มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สกัดธรรมภาษิตจากพระไตรปิฎก





มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทํ ฯ
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนุปายินี ฯ
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ ฯ
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ เวรํ เตสูปสมฺมติ ฯ
น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน ฯ
ปเร จ น วิชานนฺติ มยเมตฺถ ยมามฺหเส
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ฯ
สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ อสํวุตํ
โภชนมฺหิ อมตฺตญฺ ุ๑- กุสีตํ หีนวีริยํ
ตํ เว ปสหติ มาโร วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ ฯ
อสุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตํ
โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺุ สทฺธํ อารทฺธวีริยํ
ตํ เว นปฺปสหติ มาโร วาโต เสลํว ปพฺพตํ ฯ
อนิกฺกสาโว กาสาวํ โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ
อเปโต ทมสจฺเจน น โส กาสาวมรหติ ฯ
โย จ วนฺตกสาวสฺส สีเลสุ สุสมาหิโต
อุเปโต ทมสจฺเจน ส เว กาสาวมรหติ ฯ
อสาเร สารมติโน สาเร จาสารทสฺสิโน
เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา ฯ
สารญฺจ สารโต ตฺวา อสารญฺจ อสารโต
เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา ฯ
ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฺี สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ ฯ
ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ วุฏฺี น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌติ ฯ

อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ
โส โสจติ โส วิหญฺติ ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺ มตฺตโน ฯ
อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ กตปุญฺโ อุภยตฺถ โมทติ
โส โมทติ โส ปโมทติ ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน ฯ
อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ
ปาปํ เม กตนฺติ ตปฺปติ ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโต ฯ
อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตปุญฺโ อุภยตฺถ นนฺทติ
ปุญฺ เม กตนฺติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต ฯ
พหุมฺปิ เจ สหิตํ ๑- ภาสมาโน
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ
น ภาควา สามญฺสฺส โหติ ฯ
อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน
ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ
สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต
อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา
ส ภาควา สามญฺสฺส โหติ ฯ
ยมกวคฺโค ปโม ฯ
--------------
๑ ม. สํหิต. ฯ
ธมฺมปทคาถาย ทุติโย อปฺปมาทวคฺโค


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 22:36:17 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ] [ 5 ] [ 6 ]


  สลักธรรม 41



คาถาธรรมบท ปกิณณกวรรคที่ ๒๑
[๓๑] ถ้าว่าปราชญ์พึงเห็นความสุขอันไพบูลย์ เพราะสละความสุขพอประมาณไซร้ เมื่อปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์ พึงสละความสุขพอประมาณเสีย ผู้ใดปรารถนาความสุขเพื่อตนด้วยการเข้าไปตั้งความทุกข์ไว้ในผู้อื่น
ผู้นั้นระคนแล้วด้วยความเกี่ยวข้องด้วยเวร ย่อมไม่พ้นไปจากเวร
ก็กรรมที่ควรทำภิกษุเหล่านี้ละทิ้งเสียแล้ว ส่วนภิกษุเหล่าใดย่อมทำกรรมที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้นผู้มีมานะดังไม้อ้อยกขึ้นแล้ว ประมาทแล้ว
ก็กายคตาสติอันภิกษุเหล่าใดปรารภด้วยดีเป็นนิตย์
ภิกษุเหล่านั้นผู้ทำความเพียรเป็นไปติดต่อในกรรมที่ควรทำ ย่อมไม่ส้องเสพกรรมที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายของภิกษุเหล่านั้น
ผู้มีสติสัมปชัญญะ ย่อมถึงความสิ้นไป พราหมณ์ฆ่ามารดาบิดาเสียได้ ฆ่าพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ทั้งสองเสียได้ และฆ่าแว่นแคว้นพร้อมกับนายเสมียนเสียได้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีทุกข์ไป พราหมณ์ฆ่ามารดาบิดาเสียได้ ฆ่าพระราชาผู้เป็นพราหมณ์ทั้งสองเสียได้ และฆ่านิวรณ์มีวิจิกิจฉานิวรณ์ดุจเสือโคร่งเป็นที่ ๕ เสียได้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีทุกข์ไป
สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระพุทธเจ้าเป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระธรรมเป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ สติของชนเหล่าใดไปแล้วในพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืนชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ สติของชนเหล่าใดไปแล้วในกายเป็นนิตย์ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ
ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียน ทั้งกลางวันและกลางคืนชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในภาวนา ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ ตื่นดีแล้วในกาลทุกเมื่อ
บวชได้ยาก ยินดีได้ยาก เรือนมีการอยู่ครองไม่ดี นำความทุกข์มาให้ การอยู่ร่วมกับบุคคลผู้ไม่เสมอกัน นำความทุกข์มาให้
ชนผู้เดินทางไกลอันทุกข์ตกตามแล้ว เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึงเดินทางไกลและไม่พึงเป็นผู้อันทุกข์ตกตามแล้ว กุลบุตรผู้มีศรัทธา ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล เพรียบพร้อมแล้วด้วยยศและโภคะ ไปถึงประเทศใดๆ เป็นผู้อันคนบูชาแล้วในประเทศนั้นๆ แล สัตบุรุษย่อมปรากฏได้ในที่ไกล เหมือนภูเขาหิมวันต์ อสัตบุรุษแม้นั่งแล้วในที่นี้ก็ย่อมไม่ปรากฏเหมือนลูกศรที่บุคคลยิงไปแล้วในเวลากลางคืน ฉะนั้น
ภิกษุพึงเสพการนั่งผู้เดียว การนอนผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน เที่ยวไปผู้เดียว ฝึกหัดตนผู้เดียว พึงเป็นผู้ยินดีแล้วในที่สุดป่า ฯ
จบปกิณณวรรคที่ ๒๑


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 23:16:28 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )


  สลักธรรม 42


อภูตวาที นิรยํ อุเปติ
โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ จาห
อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ
นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถ ฯ
กาสาวกณฺา พหโว ปาปธมฺมา อสญฺตา
ปาปา ปาเปหิ กมฺเมหิ นิรยนฺเต อุปปชฺชเร ฯ
เชิงอรรถ: ๑ อญฺตฺถ รตฺตึ ขิตฺตาติปิ ทิสฺสติ ฯ
เสยฺโย อโยคุโฬ ภุตฺโต ตตฺโต อคฺคิสิขูปโม
ยญฺเจ ภุญฺเชยฺย ทุสฺสีโล รฏฺ ปิณฺฑํ อสญฺโต ฯ
จตฺตาริ านานิ นโร ปมตฺโต
อาปชฺชตี ปรทารูปเสวี
อปุญฺลาภํ นนิกามเสยฺยํ
นินฺทํ ตติยํ นิรยํ จตุตฺถํ ฯ
อปุญฺลาโภ จ คตี จ ปาปิกา
ภีตสฺส ภีตาย รตี จ โถกิกา
ราชา จ ทณฺฑํ ครุกํ ปเณติ
ตสฺมา นโร ปรทารํ น เสเว ฯ
กุโส ยถา ทุคฺคหิโต หตฺถเมวานุกนฺตติ
สามญฺ ทุปฺปรามฏฺ  นิรยายูปกฑฺฒติ ฯ
ยํ กิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํ สงฺกิลิฏฺ ญฺจ ยํ วตํ
สงฺกสฺสรํ พฺรหฺมจริยํ น ตํ โหติ มหปฺผลํ ฯ
กยิรญฺเจ ๑- กยิรเถนํ ทฬฺหเมนํ ปรกฺกเม
สิถิโล หิ ปริพฺพาโช ภิยฺโย อากิรเต รชํ ฯ
อกตํ ทุกฺกตํ เสยฺโย ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกตํ
กตญฺจ สุกตํ เสยฺโย ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ ฯ
นครํ ยถา ปจฺจนฺตํ คุตฺตํ สนฺตรพาหิรํ
๑ กยิรา เจ กยิราเถนนฺติปิ ฯ
เอวํ โคเปถ อตฺตานํ ขโณ โว ๑- มา อุปจฺจคา
ขณาตีตา หิ โสจนฺติ นิรยมฺหิ สมปฺปิตา ฯ
อลชฺชิตาเย ลชฺชนฺติ ลชฺชิตาเย น ลชฺชเร
มิจฺฉาทิฏฺิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ
อภเย ภยทสฺสิโน ภเย จ อภยทสฺสิโน
มิจฺฉาทิฏฺิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ
อวชฺเช วชฺชมติโน วชฺเช จ อวชฺชทสฺสิโน
มิจฺฉาทิฏฺิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ
วชฺชญฺจ วชฺชโต ตฺวา อวชฺชญฺจ อวชฺชโต
สมฺมาทิฏฺ ิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ สุคฺคตึ ฯ
นิรยวคฺโค ทฺวาวีสติโม ฯ
--------
ธมฺมปทคาถาย เตวีสติโม นาควคฺโค


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 23:17:13 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )


  สลักธรรม 43



คาถาธรรมบท นิรยวรรคที่ ๒๒
[๓๒] บุคคลผู้กล่าวคำไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก หรือแม้ผู้ใดทำบาปกรรมแล้ว กล่าวว่ามิได้ทำ ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรกเช่นเดียวกันแม้คนทั้งสองนั้นเป็นมนุษย์ผู้มีกรรมเลวทรามละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า
คนเป็นอันมากผู้อันผ้ากาสาวะพันคอแล้ว มีธรรมอันลามก ไม่สำรวม เป็นคนชั่วช้า ย่อมเข้าถึงนรกเพราะกรรมอันลามกทั้งหลาย ก้อนเหล็กแดงเปรียบด้วยเปลวไฟ อันบุคคลบริโภคแล้วประเสริฐกว่าบุคคลผู้ทุศีล ไม่สำรวม พึงบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร
นรชนผู้ประมาทแล้ว ทำชู้ภริยาของผู้อื่น ย่อมถึงฐานะ ๔ อย่าง คือไม่ได้บุญ ๑ไม่ได้นอนตามความใคร่ ๑ นินทาเป็นที่ ๓ นรกเป็นที่ ๔การไม่ได้บุญและคติอันลามก ย่อมมีแก่นรชนนั้น ความยินดีของบุรุษผู้กลัวกับหญิงผู้กลัว น้อยนัก และพระราชาทรงลงอาชญาอย่างหนัก เพราะฉะนั้น นรชนไม่ควรทำชู้ภริยาของผู้อื่น หญ้าคาบุคคลจับไม่ดีย่อมบาดมือ ฉันใด ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี ย่อมคร่าเข้าไปในนรก ฉันนั้น
การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรที่เศร้าหมอง และพรหมจรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ ย่อมไม่มีผลมาก ถ้าจะทำพึงทำกิจนั้นจริงๆ พึงบากบั่นให้มั่น ก็สมณธรรมที่ย่อหย่อน ย่อมเรี่ยรายกิเลสดุจธุลีโดยยิ่ง ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า เพราะความชั่วทำให้เดือดร้อนในภายหลัง ส่วนความดีทำนั่นแลเป็นดี เพราะทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตนเหมือนปัจจันตนคร ที่มนุษย์ทั้งหลายคุ้มครองไว้พร้อมทั้งภายในและภายนอก ฉะนั้น
ขณะอย่าล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะว่า ผู้ที่ล่วง ขณะเสียแล้ว เป็นผู้ยัดเยียดกันในนรก ย่อมเศร้าโศก
สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิย่อมละอายเพราะวัตถุอันบุคคลไม่พึงละอาย ย่อมไม่ละอายเพราะวัตถุอันบุคคลพึงละอาย ย่อมไปสู่ทุคติ สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ
ผู้มีปกติเห็นในสิ่งที่ไม่ควรกลัวว่าควรกลัว และมีปกติเห็นในสิ่งที่ควรกลัวว่าไม่ควรกลัว ย่อมไปสู่ทุคติ สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิมีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ และมีปกติเห็นในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ ย่อมไปสู่ทุคติ
สัตว์ทั้งหลายผู้ถือมั่นสัมมาทิฐิ รู้ธรรมที่มีโทษโดยความเป็นธรรมที่มีโทษ และรู้ธรรมที่หาโทษมิได้โดยความเป็นธรรมหาโทษมิได้ย่อมไปสู่สุคติ ฯ
จบนิรยวรรคที่ ๒


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 23:17:47 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )


  สลักธรรม 44


อหํ นาโคว สงฺคาเม จาปาโต ปติตํ สรํ
อติวากฺยนฺติติกฺขิสฺสํ ทุสฺสีโล หิ พหุชฺชโน ฯ
ทนฺตํ นยนฺติ สมิตึ ทนฺตํ ราชาภิรูหติ
ทนฺโต เสฏฺโ มนุสฺเสสุ โยติวากฺยนฺติติกฺขติ ฯ
วรมสฺสตรา ทนฺตา อาชานียา จ สินฺธวา
กุญฺชรา จ มหานาคา อตฺตทนฺโต ตโต วรํ ฯ
เชิงอรรถ: ๑ ยุ. เว ฯ
น หิ เอเตหิ ยาเนหิ คจฺเฉยฺย อคตํ ทิสํ
ยถาตฺตนา สุทนฺเตน ทนฺโต ทนฺเตน คจฺฉติ ฯ
ธนปาลโก นาม กุญฺชโร
กฏุกปฺปเภทโน ทุนฺนิวารโย
พทฺโธ กพลํ น ภุญฺชติ
สุมรติ นาควนสฺส กุญฺชโร ฯ
มิทฺธี ยทา โหติ มหคฺฆโส จ
นิทฺทายิตา สมฺปริวตฺตสายี
มหาวราโหว นิวาปปุฏฺโ
ปุนปฺปุนํ คพฺภมุเปติ มนฺโท ฯ
อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ ๑-
เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ
ตทชฺชหํ นิคฺคเหสฺสามิ โยนิโส
หตฺถิปฺปภินฺนํ วิย อํกุสคฺคโห ฯ
อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ
ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว ๒- กุญฺชโร ฯ
สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ
สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ
อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ
จเรยฺย เตนตฺตมโน สตีมา ฯ
๑ ยุ. จาริตํ ฯ ๒ ยุ. สตฺโตว ฯ
โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ
สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ
ราชาว รฏฺ วิชิตํ ปหาย
เอโก จเร มาตงฺครญฺเว นาโค ฯ
เอกสฺส จริตํ เสยฺโย นตฺถิ พาเล สหายตา
เอโก จเร น จ ปาปานิ กยิรา
อปฺโปสฺสุกฺโก มาตงฺครญฺเว นาโค ฯ
อตฺถมฺหิ ชาตมฺหิ สุขา สหายา
ตุฏฺี สุขา ยา อิตรีตเรน
ปุญฺ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ
สพฺพสฺส ทุกฺขสฺส สุขํ ปหานํ ฯ
สุขา มตฺเตยฺยตา โลเก อโถ เปตฺเตยฺยตา สุขา
สุขา สามญฺตา โลเก อโถ พฺรหฺมญฺตา สุขา ฯ
สุขํ ยาว ชรา สีลํ สุขา สทฺธา ปติฏฺ ิตา
สุโข ปญฺาย ปฏิลาโภ ปาปานํ อกรณํ สุขํ ฯ
นาควคฺโค เตวีสติโม ฯ
---------
ธมฺมปทคาถาย จตุวีสติโม ตณฺหาวคฺโค



โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 23:19:28 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )


  สลักธรรม 45



คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓
[๓๓] เราจักอดกลั้นซึ่งคำล่วงเกิน ดุจช้างอดทนซึ่งลูกศรที่ออกมาจากแล่งในสงคราม ฉะนั้น
เพราะคนทุศีลมีมาก ชนทั้งหลายย่อมนำสัตว์พาหนะที่ฝึกหัดแล้วไปสู่ที่ชุมนุม พระราชาย่อมทรงพาหนะที่ได้ฝึกหัดแล้ว
ในหมู่มนุษย์คนที่ได้ฝึกแล้ว อดทนซึ่งคำล่วงเกินได้ เป็นผู้ประเสริฐสุด
ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ และช้างกุญชรผู้มหานาคชนิดที่นายควานฝึกแล้ว จึงเป็นสัตว์ประเสริฐ
บุคคลผู้มีตนอันฝึกแล้ว ประเสริฐกว่าพาหนะเหล่านั้น
บุคคลผู้ฝึกตนแล้ว พึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปด้วยตนที่ฝึกแล้ว ฝึกดีแล้วได้ ฉันใด บุคคลพึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปแล้วด้วยยานเหล่านี้ ฉันนั้น หาได้ไม่
กุญชรนามว่า ธนปาลกะ ผู้ตกมันจัด ห้ามได้ยาก เขาผูกไว้แล้ว ย่อมไม่บริโภคอาหารกุญชรย่อมระลึกถึงป่าเป็นที่อยู่แห่งช้าง
เมื่อใด บุคคลเป็นผู้บริโภคมาก มักง่วงซึม นอนหลับ พลิกกลับไปมา ดุจสุกรใหญ่อันบุคคลปรนปรือด้วยเหยื่อ เมื่อนั้น
บุคคลนั้นเป็นคนเขลาเข้าห้องบ่อยๆ จิตนี้ได้เที่ยวไปสู่ที่จาริกตาม
ความปรารถนา ตามความใคร่ ตามความสุข
ในกาลก่อนวันนี้ เราจักข่มจิตนั้นโดยอุบายอันแยบคาย ดุจนายควานช้างผู้ถือขอข่มช้างผู้ตกมัน ฉะนั้น
ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท
จงตามรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่มคือกิเลสที่ถอนได้ยาก ดุจกุญชรผู้จมแล้วในเปือกตมถอนตนขึ้นได้ ฉะนั้น
ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ บุคคลนั้นพึงครอบงำอันตรายทั้งปวง มีใจชื่นชม มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น
ถ้าว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ผู้เที่ยวไปด้วยกันมีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ บุคคลนั้นพึงเที่ยวไปผู้เดียวดุจพระราชาทรงละแว่นแคว้น อันพระองค์ทรงชนะ แล้วเสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียว ดุจช้างชื่อมาตังคะละโขลงเที่ยวไปตัวเดียวในป่า ฉะนั้น
การเที่ยวไปของบุคคลผู้เดียวประเสริฐกว่า เพราะความเป็นสหายไม่มีในเพราะชนพาล
บุคคลพึงเที่ยวไปผู้เดียว ดุจช้างชื่อมาตังคะ มีความขวนขวายน้อยเที่ยวไปในป่า และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย
สหายทั้งหลายเมื่อความต้องการเกิดขึ้น นำความสุขมาให้
ความยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นำมาซึ่งความสุข
บุญนำความสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต
การละทุกข์ได้ทั้งหมดนำมาซึ่งความสุข
ความเป็นผู้เกื้อกูลมารดานำมาซึ่งความสุขในโลก
ความเป็นผู้เกื้อกูลบิดานำมาซึ่งความสุข
ความเป็นผู้เกื้อกูลสมณะนำมาซึ่งความสุขในโลกและ
ความเป็นผู้เกื้อกูลพราหมณ์นำมาซึ่งความสุขในโลก
ศีลนำมาซึ่งความสุขตราบเท่าชรา
ศรัทธาตั้งมั่นแล้วนำมาซึ่งความสุข
การได้เฉพาะซึ่งปัญญานำมาซึ่งความสุข
การไม่ทำบาปทั้งหลายนำมาซึ่งความสุข ฯ
จบนาควรรคที่ ๒๓


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 23:20:02 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )


  สลักธรรม 46


มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน
ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย
โส ปลวตี ๑- หุราหุรํ
ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร ฯ
ยํ เอสา สหตี ชมฺมี ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา
โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ อภิวฑฺฒํว พีรณํ ฯ
โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ
โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ อุทพินฺทุว โปกฺขรา ฯ
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา
ตณฺหาย มูลํ ขณถ อุสีรตฺโถว พีรณํ ฯ
มา โว นฬํ ว โสโตว มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ ฯ
ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห
ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ
เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต
นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ ฯ
ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา มนาปสฺสวนา ภุสา
มหา ๒- วหนฺติ ทุทฺทิฏฺึ สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา ฯ
เชิงอรรถ: ๑ ปริปฺลวตีติปิ ฯ ๒ ยุ. วาหาวหนฺติ ฯ
สวนฺติ สพฺพธี โสตา ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺติ
ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ มูลํ ปญฺาย ฉินฺทถ ฯ
สริตานิ สิเนหิตานิ จ
โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน
เต สาตสิตา สุเขสิโน
เต เว ชาติชรูปคา นรา ฯ
ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา
ปริสปฺปนฺติ สโสว พาธิโต ๑-
สญฺโชนสงฺคสตฺตา ๒-
ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย ฯ
ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา
ปริสปฺปนฺติ สโสว พาธิโต ๓-
ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย
ภิกฺขุ อากงฺขํ ๔- วิราคมตฺตโน ฯ
โย นิพฺพนโ วนาธิมุตฺโต
วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ
ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ
มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ ฯ
น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา
ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ
๑-๓ ม. พนุธิโต. ฯ ๒ ม. ยุ. สญฺโชนสงฺคสตฺตกา ฯ ๔ ยุ. อากงฺขี ฯ
สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ
ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา ฯ
เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา
โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ
เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ
อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย ฯ
เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ
สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ
เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา
อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย ฯ
มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต
มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู
สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส
น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ ฯ
วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน
ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ
เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ ฯ
วิตกฺกูปสเม จ โย รโต
อสุภํ ภาวยตี สทา สโต
เอส โข วฺยนฺติกาหติ
เอสจฺเฉจฺฉติ ๑- มารพนฺธนํ ฯ
นิฏฺ คโต อสนฺตาสี วีตตโณฺห อนงฺคโณ
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ อนฺติโมยํ สมุสฺสโย ฯ
วีตตโณฺห อนาทาโน นิรุตฺติปทโกวิโท
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ ชญฺา ปุพฺพปรานิ จ
ส เว อนฺติมสารีโร มหาปญฺโ มหาปุริโสติ วุจฺจติ ฯ
สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ
สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต
สยํ อภิญฺาย กมุทฺทิเสยฺยํ ฯ
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ
ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ ฯ
หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ โน ๑- เจ ปารคเวสิโน
โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ หนฺติ อญฺเว อตฺตนํ ฯ
ติณโทสานิ เขตฺตานิ ราคโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วีตราเคสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ
๑ เอสจฺฉินฺทตีติปิ ฯ ๒ โน จ อิติปิ ฯ
ติณโทสานิ เขตฺตานิ โทสโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ
ติณโทสานิ เขตฺตานิ โมหโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ
ติณโทสานิ เขตฺตานิ อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ
ตณฺหาวคฺโค จตุวีสติโม ฯ
------------
ธมฺมปทคาถาย ปญฺจวีสติโม ภิกฺขุวคฺโค


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 23:20:38 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )


  สลักธรรม 47



คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔
[๓๔] ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะนั้น
บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น
ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใดความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น
บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก ล่วงไปได้โดยยากในโลกความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น
เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้ ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น
มารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น
ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่ แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้น
ความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะ เป็นของใหญ่ ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖ อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ เป็นของกล้า ไปสู่ทิฐิชั่ว กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่ ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว
จงตัดรากเสียด้วยปัญญา
โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไปกับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์ สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญ แสวงหาสุข
นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้วย่อมกระสับกระส่ายดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น
สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น
เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะธรรมแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย
ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก
นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่ สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและแก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น
นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ
สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไปตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้น
นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป
ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขตธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก
ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น
ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่ ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้
ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว
อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น ฉลาดในนิรุติและบท รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย
ภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์)
การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวง
ความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง
ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง
โภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่
คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้ เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น
นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษหมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ ย่อมมีผลมาก
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแลทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉา ย่อมมีผลมาก ฯ
จบตัณหาวรรคที่ ๒๔


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 23:21:17 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )


  สลักธรรม 48


จกฺขุนา สํวโร สาธุ สาธุ โสเตน สํวโร
ฆาเนน สํวโร สาธุ สาธุ ชิวฺหาย สํวโร
กาเยน สํวโร สาธุ สาธุ วาจาย สํวโร
มนสา สํวโร สาธุ สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร
สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ ฯ
หตฺถสญฺโต ปาทสญฺโต วาจาย สญฺโต สญฺตตฺตโม
อชฺฌตฺตรโต สมาหิโต เอโก สนฺตุสิโต ตมาหุ ภิกฺขุ ๑- ฯ
โย มุขสญฺโต ภิกฺขุ มนฺตภาณี อนุทฺธโต
อตฺถํ ธมฺมญฺจ ทีเปติ มธุรํ ตสฺส ภาสิตํ ฯ
เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. ภิกฺขุ ฯ
ธมฺมาราโม ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ
ธมฺมํ อนุสฺสรํ ภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ ฯ
สลาภํ นาติมญฺเยฺย นาญฺเสํ ปิหยญฺจเร
อญฺเสํ ปิหยํ ภิกฺขุ สมาธึ นาธิคจฺฉติ ฯ
อปฺปลาโภปิ เจ ภิกฺขุ สลาภํ นาติมญฺ ติ
ตํ เว เทวา ปสํสนฺติ สุทฺธาชีวึ อตนฺทิตํ ฯ
สพฺพโส นามรูปสฺมึ ยสฺส นตฺถิ มมายิตํ
อสตา จ น โสจติ ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจติ ฯ
เมตฺตาวิหารี โย ภิกฺขุ ปสนฺโน พุทฺธสาสเน
อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงฺขารูปสมํ สุขํ ฯ
สิญฺจ ภิกฺขุ อิมํ นาวํ สิตฺตา เต ลหุเมสฺสติ
เฉตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ ตโต นิพฺพานเมหิสิ ฯ
ปญฺจ ฉินฺเท ปญฺจ ชเห ปญฺจ อุตฺตริ ภาวเย
ปญฺจสงฺคาติโค ภิกฺขุ โอฆติณฺโณติ วุจฺจติ ฯ
ฌาย ภิกฺขุ มา จ ปมาโท มา เต กามคุเณ ภมสฺสุ จิตฺตํ
มา โลหคุฬํ คิลี ปมตฺโต มา กนฺทิ ทุกฺขมิทนฺติ ฑยฺหมาโน ฯ
นตฺถิ ฌานํ อปญฺสฺส ปญฺา นตฺถิ อฌายโต ๓-
ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺา จ ส เว นิพฺพานสนฺติเก ฯ
๑ โป. อฌายิโน ฯ
สุญฺาคารํ ปวิฏฺสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน
อมานุสี รตี โหติ สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต ฯ
ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ
ลภตี ปีติปาโมชฺชํ อมตํ ตํ วิชานตํ ฯ
ตตฺรายมาทิ ภวติ อิธ ปญฺสฺส ภิกฺขุโน
อินฺทฺริยคุตฺติ ๑- สนฺตุฏฺี ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มิตฺเต ภชสฺสุ กลฺยาเณ สุทฺธาชีเว อตนฺทิเต ฯ
ปฏิสนฺถารวุตฺตฺยสฺส อาจารกุสโล สิยา
ตโต ปาโมชฺชพหุโล ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ ๒- ฯ
วสฺสิกา วิย ปุปฺผานิ มทฺทวานิ ปมุญฺจติ
เอวํ ราคญฺจ โทสญฺจ วิปฺปมุญฺเจถ ภิกฺขโว ฯ
สนฺตกาโย สนฺตวาโจ สนฺตมโน สุสมาหิโต
วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ อุปสนฺโตติ วุจฺจติ ฯ
อตฺตนา โจทยตฺตานํ ปฏิมํเสตมตฺตนา
โส อตฺตคุตฺโต สติมา สุขํ ภิกฺขุ วิหาหิสิ ฯ
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ อตฺตา หิ อตฺตโน คติ
ตสฺมา สญฺม อตฺตานํ อสฺสํ ภทฺรํว วาณิโช ฯ
ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ ปสนฺโน พุทฺธสาสเน
อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงฺขารูปสมํ สุขํ ฯ
โย หเว ทหโร ภิกฺขุ ยุญฺชติ พุทฺธสาสเน
๑ ยุ. อินฺทฺริยคุตฺโต ฯ ๒ โป. กริสฺสสิ ฯ
โส อิมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา ฯ
ภิกฺขุวคฺโค ปญฺจวีสติโม ฯ
-----------
ธมฺมปทคาถาย ฉพฺพีสติโม พฺราหฺมณวคฺโค



โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 23:21:52 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )


  สลักธรรม 49



คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคที่ ๒๕
[๓๕] ความสำรวมด้วยจักษุเป็นความดี ความสำรวมด้วยหูเป็นความดี ความสำรวมด้วยจมูกเป็นความดี ความสำรวมด้วยลิ้นเป็นความดี ความสำรวมด้วยกายเป็นความดี ความสำรวมด้วยวาจาเป็นความดี ความสำรวมด้วยใจเป็นความดีความสำรวมในทวารทั้งปวงเป็นความดี
ภิกษุผู้สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ผู้ที่สำรวมมือสำรวมเท้า สำรวมวาจา สำรวมตน ยินดีในอารมณ์ภายใน มีจิตตั้งมั่น อยู่ผู้เดียว สันโดษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่าเป็นภิกษุ
ภิกษุใดสำรวมปาก มีปกติกล่าวด้วยปัญญา มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมแสดงอรรถและธรรมภาษิตของภิกษุนั้นไพเราะ
ภิกษุผู้มีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม ค้นคว้าธรรม ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม
ภิกษุไม่พึงดูหมิ่นลาภของตน ไม่พึงเที่ยวปรารถนาลาภของผู้อื่น เพราะภิกษุปรารถนาลาภของผู้อื่นอยู่ ย่อมไม่บรรลุสมาธิ
ถ้าว่าภิกษุแม้มีลาภน้อยก็ย่อมไม่ดูหมิ่นลาภของตนไซร้ เทวดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญภิกษุนั้น ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน
ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูปว่าของเราโดยประการทั้งปวง และย่อมไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปไม่มีอยู่ ผู้นั้นแลเรากล่าวว่า เป็นภิกษุ
ภิกษุใดมีปกติอยู่ด้วยเมตตา เลื่อมใสแล้วในพระพุทธศาสนา ภิกษุนั้นพึงบรรลุสันตบทอันเป็นที่ระงับสังขารเป็นสุข
ดูกรภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้ เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว เธอตัดราคะและโทสะแล้ว จักถึงนิพพานในภายหลัง
ภิกษุพึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ พึงละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ พึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่ง
ภิกษุล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ อย่างได้แล้ว เรากล่าวว่า เป็นผู้ข้ามโอฆะได้
ดูกรภิกษุ เธอจงเพ่ง และอย่าประมาท จิตของเธอหมุนไปในกามคุณ เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนก้อนโลหะอย่าถูกไฟเผาคร่ำครวญว่านี้ทุกข์ ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญาปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพาน ความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่เรือนว่าง ผู้มีจิตสงบ ผู้เห็นแจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ
ในกาลใดๆ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย ในกาลนั้นๆ
ภิกษุนั้นย่อมได้ปีติและปราโมทย์ ปีติและปราโมทย์นั้นเป็นอมตะของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่
บรรดาธรรมเหล่านั้นธรรมนี้ คือ ความคุ้มครองอินทรีย์ ความสันโดษ และความสำรวมในปาฏิโมกข์ เป็นเบื้องต้นของภิกษุผู้มีปัญญาในธรรมวินัยนี้
ท่านจงคบกัลยาณมิตร มีอาชีพหมดจดไม่เกียจคร้าน
ภิกษุพึงเป็นผู้ประพฤติปฏิสันถาร พึงเป็นผู้ฉลาดในอาจาระ เป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ เพราะความประพฤติในปฏิสันถาร และความเป็นผู้ฉลาดในอาจาระนั้นจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเปลื้องราคะและโทสะเสีย เหมือนมะลิปล่อยดอกที่เหี่ยวแห้งแล้ว ฉะนั้น ภิกษุผู้มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบมีใจตั้งมั่นดี มีอามิสในโลกอันคายแล้ว เรากล่าวว่า เป็นผู้สงบระงับ จงเตือนตนด้วยตนเอง จงสงวนตนด้วยตนเอง
ดูกรภิกษุ เธอนั้นผู้มีตนอันคุ้มครองแล้ว มีสติ จักอยู่เป็นสุข ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตนแลเป็นคติของตน เพราะเหตุนั้น ท่านจงสำรวมตนเหมือนพ่อค้าระวังม้าดีไว้ ฉะนั้น
ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์เลื่อมใสแล้วในพุทธศาสนา พึงบรรลุสันตบทอันเป็นที่เข้าไปสงบแห่งสังขาร เป็นสุข
ภิกษุใดแล ยังเป็นหนุ่มย่อมเพียรพยายามในพุทธศาสนา ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ฯ
จบภิกขุวรรคที่ ๒๕



โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 23:22:28 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )


  สลักธรรม 50


ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม กาเม ปนูท พฺราหฺมณ
สงฺขารานํ ขยํ ตฺวา อกตญฺูสิ พฺราหฺมณ ฯ
ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ ปารคู โหติ พฺราหฺมโณ
อถสฺส สพฺเพ สํโยคา อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต ฯ
ยสฺส ปารํ อปารํ วา ปาราปารํ น วิชฺชติ
วีตทฺทรํ วิสญฺ ุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ฌายึ วิรชมาสีนํ กตกิจฺจํ อนาสวํ
อุตฺตมตฺถํ อนุปฺปตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ รตฺติมาภาติ จนฺทิมา
สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ ฌายี ตปติ พฺราหฺมโณ
อถ สพฺพมโหรตฺตึ พุทฺโธ ตปติ เตชสา ฯ
พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ สมจริยา สมโณติ วุจฺจติ
ปพฺพาชยมตฺตโน มลํ ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจติ ฯ
น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย นาสฺส มุญฺเจถ พฺราหฺมโณ
ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตารํ ตโต ธิ ยสฺส มุญฺจติ ฯ
น พฺราหฺมณสฺเสตทกิญฺจิ เสยฺโย ยทานิเสโธ มนโส ปิเยหิ
ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺขํ ฯ
ยสฺส กาเยน วาจาย มนสา นตฺถิ ทุกฺกตํ
สํวุตํ ตีหิ าเนหิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ
สกฺกจฺจํ นํ นมสฺเสยฺย อคฺคิหุตฺตํว พฺราหฺมโณ ฯ
น ชฏาหิ น โคตฺเตหิ ๑- น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ โส สุจี ๒- โส จ พฺราหฺมโณ ฯ
กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ กินฺเต อชินสาฏิยา
อพฺภนฺตรนฺเต คหณํ พาหิรํ ปริมชฺชสิ ฯ
ปํสุกูลธรํ ชนฺตุ กิสนฺธมนิสนฺถตํ
เอกํ วนสฺมึ ฌายนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ
โภวาที นาม โส โหติ ส เว โหติ สกิญฺจโน
อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
สพฺพสํโยชนํ เฉตฺวา โย เว น ปริตสฺสติ
เชิงอรรถ: ๑ โป. ม. ยุ. โคตุเตน ฯ ๒ ยุ. สุขี ฯ
สงฺคาติคํ วิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
เฉตฺวา นทฺธึ ๑- วรตฺตญฺจ สนฺทานํ ๒- สหนุกฺกมํ
อุกฺขิตฺตปลิฆํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
อกฺโกสํ วธพนฺธญฺจ อทุฏฺโ  โย ติติกฺขติ
ขนฺตีพลํ พลาณีกํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
อกฺโกธนํ วตวนฺตํ สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ
ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
วาริ โปกฺขรปตฺเตว อารคฺเคริว สาสโป


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.พ. 2552 , 23:25:44 น.] ( IP = 58.9.111.72 : : )
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ] [ 5 ] [ 6 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org