มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปลดล็อกชีวิต






ปลดล็อกชีวิต


เช้าวันนี้ท่านอาจารย์ได้น้อมนำเจตนาของทุกคนให้มีเป้าหมายในการทำกุศลไปในทิศทางเดียวกันด้วยการกล่าวก่อนการสวดมนต์ว่า ...

ความหวังความต้องการของคนเรามีมากมายนับไม่ถ้วน ทางที่ควรดำเนินก็มีทางหลายทางเหมือนกัน เช่น บางคนตั้งใจที่จะรักษาศีล บางคนตั้งใจที่จะทำสมาธิ บางคนตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนเพียรเสริมสร้างปัญญาและก็มีอีกหลาย ๆ คนที่ตั้งใจทำวัตร สวดมนต์ รักษาอุโบสถศีล

แต่ในความตั้งใจเหล่านั้นควรจะหาหลักของใจให้ได้ว่า จริตอัชฌาสัยของตนนั้นคุ้นเคยและโน้มน้าวไปในทางใด แล้วเมื่อหาเจอแล้วก็ตั้งใจทำสิ่งนั้นให้เจริญด้วยความตั้งใจจริง เหมือนกับคำที่หลวงพ่อกล่าวว่า "จริงเสียอย่างเดียวสำเร็จทุกอย่าง"

เราส่วนมากมีความรัก มีความศรัทธา มีความต้องการเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือว่าเห็นดีเห็นงามเพียงชั่วครั้งชั่วคราว การกระทำของเราจึงทำดีได้ไม่สมบูรณ์

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นการทำเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็ยังดี.. เพราะหนึ่งอาทิตย์มี ๗ วัน แต่ในวันอาทิตย์เราได้นำชีวิตมาวางไว้ตรงนี้เพื่อจะสลักชีวิตไว้ในธรรมะ ด้วยการมาร่วมกันตั้งใจที่จะสวดมนต์ทำวัตรเช้า ตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียน

บางคนบอกว่าธรรมะอยู่ในพระไตรปิฎก ..ธรรมะไม่ได้เพียงอยู่ในพระไตรปิฎก เพราะพระไตรปิฎกนั้นขยับเขยื้อนไม่ได้ แต่ธรรมะที่ขยับเขยื้อนก็คือตัวเรา เราจะเดินก็ได้ ก้มก็ได้ เงยก็ได้ ยิ้มก็ได้ หัวเราะก็ได้ นั่นแหละธรรมะที่ขยับเขยื้อนได้ เราจึงต้องอาศัยธรรมะที่ขยับเขยื้อนได้นี้ ขยับเขยื้อนไปในทางที่ดีงามและที่ควร คือใช้กาย วาจา และใจให้ดี

การที่เราใช้กาย วาจา ใจดีแล้ว เราก็จะต้องได้รับผลดีตอบสนอง เพราะกายที่ดี วาจาที่ดี ใจที่ดี จะเรียกได้ว่าเป็นความสุจริตชอบนั่นเอง และความสุจริตชอบเหล่านี้เอง ถ้าประกอบไปด้วยสติ สัมปชัญญะ การเคลื่อนไหวธรรมะ ก็เคลื่อนไหวไปในทางที่ควรดำเนิน ซึ่งต่างกับชีวิตหรือต่างกับธรรมะที่เคลื่อนไหวอยู่ในเส้นทางที่โลดแล่นและขับเคลื่อนไปด้วยกิเลส ตัณหา ราคะ และอุปาทาน

ชีวิตเหล่านั้นหรือธรรมะเหล่านั้นก็จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปจากภพชาติหนึ่งไปสู่ภพชาติหนึ่ง และก็เวียนว่ายตายเกิดนี้ต่อไป ฉะนั้น สิ่งที่เราควรจะพึ่งก็คือธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานให้ คือทางที่ควรดำเนินด้วยไตรสิกขา จึงถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะประกอบชีวิตไว้ด้วยความตั้งมั่นในคุณงามความดี มีกายชอบ วาจาชอบ และใจชอบประกอบไปด้วยความศรัทธา ที่จะกล่าวบูชาพระรัตนตรัยด้วยความพร้อมเพรียงกันในเช้าวันนี้

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [23 ก.พ. 2552 , 01:02:22 น.] ( IP = 58.9.96.239 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



และในเช้าวันนี้หลังจากที่สวดมนต์ทำวัตรเช้าจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้ให้ทุกคนสวดบทอนัตตลักขณสูตรเป็นภาษาบาลีในครั้งแรก และให้อ่านคำแปลทุกตัวอัากษรเป็นครั้งที่สองซึ่งมีเนื้อหาของคำแปลตามที่ปรากฏในตอนท้าย

ซึ่งเมื่อลูกศิษย์ได้อ่านคำแปลจบแล้ว ท่านอาจารย์ถามทุกคนว่า อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้าง? บรรลุไหม? คำตอบก็คือ ไม่บรรลุ

ท่านอาจารย์จึงพูดต่อไปว่า เราอ่านแล้วไม่บรรลุ แต่พระพุทธองค์ตรัสกับพระปัญจวัคคีย์แล้ว พระปัญจวัคคีน์ต่างบรรลุพระอรหันต์ทั้งสิ้น สำหรับพระอัญญาโกณฑัญญะนั้นบรรลุโสดาปัตตัติผลเป็นพระสงฆ์องค์แรกเมื่อได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสธรรมจักกัปปวัตตสูตร

พระพุทธเจ้านั้นรู้อัชฌาสัยอันอ่อนแก่หย่อนตึงของเวไนยสัตว์ ทรงทราบว่าพระปัญจวัคคีย์เหลืออีก ๔ ท่านนั้นจะบรรลุได้ด้วยกล่าวธรรมใด จึงทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร ซึ่งก็เป็นภาษาบาลีแบบที่เราสวดกันนี้

เมื่อพระปัญจวัคคีย์ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วได้มีการตอบคำถามต่างๆ ที่พระพุทธองค์ทรงถามมา เช่น ตอบว่า .. ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามต่อว่า เมื่อไม่เที่ยง มีความแปรปรวนอยู่ ควรจะไปยึดถือหรือ? ไม่ควรยึดพระเจ้าค่ะ และเมื่อจบภาษิตแล้วปัญจวัคคีย์ที่เหลือทั้ง ๔ ก็บรรลุสำเร็จกิจ กิจอื่นไม่มีอีกแล้ว ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว คือบรรลุเป็นพระอรหันต์ สิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิด

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2552 , 01:02:50 น.] ( IP = 58.9.96.239 : : )


  สลักธรรม 2



จากธรรมบทนี้ เราก็จะเห็นได้ว่า เราเป็นผู้ที่เพียงแต่อ่านแล้วก็แปล แต่ไม่ได้บรรลุ และถึงจะไม่ได้บรรลุแต่การอ่านในวันนี้ทำให้เราได้ความเข้าใจมากกว่าในอดีตอันไกลโพ้นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คืออะไร? เป็นอย่างไร?

การที่พระปัญจวัคคีย์ตอบว่า "ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า" ตรงนี้ถามว่าเราเองรู้ไหม? เราก็รู้แล้วว่าทำไมถึงตอบว่าไม่เที่ยง เพราะเราได้ศึกษาสภาวะธรรมจากพระอภิธรรมว่าจิตเป็นอย่างนี้ ลักษณะของจิตเป็นอย่างนี้ ลักขณาทิจตุกะเป็นอย่างนี้

เมื่อได้เคยศึกษามาแล้วก็เท่ากับเรามีแผนที่ในใจแล้ว เมื่อเราเห็นคำแปลก็เหมือนกับเรารู้ว่า อาหารที่มีรสชาติเช่นนี้ปรุงด้วยอะไรบ้าง เมื่อหยิบคำแปลนั้นทั้งกองมาบอกเรา.. เราก็เข้าใจ

ถามว่าเราโชคดีไหมที่อ่านคำแปลแล้วเข้าใจ ? ต้องตอบว่าโชคดี เพราะว่ามีมากมายหลายร้อยคนเลยที่อ่านบาลีก็เป็นนกแก้วนกขุนทอง อ่านคำแปลก็อ่านแบบนกแก้วนกขุนทอง คืออ่านออกเสียงไปอย่างนั้นแต่ไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่สำหรับพวกเรานั้นเราสามารถเข้าใจได้เพราะเรามีความรู้มาจากคันถะธุระ

ธุระในพระพุทธศาสนามี ๒ ธุระ คือ คันถะธุระ และวิปัสสนาธุระ

คันถะธุระก็คือการเรียนของเรานั่นแหละ แล้วเรียนเพื่ออะไร? ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพื่อสร้างอุปนิสัยบารมีไว้เพราะเราต้องเดินอีกไกล ซึ่งการเดินไปในทางไกลก็ต้องเดินทางไปด้วยความรู้จึงจะปลอดภัย

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2552 , 01:03:06 น.] ( IP = 58.9.96.239 : : )


  สลักธรรม 3



และในเรื่องของผู้รู้ก็ไม่มีใครรู้เท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รองลงมาก็คือพระอริยบุคคลและครูอาจารย์อีกหลายท่าน เมื่อเราเดินทางไปในวัฏฏะสงสาร เรามีโอกาสได้รับฟังอีก เราก็ได้รู้เพิ่มขึ้นอีก เป็นความรู้ที่มีมากกว่าแต่ก่อน และถ้าหากเราตั้งใจศึกษาทำความเข้าใจต่อไป เมื่อท่านเหล่านั้นพูดอะไรเราก็รู้และเข้าใจ ไม่ใช่ว่าพอท่านพูดอะไรออกมาเราก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ

นอกจากการสร้างความรู้สะสมบารมีอบรมบ่มนิสัยในคันถะธุระนี้แล้ว เราไม่ควรทอดทิ้งวิปัสสนาธุระ อันเป็นธุระที่สำคัญยิ่ง เพราะถ้าหากเราจะเอาแต่ความรู้ ๆๆๆๆ คือ อ๋อ ได้ เข้าใจได้ แต่บรรลุไม่ได้ เพราะว่าบารมีของเราหรือความคมของปัญญาของเราไม่สามารถไปตัดกิเลสได้

ฉะนั้น เราจึงต้องทำธุระทั้ง ๒ อย่างให้เกิดขึ้นในชีวิตอย่างทอดทิ้งไม่ได้เลย คือคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ แต่ราต้องเห็นความสำคัญอย่างถูกต้องด้วยของคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ

โดยเฉพาะคันถะธุระนี้เราเรียนเพื่อรู้ เพื่อละและคลาย ไม่ใช่เรียนแล้วให้เข้าไปยึดติดอีกด้วย เรียนเพื่อละคลาย เช่นเดียวกับการพิจารณาว่า รูปํอนิจฺจํ รูปไม่เที่ยง ซึ่งบางคนก็เรียนคำนี้ผ่านไปแล้ว บางคนก็ยังไม่ได้เรียน แต่อีกไม่นานก็จะได้เรียนกันแล้วว่า จิตไม่เที่ยง เพราะธรรมชาติลักขณาทิจตุกะ เป็นอย่างนี้ๆ

เมื่อเราศึกษาพอจนก็เข้าใจแล้วเราจะไปยึดอย่างนี้ก็ไม่ได้ แม้เราจะไม่เห็นลักขณาทิจตุกะที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เราเข้าใจแล้วสภาพธรรมเหล่านั้นเป็นแบบนี้ เราจึงยึดถือไม่ได้..นี่คือสิ่งที่ต้องคอยบอกตัวเองเอาไว้

หรือเวลาที่เราจะเข้าไปยึด ก็ต้องคอยนึกถึงพระปริยัติว่าที่แท้จริงแล้วสภาพธรรมเช่นนี้มันเป็นอย่างนี้ ๆ หรือรู้ว่าตอนนี้เราผิดจากสภาพธรรมไปแล้วนะ หรือเรายึดเกินไปแล้วนะ ทั้งที่จริงมันไม่ควรเป็นอย่างนั้น เพราะเรามีแผนที่เรามีต้นแบบแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นหลักไว้ แล้ว

แต่ไม่ใช่ยึดหลักคำอธิบายต่างๆ เหล่านั้นไว้เลย เพราะเป็นการยึดในภาษา ยึดในบัญญัติ ...ท่านไม่ให้ยึด จึงต้องเรียนให้รู้ว่า คันถะธุระนั้นเราเรียนอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์ ก็คือเรียนเพื่อละคลายจากความเห็นผิดว่าเป็นอัตตา .. อัตวานุปาทาน นั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2552 , 01:03:48 น.] ( IP = 58.9.96.239 : : )


  สลักธรรม 4



มาถึงเรื่องของวิปัสสนาธุระ ... เราต้องรู้ว่าวิปัสสนาธุระนี้ทำเพื่ออะไร? เพราะเมื่อคันถะธุระเพื่อละคลายจากความเห็นผิดแล้ว วิปัสสนาธุระจึงเป็นส่วนที่ออกจากความยินดีทั้งหมดเลย

เห็นไหม? เมื่อพระปัญจวัคคีย์ได้ส่งใจฟังคำของพระพุทธเจ้า จิตของท่านก็ค่อย ๆ หลุดพ้น เพราะความหลุดพ้นนั่นแหละ.. จึงสิ้นสุดความเวียนว่ายตายเกิด เพราะการสิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิดนี้จึงเป็นการปลดล็อก

คันถะธุระเป็นการปลดล็อกขั้นแรก คือ ล็อกที่เราเห็นผิด การที่ท่านมาเรียนท่านจึงต้องเตือนตนเอง และครูผู้สอนก็ต้องเตือนตนเอง ว่าเรากำลังทำหน้าที่ปลดล็อกให้เขา และปลดล็อกให้ตัวเอง คือปลดล็อกจากการที่ไปยึดเอาไว้ว่าชีวิตเป็นตัวตนคนสัตว์แล้วเราก็มากระจาย ออกมาให้เห็น คือทั้งสอนตนและสอนผู้อื่น

จึงต้องให้เห็นความสำคัญว่า เรามาเรียนมาเพื่อปลดล็อกชีวิต ที่เคยล็อกเอาไว้ในวัฏฏะสงสาร ล็อกเอาไว้ด้วยความโง่ ความลุ่มหลง ความวิปลาสทั้งหลายนั่นเอง โดยเราจะต้องมีความรู้และมีเป้าหมายอย่างนี้ด้วย

เป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ การเรียนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ..แต่ประโยชน์จะเกิดเมื่อเราให้ความสำคัญถูก เพราะในความสำคัญนั้นก็มีความสำคัญผิดด้วย

เราต้องให้ความสำคัญถูกว่า เรียนไปเพื่ออะไร? ไม่ใช่เพื่อได้มา เพราะเราได้มาเยอะแล้ว ได้มานับไม่ถ้วน ย้อนไปในวัฏฏสงสารนี้เราได้วัฏฏสงสารมาเป็นอนัตตชาติ ถ้าหากเรายังทำอย่างนี้อยู่ เราก็ยังต้องเดินไปอีกอนัตตชาติคืออีกไม่รู้กี่ชาติเหมือนกัน

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2552 , 01:04:06 น.] ( IP = 58.9.96.239 : : )


  สลักธรรม 5



ฉะนั้นวั นนี้ที่นำอนัตตลักขณสูตรมาขึ้นมาให้แปล ท่านก็รู้แก่ใจ ผู้อ่านก็รู้อยู่แก่ใจว่า ตรงนี้ คำนี้ ท่อนนี้เราเข้าใจ แล้วความเข้าใจของเรามาจากไหน ก็มาจากการศึกษาเล่าเรียน ..นี่คือความเข้าใจเท่านั้นที่เรานำมาใช้

ไม่ได้เอาบัญญัติมาเข้าใจ เพราะพออ่านไปเราจะเห็นภาพเครื่องหมายของจิต ไหม? เราไม่เห็นภาพนั้น แต่เรามีความเข้าใจเกิดขึ้นในคำแปลเหล่านั้น ฉะนั้นความเข้าใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะชีวิตแต่ละคนก็ผ่านร้อนผ่านหนาวและก็โลดแล่นในทางที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหาและอุปาทานมานานแล้ว แล้วก็เป็นโชคดีของท่านทั้งหลายที่ได้มาเปลี่ยนชีวิตและเบนเข็มทิศมาในทางที่ดีเช่นทุกวันนี้

ฉะนั้น เมื่อได้โอกาสที่ดีแล้วก็อย่าปล่อยโอกาสนั้นให้เสียเปล่า ...เวลาของเราไม่ได้เหลือมากนัก และในเวลาที่เราจะหาความรู้ก็ไม่ได้มีมาก แต่ทุกคนมีบาปเป็นสมบัติมาก

อย่าลืมนะว่า .. ทุกคนไม่ได้มีบุญไว้เป็นสมบัติกันอย่างมากมาย เพราะดูได้เลยว่า เราจะต้องดูแลขันธ์ ๕ ทั้งขันธ์ เรา ขันธ์คนใกล้เรา ขันธ์คนที่เรารัก บริวารที่อยู่รอบๆ แล้วเราก็ต้องมีภาระอีกมากมายซึ่งเป็นสมบัติฝ่ายบาปทั้งนั้นเลยที่ทำให้เราเป็นอย่างนี้

นาน ๆจะมีความสุขกันสักที นานๆ จะมีบุญส่งผลมาเป็นวิบากดี เพราะนอกนั้นมีแต่วิบากไม่ดีทั้งนั้นแหละ เช่น ขี้ตาไหลนี้วิบากดีหรือไม่ดี ? ไม่ดี ปากเหม็นวิบากดีหรือไม่ดี ? ไม่ดี เห็นไหม? เราชำระบาปกันไม่หยุดเลย เราแก้ไขบาปกันไม่หยุด เราปวดปัสสวะวิบากดีหรือไม่ดี? ไม่ดี ของไม่ดีเป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นบาป

เราจึงอยู่ในเมืองคนบาป ..ชีวิตเรานี้บาปหนา แต่ไม่เป็นไร .. เพราะเราเหมือนกันโลก คนที่เกิดมานี้ล้วนบาปหนา แต่เราต้องไม่เหมือนเขาอีกอย่างหนึ่งคือปัญญาทึบ ถ้าหากบาปหนาแล้วปัญญาทึบด้วยก็น่ากลัว ถึงเราจะบาปหนาแต่เมื่อปัญญาไม่ทึบเราสามารถทำกรรมใหม่ให้ไม่บาปได้

ก็ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกจงสามารถเป็นร่มธรรมและขออัญเชิญคุณพระรัตนตรัยนี้มาทำให้ท่านมีความศรัทธามาก ๆ ศรัทธาที่จะหยั่งรู้ในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ มีศรัทธาที่จะพาตัวเองปลดล็อกและหลุดพ้นจากโอฆะสงสารได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2552 , 01:04:23 น.] ( IP = 58.9.96.239 : : )


  สลักธรรม 6



คำแปลอนัตตลักขณสูตร


ข้าพเจ้าพระอานนท์เถระ! ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักเป็นตัวตนแล้ว รูปนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อความอาพาธ อนึ่ง บุคคลพึงได้ในรูปตามใจหวังว่า ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอรูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่รูปไม่ใช่ตัวตน ฉะนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่อความอาพาธ อนึ่ง บุคคลย่อมไม่ได้ในรูปตามใจหวังว่า ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอรูปของเราจงอย่างเป็นอย่างนั้นเลย

เวทนาคือความเสวยอารมณ์ ก็ไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเวทนาคือความเสวยอารมณ์นี้ จักเป็นตัวตนแล้ว เวทนานี้ก็ไม่พึงเป็นเพื่อความอาพาธ อนึ่งบุคคลพึงได้ในเวทนาตามใจหวังว่า ขอเวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอเวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่เวทนาไม่ใช่ตัวตน ฉะนั้น เวทนานี้จึงเป็นไปเพื่อความอาพาธ อนึ่ง บุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาตามใจหวังว่า ขอเวทนาของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด ขอเวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

สัญญา คือ ความจำก็ไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัญญานี้จักเป็นตัวตนแล้ว สัญญานี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อความอาพาธ อนึ่ง บุคคลพึงได้ในสัญญาตามใจหวังว่า ขอสัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอสัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็เพราะสัญญาไม่ใช่ตัวตน ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ อนึ่ง บุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาตามใจหวังว่า ขอสัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิดขอสัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

สังขาร คือความปรุงแต่งก็ไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารนี้จักเป็นตัวตนแล้ว สังขารทั้งหลายก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อความอาพาธ อนึ่ง บุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายตามใจหวังว่า ขอสังขารของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอสังขารของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็เพราะสังขารไม่ใช่ตัวตน ฉะนั้น สังขารจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ อนึ่ง บุคคลย่อมไม่ได้ในสังขารตามใจหวังว่า ขอสังขารของเราจงเป็นอย่างนี้เถิดขอสังขารของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

วิญญาณ คือความรู้อารมณ์ก็ไม่ใช่ตัวตน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้จักเป็นตัวตนแล้ว วิญญาณนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อความอาพาธ อนึ่ง บุคคลพึงได้ในวิญญาณ ตามใจหวังว่า ขอวิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอวิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็เพราะวิญญาณไม่ใช่ตัวตน ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ อนึ่ง บุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณตามใจหวังว่าขอวิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิดขอวิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2552 , 01:05:30 น.] ( IP = 58.9.96.239 : : )


  สลักธรรม 7

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า ก็สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? เป็นทุกข์พระเจ้าข้า ก็สิ่งใดที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่นเป็นนี่ นั่นเป็นตัวตนของเรา? ไม่ควรพระเจ้าข้า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร เวทนาคือความเสวยอารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า ก็สิ่งใดที่ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? เป็นทุกข์พระเจ้าข้า ก็สิ่งใดที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่นเป็นนี่ นั่นเป็นตัวตนของเรา? ไม่ควรพระเจ้าข้า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร สัญญาคือความจำเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า ก็สิ่งใดที่ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? เป็นทุกข์พระเจ้าข้า ก็สิ่งใดที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่นเป็นนี่ นั่นเป็นตัวตนของเรา? ไม่ควรพระเจ้าข้า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นว่าย่างไร สังขาร คือความปรุงแต่งทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า ก็สิ่งใดที่ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? เป็นทุกข์พระเจ้าข้า ก็สิ่งใดที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่นเป็นนี่ นั่นเป็นตัวตนของเรา? ไม่ควรพระเจ้าข้า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร วิญญาณ คือความรู้อารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า ก็สิ่งใดที่ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? เป็นทุกข์พระเจ้าข้า ก็สิ่งใดที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่นเป็นนี่ นั่นเป็นตัวตนของเรา? ไม่ควรพระเจ้าข้า

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2552 , 01:05:48 น.] ( IP = 58.9.96.239 : : )


  สลักธรรม 8

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ไกลหรือยู่ใกล้ก็ดี รูปทั้งหมด ก็สักว่ารูป นั่นไม่ใช่เรา เราไม่เป็นนั่นเป็นนี่ นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ ข้อนี้ท่านทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้

เวทนาคือความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ก็ดี เวทนาทั้งหมด ก็สักว่าเวทนา นั่นไม่ใช่เรา เราไม่เป็นนั่นเป็นนี่ นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ ข้อนี้ท่านทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้

สัญญาคือความจำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ก็ดี สัญญาทั้งหมด ก็สักว่าสัญญา นั่นไม่ใช่เรา เราไม่เป็นนั่นเป็นนี่ นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ ข้อนี้ท่านทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้

สังขารคือความปรุงแต่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ก็ดี สังขารทั้งหมด ก็สักว่าสังขาร นั่นไม่ใช่เรา เราไม่เป็นนั่นเป็นนี่ นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ ข้อนี้ท่านทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้

วิญญาณคือความรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ก็ดี วิญญาณทั้งหมด ก็สักว่าวิญญาณ นั่นไม่ใช่เรา เราไม่เป็นนั่นเป็นนี่ นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ ข้อนี้ท่านทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ใดสดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในรูป ย่อมเบื่อหน่ายในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายในสังขาร ย่อมเบื่อหน่ายในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความยินดี เพราะคลายความยินดีจิตจึงหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าหลุดพ้นแล้ว ดังนี้ อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดว่า ชาตินี้สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำเราได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ดังนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้แล้วภิกษุปัญจวัคคีย์ก็มีใจยินดีเพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ จิตของภิกษุปัญจวัคคีย์พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วย ดังนี้แลฯ


โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.พ. 2552 , 01:06:10 น.] ( IP = 58.9.96.239 : : )


  สลักธรรม 9

สวัสดีค่ะคุณน้องกิ๊ฟ

ติดตามอ่านตลอดนะคะ อยู่ในช่วงของความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต บ้าน ที่ทำงานค่ะ

ขอขอบพระคุณคุณน้องกิ๊ฟและทุกท่านที่นำหลักธรรมมาให้ได้อ่านเพื่อขัดเกลากิเลสนะคะ ที่สำคัญช่วยเหนี่ยวลั้งให้เดินในเส้นทางที่ถูกที่ควรแห่งความพ้นทุกข์ค่ะ

โดย แม่น้องขิม [23 ก.พ. 2552 , 19:06:43 น.] ( IP = 58.8.118.63 : : )


  สลักธรรม 10

นับว่าเป็นบุญไม่น้อยที่ในชาตินี้ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมและปฏิบัติธรรม และจะไม่ทิ้งโอกาสอันสำคัญนี้เลยเพื่อสะสมปัญญาให้มีมากพอที่จะบรรลุธรรมได้ในวันนั้นที่อาจจะอยู่อีกไกลมาก................................................
ขอบพระคุณคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะที่นำสิ่งที่มีคุณค่ามาฝากเสมอ

โดย abctoy - [23 ก.พ. 2552 , 22:22:54 น.] ( IP = 118.172.242.122 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org