| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร (๒)
![]()
ปาฐกถาเรื่อง
คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร
ตอนที่ ๒
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
บุคคลที่ใกล้จะตายนั้นย่อมต้องมีอารมณ์ แต่อารมณ์จะดีหรือร้ายก็ได้ เช่น ได้เห็นสิ่งสวยงามเป็นที่น่านิยม คนไข้ก็จะมีหน้าตาแจ่มใสยิ้มแย้ม แต่ถ้าได้เห็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว หรือหวาดเสียว คนไข้ก็จะแสดงอาการตื่นเต้น ตกใจ ขวัญหาย หน้าตาบูดเบี้ยว ผู้ที่ดูแลคนไข้ที่ใกล้จะตายมักจะได้ประสบการที่อารมณ์ได้เกิดขึ้นขณะเมื่อใกล้จะตายให้เห็นไปต่างๆ ก็เป็นประกาศว่า บุคคลผู้นั้นจะไปเกิดในสุคติหรือทุคติอย่างไร ?
ดังนั้นเราจึงเห็นว่าโดยมากคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ตายจึงบอกพระอรหังแก่คนไข้ และศาสนาอื่นก็บอกสิ่งที่ดีงามต่างๆ ชี้ทางสวรรค์ให้แก่คนไข้
เรื่องความตายเป็นเรื่องสำคัญขั้นสุดท้ายของชีวิต ผู้ใดเข้าใจดีก็จะเป็นเครื่องช่วยตัวเองและคนอื่นได้มาก ความไม่เข้าใจหรือผิดพลาดไปเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดการเสียหายร้ายแรงอย่างยิ่งแก่ชีวิตไปชั่วกาลนานได้
แต่อาจมีผู้สงสัยว่า เหตุใดคนที่ใกล้จะตาย ทำไมจึงต้องเกิดอารมณ์ขึ้น อะไรทำให้เกิดอารมณ์หรือเป็นไปต่างๆ นานา เพียงอารมณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น จะนำไปสู่สุคติหรือทุคติได้จริงหรือ ? คนที่กำลังจะตายมีความรู้สึกหรือเจ็บปวดอย่างไรบ้าง ? การงานที่จิตและร่างกายได้กระทำไปขณะชีวิตใกล้จะแตกดับ ตลอดจนถึงมีอะไรบ้างไปปฏิสนธิ เพราะตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่า ผู้ใดเข้าใจว่าจิตของผู้ตายนั้นเองล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ก็เป็นความเห็นที่ผิด ความเห็นที่ถูกนั้นเป็นอย่างไร ? ข้าพเจ้าจะได้กล่าวต่อไปตามลำดับโดย เทพธรรม...นำเสนอ [20 ก.พ. 2552 , 10:25:21 น.] ( IP = 58.9.144.66 : : )
สลักธรรม 1ตามหลักปรมัตถธรรม หรือตามสภาวะนั้น คนตายหรือสัตว์ตายไม่มี คนตายหรือสัตว์ตาย เป็นเพียงเราสมมุติพูดกันให้เข้าใจเท่านั้น
อันหมายถึงว่าคนที่ไม่หายใจแล้ว คือคนตาย
แต่ตามสภาวธรรมกลับตรงกันข้าม คนจะตายหรือคนกำลังมีชีวิตอยู่ ธรรมชาติของจิตก็เกิดดับสืบต่อไป และทำงานเช่นนั้น เจตนาซึ่งมีหน้าที่ประกอบกับจิตก็เกิดดับสืบต่อกันไปเช่นนั้น หรือแม้แต่รูปที่เกิดขึ้นในร่างกายก็เกิดดับสืบต่อกันไปเช่นนั้นเหมือนกัน ความแตกต่างกันมีอยู่เพียงว่า จิต เจตสิก และรูปของคนตาย ได้ไปปรากฏอยู่ยังภพใหม่ หรือที่ใหม่เท่านั้นเอง
ถ้าถอดเอาความยึดถือที่สมมุติว่าเป็นคน เป็นสัตว์ออดเสีย ก็เหมือนกับไฟฟ้าที่เกิดอยู่ที่นี่ เมื่อมีเหตุปัจจัยก็ไปเกิดอยู่ที่โน่นอันเป็นธรรมดา ธรรมชาติแม่เหล็กก็จะต้องมีความดึงดูดอยู่เสมอ ธรรมชาติของจิตก็ต้องรับอารมณ์อยู่มิได้หยุดหย่อนเช่นเดียวกัน คนที่กำลังมีชีวิต หรือคนที่ใกล้จะตายก็เหมือนกัน จิตย่อมรับอารมณ์อยู่อันเป็นธรรมชาติ ต่างกันแต่ว่าเมื่อคนใกล้จะตายเราเรียกชื่ออารมณ์นั้นว่า กรรม, กรรมนิมิต, คตินิมิต
ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวถึงอารมณ์เกิดขึ้นได้อย่างไรมาบ้างแล้ว แต่ได้กล่าวเพียงย่อๆ เท่านั้น จึงขอเพิ่มเติมให้ละเอียดขึ้นอีกเล็กน้อย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า สภาวะ คือธรรมชาติทั้งหลายจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยเหตุ ถ้าปราศจากเหตุเสียแล้วก็หาเกิดขึ้นมาไม่ได้ แต่เหตุที่ว่านี้มีหลายชั้น เป็นเหตุใกล้ๆ ตื้นๆ เผินๆ เห็นง่ายก็มี แต่เหตุที่ไกลๆ ลึกซึ้ง เห็นได้ยากก็มี
ปัญหาต่างๆ ของชีวิต เช่น ชีวิตคืออะไร มาจากไหน เป็นเรื่องล้ำลึก ถ้าไม่ได้อาศัยสัพพัญญุตาญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็จะเข้าไม่ถึงเลย
อารมณ์ที่จะเกิดขึ้นก็เหมือนกัน อยู่เฉยๆ มันจะเกิดขึ้นเองก็หาไม่ อารมณ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยเหตุเหมือนกัน เช่นอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางตา หู ต้องมีเหตุดังนี้โดย เทพธรรม...นำเสนอ [20 ก.พ. 2552 , 10:30:18 น.] ( IP = 58.9.144.66 : : )
สลักธรรม 2๑. อารมณ์ที่จะเกิดขึ้นทางตา คือจะเห็นได้นั้น ต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการมาประชุมพร้อมกัน คือ
๑) จักขุปสาทะ ได้แก่ประสาทตาดี
๒) รูปารมณ์ ได้แก่ รูป คือสีต่างๆ
๓) อาโลกะ ได้แก่ แสงสว่าง
๔) มนสิการ กระทำอารมณ์ให้แก่จิต พูดง่ายๆ ก็คือความตั้งใจนั่นเอง
เมื่อมีเหตุทั้ง ๔ ประการนี้มาประชุม หรือจรดพร้อมกันเข้าแล้ว การเห็นก็จะเกิดขึ้นทันที ถ้าเหตุทั้ง ๔ นี้มาประชุมพร้อมกันแล้วจะไม่เกิดการเห็นขึ้นเป็นไม่มี แต่ถ้าหากขาดไปเสียอันใดอันหนึ่งหรือหลายอันแล้ว การเห็นจะเกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกัน เช่น ประสาทตาไม่ดี รูปารมณ์อันได้แก่คลื่นแสงไม่มี ขาดแสงสว่าง หรือขาดความตั้งใจที่จะเห็น
๒. เหตุให้เกิดการได้ยิน มี ๔ ประการ คือ
๑) โสตปสาทะ ได้แก่ประสาทหู
๒) สัททารมณ์ ได้แก่ เสียง คือ ความสั่นสะเทือนของอากาศ
๓) วิวรากาส ได้แก่ ช่องว่างในหูดี
๔) มนสิการ ได้แก่การทำอารมณ์ให้แก่จิต
เมื่อมีเหตุทั้ง ๔ ประการนี้มาประชุม หรือจรดพร้อมกัน เมื่อนั้นก็จะปรากฏการได้ยินขึ้นทันที การได้ยินปรากฏเกิดขึ้นได้โดยขาดเหตุไปแม้อันหนึ่งอันใดแล้ว การได้ยินก็จะไม่เกิดขึ้นเลยเป็นอันขาด
การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนในเรื่องนี้ไว้ ก็มิได้ประสงค์จะให้ศึกษาวิชาสรีรศาสตร์ หากแต่พระองค์ต้องการจะแสดงว่า แม้แต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางตา หรือหู ก็ต้องอาศัยเหตุให้เกิด ธรรมทั้งหลายต้องอาศัยเหตุจึงเกิดขึ้นมาได้ มิได้เกิดขึ้นมาลอยๆ เป็นการให้ผู้ศึกษาเข้าใจในเหตุผล ไม่ให้ยึดมั่นในความจริงที่สมมุติอันเป็นมายา และเป็นการปฏิเสธความเข้าใจที่ว่า พระผู้เป็นเจ้า หรือพระพรหมเป็นผู้สร้างเสียโดยสิ้นเชิง
อาจมีผู้คิดเห็นว่า เหตุให้เกิดการเห็น การได้ยิน ต้องมีคลื่นแสงและคลื่นเสียง คือความสั่นสะเทือนของอากาศแล้วคิดว่า ทางวิทยาศาสตร์เพิ่งจะค้นพบเมื่อไม่นานมานี้เอง เรากำลังหันเหให้เรื่องสภาวธรรมเข้าไปอิงวิชาวิทยาศตร์ที่ค้นคว้าขึ้นมาได้ ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่โดย เทพธรรม...นำเสนอ [20 ก.พ. 2552 , 10:36:21 น.] ( IP = 58.9.144.66 : : )
สลักธรรม 3พระองค์ทรงสอนมาตั้ง ๒๕๐๐ ปีเศษมาแล้ว เพียงแต่ถ้อยคำเท่านั้นที่แตกต่างกัน ส่วนความหมายนั้นเป็นอันเดียวกัน ในข้อนี้ข้าพเจ้าขอยกมากล่าวสักเล็กน้อย
พระองค์ทรงสอนว่า รูปารมณ์ (รูปที่เห็น) ที่เกิดขึ้น แล้วมากระทบกับตาทำให้เห็นได้นั้น จะต้องอาศัยแสงสว่าง และรูปารมณ์ดังกล่าวแล้วนี้ จะเกิด-ดับสลับซับซ้อนที่ตา และปสาทตาที่รับการกระทบของรูปารมณ์ที่ว่านั้น ก็ตั้งอยู่ตรงกลางตาดำซึ่งมีขนาดโตเท่าหัวของเหา
ประสาทที่ตั้งอยู่กลางตาดำโตเท่าหัวของเหานี้เอง เป็นตัวรับการกระทบ รูปารมณ์ซึ่งได้แก่คลื่นของแสงนั่นเอง ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังแสดงถึง รูปารมณ์นี้ว่า มีความเกิด-ดับในจำนวน ๑ ต่อจำนวนที่เกิดดับ ๑๗ ขณะใหญ่ หรือ ๕๑ ขณะเล็ก
ในเรื่องการได้ยินก็เหมือนกัน สัททารมณ์ คือเสียง ย่อมกระทบที่ประสาทหู โดยมีการเกิด-ดับสลับซับซ้อนกันอยู่ พระองค์ยังทรงชี้ถึงขนอันละเอียดอ่อนมีจำนวนเท่าใด ตั้งอยู่ภายในแอ่งน้ำสีอะไร ภายในช่องหู และ จิตก็จะมารับอารมณ์ที่ตรงนี้
ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ เหตุที่จะได้ยิน ๔ ประการนั้นมีวิวรากาส คือช่องว่างภายในหูรวมอยู่ด้วย ซึ่งตรงกับหลักวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะถ้าไม่มีช่องว่างคือ อากาศภายในช่องหูเสียแล้ว ความสั่นสะเทือนของอากาศก็จะไม่สามารถเข้าไปกระทบกับประสาทหูได้ การได้ยินก็จะไม่บังเกิดขึ้น
ข้าพเจ้าได้กล่าวมาเพียงย่อๆ และเพียง ๒ ทวาร คือ ตากับหูเท่านั้น ส่วนจมูก ลิ้น กาย ใจ จะงดเสียเพราะจะเสียเวลามากโดย เทพธรรม...นำเสนอ [20 ก.พ. 2552 , 10:40:18 น.] ( IP = 58.9.144.66 : : )
สลักธรรม 4ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมานี้เป็นการนำเอาคำสอนที่แสดงเหตุใกล้ๆ เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจเรื่องการเกิดอารมณ์ และคลายความยึดมั่นในตัวตน คน สัตว์ เพราะการที่คลื่นของแสงและคลื่นของเสียงมากระทบกับประสาทตาและประสาทหูนั้น ก็เกิด-ดับอยู่ตลอดเวลาที่เห็นและได้ยิน จิตที่เข้าไปรู้อารมณ์ต่างๆ นั้น ก็เกิด-ดับอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน
ส่วนการที่เห็นเป็นคนสัตว์ น่ารัก น่าเกลียด สวยหรือไม่สวย อะไรต่างๆนั้น จิตใจได้สร้างรูปขึ้น คือจิตได้สร้างเป็นมโนภาพ หรือจินตนาการขึ้นเท่านั้นเอง หาได้เป็นสาระแก่นสารที่จะยืนยงคงทนไม่
ส่วนเหตุไกลยังมีอีกมาก เช่นเพราะอะไร ปสาทรูป คือประสาทรับอารมณ์ต่างๆ จึงมีแก่คนและสัตว์ทั้งหลายได้ อะไรเป็นผู้สร้าง เมื่อมีเหตุทั้ง ๔ มาประชุมพร้อมกันแล้ว ทำไมจึงเห็นและได้ยิน ขณะเห็นหรือได้ยิน จิตใจและร่างกายทำงานกันอย่างไร
อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ ไม่ว่าจะเป็นตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจก็ตาม เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็จะเห็นได้ว่าจะต้องมีรูป คืออารมณ์มากระทบกับจิต ถ้าไม่มีรูปมากระทบจิตแล้ว ก็จะเกิดอารมณ์ไม่ได้เลยเป็นอันขาด ซึ่งทางธรรมะเรียกการกระทบนี้ว่า ผัสสะ
เช่นการที่จะเห็นได้นั้นก็ต้องมีรูปมากระทบตา จะได้ยินได้ ก็ต้อมีรูปคือเสียงมากระทบหู และจะคิดนึกเรื่องราวอะไรได้ก็จำเป็นที่จะต้องมีรูปนาม คือเรื่องราวที่คิดนึกนั้นมากระทบใจโดย เทพธรรม...นำเสนอ [20 ก.พ. 2552 , 10:49:49 น.] ( IP = 58.9.144.66 : : )
สลักธรรม 5บัดนี้ก็มาถึงปัญหาที่ว่า คนที่ใกล้จะตายนั้นเกิดอารมณ์ขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่เกิดอารมณ์ขึ้น คือจิตกำลังเป็นภวังค์อยู่ก็จะไม่ตาย เพราะเหตุไร ? อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง จะนำผู้ตายไปพบกับอะไร ?
ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นๆ ว่า ตามหลักสภาวะหรือปรมัตถธรรมนั้น ไม่มีคนเกิดคนตาย คนเกิดคนตายเป็นเป็นเรื่องสมมุติ
จิตก็มีธรรมชาติเกิด-ดับ และรับอารมณ์อยู่เสมอเป็นนิตย์ ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่ หรือความตายได้มาถึง
ดังนั้นเมื่อคนไข้ที่ใกล้จะตายได้รับคำบอกเล่าถึงพระอรหัง หรือเรื่องที่ทำบุญให้ทาน คนไข้ก็จะเกิดอารมณ์นั้นขึ้น หรือถ้าเป็นเรื่องกระทบกระเทือนใจในทางไม่ดี เช่นเกิดความเสียใจว่าตัวเองจะต้องตาย หรือลูกหลานทำอะไรให้ไม่ถูกใจ หรือมีความห่วงใยในทรัพย์สมบัติที่อยู่เบื้องหลัง คนไข้จะเกิดอารมณ์ขึ้นก่อนหน้าจุติคือตาย
แต่ถ้าจะจุติคือใกล้จะตายจริงๆ แล้ว จะบอกหรือให้คติอะไรแก่คนไข้ไม่ได้เลย คนไข้จะตายเช่นนี้ ทวารทั้ง ๖ จะรับอารมณ์ไม่ได้ คือจะไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รส และแม้เอาไฟไปจี้ก็จะไม่รู้สึกในอารมณ์ใหม่ คนไข้จะรู้สึกอยู่เพียงอารมณ์ทั้ง ๓ คือ กรรมอารมณ์, กรรมนิมิตอารมณ์, คตินิมิตอารมณ์เท่านั้น อารมณ์นั้นก็จะแจ่มใสชัดเจนดุจการมองวัตถุโตๆ ยามเที่ยง
ถ้าคนไข้เห็นสิ่งที่ดี หน้าตาก็ผุดผ่องขึ้น และถ้าเห็นสิ่งที่น่ากลัวน่าหวาดเสียว คนไข้ก็จะแสดงความตกใจ หน้าของคนไข้ก็จะแสดงออกมาให้เห็นได้ชัดเจน
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย เทพธรรม...นำเสนอ [20 ก.พ. 2552 , 10:54:23 น.] ( IP = 58.9.144.66 : : )
สลักธรรม 6เข้ามาอ่านทำความเข้าใจอีกค่ะ เพราะเรื่องของความตายนี้สำคัญมาก กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน
โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.พ. 2552 , 21:31:25 น.] ( IP = 61.90.67.187 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |