มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เข็มทิศและเป้าหมาย





เข็มทิศและเป้าหมาย


เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ อาจารย์บุษกรได้พูดกับทุกคนก่อนที่จะสวดมนต์ทำวัตรเช้าว่า...

เสียงเพลงที่จบลงไปนั้นก็เหมือนสัญญาณที่บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะเริ่มต้นสวดมนต์ทำวัตรกัน แต่ก้อนอื่นต้องขอบอกกับท่านก่อนว่า "เข็มทิศ...เป็นสิ่งสำคัญในการเดินทาง เป้าหมาย...เป็นสิ่งสำคัญในการก้าวไป"

ขณะนี้เราทุกคนไม่ได้เดินทางไปไหน แต่เรากำลังเดินทางทางใจ เราจึงต้องมีเป้าหมาย เพราะเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญที่นำให้เราก้าวไป และเป้าหมายที่เราได้ถูกหล่อหลอมในการศึกษาธรรมมา เป้าหมายสูงสุดที่ปรารถนาก็คือ พระนิพพาน

เราจึงจะต้องเพียรพยายามนำชีวิตของเราไปสู่เป้าหมายให้ได้ ด้วยการกระทำดี ประพฤติดีไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา และใจ ถึงเวลาแล้วที่เราจะสำรวมกาย วาจา ใจ เพื่อเป้าหมายนั้น

ขอให้ทุกคนประนมมือขึ้นแล้วกล่าวคำว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า..นี่คือเป้าหมายหนึ่งในรัตนะ การถึงซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือการถึงซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้และสิ่งที่พระองค์ทรงประทานไว้ให้

ต่อไปให้กล่าวคำว่า "ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม..นี่ก็คืออีกหนึ่งเป้าหมายในรัตนะ ก็คือการที่เราเข้าใจธรรมชาติของชีวิตโดยเฉพาะธรรมชาติของกิเลสอาสวะ อนุสัย ตลอดจนธรรมชาติของสติ หิริ โอตตัปปะ สัมปชัญญะ เป็นต้น

ต่อไปให้กล่าวคำว่า "สังฆัง สรณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์ ..นี่ก็คืออีกหนึ่งเป้าหมายในรัตนะ การที่เราถึงซึ่งพระสงฆ์นั้นก็คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์นั่นเอง ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องพึงสังวรและระวังไม่ให้กิเลสรุกรานใจเรามากไปกว่านี้ และเพียรพยายามชนะอารมณ์ข่มนิสัยเป็นไปเพื่อความดีทั้งปวง เมื่อพร้อมแล้วเราก็จะสวดมนต์ทำวัตรเช้าโดยพร้อมเพรียงกัน

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [15 ก.พ. 2552 , 23:15:47 น.] ( IP = 58.9.234.92 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



หลังจากที่สวดมนต์ทำวัตรเช้าจบลงแล้ว อาจารย์ได้กล่าวคำสวัสดีและทักทายกับทุกคนว่า ... วันนี้เราได้มีโอกาสร่วมกันทำกุศลและเป็นการทำกุศลด้วยระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จากนั้นยังระลึกถึงคุณบิดามารดาและครูอาจารย์เสร็จเรียบร้อยไปเมื่อสักครู่นี้ นับว่าเป็นสิริและมงคลต่อชีวิตยิ่งนั้น

การที่เราได้มีโอกาสดำเนินชีวิตที่ดีนี้นับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในชีวิตของคนเรา คำว่า "คน" มีสองคน .. หนึ่งคือตัวเรา สองคือคนอื่น

ชีวิตที่เป็นคนของเรานี้ไม่ค่อยชอบดูตน แต่ชอบดู พิจารณา วิเคราะห์คนอื่น การที่จะหันมาดูตนเองหรือทำอะไรเพื่อตนเองนั้น..ยาก จึงบอกว่าการที่เราได้มาสวดมนต์ไหว้พระพร้อมกันที่นี่ มีการบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดาและครูอาจารย์นี้เป็นโอกาสที่เกิดได้ยาก

เช้านี้ก่อนที่จะสวดมนต์ได้กล่าวว่า "เข็มทิศ...เป็นสิ่งสำคัญในการเดินทาง เป้าหมาย...เป็นสิ่งสำคัญในการก้าวไป" เพราะไม่ว่าเราจะไปทางทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก "เข็มทิศ" เป็นสิ่งสำคัญในการเดินทาง เพราะไม่ทำให้หลงป่าหลงภูเขา และ"เป้าหมาย" เป็นสิ่งสำคัญในการก้าวไป

ชีวิตของเราที่มีมาจนถึงทุกวันนี้จึงต้องรู้จักมีความกระตือรือร้นให้มีความก้าวหน้าคือก้าวไปในหลักแห่งทางที่ควรดำเนินคือก้าวไปกับการปฏิบัติธรรมหรือการศึกษาธรรมนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2552 , 23:16:20 น.] ( IP = 58.9.234.92 : : )


  สลักธรรม 2



การที่เราจะก้าวไปกับการปฏิบัติธรรมนั้น เราต้องรู้เป้าหมายของตนเองว่า เราต้องการอะไรจากการปฏิบัติธรรมหรือการศึกษาธรรม ไม่ว่าจะเป็นคันถะธุระหรือวิปัสสนาธุระเราจะต้องรู้เป้าหมายว่า เรามาศึกษาเพื่ออะไร เรามาเรียนเรื่องจิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติเพื่ออะไร? ก็เพื่อให้รู้สภาพจริงแท้แน่นอนของชีวิตเรา ว่าในสิ่งที่สมมุติขึ้นมาว่าเป็นคนนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

แยกชีวิตออกมาเป็นสองคือ ด้านร่างกาย และด้านจิตใจ และแยกต่อออกไปอีกว่ามีชีวิตอยู่ในสองด้านนี้ไหม? มีคือ มีทั้งจิต เจตสิก และรูปมาประชุมกัน แล้วก็เรียนแยกไปอีกว่า สภาพของจิตนี้เป็นไฉน? คือสภาพของความโลภเรียกว่าโลภมูลจิต สภาพของความโกรธเรียกโทสมูลจิต สภาพของความหลงก็เรียกว่าโมหมูลจิต

..เราจึงต้องรู้เป้าหมายว่าเรียนไปเพื่ออะไร..ก็เพื่อคลี่คลายตนเอง ก็จะเห็นว่าเหลือ "คน"เดียวแล้ว จากเมื่อสักครู่ที่มีสอง"คน" คือตนเองกับผู้อื่น การมาเรียนพระอภิธรรมเป็นการมาเรียนเรื่องส่วนตัวและตัดคนอื่นออกไปได้ทั้งหมด เมื่อเราสามารถตัดคนอื่นออกไปได้โอกาสทุจริตกาย วาจา และใจต่อผู้อื่นก็น้อยลงเบาบางลงไป

เมื่อเรามาศึกษาเรื่องตนเองให้เข้าใจว่า ภาพชีวิตของเรานี้ได้แก่จิต เจตสิก และรูป แล้วก็มีเหตุที่ทำให้ผลนั้นเกิด ซึ่งก็ไม่ใช่มีเหตุเดียวแต่มีหลายๆ เหตุที่ทำให้ชีวิตเราแตกต่างกัน

นอกจาก"เหตุ" แล้วก็ยังมี"กรรม"ที่เป็นเรื่องส่วนตัวที่เราทำกรรมดีกรรมชั่วกันมาแล้วเราก็ต้องได้รับผลดีผลชั่วต่างกันไปอีก ..สัตว์โลกจึงต่างมีกรรมเป็นของตน

เมื่อเรารู้เป้าหมายว่าเราเรียนเพื่อคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ออกมาแล้วนี่ เวลาที่จะปฏิบัติธรรมเราต้องรู้ว่า ปฏิบัติเพื่ออะไร? ก็เพื่อพาชีวิตของเราให้ไปสู่อิสรภาพ

ทุกวันนี้ชีวิตของเราไม่ได้รับอิสรภาพเลย เพราะเราเป็นทาสของอารมณ์ อารมณ์ต่างๆนี้ก็เจอปนไปด้วยกิเลสตัณหา ราคะ อุปาทานต่างๆ ที่ทำให้เราก้าวไปในวัฏฏะสงสาร หรือเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อเรามาศึกษาเล่าเรียนเพียรปฏิบัตินี้ก็เพื่อจะก้าวไปให้ถูกทาง ก้าวไปให้ถูกทางด้วยใจที่รับสภาพแห่งอารมณ์ที่แท้จริงเสียทีหนึ่ง และอารมณ์ที่แท้จริงนี้ก็คือรูปธรรมและนามธรรม

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2552 , 23:16:42 น.] ( IP = 58.9.234.92 : : )


  สลักธรรม 3



ดังนั้นการรู้เป้าหมายของตนเอง ว่าต้องการอะไรจากการปฏิบัติธรรมนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้มีการก้าวไปได้ถูกทาง เพราะด้วยใจที่รับสภาพแห่งอารมณ์ของคนเรานั้นแตกต่างกันออกไป

บางคนที่แรงผลักดันจากความไม่สมหวังในชีวิต จึงอยากหาที่พึ่งใจใหม่ เพื่อกลบรอยร้าวในใจ

บางคนต้องการความสงบ ต้องการบุญ ต้องการมีชีวิตที่ดีกว่าเก่า จึงหันทิศชีวิตเข้ามาพึ่งการปฏิบัติ เพราะวิธีการต่างๆ ในหลักธรรมล้วนเป็นสิ่งที่สามารถสร้างคุณค่าเหล่านั้นได้

แต่ก็ยังมีบางคนที่ต้องการสิ้นสุดจากความทุกข์คือชาติเกิด ด้วยเพราะอุปนิสัยในอดีตนำหนุน จึงมีทุนแห่งชีวิต ให้คิดหาหนทางดับความทุกข์นั้นด้วยการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทะองค์ได้

ด้วยเหตุดังกล่าวแล้วนั้น ท่านผู้ต้องการปฏิบัติ จึงต้องศึกษาหาค้นกับที่มาของการเริ่มต้นก้าวเดินให้ได้เสียก่อน เพื่อรู้ต้นสายและจะได้ก้าวไปถึงปลายเหตุ (คือการปฏิบัติบรรลุดังประสงค์ได้นั่นเอง)

ชีวิตคนเรานั้นเกิดมาด้วยบุญกุศลที่ส่งผลมา จึงควรทำความดีให้สมชาติเกิด และการที่จะเลือกทำความดีที่เหนือกว่าความดีทั้งปวงให้ได้ด้วย นั่นคือ การสร้างมหากุศลญาณสัมปยุตให้เกิดมีขึ้นในชีวิต เพราะเนื่องด้วยมหากุศลนี่เองที่จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนชีวิตให้เดินตรงตามทางมรรคอันมีองค์แปดนี้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการกระทำความดีเพื่อท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะสงสารเท่านั้น

วัฏฏะนี้เองก็จะนำมาซึ่งความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างซ้ำซากอยู่ร่ำไป เพียงแค่บุญกุศล(มหากุ,ญาณวิปปยุต)ที่ส่งให้ได้รับความสุขสมบูรณ์ในอัตภาพ ความมีชีวิตที่มั่งคั่งเพราะทานที่ตนกระทำ มีความจำดัเพราะเคยฝึกสมาธิมา แต่หาใช้เป็นการพ้นภัยแห่งชีวิตไปได้ ด้วยเพราะชีวิตที่พ่วงเอาภาระอันใหญ่หลวงมาด้วยเสมอนั่นเอง ดังพระบาลีที่ท่านกล่าวสอนไว้ว่า

ภาราหะเว ปัญจักขันธา
ภาราหะโร จ ปุคคโล
ภารา ธานัง ทุกขังโลเก
ภารานิกเขปะนังสุขัง ฯ

ภาระอันเป็นของหนักที่วางไม่ลง ก็คือชีวิตของเราเอง จะเห็นได้ว่า ไม่มีใครปล่อยปละละเลยชีวิต หรือทำนิ่งเฉยต่อชีวิตในขณะที่หิว ปวด เจ็บได้เลย ต่างต้องดิ้นรนแก้ไขเพื่อกำจัดความทุกข์นั้น ถึงจะกำจัดไม่ได้ทั้งหมดแม้ได้เพียงเบาบางก็พอใจแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2552 , 23:16:59 น.] ( IP = 58.9.234.92 : : )


  สลักธรรม 4



ชีวิตของเราจึงต้องหัดพัฒนาและหัดนึกถึงเป้าหมายของตนเองให้มากๆ อย่าทิ้งเป้าหมายว่าเราอยู่เพื่ออะไร ทำเพื่ออะไร แล้วจะไปเพื่ออะไร ? ขอให้การอยู่ การทำ และการไปของเรานี้เพื่อไปสู่เป้าหมายคืออิสรภาพ คือสิ้นสุดจากการร้อยรัดด้วยเครื่องจองจำไว้ในกิเลส

ชีวิตก็จะได้พบสันติเสียที ทุกวันนี้เราไม่ได้พบกับสันติเลยสุขจึงไม่มี เมื่อเราได้พบสันติเราก็จะมีสุขเพราะสันติคู่กับสุข คือสันติสุข ถ้าหากเราไม่เจอสันติเราก็จะมีทุกข์อยู่ร่ำไป อย่างที่พูดไปในคราวที่ผ่านมาว่ามีทุกข์อยู่ห้าอย่าง

ทุกวันนี้เศรษฐิกจแย่ลงก็ฝากชีวิตไว้กับหมอดู แล้วก็ถูกทำนายทายทักต่างๆ ซึ่งก็เชื่อโดยไม่ได้เชื่อเรื่องกรรม แต่เชื่อที่หมอดูเขาบอกแล้วไปเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลกันเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ทั้งที่ชื่อที่พ่อแม่ตั้งมาให้นี้ก็เป็นมงคลมากแล้วและก็เรียกด้วยความรักไม่ว่าจะเรียก..ไอ้หมาก็ตาม แต่คนอื่นแม้เขาจะเรียกเราว่า "คุณ " เขาก็อาจไม่รักเราก็ได้

เมื่อคืนนี้ระหว่างจัดของอยู่ก็มีโอกาสได้ชมรายการประกวดรายการหนึ่ง พิธีการของรายการก็ได้ไปสัมภาษณ์ผู้เข้าประกวดรายหนึ่งว่า ..มาสมัครประกวดนี้มีความรู้สึกอย่างไร ผู้สมัครคนนั้นก็ตอบว่า ..มีความรู้สึกว่าถ้าได้ชัยชนะก็จะหมดหนี้หมดสิน ชีวิตก็จะพลิกไปถ้าได้รับรางวัลและจะมีงานเข้ามามาก ..

พิธีกรก็ถามต่อว่า เคยผ่านการประกวดบนเวทีมาบ้างไหม? เขาก็ตอบว่า ก็เคยผ่านมาบ้างแต่ไม่ได้ ปีนี้ที่กล้ามาสมัครเพราะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลแล้ว ...ฟังมาถึงตอนนี้แล้วก็คิดว่า นี่ไงความเชื่อ แทนที่จะไปฝึกหัดเกี่ยวกับการประกวดให้ดี เช่นการออกเสียง กลับไปเปลี่ยนชื่อนามสกุลซึ่งไม่ได้ทำให้ความสามารถอะไรดีขึ้น ..มันก็เลยไม่ผ่านการคัดเลือก

และกรรมการที่ตัดสินก็บอกว่า รู้สึกสงสารแต่ถ้าปล่อยให้ผ่านเข้ารอบไปและไปพบกับคนที่เก่งกว่าจนต้องตกรอบ เขาก็จะต้องรู้สึกเสียใจมากกว่าตอนที่ตกรอบแรกในการคัดเลือกเสียอีก ก็จะเห็นว่าการไปเปลี่ยนชื่อนามสกุลจึงไม่ใช่เครื่องบ่งบอกว่า คุณจะได้รับชัยชนะ ...

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2552 , 23:17:14 น.] ( IP = 58.9.234.92 : : )


  สลักธรรม 5



ชีวิตของคนเราก็แปลกที่ชอบเชื่อหมอดู และสมัยนี้นอกจากหมอดูแล้วก็มีการดูโหวงเฮ้ง พอเขาบอกว่าหน้าผากแคบไปก็ไปกันหน้าผากให้กว้างขึ้นโดยไม่มองว่า หน้าผากที่กว้างแล้วคางยาวไหม หรือคางสั้น หรือหูสั้น ? มันก็ไม่เข้ากันอีก หรือใครที่มีหูสั้นเขาทักว่าอายุสั้นก็เลยไปต่อหู

เดี๋ยวนี้ การไปสมัครงานที่ไหนเขาก็จะเอารูปมาดูก่อนในรอบแรกคือดูโหงวเฮ้งว่าเป็นคนชนิดไหน ซื่อสัตย์หรือเปล่า ...ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่หลากหลายสารพัด

แต่เมื่อมาถึงหลักพระพุทธศาสนา ก็มีการดูลักษณะคนเหมือนกัน โดยท่านก็แบ่งออกเป็นหกคนสามคู่เป็นการดูตามจริตอัธยาศัย คือราคจริต ศรัทธาจริต โทสจริต พุทธิจริต โมหจริต วิตกจริต

ท่านก็ดูว่า คนที่มีจริตเหล่านั้นค่อนข้างเป็นคนอย่างไร แต่ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งสิ้น ก็หนีไม่พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด

เมื่อเช้านี้พี่ชายของอาจารย์วยุรีได้ไปช่วยทำงานที่บ้าน ก็รออยู่ด้วยความกระวนกระวายเพราะใกล้จะเก้าโมงเช้าแล้วก็ยังไม่ได้ออกจากบ้าน ก็เลยโทร.ให้ลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ๆ บ้านแวะไปรับ

ระหว่างที่อยู่ในช่วงเวลานั้นก็มีความรู้สึกว่า ชีวิตของเราต้องมีเป้าหมายและทำตามเป้าหมาย อย่างน้อยในวันอาทิตย์เราจะต้องให้เวลากับความดีอย่างเต็มที่ และรักษาความดีไว้ประดุจเหลือรักษาความเค็ม ..หากไม่ล้มกลิ้งจนต้องคลานมาแล้ว เราต้องทำตามเป้าหมายให้ได้

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2552 , 23:17:31 น.] ( IP = 58.9.234.92 : : )


  สลักธรรม 6



ทุกคนที่มาที่นี่ต่างก็มีเป้าหมายที่ดีแล้ว และก็ต้องพิจารณาอยู่ว่า เราจะทำอย่างไรให้เราบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการได้ อย่าเรียนอย่างเดียว..ต้องประพฤติและปฏิบัติด้วย โดยเฉพาะสติ ..สติจะคุ้มครองความเป็นใหญ่ได้

ระหว่างที่นั่งรถลูกศิษย์มาก็มีการพูดคุยกันแล้วถามลูกศิษย์คนหนึ่งว่า ปีนี้อายุเท่าไหร่? เขาตอบว่า สี่สิบเจ็ด ถามไปอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นสามีของเขาว่าอายุเท่าไหร่? เขาก็ตอบว่า ห้าสิบ ..ก็เลบตบไปที่พนักพิงของเบาะที่เขานั่งอยู่แล้วบอกว่า ห้าสิบนี่ใกล้ตายแล้วนะ

แล้วถามไล่ไปที่ลูกศิษย์อีกคนที่นั่งด้านหน้าว่า อายุเท่าไหร่? เขาตอบว่า เจ็ดสิบเจ็ด ..ก็เลยบอกกับลุงเขาไปว่า อายุขนาดนี้ไม่ใช่ฝาโลงปิดแค่นั้นนะ แต่รอตะปูตอกเท่านั้นเอง เพราะเลยอายุขัยไปแล้ว ฝาโลงปิดแล้ว

คนอายุห้าสิบ..เท่ากับการสั่งซื้อโลงมาไว้ที่บ้านแล้ว พออายุห้าสิบห้า..ก็เรื่อมชะโงกเข้าไปดูโลง ฝาโลงเปล่าที่ปิดอยู่ก็เริ่มเปิดลงมาวางไว้ข้างๆ ให้พร้อมจะลง พออายุหกสิบ..ก็เข้าไปนั่งอยู่ในโลงฝาโลงที่วางอยู่ข้างๆ ก็เริ่มยกขึ้นมาพิงกับขอบโลงด้านบน

พออายุหกสิบห้า..ก็เริ่มล้มตัวงลงนอนตะแแคงอยู่ในโลง พออายุหกสิบห้า..ก็เริ่มพลิกตัวนอนหงายอยู่ในโลง พออายุเจ็ดสิบห้า..ก็เท่ากับหลับตานอนหลับอยู่ในโลง

แต่ละคนตอนนี้อายุกันเท่าไหร่ ? มองไปก็เห็นว่าบางคนสั่งโลงมาแล้ว เหลือแต่สั่งลา ..เราจึงต้องคอยคิดคอยเตือนตนเองคือมีมรณานุสติ เราอยู่ไม่นาน

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2552 , 23:17:52 น.] ( IP = 58.9.234.92 : : )


  สลักธรรม 7



และก็คุยกันมาในระหว่างทางว่า อย่าไปเทียบกับคนที่มีฐานะมากกว่าเรานะ แต่จริงๆ แล้ว เราไม่มีอะไรที่เราไม่เคยเจอ อาหารการกินรสชาติต่างๆ เราก็เคยลิ้มมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเปรี้ยวหวานมันเค็มเผ็ดจืด ..เราได้กินกันมาทุกรสแล้ว ร้านอาหารริมทางจนกระทั่งไปถึงภัตตาคาร เราก็กินกันมาแล้ว ทั้งอร่อยและไม่อร่อยเราก็รับประทานกันมานานแล้ว

บ้านที่อยู่อาศัยเราก็มีแล้ว รถเราก็มีใช้ รถเมล์เราก็เคยขึ้น รถปรับอากาศเราก็เคยขึ้น รถฟรีเราก็เคยขึ้น รถเสียตังค์เราก็เคยขึ้น เรือเราก็เคยใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์เราก็มี เคยใส่มาแล้วทั้งแขนยาว แขนสั้น แขนกุด ขายาว ขาสั้น ขาสามส่วน เราก็เคยใส่มาแล้ว และแม้กระทั่งไม่ใส่เลยคือในเวลาอาบน้ำ ..ไม่เคยมีอะไรที่เราไม่เคยลอง

แต่ที่เรายังหาอยู่ก็เพราะเราลืมไปในสิ่งที่เคยได้มา แล้วเราก็มีความทะยานอยากว่าสิ่งเหล่านี้ดีกว่า ..ความดีกว่านี้จึงมาทับความดีที่เคยมี จึงเหมือนกับว่าเรายังไม่มี ทั้งที่จริงแล้วเราได้ผ่านมาหมดแล้ว นั่งคิดเถอะว่าเรายังไม่เคยได้อะไร?

แล้วลองคิดจากวันนี้ย้อนไปห้าสิบปี ก็จะเห็นว่ามีเรื่องราวมากมาย แต่เหมือนผ่านไปแป๊บเดียว และที่เรายังเลือกมองหากันก็เพราะเรายังมีความหวังอยู่ว่าชีวิตเราจะต้องได้เจอนั่นเจอนี่แล้วมีดี แต่บางคนที่หมดหวังแล้วก็จะรู้สึกว่าทำไมวันหนึ่งจึงนานนัก นานยิ่งกว่าโปโมชั่นของซิมโทรศัพท์เสียอีก

ถ้าเราสามารถนึกย้อนไปอย่างปีนี้เราได้ทำอะไรมาบ้างแล้วลองเขียน ปีถัดไปเราทำอะไรมาบ้าง แล้วปีนู้นๆ เราทำอะไรมาบ้าง ..สามก๊กขงเบ้งก็คงต้องอายเพราะเล่มตำราชีวิตของเรานี้มันเยอะเกินจำ ฉะนั้น สุขเราก็ผ่านมาแล้ว ทุกข์เราก็ผ่านมาแล้ว ทั้งสุขทั้งทุกข์เราก็ผ่านมาแล้ว และทุกวันนี้เราก็ใช้ชีวิตมานานแล้ว ..บางคนกำลังแก่ โลงอยู่ข้างๆ หรือบางคนกำลังนอนอยู่ในโลง บางท่านก็รอฝาโลงปิด บางท่านก็รอให้ตะปูตอก

แล้วถ้าหากเราประมาท..ที่กำลังรอฝาโลงปิดกับตะปูตอกเนี่ยก็อย่าลืมว่า สมัยนี้ยุคไฮเทค ไม่ต้องตอกตะปูแล้วแต่เขาซีลกาวไว้เลย ถ้าหากเราทำให้เลื่อนกระโดกกระเดกนิดนึงก็อาจเลื่อนปิดจนออกมาไม่ได้เลย ..จึงต้องเตือนตนเองว่า เราต้องทำดี อย่าลืมว่าชีวิตเราประมาทไม่ได้ ไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าหากเราไม่ช่วยตัวเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2552 , 23:18:08 น.] ( IP = 58.9.234.92 : : )


  สลักธรรม 8



หัดคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสิน อย่างที่หลวงพ่อท่านเตือนบ่อยๆ ว่า ทำไปเพื่ออะไร? จึงต้องมีเป้าหมาย แล้วสิ่งที่ทำนั้นดีหรือชั่ว แล้วดีหรือชั่วนั้นให้ผลอย่างไร ..เราก็ต้องเรียนรู้ และตอนนี้เราก็กำลังเริ่มรู้กันมากมายด้วยการก้าวเข้ามาสู่บทสัมปโยคะสังคหะแล้ว และอีกชั้นหนึ่งก็ถึงเรื่องอธิปติปัจจัย

เมื่อได้เรียนเข้าไปก็จะได้เห็นวงจรชีวิตที่คู่กับวงจรอุบาท์คือชีวิตที่เนื่องด้วยตัณหาอวิชชา แต่ชีวิตที่เราได้เห็นว่ามีเหตุและก็มีปัจจัยนี้ทำให้รู้เลยว่า ทำไมเราพ้นทุกข์ยากทั้งที่เราก็ว่าเราดีแล้ว เราก็จะได้คำตอบจากอธิปติปัจจัย เพราะอารมณ์ที่เป็นอธิบดีคือฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสานั้นมันเกิดยาก

แล้วทำไมสังสารวัฏจึงพ่วงหนาแน่นก็เพราะสิ่งต่างๆ คือปัจจัยทั้งหลายนั้นถักยึดตัวไว้ ในวิถีเดียวมีอารมณ์เกิดขึ้นอันเดียวแต่มีการถักใยของเหมือนแหโยงใยให้เรามากมายเลย ความโยงใยเหล่านี้ได้โยงวัฏฏะสงสารเข้าไปด้วย คือ กิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ จึงเป็นของเราอยู่วันยังค่ำ

แต่ก็ขออวยพรให้ท่านว่า ให้สามารถหลุดจากกิเลสวัฏฏ์ได้ และสามารถทำกรรมที่ดีทั้งกรรมที่เป็นวัฏฏะและนอกวัฏฏะได้สำเร็จ

ขอกุศลเจตนาและความตั้งใจของท่านที่เพียรเล่าเรียนศึกษา มีเข็มทิศของชีวิต มีเป้าหมายของจิตใจ จงทำให้ท่านนั้นสามารถอนุเคราะห์ชีวิตที่แสนลำบากนี้ได้ อยู่ไม่ยาก..คือเลี้ยงชีวิตง่าย ไปไม่ยาก..คือไปในทางเจริญ และถึงไม่ยาก ..คือถึงซึ่งพระนิพพานโดยไว ..อนุโมทนาค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2552 , 23:18:27 น.] ( IP = 58.9.234.92 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากๆเลยครับ ที่นำเอาเข็มทิศนี้มาฝาก เพราะเช้าขึ้นมาจะได้มองทิศทางตนเองถูกยิ่งขึ้นมาจะเดินไปทิศใด

เมื่อได้อ่านทั้งหมดแล้วจึงรู้ว่า ทิศทางที่เราควรเดินนั้นต้องมีเป้าหมายเพื่อสันติสุข โดยเริ่มจากวันเวลาที่มีนี้ ให้อยู่ในรอยแห่งกุศลกรรม และพยายามกระทำทุกอย่างให้ดีที่สุดด้วยสติปัญญษ

การได้เลือกเข้ามาอ่าน มาหาสิ่งต่างๆที่มีประโยชน์นี้ นับเป็นการเลือกทิศที่ดี เหมือนเลือกทิศตะวันออก คือหารทางออกจากความฟู้งซ่าน ความไม่รุตัว คือไม่รู้ตัวว่าจะทำอะไรกับวันเวลาดี ออกมาทำดี หาสิ่งดีอ่านได้นั่นเอง

ขออนุโมทนาสาธุ ในกุศลจิตที่น้องกิ้ฟกระทำเพื่อผู้อื่นมาอย่างสม่ำเสมอนะครับ ขอให้กุศลคุ้มครองทิศทางชีวิตของน้องกิ้ฟให้ไปสู่เป้าหมายโดยเร็วครับผม.

โดย พี่เณร [16 ก.พ. 2552 , 08:00:11 น.] ( IP = 58.9.135.188 : : )


  สลักธรรม 10


เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ท่านอาจารย์ตอกย้ำเตือนให้พวกเราสำนึกในเป้าหมายที่วาดหวังไว้ และใช้เข็มทิศของชีวิตที่มีนั้นเดินทางให้ถูกกันเสียที

กราบขอบพระคุณมากค่ะในความรักความหวังดีที่ท่านอาจารย์มีต่อศิษย์เสมอมา

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลที่น้องกิ๊ฟเพียรกระทำมาอย่างสม่ำเสมอค่ะ

โดย พี่ดา [16 ก.พ. 2552 , 10:33:17 น.] ( IP = 124.121.176.213 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org