ให้แล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [4 ก.พ. 2552 , 17:36:12 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

























วัดดอนธาตุนั้นตามประวัติเล่าว่า ..เป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ได้จาริกมาปักกลดกรรมฐานที่นี่และจำพรรษาอยู่จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ก่อนที่จะเดินทางไปยังนครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว และมรณภาพลงในขณะที่ก้มกราบพระพุทธรูป ..และเมื่อพวกเราได้ทราบลักษณาการตอนมรณภาพของท่านแล้วหลายคนก็ตื่นเต้นปรารถนาที่จะตายแบบเดียวกับท่านบ้างเพราะดูเป็นสิริมงคลมากๆ เลย

ปัจจุบันวัดดอนธาตุเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่เสาร์ เพราะทางวัดยังอนุรักษ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ท่านใช้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งจัดแสดงไว้ที่พระเจดีย์อันเป็นอนุสรณ์สถาน รวมทั้งภายในเจดีย์แห่งนี้ยังเป็นที่บรรจุอัฐิของท่านให้เป็นที่สักการะบูชาและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายต่อไป

หลังจากที่เราเก็บภาพในมุมต่างๆ เป็นที่ระลึกแล้ว ก็พากันเดินไปยังกุฏิของท่านเจ้าอาวาสซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระเจดีย์นักแต่หาเส้นทางไปยากมากเพราะไม่มีการทำสัญลักษณ์ไว้เป็นพิเศษ แต่ในที่สุดเราก็หากุฏิท่านจนพบแล้วก็พบความจริงอีกว่า ทุกเส้นทางที่เราลังเลว่าจะเลี้ยวดีหรือไม่นั้นต่างก็มาบรรจบถึงกุฏิแห่งนี้ได้

กุฏิของท่านเจ้าอาวาสดูหน้าตาแปลกๆ เป็นอาคารยาวที่ยกใต้ถุนสูง ตอนที่เราไปถึงกุฏิก็พอดีที่ท่านเจ้าอาวาสเดินลงมา พอท่านครองผ้าเรียบร้อยแล้วคุณหมอสถาพรก็กราบเรียนให้ท่านทราบว่า พวกเราเป็นใครมาจากไหนและจะไปไหนต่อ ...ท่านฟังแล้วก็อนุโมทนาที่พวกเราได้มาทำกุศลกัน จากนั้นท่านก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวัดบนเกาะนี้ให้ทราบคร่าวๆ

แต่ข้อมูลของท่านนั้นดูน่ากลัวสำหรับชีวิตชาวเมืองไม่น้อยเลย เพราะท่านบอกว่าที่เกาะนี้มีปลวกหัวส่ายด้วย เวลาเดินจงกรมก็ต้องระหว่างให้ดีมิฉะนั้นปลวกจะรีบส่ายหัววิ่งเข้ามากัดทันที ถ้าพวกปลวกพวกนี้ท่านบอกว่าให้ทำท่าเดียวกันทั้งพระและฆราวาสคือ "วิ่ง" จากนั้นท่านก็โชว์แผลที่เพิ่งโดนปลวกกัดมาใหม่ๆ บริเวณฝ่าเท้าให้พวกเราดูเป็นที่ระลึก ..ดูแล้วก็ขำ อยู่ๆ เราก็ต้องมาจ้องดูฝ่าเท้าของผู้อื่นแทนที่จะได้ดูวิวสวยๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2552 , 17:36:52 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : )


  สลักธรรม 2










อาจารย์บุษกรได้กราบเรียนถามท่านว่า หลังจากที่หลวงปู่เสาร์ท่านมรณภาพแล้วที่วัดนี้มีใครสืบต่อแนวทางของท่านบ้าง?

แต่คำถามนี้ไม่ได้รับคำตอบที่ตรงประเด็นเพราะเจ้าอาวาสท่านอธิบายไปในเชิงปรัชญาว่า เรื่องของการปฏิบัตินั้นไม่ต้องมีใครมาสืบทอด แต่ตัวเราเองน่ะแหละที่จะต้องนำไปปฏิบัติที่ตนอย่างเป็นธรรมชาติ การสืบทอดรูปแบบจนเป็นประเพณีการปฏิบัตินั้นเป็นการทำลายสภาพคามเป็นจริงไปจนหมด เช่นบางวัดนั้นก็จะมีการกำหนดลีลาท่าทาง มีการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติไว้ว่าช่วงนั้นช่วงนี้ต้องทำอะไร จึงสรุปว่าผู้ไปปฏิบัติก็เลยไม่ได้อยู่กับสภาพที่แท้จริง เพราะต้องดำเนินชีวิตไปตามตารางที่เขากำหนดให้ จึงไม่ได้พบธรรมชาติที่แท้จริง

ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่ได้ไปพบกับแม่ชีปลา ที่หัวหน้าฝ่ายบริหารของโรงพยาบาลนาเชือกแนะนำให้พวกเราไปพบ เพราะเป็นตัวจริงเสียงจริงที่ดูแลวัดดอนธาตุแห่งนี้ในช่วงที่ไม่มีพระภิกษุมาจำพรรษาเลย และแม่ชีท่านนี้กับแม่ชีอีกรูปหนึ่งนี่แหละที่เป็นผู้สืบทอดดูแลศาสนาสถานมาก่อนท่านเจ้าอาวาสรูปนี้

และพอมีคำถามว่าจะมาเข้ากรรมฐานต้องทำอย่างไร? คำถามนี้ท่านก็ ไม่บอกอย่างตรงประเด็นอีก ..แต่ตอบด้วยโวหารว่า อย่ามาเข้ากรรมฐาน แต่ควรจะออกไปทำกรรมฐาน ..คือ ใช้ชีวิตออกจากบ้านจากความเคยชินไปสู่สถานที่สงัดเพื่อสำรวจดูจิตของตนนั่นเอง และท่านก็ยังบอกอีกว่า การทำกรรมฐานนั้นอย่าไปบังคับว่าต้องเป็นช่วงนั้นช่วงนี้ เพราะสามารถทำได้ตลอดเวลา อย่างที่วัดนี้ท่านก็ปล่อยให้ผู้มาปฏิบัติสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่แล้วท่านก็หัวเราะออกมาเมื่อบอกกับพวกเราว่า บางครั้งก็ได้ดูๆ ว่าเขาทำอะไรกัน ก็เห็นว่าเอาแต่นอนกันทั้งนั้น พวกเราก็เลยพลอยขำกับท่านไปด้วย

เมื่อสนทนาธรรมกับท่านได้ระยะหนึ่งแล้วพวกเราก็เตรียมตัวที่จะลากลับเพราะยังไม่ได้รับประทานอาหารกลางวันกันเลย และพอท่านทราบว่า เราจะไปผาแต้มกันต่อหลังจากรับประทานอาหารแล้วท่านก็บอกว่า มาผิดเวลาอย่าไปเลย เพราะตอนบ่ายนี่ร้อนมาก แถมภาพเขียนสีโบราณก็มีสีซีดจางมองแทบไม่เห็นอะไรแล้ว และพอท่านทราบอีกว่า เราจะไปพักที่โขงเจียมเพื่อดูแม่น้ำสองสี ท่านก็รีบบอกทันทีว่า สมัยนี้ไม่มีแล้วแม่น้ำสองสีเพราะเขาสร้างเขื่อนปากมูลขึ้นมากั้นน้ำเอาไว้ และจะปล่อยน้ำลงแม่น้ำโขงตอนที่ยงคืนน่ะแหละ ใครจะตื่นไปดูก็ได้นะ

แต่พอถามท่านว่า แล้วพวกเราควรจะไปที่ไหนบ้าง ท่านก็บอกว่า ถ้าจะดูพระอาทิตย์ตกดินก็ต้องไป นู่น แหลมพรหมเทพ ภูเก็ต หรือถ้าจะไปซื้อของราคาดูก็ต้องไป นู่น ท่าขี้เหล็ก เชียงราย ส่วนช่องเม็กที่นี่มีแต่ของไม่ดีทั้งนั้น ... ฟังท่านพูดแล้วก็ขำมาก เพราะดูเหมือนเราไม่ควรไปไหนเลยในอุบลราชธานี

และก่อนที่จะกลับอาจารย์บุษกรก็ได้ถวายหมูหยองที่เราตั้งใจจะมาใส่บาตรพระระหว่างทางไว้ที่นี่ด้วย จากนั้นก็พากันมาลงแพข้ามฟากเพื่อจะกลับ แต่ก่อนที่แพจะถึงฝั่งท่านอาจารย์ก็ขอให้ผู้ขับแพช่วยพาพวกเราวนดูรอบเกาะสักหนึ่งรอบเป็นของแถมโดยท่านอาจารย์ได้มอบสินน้ำใจให้เป็นค่าขับแพและช่วยค่าน้ำมันแก่วัดด้วย






โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2552 , 17:41:15 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : )


  สลักธรรม 3





ประมาณบ่ายสองกว่าๆ เราก็ได้เดินทางมาถึงอำเภอโขงเจียมเพื่อรับประทานอาหารกลางวันและดูที่พักที่จะค้างคืนกันในวันนี้ อาหารมื้อนี้เป็นมื้อแรกที่คณะของเราได้มีโอกาสเลี้ยงตอบแทนคณะของคุณหมอบ้าง เพราะตั้งแต่เรามาถึงนาเชือกเราก็กินฟรีกันมาตลอดจนรู้สึกเหมือนจะขาดทุนที่กินแต่บุญเก่าไม่มีโอกาสทำบุญใหม่บ้าง

มื้อนี้จึงเป็นมื้อที่พวกเรามีความสุขเป็นพิเศษโดยเฉพาะท่านอาจารย์ที่จะได้จับจ่ายใช้สอยทรัพย์เพื่อกุศลทานด้านอาหารบ้าง และในระหว่างที่รอรับประทานอาหารอยู่นี้คุณหมอสถาพรก็สารภาพว่า มีความสงสัยในบุคลิกภาพของอาจารย์บุษกรไม่น้อยเลย และไม่เหมือนกับที่คิดไว้ตั้งแต่ตอนแรกที่ยังไม่ได้พบกตัว

คุณหมอบอกว่า " สงสัยเหมือนกันว่าทำไมพี่ดอกแก้วจึงมีบุคลิกแบบนี้ อ่านจากบทกลอนแล้วก็คิดว่าคงจะแต่งชุดแบบสีขาวๆ และคงจะอยู่แบบสงบ ๆ"

ท่านอาจารย์ตอบว่า " เวลาที่เราออกมาข้างนอกเราก็ต้องมีความครื้นเครง แต่เวลาที่ปฏิบัตินั้นเราก็ต้องเพียรพยายามทำใจของเราให้สงบ เราจะต้องปลีกวิกเวกออกจากผู้คนมา แต่เมื่อยู่กับผู้คนแล้วเราก็ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ นี่คือเหตุผลที่ไม่ทำให้คนอื่นเห็นว่า พอเราหันหน้าเข้าวัดปุ๊บ ทุกอย่างนั้นจะต้องบ่งบอกด้วยสีขาวเท่านั้น แต่ถ้าใจเรามีความสุขแล้วก็ควรทำให้ผู้อื่นสดชื่นไปกับเราด้วยดีกว่าจะต้องมาคอยเกรงกลัว และเมื่อเราสดชื่นแล้วเขามาถามว่าทำไมเราจึงสดชื่น เราก็ตอบได้เลยว่า ก็เพราะเราปฏิบัติธรรม

เมื่อเราจะเข้ามาปฏิบัติธรรม เราก็ต้องศึกษาธรรมว่า ชีวิตของเราคืออะไรเสียก่อน แล้วก็หาคำตอบให้ตัวเองว่า แล้วเราอยู่เพื่ออะไร? เราอยู่เพื่อดูแลชีวิตให้ดี เรารับประทานอาหารเพื่ออะไร? รับประทานเพื่อแก้ทุกข์เพราะถ้าหากเราไม่รับประทานเราก็มีความทุกข์ เราแต่งตัวอย่างนี้เพื่ออะไร? เพื่อให้เหมาะกับกาละเทศะโดยที่เรามีความสามารถที่จะแต่งตัวแบบนี้ได้อย่างเหมาะสมกับวัย ซึ่งก็จะทำให้ตนเองและผู้อื่นมีความสุขที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน แล้วเราก็ไม่ได้เบียดเบียนใครด้วย

และการมีสติสัมปชัญญะอยู่กับความเป็นจริงนี่แหละที่จะทำให้พบเห็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับเราได้ "

โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2552 , 17:42:21 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : )


  สลักธรรม 4















หลังจากที่อิ่มอร่อยกับอาหารริมแม่น้ำโขงแล้ว คุณหมอก็พาเราเดินทางไปยัง "ผาแต้ม" ซึ่งตอนแรกที่ยังอยู่บนรถท่านอาจารย์ก็ทำท่าแข็งแรงเหมือนจะลงไปเดินดูภาพเขียนด้วย แต่พอลงจากรถไปพบกับอากาศที่ยังร้อนระอุสมกับคำที่ท่านเจ้าอาวาสวัดดอนธาตุบอกว่า "มาผิดเวลา" แข้งขาของอาจารย์ก็ดูจะหมดเรี่ยวแรงไปเลย ยิ่งพอไปฟังมัคคุเทศก์ประจำวนอุทยานอธิบายเส้นทางและระยะด้วยแล้วอาการหมดแรงขอท่านอาจารย์ก็มากขึ้นจนดูเหมือนจะหมดแรงไปทั้งตัวเลยทีเดียว ..ขำ

บริเวณหน้าผาที่เป็นจุดชมวิวนั้น มัคคุเทศก์บอกว่า อย่าไปยืนใกล้นักเพราะอาจโดนผึ้งต่อยเอาได้ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ใส่น้ำหอมไปจนกลิ่นแรง ถ้าผึ้งที่ทำรังอยู่ใต้ชะง่อนผาได้กลิ่นแล้วก็จะพากันบินมาต่อยเอานั้นเอง

นอกจากนี้มัคคุเทศก์จอมตลกประจำวนอุทยานบอกกับพวกเราว่า ควรเตรียมน้ำดื่มลงไปด้วย มิฉะนั้นจะได้คนละแสนสองแสน คือแสนทรมานกับแสนสาหัสนั่นเอง และเขาก็แนะนำต่อว่า ก่อนที่จะลงไปดูภาพเขียนนั้นควรถ่ายรูปไว้ก่อนเพื่อที่จะเก็บไว้เปรียบเทียบกับตอนที่ขึ้นมาว่า "สาวขึ้น" ซึ่งก็ "สาวขึ้น"กันจริงๆ เพราะแต่ละคนต่างก็สาวราวสะพานกันขึ้นมาอย่างโรยแรงแทบทั้งนั้น ..พิสูจน์ได้จากภาพถ่าย อิอิ

นอกจากนี้ เขาก็ยังชวนเชื่อด้วยว่า เมื่อขึ้นมาแล้วก็จะได้พบกับตลกชื่อดังคือ "ดอน จมูกบาน" ซึ่งพวกเราก็ได้พบกันจริงๆ เพราะขึ้นมาแล้วก็หอบหายใจกันจมูกบานมากๆ ..ก๊าก ๆ

ซึ่งอาจารย์บุษกรไม่ได้พบกับตลกคนนี้และก็ไม่ได้สาวขึ้น เพราะขออนุญาตนั่งเล่นหมากเก็บรอพวกเราอยู่ที่ด้านข้างจุดชมวิวนั่นเอง







คำขวัญประจำบ้านด่าน โขงเจียม อุบลราชธานี
รวมมัจฉา ภูผางาม น้ำสองสี ศิลป์ดีผาแต้ม

โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2552 , 17:42:48 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : )


  สลักธรรม 5











หลังจากที่หอบหายใจกันยังไม่เสร็จดี เราก็มาหอบกันต่อที่ "เสาเฉลียง" ตามคำอธิบายไว้บอกว่า เป็นเสาหินที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกซึ่งเป็นผลจากแรงกระทำของแรงภายนอกโดยเฉพาะปัจจัยร่วมระหว่างอุณหภูมิแรงจากการไหลของน้ำและกระแสลม

เสาเฉลียงเป็นแท่งหินรูปดอกเห็ดขนาดใหญ่ มีความสูงที่แตกต่างกัน แท่งที่สูงที่สุดวัดจากระดับพื้นที่แท่งหินตั้งอยู่มีความสูงประมาณ ๗ เมตรและแท่งที่เตี้ยที่สุดมีความสูงประมาณ ๕ เมตร

จากโครงสร้างของเสาเฉลียงพบว่าเป็นแท่งเสามีการเรียงตัวของชั้นหินออกเป็น ๓ ส่วน คือ ชั้นฐาน ชั้นกลาง และชั้นบนสุด และแต่ละชั้นนั้นก็มีอายุของหินที่ห่างจากกันหลายสิบล้านปี

หลังจากที่เราถ่ายรูปด้านหน้ากันพอประมาณแล้ว ก็พากันเดินไปยังจุดชมวิวและลานหินแตกกันต่อ ซึ่งจุดนี้อยู่ไม่ไกลจากที่จอดรถนักแต่ก็ยังความทุลักทุเลให้กับผู้สูงอายุเช่นป้าหมอจำเนียรไม่น้อยเลย คุณหมอสถาพรจึงได้ช่วยจูงมือของป้าหมอแทนไม้เท้าในระหว่างทางขาลง

ซึ่งป้าหมอมาบอกกับพวกเราว่า เป็นนางสาวมา ๗๕ ปีแล้วเพิ่งมีหนุ่มมาจับมือก็คราวนี้แหละ ..ดีใจมาก เยี่ยมๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2552 , 17:43:13 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : )


  สลักธรรม 6







เราใช้เวลาอยู่ที่เสาเฉลียงไม่นานเพราะใกล้จะค่ำแล้ว ซึ่งคณะของคุณหมอจะต้องเดินทางกลับอำเภอนาเชือกในวันนี้เลย แต่ก่อนที่จะจากกันคุณหมอก็ได้พาเรามายังสถานที่สำคัญแห่งสุดท้ายในวันนี้นั่นก็คือ วัดคูหาสวรรค์

วัดคูหาสวรรค์นี้คนขับรถของคุณหมอได้แนะนำให้ท่านอาจารย์มาแวะตอนที่นั่งเล่นหมากเก็บด้วยกันบนผาแต้ม ภายในวัดนี้มีความสวยงามด้วยสิ่งก่อสร้างและพันธุ์ไม้ป่าหายาก แต่เนื่องจากเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์ตกไปแล้วแสงธรรมชาติจึงไม่สว่างพอให้ถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงาม จึงไม่ได้นำออกมาให้ชมกันในกะะทู้นี้ด้วย

เมื่อพวกเราลงจากรถกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ท่านอาจารย์ก็พาพวกเราลงไปจุดธูปเทียนกราบพระและกราบรูปเหมือนของหลวงปู่คำคะณิง ผู้ซึ่งมรณภาพแล้วศพกลายเป็นหินอย่างน่าอัศจรรย์ และได้มีโอกาสทำบุญหยอดตู้บำรุงของทางวัดกันตามศรัทธา

จากนั้นก็พากันขึ้นมายังด้านบนเพื่อที่จะส่งคณะของคุณหมอเดินทางกลับโรงพยาบาล โดยบรรยากาศในการอำลานี้ทำให้หลายคนถึงกลับหลั่งน้ำตาไปกับคำกล่าวของอาจารย์ที่มีต่อคณะของคุณหมอ

โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2552 , 17:43:35 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : )


  สลักธรรม 7







คำพูดของท่านอาจารย์นั้นมีใจความอยู่ว่า " ในที่สุดก็ถึงเวลานี้..งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา แต่กาลเวลาไม่มีวันหยุดเดิน แต่เราทั้งหมดได้ใช้เวลาอย่างมีค่าและมีประโยชน์ที่สุด ดังคำที่พี่บอกว่า "ความรักคือการให้"

และก็ขอให้ทุกคนใช้ความรักของตนเองให้เกิดประโยชน์ที่สุด พี่คิดว่าอาชีพหมอและพยาบาล เป็นอาชีพที่มีโอกาสมากที่จะให้ความรักแก่คนอื่น ขอให้ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

นี่แหละ..เวลาที่ผ่านไปจะมีค่า มันไม่ได้หยุดแค่ตรงนี้ถ้าเผื่อเรามีใจที่เมตตา ความปรารถนาดีที่เราเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ทุกคนจะกลับมาคุ้มครองให้เรามีความสุขและความเจริญได้

และพี่ก็เชื่อแน่ว่าตลอดระยะเวลาที่เราได้ร่วมทำกิจกรรมกันตรงนี้ จะเป็นประมวลภาพแห่งความทรงจำที่มีความสุขในฐานะ "ผู้ให้" ถ้ามีโอกาสพี่จะกลับมา ..มามองความเจริญของทุกๆ คน มาดูการพัฒนาจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักคือการให้

ขออำนาจแห่งกุศลที่เราร่วมกันทำมาจงคุ้มครองให้คุณหมอและทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงมีจิตใจเปี่ยมไปด้วยด้วยคุณธรรมความดี และมีรอยยิ้มให้กับสังคมได้ตลอดไป และท้ายที่สุดนี้พี่อยากจะบอกเป็นเสียงเพลงว่า ความรักคือการให้อย่างไร "

จากนั้นท่านอาจารย์ก็ร้องเพลงความรัก ..ให้กับคณะของคุณหมอได้ฟัง เมื่อจบจากเสียงเพลงของท่านอาจารย์แล้ว พวกเราก็เกิดความตื้นตันใจที่ได้ฟังคำอำลาจากของคณะคุณหมอ

เมื่อส่งคณะของคุณหมอเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเราก็ไปแวะรับประทานอาหารเย็นก่อนเข้าที่พัก เพื่อที่จะเดินทางกลับไปพักยังวังน้ำเขียวในวันรุ่งขึ้น





โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2552 , 17:43:59 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : )


  สลักธรรม 8











อากาศที่โขงเจียมดีมาก เย็นสบายกำลังดี ..เช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาด้วยความไม่เร่งรีบและเดินทางออกจากโขงเจียมเมื่อเวลาประมาณแปดโมงเช้า มารับประทานอาหารเช้าที่โลตัส วารินชำราบ เพราะเส้นทางที่เราเลือกเดินทางนี้เป็นคนละเส้นทางกับขามา แต่สามารถไปถึงอำเภอวังน้ำเขียวได้ใกล้กว่า

แต่ก่อนที่จะไปยังอำเภอวังน้ำเขียวเราก็ได้รับคำแนะนำด้วยความปรารถนาดีจากลูกศิษย์ของอาจารย์วยุรีว่า น่าจะแวะพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองโคราชก่อนเพราะอยู่ไม่ไกลจากเส้นทาง ที่จะมาวังน้ำเขียวอยู่แล้ว และเวลาที่เราไปถึงโคราชนั้นก็ยังเป็นช่วงบ่ายที่ยังสามารถแวะชมสถานที่นี้ได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบ

เมื่อเราได้เข้าไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้วพนักงานที่ต้อนรับอยู่ด้านหน้าห้องนิทรรศการบอกว่า ไม่เสียค่าเข้าชมและถามท่านอาจารย์ต่อว่า "พานักเรียนมาดูกี่คนคะ" อิอิ ..ขำ แต่ก็หยวนได้เพราะพวกเรายังเป็นนักเรียนพระอภิธรรมอยู่

และเมื่อเจ้าหน้าที่พาเราเข้าไปยังห้องฉายดีวีดีแล้ว ..ความเป็นเด็กของพวกเราก็ถูกกระตุ้นขึ้นด้วยภาพยนตร์กำเนิดโลก ที่มีทั้งแสงเสียงและเอฟเฟกต์แผ่นดินไหวให้สัมผัสได้จริงๆ เรียกว่าหายง่วงและสนุกสนานกันใหญ่เลย

เมื่อดีวีดีฉายจบลงแล้ว พวกเราก็เดินดูนิทรรศการไปเรื่อยๆ จนไปพบกับคณะที่มาก่อนก็เลยได้ร่วมฟังคำบรรยายของวิทยากรไปพร้อมกันเป็นกลุ่มเดียว ..ซึ่งต้องขอบอกว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดได้ดีมากทั้งส่วนของการจัดแสดงหลักฐานต่างๆ การตกแต่ง และภาพยนตร์ไดโนเสาร์ที่สามารถดูได้รอบทิศแล้วก็มีไดโนเสาร์กระโดดข้ามหัวเราไปไล่กัดกันได้ด้วย ...สนุกดีจัง

เมื่อออกจากห้องไดโนเสาร์มาแล้ว ท่านอาจารย์ก็ไปแปลงร่างเป็นไดโนเสาร์พันธุ์น่ารักที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ถ่ายรูปอีกด้วย









โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2552 , 17:53:18 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : )


  สลักธรรม 9







เย็นวันนี้เรามาพักที่ภูสวย-ลมหนาว รีสอร์ทบนเขาที่มีวิวสวยไม่น้อยเสียแต่อยู่ในระหว่างปรับปรุงจึงดูไม่เรียบร้อยไปบ้าง และเมื่อเก็บกระเป๋าเข้าห้องกันเรียบร้อยแล้วเราก็ไปหาร้านเพื่อรับประทานอาหารเย็นกันในหมู่บ้าน ซึ่งก็ได้เลือกครัวเห็ดหอมอันเป็นร้านที่ท่านอาจารย์หมายตาไว้ตั้งแรก และก็ไม่เป็นที่ผิดหวังเพราะอาหารรสชาติดีอุดมไปด้วยเห็ดหลายชนิด

รับประทานอาหารแล้วก็นึกถึงเสาเฉลียงที่หน้าตาเหมือนเห็ด ...ที่ดูเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุให้เราต้องมาพบกับอาหารประเภทเห็ดๆ กันในเวลาต่อมา

หลังจากที่อิ่มอร่อยกันทั่วหน้าแล้วเราก็เข้าสู่ที่พักด้วยความอ่อนระโหยแต่ยังไม่โรยแรงเพราะอากาศที่เริ่มเย็นนั้นทำให้เราไม่เพลียกันนัก ยังมีแรงที่จะนั่งคุยกันต่ออีกใหญ่พักกว่าจะเข้านอน


โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2552 , 17:56:14 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : )


  สลักธรรม 10














เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพเราก็ได้ลงไปพายเรือเล่นกันในสระน้ำของรีสอร์ทกันอย่างสนุก แล้วก็แวะไปยังบ้านของคนรู้จักที่บังเอิญเพิ่งมาทราบว่า อยู่ไม่ไกลจากรีสอร์ทที่เราพักซึ่งอยู่ในหมู่บ้านอันเป็นพื้นที่ราบกว่า แต่วิวทิวทัศน์นั้นก็สวยงามไม่น้อยเลยเช่นกัน

คนรู้จักที่ว่านี้ ก็คือลูกศิษย์ที่เคยมาเข้าอบรมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับท่านอาจารย์เมื่อหลายปีก่อน เมื่อได้พูดคุยกันในคราวนี้ก็ได้ความว่า เจ้าของบ้านหลังนี้ตั้งใจซื้อพื้นที่แห่งนี้เพื่อมาอยู่อย่างสงบและจะได้ปฏิบัติธรรมในบั้นปลายชีวิต

ท่านอาจารย์จึงได้บอกให้ทราบถึงเรื่องราวที่พวกเราได้ไปกระทำกันมาที่โรงพยาบาลนาเชือก และนำกุศลที่ได้ทำไปแล้วมาอวยพรให้แก่บุคคลผู้นี้ด้วย ..พวกเราจึงพากัน สาธุๆ อีกรอบในปัตติทานมัยของท่านอาจารย์ และปัตตานุโมทนามัยของท่านเจ้าของบ้าน และเมื่อได้เวลาอันสมควรแล้วเราก็เดินทางกลับโดยแวะซื้อผักสดปลอดสารพิษที่วังน้ำเขียวมาเข้าครัวมูลนิธิด้วย และกลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย







จึงขอน้อมนำกุศลกรรมที่ได้เกิดขึ้นแล้วทั้งทางกาย วาจา และใจในการเดินทางร่วมไปกับท่านอาจารย์ในครั้งนี้มาเป็นของฝากแด่ทุกท่าน และขอให้ประสบสุขสมมาดปรารถนาโดยทั่วหน้ากันเทอญ.



โดย น้องกิ๊ฟ [4 ก.พ. 2552 , 18:11:42 น.] ( IP = 125.27.170.14 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org