มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผีสางเทวดา (๓)




ปาฐกถา เรื่อง ผีสางเทวดา
โดย
ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ท่านสาธุชนทั้งหลาย มาช่วยกันขุดค้นพระธรรมอันล้ำลึกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ออกมาสู่ประชาชนเถิด ถ้ายังไม่เข้าใจตรงไหนก็อย่าเพิ่งตัดทอนทิ้งออกไป มาช่วยกันรักษาพระธรรมอันประเสริฐสุดหาค่ามิได้ เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ รอคอยผู้มีปัญญาที่จะต้องมีขึ้นมาในอนาคตอย่างแน่นอน

ผมขอเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาให้ท่านได้พิจารณา ก็ด้วยความปรารถนาที่มีความบริสุทธิ์ใจจริงๆ มิได้คิดขุ่นแค้นหรือโกรธเคืองผู้ใดเลยแม้แต่น้อย มุ่งหวังจะให้พระพุทธศาสนายังคงสถิตสถาพรต่อไปชั่วกาลนาน ผมจะขอต่อต้านอย่างแข็งขันกับทุกท่าน ที่ลบหลู่ดูหมิ่นพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังคงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เญยธรรมต่อไป

โดยมิยอมให้ผู้มีการศึกษาธรรมะมาน้อย แต่ช่างพูดช่างเจรจา เข้ามาหักล้างทำลาย เพราะศึกษาเพียงแค่ ก. ข. ก. กา แต่อวดอ้างว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าใครๆ เป็นคนทันสมัย ไม่ใช่คนหัวโบราณคร่ำครึ แล้วเอาความเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิของตนสอดแทรกเข้าไปในพระธรรม จนแพร่หลายกระจายออกไปสู่ประชาชนให้บังเกิดความเสียหาย

ก่อนที่ผมจะได้กล่าวถึงเรื่องศาสนาพราหมณ์ ผมจะต้องขอสารภาพต่อท่านผู้ฟังทั้งหลายเสียก่อนว่า ผมมิได้นับถือศาสนาพราหมณ์ และมิได้มีความเลื่อมใสในศาสนาพราหมณ์เลยด้วย การที่เกี่ยวข้องล่วงล้ำเข้าไปในศาสนาพราหมณ์บ้างนั้น ก็เพียงเพื่อจะแสดงเรื่องของผีสางเทวดาว่า ผีสางเทวดามีจริงๆหรือหาไม่ ศาสนาพราหมณ์แสดงถึงเรื่องผีสางเทวดานั้น มีความจริงเพียงใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่าอย่างไรบ้างในเรื่องนี้

และพระองค์ท่านก็ได้อาศัยเส้นทางสายของพราหมณ์เป็นหนทางสายต้นเดินเข้าไปสู่ความพ้นทุกข์หรือมิใช่ ทั้งในเส้นทางสายนี้เอง พระองค์ได้สรรเสริญผู้เดินว่า ทำได้แสนยากยิ่ง แต่ก็เป็นผลดีอย่างเหลือหลายทีเดียวอย่างไรบ้าง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [10 ก.พ. 2552 , 19:12:24 น.] ( IP = 118.173.39.248 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ผมบรรยายไปตามหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเอาไว้ คงจะไม่พาท่านทั้งหลายเข้าไปสู่ความโง่และหลงงมงาย คงจะไม่นำท่านเข้าไปสู่มหาอาณาจักรแห่งความเพ้อฝันเป็นแน่

ชีวิตของใคร ใครก็รักใครก็หวงแหน จะเจ็บสักนิด จะปวดสักหน่อย ก็เฝ้าระแวดระวังประคับประคอง เพื่อจะให้ชีวิตดำเนินไปในหนทางที่ดีที่สุดให้สมกับความรักใคร่ทนุถนอม จึงควรศึกษาชีวิตเสียให้เข้าใจ แต่ก็แน่ละ เรื่องของชีวิตมิใช่จะศึกษากันได้ง่ายๆเหมือนคนที่ชอบพูด ชอบสอน ซึ่งมีแต่เรื่องเบ็ดเตล็ดไปตามอารมณ์

แม้แต่คำว่า “ชีวิตคืออะไร” ก็ยังไม่เข้าใจ ได้แต่แปลว่า ความเป็นอยู่ ความเป็นไป หรืออายุ ตามพจนานุกรม แล้วก็ใช้โวหารของตนแสดงไปเท่าที่เห็นได้ง่ายๆ เพราะคำว่า “ชีวิต” ตามหลักปรมัตถธรรมคำเดียวนี้เท่านั้น ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๒ ชั่วโมงเพื่ออธิบาย ผู้ศึกษาก็จะมองเห็นพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ว่าลึกซึ้งเพียงใด

ผู้ไม่เข้าใจ “ชีวิต”แล้ว จะแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตได้อย่างไรเล่า

ขอเชิญท่านค้นหาความจริงของ “ชีวิต” เพื่อให้เป็นแสงสว่างนำทางไปสู่ความสุขอันสถาพรโดยทั่วกันเถิด

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [10 ก.พ. 2552 , 19:21:06 น.] ( IP = 118.173.39.248 : : )


  สลักธรรม 2



ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์

คำว่า พราหมณ์มาจากพรหม และคำว่าพรหมก็แผลงมาจากคำว่า พรภวะ คือ พรแปลว่าประเสริฐ ภวะหมายถึงชาติ รวมกันเข้าก็ได้แก่ ชาติประเสริฐ ด้วยเหตุดังนี้เอง พราหมณ์จึงหมายถึงผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้รู้พระเวท ผู้ถือบวช ผู้ถือพรหม คือผู้ประเสริฐ พราหมณ์ทั้งหลายมีสามีภรรยาได้เช่นคนธรรมดาทั่วไป แต่พราหมณ์ทั้งหลายถูกห้ามมิให้แต่งงานกับคนชาติอื่น หรือมิใช่เป็นตระกูลพราหมณ์ด้วยกัน เพราะถือว่าตระกูลของตนนั้นสูงส่ง ด้วยยึดว่า ชาติของตนสืบเชื้อสายมาจากพรหมโดยตรง

เมื่อออกบวชถือเพศพรหมตามที่บัญญัติกันเอาไว้ ก็เป็นพราหมณ์อันมีสายธุรำ ซึ่งเป็นด้ายสีต่างๆแขวนคอ ตั้งแต่อายุได้ ๘ ปี สำเร็จเป็นพรามณ์ ผู้ซึ่งยึดถือว่ามีตระกูลสูง ตระกูลวิเศษ หรือเป็นชาติอารยะโดยกำเนิด และมีความถือตัวจัด

หลักธรรมในคัมภีร์เวทางค์นั้น เรียกว่า เวทันตะ (vadanta) เป็นหลักธรรมที่มาจากพรหม เป็นหลักธรรมสูงสุดแห่งคัมภีร์เวทางค์ของฮินดู (The supremepost Veub hindu) ซึ่งเป็นลัทธิที่มีมาก่อนพุทธกาลประมาณ ๒,๐๐๐ ปีเศษ ถ้าจะนับตั้งแต่ในเวลานี้ย้อนไป ก็อยู่ในเวลาราว ๔,๕๐๐ ปีเศษมาแล้ว

ศาสนาพราหมณ์ เป็นศาสนาที่ใหญ่ยิ่ง เป็นต้นตำหรับของศาสนาใหญ่ๆหลายศาสนา ซึ่งในปัจจุบันนี้กระจายอยู่ทั่วโลก และเป็นศาสนาที่รวบรวมลัทธิต่างๆ เช่น ศาสนาพระอาทิตย์ พระจันทร์ ศาสนาไฟ ศาสนางู และดาวพระเคราะห์ต่างๆ เป็นต้น

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [10 ก.พ. 2552 , 19:27:05 น.] ( IP = 118.173.39.248 : : )


  สลักธรรม 3



ประเทศอินเดียก่อนพุทธกาล แม้จะมีศาสนาพราหมณ์เป็นประทีปส่องหนทางอยู่ก็ตาม แต่ก็เต็มไปด้วยการแบ่งชั้นวรรณะ ผู้ใหญ่เบียดเบียนผุ้น้อย ดูหมิ่นเหยียดหยามผู้ต่ำต้อย กระทำให้เกิดความาเดือดร้อนอยู่โดยทั่วไป

ชาวฮินดูในยุคนั้นแบ่งแยกความคิดเห็นออกเป็นหลายพวก เช่น

อุทเฉททิฏฐิ ( Noughtism ) เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายตายลงแล้วก็สูญไป ไม่อาจจะกลับมาเกิดใหม่ได้อีกเลย คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สุข ทุกข์ ชีวิต ก็แปรสภาพกลับไปสู่ ณ ที่เดิมของมัน

สัสสตะทิฏฐิ ( Non-noughtism ) เห็นว่าสัตว์ทุกชนิดตายแล้วไม่สูญ เมื่อตายลงไปแล้วก็จะกลับมาเกิดใหม่ เพราะวิญญาณนั้นเที่ยง วิญญาณก็จะท่องเที่ยวไปแสวงหาที่เกิดใหม่

นัตถิเทวทิฏฐิ ( Atheism ) ลัทธิความเห็นที่เชื่อว่าไม่มีพระเป็นเจ้า ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาคุ้มครองโลกได้

เทวทิฏฐิ ( Theism ) ลัทธินี้เชื่อว่ามีพระผู้เป็นเจ้า เช่น เทวดา อินทร์ หรือพรหม ซึ่งเป็นพระผู้เป็นเจ้าชั้นสูง สามารถสร้างสรรค์พสิ่งทั้งหลายในโลก

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [10 ก.พ. 2552 , 19:33:31 น.] ( IP = 118.173.39.248 : : )


  สลักธรรม 4



ในเวลานั้น ยังมีผู้นับถือศาสนาแตกแยกกันออกไปอีกเป็นอันมาก แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังมีพวกยึดถือลัทธิที่เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่เหมือนกัน ที่ประพฤติปฏิบัติสั่งสอนกันต่อๆมาหลายชั่วคน นั่นก็คือการบำเพ็ญพรตเป็นดาบส ออกไปสู่ป่า สู่เขา และตามถ้ำต่างๆ เพื่ออบรมจิตให้บังเกิดสมาธิทำลายกิเลสนิวรณ์ ด้วยหวังว่าจะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

ซึ่งแม้จะเดินทางไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไม่ได้จริงๆ แต่ก็เป็นทางสายต้นในเวลานั้นที่จะก้าวขึ้นไปสู่หนทางที่สูงที่สุดต่อไป แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญผู้ปฏิบัติดังกล่าว

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใหม่ๆ พระองค์ยังอุทานถึงพราหมณ์สองท่าน คือ อาฬารดาบส กับอุทกดาบส ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระองค์ทั้งสองท่านว่า ฉิบหายเสียแล้ว เพราะองค์หนึ่งได้อรูปฌามที่ ๓ คือ อากิญจัญญายตนฌาน อีกองค์หนึ่งได้อรูปฌานที่ ๔ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน บัดนี้สิ้นชีวิตเสียแล้วทั้งคู่ ขณะนี้ปฏิสนธิอยู่ในอรูปพรหมภูมิ แม้จะมีกิเลสเบาบางประการใด เหมาะสมที่จะรับธรรมของพระองค์อย่างไร ก็หมดโอกาสรับพระธรรมเสียแล้ว

ผู้ศึกษาพระธรรมมามีความเข้าใจดีก็จะพบว่า ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติขึ้นมาในโลก บรรดาพราหมณ์ทั้งหลายต่างก็ออกป่าพากันฝึกฝนสมาธิจนได้ถึงฌานในขั้นต่างๆ

ฌาน
หมายถึงการติดในอารมณ์ที่แน่นหนาเป็นอารมณ์อันเดียว หรือการทำลายนิวรณ์ที่เป็นตัวการมารบกวนจิตใจทำให้วุ่นวาย ให้บังเกิดความสงบลงโดยเด็ดขาด ไม่อาจเกิดขึ้นมาได้ ผู้ที่ได้ฌานถึงมีความสงบ ความสุข ความเยือกเย็นใจ เพราะกิเลสปรากฏขึ้นมาไม่ได้

บางท่านฝึกฝนเป็นพิเศษจนถึงเข้าสมาบัติได้นานๆ ได้แก่การทำสมาธิให้มีอารมณ์อย่างเดียวตลอดเวลาหลายวันหลายคืนก็ได้ โดยไม่กระทบกระเทือนต่อสุขภาพประการใด ซ้ำกลับทำให้สุขภาพกายสุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [10 ก.พ. 2552 , 19:39:18 น.] ( IP = 118.173.39.248 : : )


  สลักธรรม 5



การทำฌานนั้นมีหลายชั้น คือ

ปฐมฌาน ได้แก่รูปฌานที่ ๑

ทุติยฌาน ได้แก่รูปฌานที่ ๒

ตติยฌาน ได้แก่รูปฌานที่ ๓

จตุตถฌาน ได้แก่รูปฌานที่ ๔

ปัญจมฌาน ได้แก่รูปฌานที่ ๕

(ในพระสูตรมีถึงฌานที่ ๔ เท่านั้น ในพระอภิธรรมแยกวิตก วิจาร ซึ่งเป็นองค์ฌานออกเป็น ๒ )

หลังจากได้ถึงปัญจมฌานแล้ว บางท่านก็ทำต่อขึ้นไปอีกจนถึงอรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน อรูปฌานที่ ๑

วิญญาณัญจายตนฌาน อรูปฌานที่ ๒

อากิญจัญญายตนฌาน อรูปฌานที่ ๓

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อรูปฌานที่ ๔

ผู้ที่ทำได้ถึงฌานขั้นสูงสุดแล้ว บางท่านได้ฝึกหัดให้เกิด “อภิญญา” คืออำนาจพิเศษขึ้น โดยอาศัยฌานที่ทำจนชำนาญแล้วเหล่านั้นเป็นบาท ทำให้มีอำนาจทางจิตเป็นพิเศษ เกิดหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกถึงชาติก่อนได้ และรู้ใจของผู้อื่นได้ เป็นต้น

แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังต้องศึกษาการทำฌานกับพราหมณ์ อาศัยพราหมณ์เป็นครู เช่นอาฬารดาบส กับอุทกดาบส ที่ได้อรูปฌานชั้นสูงดังกล่าวแล้ว

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [10 ก.พ. 2552 , 19:46:52 น.] ( IP = 118.173.39.248 : : )


  สลักธรรม 6



บรรดาผู้ที่ได้ฌานชั้นสูงเหล่านั้น บางท่านได้ทำอภิญญาจิต จนจิตมีความสามารถเป็นพิเศษ จึงเห็น ได้ยิน และติดต่อกับผีสางเทวดาได้ บางท่านก็ระลึกชาติได้ว่า ในอดีตนั้นเคยเป็นพรหมอยู่ แต่ระลึกได้ชาติเดียว แล้วเข้าใจผิดคิดว่า ท้าวมหาพรหมซึ่งเป็นหัวหน้า บันดาลให้ตนลงมาเกิดในมนุษย์ แล้วท่านเหล่านี้จึงได้ตั้งหลักศาสนาแตกแขนงออกไปอีกแล้ว เน้นหนักไปในเรื่องของพรหมว่าเป็นผู้สร้างสวรรค์โลก และในเรื่องพรหมลิขิต ทั้งนี้ก็เพราะไม่ทราบกฎของกรรม

ในสมัยก่อนพุทธกาล บรรดาฤาษีชีไพรเขาก็ปฏิบัติจนถึงฌานขั้นต่างๆกันอยู่แล้ว แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้อาศัยพราหมณ์เหล่านี้ในการทำฌานจนถึงฌานสูงสุด และในเรื่องการทำสมาธิจนถึงได้ฌานต่างๆนั้น แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มิได้ทำฌานให้เกินไปกว่า ที่บรรดาพวกฤาษีทั้งหลายเขาทำกัน ( สูงสุดคือเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน )

อย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติสมาธิจนได้ถึงฌานทั้งหลายเหล่านั้น แม้ว่าจะปฏิบัติจนได้ผลเป็นอย่างดี แต่ก็หาทราบเรื่องโดยละเอียดละออพิสดารไม่ และยังเข้าใจว่าจิตนี้เที่ยง เป็นสัสสตทิฏฐิ คือเห็นว่า จิตไม่เกิดไม่ดับอยู่นั่นเอง

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ประชาชนจึงได้รับการศึกษาเรื่องของการทำฌานโดยละเอียดเพิ่มเติมขึ้นอีกเป็นอันมาก พระองค์ทรงแสดงเอาไว้ให้ขาวสะอาดทุกแง่ทุกมุม เช่น จะใช้กรรมฐานอะไรบ้างที่จะปฏิบัติได้ถึงฌานขั้นไหน ผู้ปฏิบัติมีวิธีปฏิบัติอย่างไรบ้าง ในขณะที่ได้ฌานในขั้นต่างๆนั้น จิตเที่ยงหรือไม่ จิตใจทำงานกันอย่างไร แต่ละฌานมีองค์อะไรบ้าง มีเจตสิกประกอบเท่าใด อะไรบ้าง ตลอดจนถึงผู้ที่ทำอำนาจทางจิต ที่เรียกว่า “อภิญญา” สามารถมีตาทิพย์ หูทิพย์ได้นั้นทำอย่างไร ในขณะนั้นเป็นจิตประเภทไหน และจิตทำงานกันอย่างไร ( อภิญญาวิถี )

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [10 ก.พ. 2552 , 19:52:05 น.] ( IP = 118.173.39.248 : : )


  สลักธรรม 7



รายละเอียดทั้งหลายเหล่านี้ ผู้ศึกษาเล่าเรียนอภิธรรมมัตถสังคหะเริ่มต้นตั้งแต่ในปริจเฉทที่ ๑ ก็ได้ศึกษาแล้ว ฉะนั้นจึงเป็นที่ประหลาดใจแก่บรรดานักศึกษามาก ที่บางท่านเป็นผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนา แต่ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้เลย บางท่านเอาการทำสมาธิ การทำฌานนี้ ว่าเป็นวิปัสสนาเสียก็มี บางท่านก็ว่าทำสมาธิ ทำฌานจนจิตแน่วแน่แล้ว ปัญญาจะเกิดเองก็มี

และบางท่านอธิบายไปตามอารมณ์เหมือนคนเพ้อฝัน โดยสอนให้ละวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวงลงเสียไม่ต้องคิด ไม่ต้องปฏิบัติอะไรให้มันยุ่งยาก ทำเพียงเท่านี้ก็พอ เหมือนพูดกันเล่นๆ หรือเหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีคำสอนตื้นๆเผินๆเท่านี้เอง ซึ่งถ้าจะพิจารณาดูให้ดีแล้วก็จะเห็นว่าเป็นการหมิ่นความตรัสรู้ของพระองค์

ตามที่ผมได้แสดงมานี้ก็เพื่อจะให้ท่านเห็นว่า แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังต้องอาศัยการทำฌานตามลัทธิของพราหมณ์เขามาก่อน จนได้ฌานในขั้นต่างๆแล้ว จึงได้ยกองค์ฌานขึ้นสู่อารมณ์วิปัสสนาอีกทีหนึ่ง

และพระองค์ทรงสรรเสริญผู้ปฏิบัติจิตของตนโดยการทำสมาธิ และทำจนถึงได้ฌานเป็นอันมาก เพราะมีความสามารถเป็นพิเศษ สามารถข่มนิวรณธรรม อันเป็นตัวมารร้ายทำให้จิตใจวุ่นวายลงเสียได้จนเป็นวิกขัมภนปหาน ( ประหาณกิเลสได้ตลอดเวลาที่ฌานยังมิได้เสียหาย ) ผู้ปฏิบัติกว่าจะได้นั้นแสนยากยิ่ง แต่ก็เป็นมหากุศล และต้องเป็นติเหตุกบุคคล และถ้าได้ถึงฌานก็เป็นมหัคคตกุศล อันเป็นกุศลยิ่งใหญ่ เมื่อตายลงแล้วจะเกิดในพรหมโลก

สิ่งที่ดีมีประโยชน์ของศาสนาพราหมณ์ พระองค์ก็ยอมรับเอาไว้ในพระพุทธศาสนา แล้วเพิ่มเติมเข้ามาจนสมบูรณ์ สิ่งที่ไม่ถูกต้อง พระองค์ก็ชี้ให้เห็นพร้อมทั้งเหตุผลข้อเท็จจริง พระองค์มิได้ถือสากับสิ่งที่มีคุณค่าของศาสนาไหนๆหรือลัทธิใดๆ พระองค์เป็นผู้ไม่มีกิเลส ( อนุสัยกิเลส ) อยู่ในจิตใจแล้ว จึงมิได้มีมานะ คือความยกตัวถือตัวว่าใหญ่ ว่าดียิ่งกว่าใครๆ แล้วเอาความรู้ของคนอื่นเขามาไม่ได้ เหมือนผู้อุดมไปด้วยกิเลสทั้งหลาย

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ธัญธร...นำมาฝาก [10 ก.พ. 2552 , 19:59:21 น.] ( IP = 118.173.39.248 : : )


  สลักธรรม 8

ติดตามมาอ่านต่อ ขอบพระคุณมากค่ะพี่ธัญธร

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.พ. 2552 , 16:18:46 น.] ( IP = 125.27.170.198 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org