มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผีสางเทวดา (๔)




ปาฐกถา เรื่อง ผีสางเทวดา
โดย
ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

พระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันมาก ที่ได้เพียรพยายามฝึกฝนปฏิบัติทางจิต คือทำสมาธิจนได้ถึงฌานในขั้นต่างๆ แล้วได้อภิญญาจิต บางท่านได้ฌานได้อภิญญาจิตมาตั้งแต่ยังไม่บวช ( การทำฌานและอภิญญาจิตมีศึกษาโดยละเอียดจากพระอภิธรรมปิฎก ) บางท่านก็มีตาทิพย์ หูทิพย์ แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ ตลอดจนถึงการเกี่ยวข้องกับผีสางเทวดา ผู้ได้อภิญญาจิตเหล่านี้ บางท่านก็เป็นสงฆ์ ปุถุชน อริยบุคคลชั้นโสดา ไปจนถึงอริยบุคคล ชั้นพระอรหันต์

การแสดงอำนาจของจิต เช่น เกี่ยวข้องกับผีสางเทวดาได้นั้น จะคิดนึกเอาตามถ้อยคำ เช่น เห็นด้วยตา หรือได้ยินด้วยหู เอาตามธรรมดาสามัญที่เข้าใจกันนั้นไม่ได้ วิธีเห็น ได้ยิน ก็เป็นไปแบบหนึ่ง ทั้งตัวของผีสางเทวดาเองเล่า ก็มิใช่รูปกายหยาบที่ตามองเห็นหรือสัมผัสถูกต้องด้วยกายได้ ผู้ศึกษาพระอภิธรรมมาจนมีความเข้าใจแล้ว จะไม่มีความสงสัยในเรื่องเหล่านี้

ผู้ที่เคยฝึกฝนทำสมาธิเพื่อเกี่ยวข้องกับผีสางเทวดามาแต่อดีต ทั้งในชาตินี้ก็มิได้ทอดทิ้ง โอกาสที่จะเกี่ยวข้องกับผีสางเทวดาก็จะเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องอาศัยการปฏิบัติถึงขั้นอภิญญาจิต


โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 ก.พ. 2552 , 18:05:39 น.] ( IP = 118.173.41.84 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ปุญญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ

คำว่า ปุญญกิริยาวัตถุนี้เป็นภาษาบาลี เมื่อแยกออกก็ได้ดังนี้ คือ ปุญฺญ + กฺริย + วตฺถุ แปลว่าความดีที่ควรกระทำ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งผลที่ดี

ปุญฺญ หมายความว่า การงานที่ดี ที่ชำระความเศร้าหมองเร่าร้อน
กฺริย ,, ควรทำ
วตฺถุ ,, เป็นเหตุ เป็นที่ตั้งแห่งผลดี
แสดงวจนัตถะว่า “ อตฺตโน สนฺตานํ ปุนาติ โสเชตีติ – ปุญฺญํ ”

การกระทำใดย่อมชำระสันดานของตนให้ขาวสะอาด ฉะนั้น การกระทำนั้นชื่อว่า ปุญญะ ซึ่งก็ได้แก่การบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น

ตามธรรมดาจิตใจของสัตว์ทั้งหลายมีแต่ความมักได้เห็นแก่ตัวเป็นส่วนมาก ดังจะเห็นได้โดยทั่วไป เริ่มตั้งแต่ลืมตาตื่นนอนขึ้นมาในเวลาเช้าไปจนหลับสนิทลงในเวลากลางคืน

ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่นั้น บุคคลทั้งหลายต่างก็พากันดิ้นรนขวนขวายที่จะให้ได้มา ไม่ว่าในเรื่องเห็น ได้ยิน เรื่องกินอยู่ เที่ยวเตร่ เมื่อได้สมความปรารถนาแล้ว ก็ดิ้นรนขวนขวายหาอารมณ์ที่ดีๆต่อไปอีก โดยไม่หยุดหย่อน เป็นไปอยู่เช่นนี้ทั้งกลางวันกลางคืน ตั้งแต่เกิดไปจนแก่เฒ่าแล้วถึงแก่ความตาย

บุคคลทั้งหลายพากันเอื้อมมือที่จะรับ เพื่อให้ได้มาในสิ่งสารพัดทั้งปวงเท่าที่จะทำได้ แต่ยากนักหนาที่จะเอื้อมมือเพื่อจะให้ ทั้งนี้ก็เพราะด้วยอำนาจของกามราคานุสัยที่ติดอยู่ภายในจิตใจ เหนี่ยวรั้ง ไม่ยอมให้ นั่นก็คือความเห็นแก่ตัว เห็นแต่จะได้ ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งได้อบรมมาแต่ชาติอดีตที่นานแสนนานมาแล้ว

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 ก.พ. 2552 , 18:14:09 น.] ( IP = 118.173.41.84 : : )


  สลักธรรม 2



ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ใดเอื้อมมือเพื่อหวังจะให้ ยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตัวไปให้แก่ผู้อื่น ผู้นั้นก็จะต้องสร้างกำลังอำนาจขึ้นมาทำลายความเห็นแก่ตัว อย่างน้อยก็ในขณะนั้น ให้ได้ หาไม่แล้ว แม้จะให้ขอทานสัก ๑ บาท ก็จะไม่สำเร็จ

การบริจาคทานเสียสละได้นั้นเป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว ทำลายสันดานที่คอยคิดแต่จะได้ให้ออกไป ดังนั้นจึงชื่อว่าเป็นบุญกุศล ผู้ฝึกฝนตนอยู่เสมอ จึงจะเสียสละได้ง่าย กุศลผลบุญก็จะเกิดต่อๆกันไปจนเป็นอาจิณ

การนั่งทำสมาธิเพียง ๑๐ หรือ ๑๕ นาที เราก็เห็นแก่ตัวอยากจะนอน การจะทำสมาธิให้ได้ ก็จะต้องทำลายความเห็นแก่ตัวให้สำเร็จ

แม้จะรักษาศีล ก็จะต้องระวังการพูดเท็จ และระวังใจมิให้หันไปดื่มสุรา ถึงอย่างไรก็ต้องทำลายความเห็นแก่ตัวอยู่นั่นเอง

เหตุนี้ การกระทำใดเป็นการชำระสันดาน คือความเห็นแก่ตัวของตนให้สะอาด การกระทำนั้นจึงชื่อว่าบุญ

ปุญญกิริยาวัตถุ ๑๐ มีการแสดงได้เป็น ๒ นัย คือ สุตตันตนัยกับอภิธรรมนัย มีความโดยพิสดาร ผมก็จะของดเสียไม่บรรยาย เพราะเจาะจงจะให้ท่านทั้งหลายได้เห็นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผีสางเทวดาเท่านั้น

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 ก.พ. 2552 , 18:18:39 น.] ( IP = 118.173.41.84 : : )


  สลักธรรม 3



บุญญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ได้แก่

๑. ทาน การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่ผู้ที่ได้รับ

๒. ศีล การรักษากาย วาจา ให้เป็นปกติ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

๓. ภาวนา การอบรมจิตใจ คือกุศลอันประเสริฐให้เกิดขึ้น มีสมาธิ และวิปัสสนา

๔. อปจายนะ การคารวะอ่อนน้อมต่อผู้ที่เจริญด้วยชาติวุฒิ คุณวุฒิ และวัยวุฒิ

๕. เวยยาวัจจะ การช่วยเหลือในกิจการเกี่ยวแก่ปริยัติ และปฏิบัติ

๖. ปัตติทานะ การอุทิศส่วนกุศลไปให้บิดา มารดา ครูอาจารย์ ญาติ และสรรพสัตว์

๗. ปัตตานุโมทนา การอนุโมทนารับส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้

๘. ธรรมสวนะ การสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา

๙. ธรรมเทศนา การแสดงธรรมแก่ผู้ที่มีความประสงค์จะฟัง

๑๐. ทิฏฐุชุกรรม การมีความเห็นอันถูกต้องตรงตามความจริง ได้แก่ กรรมสกตาปัญญา รู้ว่าสัตว์นั้นมีกรรมเป็นของตน กรรมให้ผลไปชาติหน้าได้ และวิปัสสนาญาณ คือ ปัญญาเห็นว่าสัตว์ก็ดี สรรพสิ่งทั้งหลายก็ดีในโลกนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์ที่จะบังคับบัญชาได้

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 ก.พ. 2552 , 18:23:22 น.] ( IP = 118.173.41.84 : : )


  สลักธรรม 4



เมื่อสงเคราะห์บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ โดย ทาน ศีล ภาวนา

สงเคราะห์ลงในทาน

๑ ทาน

๒ ปัตติทาน

๓ ปัตตานุโมทนา

สงเคราะห์ลงในศีล

๑ ศีล

๒ อปจายนะ

๓ เวยยาวัจจะ

สงเคราะห์ลงในปัญญา

๑ ภาวนา

๒ ธรรมสวนะ

๓ ธรรมเทศนา

๔ ทิฏฐุชุกรรม


ทิฏฐุชุกรรม อันเป็นปัญญานั้นสำคัญที่สุดในบรรดากุศลทั้งหมด และเข้าประกอบกับบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๙ ข้อนั้นได้ทุกๆข้อ ทำให้กุศลมีกำลังมากขึ้น

ผู้สอนไม่ให้เชื่อผีสางเทวดา ก็เป็นการสกัดกั้นกุศลผลบุญที่จะเกิดกับประชาชนทั้งหลายในบุญกิริยาวัตถุข้อ ๖ คือการอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ผีสางเทวดา และในข้อ ๗ ได้แก่การสกัดกั้นผีสางเทวดาที่จะได้รับส่วนกุศลนั้นด้วย

ผู้สอนเป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญา แต่อาจหาญหรือกล้ากระทำได้เช่นนี้ ก็เป็นบาปนักหนา เพราะมิได้เกิดความเข้าใจผิดแก่ตนเองแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น หากแต่ได้สนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปได้มีความเห็นผิดตามตนไปด้วย ทั้งเป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 ก.พ. 2552 , 18:31:53 น.] ( IP = 118.173.41.84 : : )


  สลักธรรม 5



ตามนัยแห่งพุทธภาษิตอรรถกถาแสดงว่า ธรรมสวนะ คือการฟังธรรมด้วยความเคารพ และธรรมเทศนา คือการแสดงธรรมเพื่อให้เป็นทาน สงเคราะห์ลงในทานก็ได้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมย่อมชนะการให้ทั้งปวง และการให้ทานธรรมที่ประกอบด้วยปัญญานั้น นับว่าเป็นทานอันประเสริฐ

ส่วนทิฏฐุชุกรรม คือในข้อ ๑๐ นั้น ก็สงเคราะห์ลงในทาน ศีล ภาวนา ได้ทั้ง ๓ ประการ เพราะในสังคีติสูตร ปาติกวรรคอรรถกถาแสดงว่า “ทิฏฐุชุกัมฺมํ สพฺเพสํ นิยมลกฺขณํ” หมายความว่า ทิฏฐุชุกรรม คือปัญญาที่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ถ้าการบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา โดยไม่มีทิฏฐุชุกรรมประกอบด้วยแล้ว การให้ผลของทาน ศีล ภาวนาเหล่านั้น ก็จะขาดตกบกพร่องไม่สมบูรณ์

ทั้งยิ่งกว่านั้น ทิฏฐุชุกรรมนี้ เป็นที่ตั้งเป็นปัจจัย สนับสนุนให้บุญกิริยาวัตถุอื่นๆทั้งหมดเกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะมีปัญญา เชื่อผีสางเทวดา เชื่อผลของกรรม และเชื่อการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ตั้งแต่ทานอันเป็นข้อ ๑ ไปจนถึงธรรมเทศนาอันเป็นข้อ ๙ ก็จะเกิดขึ้นได้โดยไม่ยากเลย

ด้วยเหตุดังนี้เอง ผู้ทำลายความเชื่อของประชาชนโดยแสดงว่า ผีสางเทวดาไม่มี จึงตกเป็นผู้สกัดกั้นปัญญาของประชาชนมิให้เกิดขึ้น ทั้งทำให้กุศลบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๙ ข้อที่เหลืออ่อนกำลังลงจนเกิดขึ้นได้ยากด้วย จึงนับได้ว่า เป้นผู้กระทำบาปมิใช่เล็กน้อยเลย เป็นบาปที่น่าหวั่นไหวหวาดกลัวจริงๆ

มหากุศลญาณสัมปยุต หมายถึงกุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือ มีความเห็นอันถูกต้องตามสภาวธรรมนั้น ปัญญาดังกล่าวนี้ เพ่งเอาปัญญาที่ประกอบกับกามาวจรกุศลจิต ได้แก่ปัญญา ๒ ประการคือ กัมมัสสกตาปัญญา กับวิปัสสนาปัญญา

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 ก.พ. 2552 , 18:37:17 น.] ( IP = 118.173.41.84 : : )


  สลักธรรม 6



กัมมัสสกตาปัญญา

หมายถึงปัญญาที่รู้ความจริงของชีวิต ว่าสัตว์ทั้งหลายได้กระทำกรรมลงไปแล้วก็ย่อมจะเป็นความดีหรือความชั่ว ความดีหรือความชั่วก็ย่อมจะประทับเก็บเอาไว้ในจิตใจ ความดีหรือความชั่วก็ย่อมจะแสดงผลของมันออกมาได้ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ไม่เร็วก็ช้าอย่างแน่นอน กรรมดีกรรมชั่วจึงติดตามสัตว์ทั้งหลายไปเหมือนเงาตามตัว ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไรที่ไหน มันจะคอยให้ผลเป็นสุขหรือเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ความรู้ว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเช่นนี้ ชื่อว่า กัมมัสสกตาปัญญา

ธรรมที่เป็นปัจจัยของกัมมัสสกตาปัญญา ๓ ประการ

๑. สุตามยปัญญา
ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียน การอ่าน การฟัง

๒. จินตามยปัญญา
ปัญญาที่เกิดจากความคิดพิจารณาในเรื่องของชีวิต และความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ความมีโรค ไม่มีโรค ความโง่ ความฉลาด ความทุกข์ ความสุข อายุยืนหรือสั้น ยากจนหรือมั่งมี เหล่านี้ หนีจากกรรมที่ได้ทำไว้ทั้งในอดีตและปัจจุบันไปไม่พ้น

๓. ภาวนามยปัญญา
ปัญญาเกิดจากการเจริญวิปัสสนา เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ ความจริงในปัญหาของชีวิตอย่างลึกซึ้ง ( เชิญอ่านเรื่องปัญญาและเรื่องวิปัสสนากรรมฐานของอภิธรรมมูลนิธิ )

ปัญญาตามที่ได้กล่าวมาแล้วจึงแบ่งเป็น ๒ อย่าง แม้ว่าจะยังละสักกายทิฏฐิ ( ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตน ) ไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้ามีความเห็นอันถูกต้องอยู่ในอารมณ์ ๑๐ ประการ ที่เรียกว่า ทสกวัตถุสัมมาทิฏฐิ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 ก.พ. 2552 , 18:45:13 น.] ( IP = 118.173.41.84 : : )


  สลักธรรม 7



ทสกวัตถุสัมมาทิฏฐิ ๑๐ ปราะการ

๑. อตฺถิ ทินฺนํ เห็นว่าการทำบุญให้ทานได้รับผลดีมีประโยชน์

๒. อัตฺถิ ยิฏฐํ เห็นว่าการบูชาต่างๆได้รับผลดีมีประโยชน์

๓. อตฺถิ หุตํ เห็นว่าการเชื้อเชิญ บวงสรวง ได้รับผลดีมีประโยชน์

๔. อตฺถิ สุกตทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก เห็นว่าการทำดีทำชั่ว จะต้องได้รับผลทั้งทางตรงและทางอ้อม

๕. อตฺถิ อยํ โลโก เห็นว่าภพนี้มีอยู่ คือผู้ที่จะมาเกิดในภพนี้มีอยู่

๖. อตฺถิ ปโร โลโก เห็นว่าภพหน้ามีอยู่ คือผู้ที่จะมาเกิดในภพหน้ามี

๗. อตฺถิ มาตา เห็นว่าการทำดีทำชั่วต่อมารดาย่อมมีผลในภายหน้า

๘. อตฺถิ ปิตา เห็นว่าการทำดีทำชั่วต่อบิดาย่อมมีผลในภายหน้า

๙. อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา เห็นว่าสัตว์ที่เกิดเติบโตขึ้นมาทันทีมีอยู่ ได้แก่ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม

๑๐. อตฺถิ โลเก สมณพรฺาหมณา สมฺมาปฏิปนฺนา เห็นว่า สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติชอบ ประจักษ์แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้นั้นมีอยู่

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 ก.พ. 2552 , 18:51:04 น.] ( IP = 118.173.41.84 : : )


  สลักธรรม 8



ในข้อ ๓ คือการเชื้อเชิญ การบวงสรวงต่อเทพเจ้าทั้งหลาย ย่อมได้รับผลดีมีประโยช์ตามสมควร ในข้อ ๕ ข้อ ๖ ก็เป็นการแสดงถึงความเชื่อว่าผู้ที่จะมาเกิด และความเชื่อว่าจะต้องไปเกิดในชาติหน้า ว่าจะต้องมีอย่างแน่นอนเหล่านี้ จัดว่าเป็นปัญญาทั้งนั้น

ในข้อ ๙ ความเชื่อในเรื่องการปฏิสนธิแบบโอปปาติกะ ผู้เกิดชนิดนี้มีรูปกายละเอียดมากเป็นปรมาณู และเกิดขึ้นมาได้เต็มตัวในทันใด มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพศหญิงหรือชายพร้อม มีจริงๆ

ในข้อ ๑๐ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบย่อมรู้แจ้งทั้งโลกนี้และโลกหน้า รู้การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอภิญญาจิตรู้ว่าสัตว์นั้นๆเกิดเป็นอะไร

ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า การประกาศว่าผีสางเทวดาไม่มีนั้นเป็นผู้ปราศจากปัญญาในปัญหาของชีวิต ตามหลักการในพระพุทธศาสนา ขอเชิญท่านลองพิจารณาในทสกวัตถุสัมมาทิฏฐิอีกที

วิปัสสนาปัญญา

ได้แก่ปัญญาที่รู้ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ สัจจะ ๔ ปฏิจสมุปบาท ๑๒ ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือมีปัญญารู้ว่าสัตว์ทั้งหลายและสรรพสิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นมาแล้วย่อมจะต้องสลายตัวไปเสมอ ไม่มีใครบังคับมันได้เลยอยู่ทุกเวลานาที ( เชิญอ่านเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา )

ผีสางเทวดาในพระวินัยกับในพระสูตร


เรื่องผีสางเทวดาในพระวินัย ในพระสูตร ในพระอภิธรรมมีอยู่เป็นอันมาก ผมจะขอยกขึ้นมาเพื่อให้เป็นตัวอย่างบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ท่านที่ปรารถนาจะทราบมากกว่านี้ จะค้นคว้าเอาได้จากในพระไตรปิฎกและที่อื่นๆโดยทั่วไป เฉพาะในพระวินัยกับในพระสูตร ขอเชิญท่านได้พิจารณาด้วยดี

จบปาฐกถาเรื่อง ผีสางเทวดา

โปรดติดตาม
ผีสางเทวดาจากพระไตรปิฎก เป็นตอนต่อไป


โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 ก.พ. 2552 , 19:06:53 น.] ( IP = 118.173.41.84 : : )


  สลักธรรม 9

มาอ่านต่อจนจบตอน ..กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลที่เพียรสร้างคือการเผยแพร่ความเข้าใจในพระอภิธรรมและธำรงไว้ซึ่งบทบาทที่ควรยกย่องของท่านอาจารย์บุญมีด้วยค่ะ ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.พ. 2552 , 16:22:34 น.] ( IP = 125.27.170.198 : : )


  สลักธรรม 10


ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [13 ก.พ. 2552 , 17:19:04 น.] ( IP = 124.121.175.155 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org