มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มนตร์เรียกเงิน




ผู้ใดอยากได้สิ่งที่ประสงค์
โดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง
ผู้นั้นย่อมเดือดร้อน
เหมือนพวกโจรชาวแคว้นเจติ
ฆ่าพราหมณ์เวทัพพะ
แล้วฉิบหายหมดทุกคน


ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองพาราณสี มีพราหมณ์คนหนึ่งรู้มนตร์เวทัพพะ มนตร์นี้ศักดิ์สิทธิ์มาก เวลาที่ดาวเปล่งแสงกระทบถึงกัน ใครร่ายแล้วมองดูท้องฟ้าจะทำให้เกิดฝนแก้ว ๗ ประการตกลงมาจากฟ้า

ชาตินั้น พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นศิษย์ของพราหมณ์นั้นมีความใกล้ชิดกับอาจารย์มากเดินทางติดตามอาจารย์ไปตามที่ต่างๆ เป็นประจำ

อยู่มาวันหนึ่ง พราหมณ์ประสงค์จะเดินทางไปแคว้นเจติ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของแคว้นกาสีด้วยกิจธุระบางอย่าง จึงพาศิษย์คนโปรดไปด้วย และได้เดินทางผ่านป่าแห่งหนึ่ง ป่าแห่งนั้นใหญ่ทึบ มีโจรจับตัวเรียกค่าไถ่ก๊กหนึ่ง (๕๐๐ คน) ยึดเป็นที่ทำมาหากินคอยดักปล้นจี้จับตัวผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาไปเรียกค่าไถ่ หากได้ค่าไถ่ตามที่ต้องการก็จะปล่อยตัวไป แต่ถ้าไม่ได้ก็จะฆ่าทิ้งเสีย

พราหมณ์กับศิษย์ได้ยินเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าจะเอาตัวรอดได้หากถูกจับ แล้วขณะที่กำลังเดินทางอยู่กลางป่านั้นก็ได้พบกับโจรก๊กดังกล่าว

“ดีมาก...ดีมาก” หัวหน้าโจรหัวเราะลั่น “มากันสองคนพอดีกับที่เราต้องการ”

“ทำไมล่ะ” พราหมณ์ถามอย่างไม่สะทกสะท้าน

“อ้าว...เจ้าไม่รู้หรอกหรือ” หัวหน้าโจรตวาด “พวกเรามักจะเลือกจับคนเป็นคู่เพื่อสะดวกในการเรียกค่าไถ่ คือ ยึดตัวคนหนึ่งไว้เป็นประกัน แล้วปล่อยตัวอีกคนหนึ่งไปหาเงินมาไถ่ตัว”

“พวกเจ้าก็เหมือนกัน” ลูกน้องโจรคนหนึ่งอธิบายต่อ “คนหนึ่งต้องไปหาเงินมาไถ่ตัวคนที่ถูกจับไว้ที่นี่ เพราะฉะนั้น เลือกเอาใครจะไปหาเงิน ใครจะเป็นตัวประกัน”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2552 , 08:16:46 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

พราหมณ์กับศิษย์ต่างมองหน้ากันเป็นเชิงปรึกษา พราหมณ์แสดงท่าทีวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด จนศิษย์ต้องเข้าไปปลอบ

“ท่านอาจารย์ ท่านอย่าวิตกกังวลไปเลย ผมเองจะเป็นคนออกไปหาเงินมาไถ่ตัวท่าน ขอให้รอก่อนสักวันสองวัน”

พราหมณ์พยักหน้ารับ ศิษย์มองหน้าอาจารย์เห็นยังไม่สิ้นแววกังวล จึงคำนวณดูความเป็นไปของดวงดาว ก็ทราบความจริงว่าวันนี้ดวงดาวจะเปล่งแสงกระทบถึงกัน ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่าหากร่ายมนตร์เวทัพพะแล้วจะทำให้เกิดฝนเงินตกลงมา และผู้ร่ายจะเกิดอันตรายด้วย จึงเข้าไปกระซิบกับอาจารย์ให้ระวังตัว

“ท่านอาจารย์ วันนี้ระวังตัวหน่อยนะ ดวงดาวที่บ่งบอกว่าจะมีฝนเงินตกจะเปล่งแสงถึงกัน ท่านอย่าได้เผลอร่ายมนตร์เป็นอันขาด จะทำให้เกิดอันตราย พวกโจรจักฆ่าท่านเพราะความโลภ”

ครั้นแล้ว ศิษย์ก็กราบลาพราหมณ์แล้วออกเดินทางมุ่งหน้ากลับไปยังหมู่บ้านทันที เพื่อรวบรวมเงินมาไถ่ตัวพราหมณ์

ฝ่ายพวกโจร พอพระอาทิตย์ตกดิน ก็บังคับให้พราหมณ์นอนทั้งที่ยังถูกมัดแขนมัดขา ทำให้พราหมณ์ทุกข์ทรมานมาก

วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ พราหมณ์นอนไปทางท้องฟ้าด้านทิศตะวันออก เห็นพระจันทร์เต็มดวงกำลังโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา จึงตรวจดูดวงดาวก็พบว่าเป็นอย่างที่ศิษย์บอกไว้จริง นั่นคือ เมื่อร่ายมนตร์เวทัพพะแล้ว จะทำให้เกิดฝนเงินฝนทองตกลงมา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2552 , 08:20:25 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : )


  สลักธรรม 2

“เราเห็นทางเอาตัวรอดแล้ว” พราหมณ์คิดอยู่ในใจโดยลืมคำเตือนของศิษย์จนหมดสิ้น

พราหมณ์เรียกให้พวกโจรมาพบ แล้วถามถึงความประสงค์ที่ตนมาเรียกค่าไถ่ พวกโจรได้บอกตามตรงว่า

“เพราะต้องการเงิน”

“ถ้าพวกท่านต้องการเงินก็รีบแก้มัดข้าพเจ้า” พราหมณ์บอกพวกโจร

“ยังแก้ไม่ได้หรอก เพราะพวกเรายังไม่ได้เงินค่าไถ่ตัวท่าน” โจรคนหนึ่งให้เหตุผล “ศิษย์ของท่านที่ออกเดินทางไปหาเงินก็ยังไม่กลับมา เพราะฉะนั้น จึงต้องมัดท่านไว้ก่อน”

“ข้าพเจ้าไม่มั่นใจว่าศิษย์ของข้าพเจ้านั้นจะหาเงินได้ตามจำนวนที่ท่านต้องการหรือเปล่า”

พราหมณ์เอ่ยขึ้น “แต่ถ้าท่านแก้มัดให้ข้าพเจ้าเป็นอิสระ ข้าพเจ้าจะทำให้ท่านได้เงินทันที”

“ท่านจะทำยังไง” พวกโจรถาม

“พวกท่านมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสิ” พราหมณ์ชี้ให้พวกโจรดู

“วันนี้พระจันทร์เต็มดวง ดวงดาวเปล่งแสงกระทบถึงกัน ถ้าข้าพเจ้าร่ายมนตร์เรียกเงินเรียกทอง เงินทองก็จะตกลงมาจากฟ้ามากมาย”

“จริงหรือ” พวกโจรอุทานตาลุกวาว

“จริงหรือไม่จริงก็ปล่อยตัวข้าพเจ้าสิ” พราหมณ์ท้า

เพราะความโลภอยากได้เงินและทอง และเพราะเห็นว่าพราหมณ์ไม่มีทางหนีไปรอดแน่ พวกโจรจึงยอมแก้มัด

เมื่อพ้นจากถูกมัดแล้ว พราหมณ์ก็ขออาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ลูบไล้เนื้อตัวด้วยของหอม เพื่อให้ใจสบาย ซึ่งพวกโจรก็อนุญาต

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2552 , 08:29:57 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : )


  สลักธรรม 3

หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและตกแต่งร่างกายตามความประสงค์แล้ว ใจสบายขึ้น พราหมณ์ก็เริ่มพิธีการเรียกฝนเงินฝนทอง เขาตรวจดูความสัมพันธ์ของดวงดาวที่เปล่งแสงกระทบถึงกันแล้วร่ายมนตร์เวทัพพะ จากนั้นจึงแหงนดูท้องฟ้าด้วยสายตาจ้องเขม็ง ทันใดนั้นเองฝนเงินฝนทองก็ตกลงมาเป็นสาย

“เฮ้ย...เงินทองตกลงมาจากฟ้าโว้ย” พวกโจรร้องบอกกันพลางช่วยกันกวาดเงินกวาดทองมารวมเป็นกองๆ แล้วกอบใส่ห่อคนละห่อ

ครั้นได้สิ่งที่ต้องการแล้ว พวกโจรก็พากันไปหมายจะออกจากป่าโดยไม่มีใครสนใจพราหมณ์เลยแม้แต่น้อย ฝ่ายพราหมณ์นั้นก็เดินตามโจรมาด้วยความสบายใจว่าตนปลอดภัยแล้ว แต่ทันใดนั้นเองก็มีโจรป่าอีกก๊กหนึ่งมาดักปล้นโจรก๊กแรกนั้น และจับตัวโจรก๊กแรกไว้ได้หมดทุกคน

“พวกท่านต้องการอะไร” พวกโจรก๊กแรกถาม

“ต้องการเงิน” พวกโจรก๊กหลังตอบ “วันนี้ได้ทราบข่าวว่าพวกท่านได้เงินเยอะ เลยจะมาแบ่งไปใช้บ้าง”

“ถ้าท่านต้องการเงินที่จับพราหมณ์คนนั้นสิ” พวกโจรก๊กแรกบอกพลางชี้ไปที่พราหมณ์ที่เดินตามหลังมา “เขาสามารถร่ายมนตร์เรียกเงินเรียกทองได้ เงินทองที่พวกเราได้มาทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าเขาร่ายมนตร์เรียกมาให้”

“อย่างนั้นหรือ” พวกโจรก๊กหลังอุทานด้วยความดีใจ ตาลุกวาวเป็นประกาย พวกเขาพร้อมใจกันปล่อยโจรก๊กแรกไป แล้วหันมาจับพราหมณ์แทน พร้อมทั้งบอกความประสงค์ให้ทราบ

เวลานั้นเป็นเวลาที่ดวงดาวเปล่งแสงกระทบถึงกันผ่านพ้นไปแล้ว แม้จะร่ายมนตร์เวทัพพะสักเท่าไรก็ไม่สามารถเรียกฝนเงินฝนทองให้ตกลงมาได้ ต้องรอไปจนถึงปลายปีดวงดาวจึงจะเปล่งแสงกระทบถึงกันอีกการร่ายมนตร์เวทัพพะจึงจะมีผล พราหมณ์ได้แจ้งความจริงให้พวกโจรทราบ พวกโจรโกรธมาก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2552 , 08:33:39 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : )


  สลักธรรม 4

“ถุย...ไอ้พราหมณ์ระยำ” พวกโจรสบถ “กูต้องการเดี๋ยวนี้ แต่มันเสือกบอกให้รอไปถึงปลายปี ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรอแล้ว”

ว่าแล้วพวกโจรก็รุมกันฆ่าพราหมณ์ตาย ทิ้งศพไว้แล้วรีบติดตามโจรก๊กแรกไปทันกลางทางแล้วเกิดสู้รบกัน ผลปรากฏว่า โจรก๊กหลังได้ฆ่าโจรก๊กแรกตายหมด แล้วชิงเอาห่อเงินห่อทองไปและตกลงไปแบ่งกันในที่แห่งหนึ่ง

โจรก๊กหลังมี ๕๐๐ คนเท่ากับโจรก๊กแรก เมื่อเห็นเงินเห็นทองแล้ว โจรก๊กหลังก็แตกเป็น ๒ พวก พวกหนึ่งอยากให้แบ่งอย่างยุติธรรม แต่พวกหลังอยากได้เองทั้งหมด ในที่สุดโจรพวกที่อยากได้ทั้งหมดก็วางแผนสังหารพวกโจรที่อยากให้แบ่งอย่างยุติธรรม แล้วโจรพวกที่เหลืออยู่ก็วางแผนฆ่ากันเอง จนกระทั่งเหลืออยู่แค่ ๒ คน

“แล้วพวกเราสองคนก็เป็นเศรษฐีจนได้” โจร ๒ คนหัวเราะใส่กันอย่างมีความสุข จากนั้นจึงชวนกันไปแบ่งเงินทองที่ป่าแห่งหนึ่งใกล้หมู่บ้าน

“เพื่อนนั่งเฝ้าไว้ให้ดีนะ” โจรคนที่หนึ่งพูดขึ้น “กันจะเข้าไปหาอาหารมากินกันก่อน กินอิ่มแล้วค่อยแบ่งกัน”

“ตกลง” โจรคนที่สองรับคำ

ขณะที่โจรคนที่หนึ่งออกไปหาอาหาร โจรคนที่สองก็นั่งถือดาบเฝ้าถุงเงินถุงทองอยู่อย่างกระสับกระส่าย

“เงินทองมากมายเช่นนี้ หากเป็นของเราคนเดียว เราก็จะรวยเหลือล้น” เขาคิดถึงความมั่งคั่ง แล้วคิดหาทางครอบครอบแต่เพียงผู้เดียว “เราต้องฆ่าเพื่อน”

ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว เขาก็เตรียมตัวรอเวลาที่เพื่อนกลับมา ฝ่ายโจรคนที่หนึ่งก็คิดเหมือนกับโจรคนที่สอง คือ คิดครอบครองเงินทองแต่เพียงผู้เดียว และสรุปเหมือนกันว่า..“เราจะต้องฆ่าเพื่อน”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2552 , 08:37:31 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : )


  สลักธรรม 5

โจรคนที่นั่งเฝ้าถุงเงินถุงทองคิดฆ่าเพื่อนด้วยการใช้ดาบแทงและฟัน ส่วนโจรคนที่ออกไปหาอาหารคิดฆ่าเพื่อนด้วยการใส่ยาพิษลงไปในอาหารที่จะให้เพื่อนกิน

โจรที่นั่งเฝ้าถุงเงินถุงทอง พอโจรที่ออกไปหาอาหารมาถึงก็ทำทีเป็นพูดดีด้วย และพอโจรนั้นเผลอก็เอาดาบจ้วงแทงจนตาย หลังจากลากศพไปหมกทิ้งไว้ไม่ไกลแล้ว โจรที่นั่งเฝ้าถุงเงินถุงทองก็หัวเราะลั่น

“ฮ่า...ฮ่า...ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นของข้า” เขาตะโกนพลางวิ่งเข้าไปกอดถุงเงินถุงทองพลาง ..“เงินทองของข้า”

หลังจากหายดีใจแล้ว โจรนั้นรู้สึกหิว หันมาพบถาดข้าวที่โจรที่ตายนั้นถือมาจึงนั่งลงเปิบข้าวกินอย่างเอร็ดอร่อย สักครู่เดียวยาพิษก็ออกฤทธิ์กัดกระเพาะลำไส้แล้วกระจายไปตามสายเลือดทั่วร่าง ส่งผลให้เขาล้มคว่ำขาดใจตายคาถาดข้าว

กล่าวถึงศิษย์ของพราหมณ์ ครั้นได้เงินค่าไถ่มาแล้วก็รีบเดินทางกลับมายังสถานที่ที่โจรจับตัวพราหมณ์ไว้ แต่ไม่เห็นตัวพราหมณ์ เห็นแต่เงินทองตกอยู่เรี่ยราด ก็เข้าใจได้ทันทีว่าพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของตนร่ายมนตร์เวทัพพะเรียกเงินเรียกทองแล้ว จึงเดินตามไปตามทางที่มีรอยเท้าคนจำนวนมาก ก็มาพบศพพราหมณ์อยู่กลางทาง

เขาเก็บฟืนมาสุมเป็นกอง แล้วเชิญศพพราหมณ์ขึ้นมากลางป่านั้นเอง ครั้นบูชากระดูกอาจารย์แล้ว เขาก็เดินทางต่อไป แล้วพบศพโจรนอนตายเกลื่อนกลาด และตามสืบต่อไปจนกระทั่งถึงที่ที่โจร ๒ คนสุดท้ายฆ่ากันเอง เขาเห็นถุงเงินถุงทองมากมาย

“เพราะเจ้าแท้ๆ คนจึงฆ่ากันตายเป็นเบือ” เขามองไปที่ถุงเงินถุงทอง “อาจารย์ของเราใช้ความรู้ไม่ถูกที่ไม่ถูกเวลาเลยทำให้ต้องตาย พวกโจรก็เหมือนกัน อยากได้เงินทองแบบไม่ถูกก็เลยตายกันหมด”

หลังจากได้เห็นแจ้งชัดถึงความพินาศของทุกฝ่ายแล้ว ศิษย์ของพราหมณ์ก็กลับบ้านไปตามลำพัง พร้อมทั้งแจ้งข่าวให้ครอบครัวของพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ได้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

• ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...ความรู้ที่ใช้ผิดที่ผิดเวลา แทนที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ กลับก่อให้เกิดโทษอย่างมหันต์ เหมือนพราหมณ์ได้รับโทษจากการร่ายมนตร์เวทัพพะผิดที่ผิดเวลา ฉะนั้น


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 ก.พ. 2552 , 08:41:53 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : )


  สลักธรรม 6

มีวิชาความรู้ยังไม่เพียงพอ จะต้องรู้จักกาลเวลาที่เหมาะสมในการนำความรู้ออกมาใช้ด้วย

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ

โดย เซิ่น [24 ก.พ. 2552 , 08:52:44 น.] ( IP = 58.8.44.206 : : )


  สลักธรรม 7


ทุกคนต่างรักชีวิตด้วยกันทั้งนั้น พราหมณ์ก็ต้องการรอดชีวิต พวกโจรก็ต้องการเงินทองมาบำรุงบำเรอความสุขตน แต่สุดท้าย แม้แต่พราหมณ์ผู้มีความรู้ก็ต้องตายด้วยความไม่รอบคอบของตนเอง ที่ใช้ความรู้ผิดที่ผิดเวลา

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำชาดกสอนใจมาให้อ่านเป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [24 ก.พ. 2552 , 09:26:48 น.] ( IP = 124.121.175.214 : : )


  สลักธรรม 8

อานุภาพของความโลภนี่ไร้ขีดจำกัดจริงๆ ...กระบวนการฆ่ากันเป็นทอดๆ ของโจรเป็นสายธารของความหายนะเพราะความโลภโดยแท้ ไม่ต่างอะไรเลยกับกระบวนการฉ้อฉลทางธุรกิจในสมัยนี้ก็เกิดขึ้นเพราะความโลภเช่นกันและตัวผู้ทำก็ยากที่พ้นภัยไปได้ ..ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด ..ก็มีเพียงกิเลสใหญ่ๆ ไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่คอยมาบงการชีวิตของเราอยู่

การใช้ชีวิตให้ปลอดภัยมิใช่เรื่องง่ายๆ แม้จะได้รับคำเตือนแล้วก็ยังไม่เล็งเห็นผลร้ายที่จะตามมา ประเภทที่คิดดีแต่ไม่มีความรอบคอบนั้นก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมมานักต่อนักแล้ว

การอวดโอ่ความรู้ด้วยความประมาท..เหมือนเปิดโปงตัวเองจนก่อให้เกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ทำให้อันตรายแทรกเข้ามาถึงตัวได้ง่ายๆ เลยนะคะ

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากนะคะที่นำมาให้อ่าน

โดย น้องกิ๊ฟ [24 ก.พ. 2552 , 14:30:44 น.] ( IP = 125.27.171.252 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ
มองไปก็สังเวชกับเหตุการณ์


ซึ่งทำให้เห็นว่า การประเมินที่ขาดปัญญา
และขาดความรอบคอบแล้ว


แม้มีความรู้ก็หาจะใช่ทำให้เอาตัวรอดไม่

โดย น้องอุ๊ [24 ก.พ. 2552 , 19:15:54 น.] ( IP = 118.172.83.138 : : )


  สลักธรรม 10

ความโลภหรือโลภเจตสิกพระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นสมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ หนึ่งในอริยสัจ ๔ ที่พระอริยเจ้าเห็นแจ้งแล้ว จึงพ้นจากอำนาจของโลภะได้ตามสมควรแห่งมรรคจิต แต่ปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลสมีแต่จะเป็นเหยื่อของโลภะเท่านั้นดังชาดกเรื่องนี้
กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาค่ะ

โดย abctoy - [25 ก.พ. 2552 , 12:46:56 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.63 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org