มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร




ปาฐกถาเรื่อง
คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร
ตอนที่ ๑
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

กรรมการธรรมศึกษา และอาจารย์สอนพระอภิธรรม พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
แสดง ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ วันที่ ๓ กันยายน ๒๔๙๘
(ปาฐกถานี้แสดงเมื่อครั้งยังรวมอยู่ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ)


พระคุณเจ้า ท่านผู้เป็นประธาน และท่านผู้เจริญทั้งหลาย

ปาฐกถาวันนี้ คือเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าพิศวงตอนที่ ๑๒ ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วในตอนก่อนถึงเรื่องกรรม แต่เรื่องกรรมในตอนนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่า กรรมที่กระทำไปแล้ว ได้ติดตามมาสนองแก่ผู้กระทำในชาตินั้น หมายความว่ากระทำในชาตินั้นแล้วให้ผลในชาตินั้น การแสดงการให้ผลของกรรมในชาติเดียวกันเป็นการแสดงง่าย มีเหตุผลอ้างอิงมากมาย และบางเรื่องสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ไม่ยากนัก

แต่สำหรับเรื่องกรรมที่กระทำในชาติก่อนนำผลให้ชาตินี้ก็ดี หรือกรรมที่กระทำในชาตินี้แล้วไปแสดงตัว คือแสดงผลของมันในชาติหน้าก็ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุด

และยิ่งกว่านั้น ก่อนที่จะเข้าใจว่า กรรมที่กระทำในชาตินี้ไปแสดงผลของมันในชาติหน้าได้ ก็จำเป็นจะต้องเข้าใจในเรื่องตายเรื่องเกิดเสียก่อน

ด้วยเหตุนี้ วันนี้ข้าพเจ้าจึงได้นำเอาเรื่องการเกิดการตายของสัตว์มาแสดง เพื่อปรารถนาจะให้ท่านได้ทราบว่า กรรมที่กระทำในชาตินี้ไปแสดงผลในชาติหน้าได้อย่างไร ถ้าหากเข้าใจเรื่องการตายการเกิดดีแล้ว การกล่าวเรื่องกรรมที่นำไปให้ผลในภพหน้าก็จะเป็นเรื่องง่าย

แต่ปัญหาของเรื่องการเกิดการตายนี้ไม่ใช่เป็นปัญหาเล็กน้อย ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์มาจนกระทั่งถึงบัดนี้ มีนักปราชญ์ราชบัณฑิต หรือศาสดาเป็นอันมาก ได้พยายามคิดค้นหาทางที่จะให้ทราบว่าคนตายแล้วสูญไปเลย หรือว่าคนตายแล้วไปเกิดได้อีก

ถ้าไปเกิด เอาอะไรไปเกิด ไปอย่างไร การค้นคว้าในเรื่องเหล่านี้สืบต่อมาจนนับชั่วอายุคนไม่ได้ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นปัญหาโลกแตกอยู่นั่นเอง หาได้คลี่คลายออกไปจนถึงสมารถยืนยันได้ไม่

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [19 ก.พ. 2552 , 17:30:49 น.] ( IP = 58.9.135.226 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เรื่องคนตายไปแล้วจะไปเกิดหรือไม่นั้น มีความเข้าใจกันไปหลายกระแส บางท่านก็เข้าใจว่าร่างกายของคนเรานี้ประกอบด้วยรูป หรือวัตถุ ดังนั้นเมื่อคนตาย ร่างกายก็ฝังจมดินไปไม่สามารถจะไปเกิดได้อีก

บางท่านเข้าใจว่าตายแล้วก็ต้องไปเกิดอีก ในบรรดาผู้ที่เข้าใจว่าตายแล้วไปเกิดได้นี้ ก็มีความเข้าใจแตกแยกออกไปมาก เช่นผู้ตายจะต้องไปอยู่สวรรค์หรือในนรก ก็แล้วแต่ผลแห่งการกระทำของตน และสวรรค์หรือนรกนั้นได้มีผู้สร้างขึ้นสำหรับลงโทษ หรือให้รางวัลตลอดนิรันดร โดยไม่กลับมาเป็นมนุษย์อีก

บางท่านเข้าใจว่าคนที่ตายแล้วต้องไปเกิดเป็นคนเท่านั้น ไปเกิดเป็นสัตว์ไม่ได้ แต่บางท่านว่าไปเกิดเป็นคนหรือเป็นสัตว์ก็ได้

บางคนเข้าใจว่าจิตหรือวิญญาณหรือเจตภูตนี้เป็นอมตะ เมื่อร่างกายของคนแตกดับไปแล้ว วิญญาณก็จะออกจากร่างล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่

บางคนที่ศึกษาวิชาทางโลกทางวิทยาศาสตร์มามากๆ ก็เข้าใจว่าถ้าบุคคลใดมีลูกเต้าสืบต่อไปอีกเรื่อยๆ ก็จะไปเกิดได้อีกตามหลักของชีววิทยา เพราะลูกทุกๆ คนนั้นสืบต่อมาจากเซลล์ของพ่อแม่นั่นเอง เมื่อสืบต่อไปหลายๆ ชั่วแล้ว ชีวิตเดิมก็จะปรากฏขึ้นมาอีก

แต่บางคนกลับมีความเห็นว่า ร่างกายนั้นประกอบไปด้วยรูปหรือวัตถุ ความรู้สึกนึกคิดนั้นเป็นหน้าที่ของมันสมอง ซึ่งได้วิวัฒนาการทีละน้อยๆ มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ จนมีอำนาจในการนึกคิดและรู้สึกได้ แต่เมื่อตายแล้วก็เป็นอันหมดเรื่องกัน ไม่สามารถจะไปเกิดได้อีกเลย

เรื่องนี้เป็นเรื่องมากคนมากความคิดเห็น แม้เจ้าของลัทธิศาสนาใหญ่ๆ หลายศาสนา ก็มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพราะเรื่องคนเกิดหรือคนตายเราเห็นได้ง่ายๆ แต่เรื่องตายแล้วไปเกิดได้หรือไม่ เป็นเรื่องลึกลับ เป็นปัญหาโลกแตกมาจนบัดนี้

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [19 ก.พ. 2552 , 17:35:12 น.] ( IP = 58.9.135.226 : : )


  สลักธรรม 2

สำหรับคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า คนตายแล้วไปเกิดอีกได้ แต่จะไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ก็ได้ แต่อย่างไรก็ดี พระองค์มิได้ทรงสอนไว้เฉยๆ ลอยๆ ว่า คนตายแล้วไปเกิดได้เท่านั้น หากแต่ได้ทรงแสดงรายละเอียดในเรื่องนี้ไว้เป็นขั้นเป็นตอนอย่างพิสดาร ถึงวิธีที่ไปเกิดได้อย่างไร? มีอะไรบ้าง? ไปอย่างไร? เกิดอย่างไร? พระองค์ทรงสอนไว้ยากง่ายเป็นชั้นๆ แล้วแต่วุฒิของบุคคลผู้ใดสนใจศึกษา มีพื้นฐานมาดี ก็สามารถเข้าใจได้ละเอียดขึ้น

แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนว่า คนตายแล้วไปเกิดก็ดี แต่ความคิดเห็นของศาสดาอีกหลายท่านที่มีตรงกันในหลักใหญ่ๆ ของพระพุทธศาสนาเพียงว่า “เกิดอีก” เท่านั้น เช่น ศาสนาพราหมณ์ถือว่า คนตายแล้วจิตหรือวิญญาณก็ล่องลอยออกจากร่างไปปฏิสนธิใหม่ เหตุนี้จิตหรือวิญญาณก็เป็นอมตะไม่มีวันตาย เมื่อจากคนนี้ก็ไปสู่ยังคนนั้น เมื่อจากคนนั้นก็ไปสู่ยังคนอื่นๆ ต่อไปตามลำดับ เหมือนคนอาศัยอยู่ในบ้าน เมื่อบ้านพังลงแล้วจะอาศัยอยู่ไม่ได้ ก็ต้องเดินทางไปหาบ้านอยู่ใหม่ต่อไป

แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ตรงกันข้าม พระองค์สอนว่า จิตหรือวิญญาณนั้นมิได้เป็นอมตะไม่มีวันตาย หากแต่เกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย และจิตก็ล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ไม่ได้เลย จะเทียบคนย้ายจากบ้านที่จะพังหาได้ไม่

ยิ่งกว่านั้น ความเข้าใจที่ว่าการไปเกิดได้ ก็ไปแต่จิตหรือวิญญาณเท่านั้น ก็เป็นความเข้าใจผิด เพราะยังมีรูปอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า กรรมชรูป คือรูปอันเกิดแต่กรรม ก็ร่วมในการปฏิสนธิด้วย สำหรับข้อนี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ท่านจะได้เห็นความพิสดารน่าอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา เพราะไม่ว่าใคร หรือศาสดาองค์ไหนที่เห็นว่า คนตายแล้วไปเกิดได้ ก็จะต้องไปแต่จิตหรือวิญญาณเท่านั้น ทั้งมิได้แสดงการตายการเกิดอย่างไรให้ชัดแจ้ง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า นอกจากจิตไม่ใช่ล่องลอยไปแล้ว รูปบางชนิดก็ไปเกิดได้ ส่วนจะไปได้อย่างไร? รูปอะไรบ้าง? มีเหตุผลหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างไรนั้น ขอได้โปรดฟังต่อไป

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [19 ก.พ. 2552 , 17:38:59 น.] ( IP = 58.9.135.226 : : )


  สลักธรรม 3

การที่เข้าใจว่า คนตายแล้วไปเกิดได้นั้น จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องจิต เรื่องรูป เรื่องกรรม และเรื่องความตายว่า เหตุใดจึงตาย ? ความตายมีกี่อย่าง? ขณะใกล้ตายมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง? มีความรู้สกอย่างไร? และจิตทำงานกันอย่างไร? ฯลฯ ให้เข้าใจดีเสียก่อน

ดังนั้นท่านก็จะเห็นได้ว่า เรื่องตายเรื่องเกิดนี้จะกล่าวกันง่าย และให้เข้าใจดีด้วยนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอย้อนไปถึงเรื่องจิตอีกครั้งหนึ่งตามที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นตอนๆ ว่า จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ รู้จักคิดนึกจดจำ จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่มีการเกิด-ดับสืบต่อกันเสมอเป็นนิตย์มิได้หยุดนิ่ง และจิตนั้นเป็นนามธรรมที่ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้

แต่ก็มีอำนาจในการสั่งสมสันดานหรือสามารถเก็บอารมณ์ต่างๆ ไว้ในจิต แล้วก็แสดงออกซึ่งอารมณ์นั้นๆ ได้
เมื่อแยกการงานของจิตออก ก็จะได้เป็น ๒ คือ:-

๑. การงานที่จิตกระทำได้แก่การที่จิตขึ้นวิถีรับอารมณ์ต่างๆ จากทางทวารหรือประตูทั้ง ๖ คือ รับอารมณ์จากทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เช่น เห็น ได้ยิน คิด เป็นต้น

๒. จิตเป็นภวังค์ได้แก่จิตมิได้ขึ้นวิถีรับอารมณ์จากทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเลย แต่จิตก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา คือ เกิด-ดับ และมีอารมณ์ที่ติดมาตั้งแต่ปฏิสนธิ

การที่ข้าพเจ้าแยกการทำงานของจิตออกเป็น ๒ เช่นนี้ เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า ในขณะรับอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ นั้น จิตก็ทำงาน และ จิตที่เป็นภวังค์ คือ มิได้ขึ้นวิถีรับอารมณ์ จิตก็ทำงานเหมือนกัน

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [19 ก.พ. 2552 , 17:43:11 น.] ( IP = 58.9.135.226 : : )


  สลักธรรม 4

ข้อ ๑. การขึ้นวิถีรับอารมณ์ของจิตนั้น จิตจะรับอารมณ์ หรือจะเกิดอารมณ์ขึ้นได้ ก็จะต้องอาศัยมีผัสสะ คือ การกระทบ หากมิได้กระทบแล้ว จิตก็ไม่สามารถรับอารมณ์ เช่นสียงมิได้กระทบหูแล้วจะไม่ได้ยิน รูปมิได้กระทบตาแล้วจะไม่เห็น และ อารมณ์หรือเรื่องที่จำ เป็นตัวให้คิด ไม่กระทบกับจิตแล้วก็จะคิดนึกไม่ได้เลย

ข้อ ๒. ภวังคจิต คำว่าภวังค์ หรือจิตตกภวังค์นี้ มีพูดกันอยู่เสมอโดยทั่วไป แต่ตามความเข้าใจของคนส่วนมากนั้นเข้าใจว่า ภวังค์หมายถึงจิตมีความสงบ คือนั่งเฉยๆ หรือนั่งใจลอย แต่ตามหลักของปรมัตถธรรมนั้นตรงกันข้าม

คำว่าภวังค์ หมายถึงองค์แห่งภพ หมายถึงจิตตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติคือตาย ขณะใดที่จิตมิได้ยกขึ้นสู่อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแล้ว ขณะนั้นจิตก็เป็นภวังค์

ภวังค์ที่เห็นได้ง่ายๆ ก็คือคนกำลังหลับสนิท ขณะหลับสนิท จะไม่มีความรู้สึกตัวเลย ขณะใดจิตมีความรู้สึกตัวขึ้นในอารมณ์จากทางทวารทั้ง ๖ แล้ว ขณะนั้นจิตก็พ้นไปจากเป็นภวังค์ ความจริงขณะที่เราเห็นหรือได้ยินหรือคิดนั้น จิตก็ขึ้นวิถีรับอารมณ์แล้วก็มีภวังคจิตคั่นสลับอยู่ตลอดไป ทั้งนี้เป็นไปโดยรวดเร็วมาก ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึก

การที่ข้าพเจ้านำท่านมาสู่ความเข้าใจที่สับสนนี้ ก็เพราะปรารถนาจะให้ท่านได้ทราบว่า ในขณะที่จิตมิได้ขึ้นวิถีรับอารมณ์นั้น จิตก็เป็นภวังค์ จิตเป็นภวังค์นี้จะไม่มีความรู้สึก แต่ถึงไม่รู้สึกก็ดี จิตก็ทำงาน คือ เกิด-ดับ สืบเนื่องกันไปเป็นเนืองนิจ และมีอารมณ์เหมือนกัน แต่เป็นอารมณ์ที่อยู่ในจิต มิได้แสดงออกมาให้เราเห็น ได้ยิน หรือรู้สึกได้ เป็นอารมณ์เก่าที่สืบเนื่องต่อจากปฏิสนธิ

ถ้าจะเปรียบกับไดนาโมทำไฟ ก็คือ ไดนาโมที่กำลังหมุนอยู่มิได้หยุดนิ่งนั่นเอง มันพร้อมที่จะส่งกระแสไฟไปจุดยังหลอดถ้าเปิดสวิทช์ขึ้น ภวังคจิตก็มิได้หยุดนิ่งอยู่เฉยๆ แต่กำลังทำงานอยู่เหมือนกัน พร้อมที่รับอารมณ์อยู่เสมอ

การที่ข้าพเจ้าแสดงจิตที่ขึ้นวิถีรับอารมณ์ และภวังคจิตนั้น ก็เพื่อจะนำท่านเข้าสู่เรื่องของความตายว่าบุคคลที่กำลังจะตายนั้น จิตกำลังจะทำงานอะไรอยู่

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [19 ก.พ. 2552 , 17:47:10 น.] ( IP = 58.9.135.226 : : )


  สลักธรรม 5

ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะได้แสดงถึงเรื่องว่าด้วยความตายเสียก่อนว่า มีเหตุอะไรบ้างที่จะมาทำให้ตาย

ตามพุทธภาษิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแบ่งความตายออกเป็นส่วนใหญ่ๆ ไว้เป็น ๒ ประการคือ :-

๑. กาลมรณะ หมายความว่า ถึงเวลาที่จะต้องตาย

๒. อกาลมรณะ หมายความว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องตาย

ทั้งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า ความตายนั้น เมื่อถึงเวลาหรือถึงที่จะตายแล้วจึงตายก็มี และเมื่อยังไม่ถึงเวลาหรือไม่ถึงที่ตายแล้ว ตายไปก็มี

คำว่า มรณุปปัตติ แยกศัพท์ออกเป็น ๒ คือ :-

มรณะและอุปปัตติ …….มรณะ แปลว่า ตาย …….อุปปัตติ แปลว่า เกิดขึ้น หมายถึงความตาย และความเกิดขึ้น

มรณุปปัตตินั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ มี ๔ ประการ คือ

๑. อายุขยมรณะ หมายถึง ตายโดยสิ้นอายุ

๒. กัมมักขยมรณะ หมายถึง ตายโดยสิ้นกรรม

๓. อุภยักขยมรณะ หมายถึง ตายโดยสิ้นอายุและสิ้นกรรม

๔. อุปัจเฉทกมรณะ หมายถึง ตายด้วยอุบัติเหตุต่างๆ มาตัดรอน คือยังไม่สิ้นทั้งอายุและยังไม่สิ้นทั้งกรรม

ข้อ ๑. อายุขยมรณะ ตายโดยสิ้นอายุ ข้อนี้ได้แก่สัตว์ทั้งหลายต้องตายโดนสิ้นอายุ เพราะสัตว์ทุกชนิดย่อมจะมีชีวิตอยู่ภายในขอบเขตของอายุขัย เช่น เต่ามีอายุ ๑๓๐ ปี ช้างมีอายุ ๓๐๐ ปี ยุงมีอายุ ๑๕ วัน เป็นต้น

มนุษย์ในปัจจุบันมีอายุขัยเพียง ๗๕ ปีก็ตาย แม้ว่าจะมีผู้มีอายุกว่า ๗๕ ปีก็มีอยู่บ้างจำนวนน้อย การที่โลกในปัจจุบันค้นคว้าในสรีระของมนุษย์ จนมีความรู้ละเอียดประณีตค้นคว้าในเรื่องอาหารและหยูกยาสารพัด เพื่อประสงค์จะให้มนุษย์ปราศจากโรคภัยมาเบียดเบียน แล้วจะได้มีอายุยืนนั้น ถึงค้นคว้ากันต่อไปสักเพียงใด วิทยาศาสตร์การแพทย์จะเจริญก้าวหน้าไปสักเพียงไหน ก็เป็นการช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะการมีอายุยืนหรืออายุสั้น มิได้มีเหตุเพียงในด้านวัตถุอย่างเดียวเท่านั้น แต่ความจริงมีเหตุอื่นสำคัญมากอีกหลายประการ ซึ่งข้าพเจ้าจะได้กล่าวในโอกาสต่อไป

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [19 ก.พ. 2552 , 17:55:07 น.] ( IP = 58.9.135.226 : : )


  สลักธรรม 6

๒. กัมมักขยมรณะ ตายโดยสิ้นกรรม ในข้อนี้หมายถึงว่า การที่สัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาและเป็นไปนั้นอาศัยกำลังของกรรมหล่อเลี้ยงหรือสนับสนุนไว้ หากหมดกำลังของกรรมเมื่อใด ผู้นั้นก็จะถึงแก่ความตาย สำหรับในเรื่องของกรรมที่หล่อเลี้ยงหรือสนับสนุนให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างไร ข้าพเจ้าจะให้เหตุผลข้อเท็จจริงภายหลัง ขณะนี้กำลังกล่าวถึงเรื่องความตาย การที่จะต้องกล่าวถึงกรรมก็เพราะเกี่ยวพันไปถึง

๓. อุภยักขยมรณะ ตายโดยสิ้นอายุและกรรม ข้อนี้ไม่มีปัญหาอะไรมาก ด้วยความตายที่เกิดขึ้นเพราะสิ้นอายุนั้นหมายถึงแก่เฒ่าอายุมาก ร่างกายก็หมดกำลังที่จะอยู่ต่อไปได้ ทั้งกรรมที่สนับสนุนให้คงชีวิตอยู่ก็หมดลงด้วย บุคคลผู้นั้นก็ถึงแก่ความตายด้วยเหตุทั้ง ๒

๔. อุปัจเฉทกมรณะ หมายถึง ตายด้วยอุบัติเหตุต่างๆ มาตัดรอนทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงอายุขัยและยังไม่สิ้นกรรม เช่น ตกต้นไม้ตาย หรือถูกรถทับตาย ความตายในข้อนี้เป็นความตายโดยเหตุต่างๆ อันเป็นปัจจุบัน มิได้สิ้นอายุหรือมิได้สิ้นกรรม แต่มีกรรมในอดีตมาตัดรอน อาศัยกรรมแต่อดีตเป็นแรงส่ง เช่นกรรมแต่อดีตเป็นตัวส่งให้เข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้วไปติดโรคระบาดภายในเรื่อนจำตาย เป็นต้น

เพื่อความเข้าใจง่ายขึ้นสำหรับความตายทั้ง ๔ ประการนี้ ท่านได้เปรียบเทียบไว้กับดวงประทีปที่ใช้น้ำมัน คือ ชีวิตทั้งหลายเปรียบเหมือนดวงประทีป หรือโคมไฟที่อาศัยน้ำมัน ธรรมดาโคมไฟที่อาศัยน้ำมันนั้นไฟจะดับก็ด้วยเหตุ ๔ ประการ

เหตุที่ทำให้ไฟดับ ๔ ประการ คือ

๑. เพราะเหตุที่หมดน้ำมัน
๒. เพราะเหตุที่หมดไส้
๓. เพราะเหตุที่หมดทั้งน้ำมันและหมดไส้
๔. เพราะเหตุที่มีอุบัติเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ลมพัดดับ หรือมีอะไรมาทับให้ดับ

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [19 ก.พ. 2552 , 17:58:28 น.] ( IP = 58.9.135.226 : : )


  สลักธรรม 7

๑. เมื่อโคมไฟน้ำมันหมด ไฟก็ดับ ข้อนี้หมายถึงชีวิตทั้งหลายจะถึงแก่ความตายเมื่อสิ้นอายุ

๒. เมื่อโคมไฟหมดไส้ ไฟก็ดับ หมายถึงชีวิตทั้งหลาย เมื่อสิ้นกำลังของกรรมที่สนับสนุนให้ชีวิตคงอยู่แล้ว ก็จะถึงแก่ความตาย

๓. เมื่อโคมไฟหมดทั้งน้ำมันและหมดทั้งไส้ ข้อนี้ได้แก่ชีวิตทั้งหลายต้องสิ้นไป เพราะหมดอายุและกำลังของกรรม ที่จะให้คงอยู่

๔. เมื่อโคมไฟถูกลมพัดดับ ข้อนี้ได้แก่ยังไม่สิ้นอายุและสิ้นกรรม แต่ต้องตายด้วยได้รับอุบัติเหตุ อย่างใดอย่างหนึ่ง
สำหรับในข้อ ๑, ๒, ๓, ตายเพราะถึงเวลาที่จะต้องตาย สำหรับในข้อ ๔ ข้อเดียวเท่านั้น ผู้ตายยังไม่ถึงคราวที่จะต้องตาย แต่ก็ได้ตายลงไปเพราะเหตุในปัจจุบัน

เมื่อท่านได้ทราบเหตุของการตายโดยย่อๆ แล้ว ก็ควรจะทราบต่อไปด้วยว่า ขณะใกล้จะตายนั้น ได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งจิตใจและร่างกายทำงานกันอย่างสลับซับซ้อนอย่างไร การแสดงในเรื่องนี้ไม่ใช่ง่าย ถ้าจะกล่าวโดยละเอียดแล้วก็ต้องใช้เวลามาก และจะต้องมีภาพของวิถีจิตในวิถีต่างๆ และตารางแสดงรูปอันเกิดแต่กรรม จิต อุตุ และอาหารด้วยว่าเกิดดับสืบต่อกันไปยังภพใหม่ได้อย่างไร ?

ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วถึงเรื่องจิตว่ามีการทำงานอยู่ ๒ อย่าง คือ ขณะรับอารมณ์ทางทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และจิตในขณะเป็นภวังค์ คือไม่รู้สึกตัวเลย

บุคคลผู้ซึ่งใกล้จะถึงแก่ความตายนั้น จะต้องเกิดอารมณ์ขึ้น ไม่ทางทวารใดก็ทวารหนึ่งทั้ง ๖ ทวารนี้

การเกิดอารมณ์ขึ้นตอนใกล้จะตายนั้นเป็นธรรมดา บุคคลใดจะตายลงโดย ไม่เกิดอารมณ์ขึ้นก่อนทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะตายโดยฉับพลันทันทีอย่างไรก็ตาม เพราะจิตนั้นย่อมเกิดดับโดนรวดเร็วมาก และต้องอาศัยกำลังของกรรมที่เกิดขึ้นขณะใกล้ตายนั้นเป็นตัวนำส่งให้เกิดอาการปฏิสนธิขึ้น

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำเสนอ [19 ก.พ. 2552 , 18:02:23 น.] ( IP = 58.9.135.226 : : )


  สลักธรรม 8

ถ้าตายแล้วไปเกิดในจักรวาลอื่น หรือไปเกิดในโลกธาตุอื่นๆ จะไปเกิดทันที หรือเกิดในจักรวาลนี้ ในโลกธาตุนี้เสียก่อน แล้วจึงย้ายไหรือเดินทางไปยังจักรวาลอื่น หรือไปยังโลกธาตุอื่น หรืออย่างไรครับ

โดย ??? - [19 ก.พ. 2552 , 20:10:31 น.] ( IP = 125.27.161.81 : : )


  สลักธรรม 9

ตายแล้วเกิดทันทีในภพภูมิที่เป็นไปตามอำนาจกรรม การเปลี่ยนภพภูมินั้นต้องมีการตายเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงมีการปฏิสนธิต่อไป


ถาม จิตล่องลอยไปเกิดได้หรือไม่?


ตอบ จิตมีแต่ความเกิดดับสืบต่อเนื่องกันไป จิตไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะล่องลอยไปเที่ยวหาที่เกิด จิตมิได้ล่องลอยไป ทั้งการเกิดใหม่ก็มิได้มีแต่จิตใจเพียงอย่างเดียวดังที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจกัน ถ้าเช่นนั้นจิตไม่ไปเกิดดอกหรือ?

ในพระพุทธศาสนาถือว่า ตราบใดที่บุคคลยังมีกิเลสอยู่แล้ว ความเกิดก็ไม่มีปัญหา จะต้องเกิดอีกอย่างแน่นอนทีเดียว หากแต่ความเกิดอีกมิได้เป็นไปในรูปแบบของการล่องลอย หรือที่พูดกันว่าวิญญาณล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ หากแต่เป็นไปแบบของการสืบต่อ (สันตติ) ซึ่งมีทั้งจิตทั้งรูปที่เป็นปรมาณูเกิดร่วมกัน

เรื่องจุติปฏิสนธิ หรือการตายการเกิดนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ท่านนักศึกษาจะได้พบตั้งแต่นี้ไปคราวละเล็กละน้อย จนถึงปริจเฉทที่ ๙ แต่ทว่าจะละเอียดลออยิ่งขึ้นเป็นลำดับ จะได้ศึกษาเรื่องของความตาย และชีวิตภายหลังความตายโดยพิสดารแล้วก็จะได้เหตุผลข้อเท็จจริง พร้อมทั้งจะมีความแน่นอนใจในการเกิดใหม่โดยไม่ต้องสงสัย

แนะนำเกี่ยวกับเรื่องตายแล้วเกิดได้อย่างไร

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=10974

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=10970

แนะนำเรื่องนครนอกพิภพ

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=11786

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=11788

[url]http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=11790[/ur]

โดย ศาลาธรรม [20 ก.พ. 2552 , 10:30:25 น.] ( IP = 125.27.176.210 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org