| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร (๓)
![]()
ปาฐกถาเรื่อง
คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร
ตอนที่ ๓
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
บัดนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า ควรจะถึงประเด็นสำคัญในเหตุผลที่ว่า คนที่ตายแล้วไปเกิดอีกได้นั้น อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะนำให้ผู้ตายไปเกิด คิดว่าท่านทั้งหลายก็คนถือว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย ข้าพเจ้าจะขอแสดงอำนาจที่ผลักดันให้การปฏิสนธิบังเกิดขึ้นเสียก่อน ส่วนวิธีที่จะไปอย่างไร ? เกิดอย่างไร ? ข้าพเจ้าจะได้กล่าวในลำดับต่อไป
ปัญหาที่ว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยนำสัตว์ทั้งหลายให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด หรือต้องสืบต่อไปยังภพใหม่มิได้หยุดหย่อนนั้น ถ้าจะว่าอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ ที่สุด ก็คือเราอยากจะเกิดต่อไปนั่นเอง คนทุกคน สัตว์ทุกตัว ตายแล้วต้องไปเกิดอีกก็เพราะ มีจิตปรารถนาจะอยู่ต่อไปอีก มีจิตปรารถนาจะไปเกิดใหม่อีก
ความปรารถนา นั้นมีกำลังความสามารถอันมหาศาล แม้ว่าความปรารถนานั้นจะไม่อาจมองเห็น หรือจะสัมผัสไม่ได้ก็ตาม ผู้ที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาในขั้นละเอียดก็จะได้เห็นความจริงอันน่าพิศวงนี้
ตั้งแต่เราตื่นนอนขึ้นในเวลาเช้าแล้วหลับในเวลากลางคืน ตลอดเวลาเหล่านั้น เราได้ไขว่คว้าหาอารมณ์อยู่เรื่อยๆ ประเดี๋ยวเราก็ต้องการเห็น ต้องการได้ยิน ต้องการคิด ต้องการเคลื่อนไหวอิริยาบถ
ความต้องการหรือปรารถนาเหล่านั้นมิได้หยุดยั้งเลย มีแต่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราได้อะไรสมความปรารถนาแล้ว เราก็ปรารถนาอย่างอื่นและอย่างอื่นๆ ต่อไปอีกโดยมิได้ว่างเว้นเลยจนตลอดชีวิต เพื่อความดำรงคงอยู่ของชีวิต เพื่อให้ชีวิตแจ่มใสสดชื่นเบิกบาน เพื่อให้ทุกข์เบาบางหรือหายไป
เราปรารถนาที่จะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้ถูกต้อง ได้คิดนึกเรื่องทีดีๆ ที่เราพอใจนั้นๆ อยู่เสมอ ครั้นเมื่อได้อารมณ์นั้นอันเป็นที่พึงพอใจแล้ว ก็ติดอกติดใจในอารมณ์นั้นๆ อย่างแน่นหนา แล้วหาลู่ทางทีจะได้มาซึ่งอารมณ์ที่ตนพอใจนั้นๆ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ความพอใจในอารมณ์เหล่านั้น ก็ย่อมประทับไว้ในจิตอย่างมั่นคงมิได้หลุดถอน ความปรารถนาที่จะได้อารมณ์ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ ทางธรรมเรียกว่า โลภตัณหาโดย เทพธรรม...นำเสนอ [24 ก.พ. 2552 , 18:18:54 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : )
สลักธรรม 1คำว่าตัณหานี้ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนาก็เข้าใจว่าหมายถึงในเรื่องชู้สาวหรือเรื่องเซ็กซ์เท่านั้น แต่ความจริงตัณหามีความหมายมากยิ่งกว่านั้น คือ หมายถึงความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากทวารทั้ง ๖ นั่นเอง เช่นยินดีติดใจในการเห็น การได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ได้คิดนึกต่างๆ
แม้แต่อารมณ์ที่เป็นโทสะ คือความไม่พอใจในอารมณ์ ก็เป็นเหตุให้เกิดตัณหาได้เหมือนกัน เช่น เมื่อเราเห็นสิ่งที่ไม่ดี หรือได้ยินเสียงอันระคายโสตประสาทเราก็ไม่พอใจ เมื่อไม่พอใจแล้วเราทำอย่างไร ? เราก็หลีกหนี เราหลีกหนีไปไหน ? เราก็หลีกหนีเพื่อหาสิ่งที่ดีที่พอใจต่อไปใหม่ หรือเราได้กลิ่นเหม็นเราก็ไม่ชอบใจ เพราะมันเป็นอารมณ์ที่เราไม่พึงปรารถนา เราก็ไปให้พ้นจากกลิ่นเหม็นนั้น แต่ก็หนีไปไม่พ้นจากการที่จะแสวงหากลิ่นที่หอมหรืออารมณ์ที่ต้องใจอื่นๆ ต่อไปอีก นี่แสดงว่าอารมณ์ที่ไม่พอใจก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยนำไปสู่อารมณ์ที่พอใจจนได้
เมื่อเราได้อารมณ์ที่พอใจแล้ว เราก็มีความยินดีติดใจในอารมณ์นั้น อารมณ์นั้นๆ ก็จะฝังมั่นประทับไว้ในจิต ความยึดมั่นนี้ ทางธรรมะเรียกว่าอุปาทาน เช่น เรารับประทานอาหารอะไรอย่างหนึ่งมีรสอันโอชะเป็นพิเศษจนทำให้เราติดใจ ความติดอกติดใจนั้นจะเก็บประทับเอาไว้แน่นหนา ถ้ามีโอกาสเราก็พยายามให้ได้ซึ่งรสหรืออารมณ์นั้นๆ อีก
หรือเราดูภาพยนตร์ เรื่องที่สนุกมากๆ เราก็ติดอกติดใจอยากดูเรื่องที่สนุกๆ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ถ้ามีโอกาส
ความยินดีติดใจในอารมณ์หรือตัณหานี้ มีกำลังมากเกินที่ผู้ใดผู้หนึ่งจะคาดคิดว่าจะเป็นไปได้
ถ้ามิได้ศึกษาให้เข้าใจถึงความละเอียดในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็จะไม่มีทางทราบได้เลย แม้แต่เพียงคิดก็ไม่มีใครได้คิดไปถึงเสียแล้วว่า กำลังของตัณหานี้เองที่เป็นตัวนำให้การปฏิสนธิเกิดขึ้นชาติแล้วชาติอีกมิได้หยุดหย่อน ซึ่งก็คือการที่เราปรารถนาที่จะเกิดต่อไปนั่นเองโดย เทพธรรม...นำเสนอ [24 ก.พ. 2552 , 18:23:03 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : )
สลักธรรม 2บัดนี้ก็ถึงปัญหาที่ว่า เหตุใดเมื่อเจตนาหรือตัณหาประทับลงไว้ในจิตอยู่เสมอแล้ว กำละงของเจตนาหรือตัณหานั้นจึงผูกมัดรัดรึงสัตว์ทั้งหลายไว้ให้คงอยู่ในวัฏฏะจนไม่สามารถดิ้นรนให้หลุดรอดไปได้
กำลังของกรรม คือตัณหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาหลับสนิทนั้น วันหนึ่งๆ มิใช่เล็กน้อย ถ้ารวมกันตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงวันตายแล้ว ก็หมดปัญญาที่ผู้ใดจะคิดหรือคาดคะเนได้ว่ามากสักเท่าใด
ประเดี๋ยวก็อยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้ลิ้มรส และอยากคิดนึก ฯลฯ ซ้ำแล้วซ้ำอีกวันยังค่ำ และเมื่อได้รับอารมณ์เหล่านั้นสมความปรารถนาแล้ว ก็อยากได้อารมณ์อื่นๆ อีกไม่มีวันจบสิ้น
เมื่อเราเห็นเด็กๆ อายุ ๑๐ ขวบ เล่นดนตรีได้เก่ง เมื่อเราเห็นเด็กๆ อายุ ๑๐ ขวบ เขียนรูปได้ดี เราก็พูดว่าเขามีอุปนิสัย เราก็พูดว่าเขาถ่ายทอดศิลปเหล่านั้นตามสายเลือดมาจากพ่อหรือแม่ ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ ก็ปู่ ย่า ตา ยาย คนใดคนหนึ่งซึ่งจะต้องมีคนหนึ่งจนได้
นักอาชญาวิทยา นักจิตวิทยา หรือนักวิทยาศาสตร์ทางชีวภาพ เมื่อพบเด็กที่เหลือขอหรือชอบขโมย ก็จะกล่าวว่าเด็กคนนี้ได้สืบสันดานมาจากพ่อแม่ที่เป็นผู้ร้าย การที่เขาเป็นผู้ร้ายก็เพราะเขามีสันดาน หรือมีเลือดของพ่อแม่ของเขาติดมา ซึ่งความจริง นักอะไรต่อมิอะไรทั้งหลายเหล่านี้ ได้สืบสวนค้นคว้ามาแต่เหตุใกล้ตื้นๆ เผินๆ แค่เกิดมาเท่านั้นเอง เพราะเขายังไม่เข้าใจเลยว่าจิตนั้นคืออะไร สามารถสืบต่อกันไปได้อย่างไร เขาจะเข้าใจให้ถูกต้องสมบูรณ์หรือ ? เพราะเขามิได้ศึกษาจากพระสัพพัญญุตาญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทำอย่างไรก็จะให้ความเข้าใจของเขาถูกต้องสมบูรณ์ไม่ได้ เพราะเขาได้เข้าใจผิดไปว่าสมองนั้นเป็นตัวจิต ซึ่งได้วิวัฒนาการมาแล้วนับเป็นจำนวนเวลาเป็นพันเป็นหมื่นล้านปี จนสามารถมีความคิดอ่านจดจำ ทุกข์ สุขได้ มนุษย์ทั้งหลายเกิดสืบต่อกันมาตามสายโลหิตจากสเปอร์มาโตซัว (Spermatozoa) ของบิดาและโอวั่ม (Ovum) คือไข่ของมารดา และอุปนิสัยใจคอของเด็กก็สถิตอยู่ภายในยีนส์ (Genes) ซึ่งอยู่ในเซลล์นั้น ซึ่งเขาได้ตรวจค้นคว้ามาได้ และจากกล้องขยายหลายพันเท่าอันเป็นรูปหรือวัตถุซึ่งเขาจะรู้ได้แน่แต่ทางเดียวเท่านั้นโดย เทพธรรม...นำเสนอ [24 ก.พ. 2552 , 18:27:30 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : )
สลักธรรม 3ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า จิตนั้นเกิด ดับสืบต่อกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย จะหลับหรือตื่น และมีอำนาจสั่งสมสันดาน เพราะฉะนั้น อุปนิสัย สันดาน หรือสัญชาตญาณของเด็กเหล่านั้นจึงมิได้สืบสายโลหิตมาจากพ่อแม่
เพราะจิตเป็นนามธรรมไม่ สามารถแบ่งแยกจิตของพ่อแม่แยกออกมาเป็นของเด็กได้ หากแต่เป็นจิตดวงใหม่ คือผู้ที่ได้ตายต่างหากมาปฏิสนธิ คงจะมีบางท่านที่สงสัยว่า ถ้าเป็นจิตดวงใหม่มาปฏิสนธิ มิได้ถ่ายทอดมาตามสายเลือดแล้ว ก็เหตุใดเล่าอุปนิสัยใจคอของเด็ก เช่น ชอบในทางศิลป หรือมีสันดานเป็นผู้ร้าย จึงไปเหมือนกันกับพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นได้
ปัญหานี้ผู้ที่ศึกษาธรรมะมาพอสมควรก็ไม่ประหลาดใจเลย เพราะเขาจะเข้าใจเรื่องการปฏิสนธิของจิตว่า จิตจะต้องปฏิสนธิไปตามความเหมาะสม ไปตามเหตุปัจจัย เช่นถ้าข้าพเจ้าเอาแก้วน้ำร้อนมาตั้งไว้บนโต๊ะนี้ ภายนอกของแก้วก็จะไม่มีไอน้ำมาจับได้เลย แต่ข้าพเจ้านำแก้วน้ำแข็งมาวางแล้วในไม่ช้าเราก็จะเห็นน้ำติดอยู่เป็นหยดๆ โดยรอบแก้ว ทั้งนี้ก็เพราะความเย็นของน้ำแข็งเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ละอองของน้ำมาจับได้โดย เทพธรรม...นำเสนอ [24 ก.พ. 2552 , 18:30:33 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : )
สลักธรรม 4ถ้า ก. มีสันดานหยาบคายเป็นผู้ร้ายเต็มตัว ข. ซึ่งเป็นสุภาพบุรุษร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็ไม่อาจจะร่วมเป็นร่วมตายสนิทสนมหรือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ เพราะไม่มีความเหมาะสมกันเลย
โดยนัยนี้จิตที่มีอุปนิสัยในทางช่างจึงปฏิสนธิในพ่อแม่ที่มีนิสัยเป็นช่าง จิตที่มีสันดานเป็นผู้ร้ายก็เหมาะที่จะปฏิสนธิในพ่อแม่ที่มีสันดานเป็นผู้ร้าย และจิตโง่เง่าหรือไม่สู้จะเต็ม จึงชอบปฏิสนธิในพ่อแม่ที่เป็นคนจิตทราม
การศึกษาเรื่องจิตตามหลักของพระพุทธศาสนาให้เข้าใจแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ามีเหตุผลข้อเท็จจริงที่จะเป็นไปดังนั้นอีกมากมาย ข้าพเจ้าเห็นว่ามีเวลาน้อยจะต้องงดเสีย
การที่ข้าพเจ้านำท่านมาเช่นนี้ ก็เพื่อจะแสดงกำลังพลังของตัณหา หรือกำลังของกรรม คือเจตนา หรือความปรารถนาว่าสามารถส่งผลสืบต่อกันไปได้
เพราะจิตที่มีนิสัยในทางดนตรีก็โดยชาติที่แล้วมามีเจตนาอันรุนแรง เฝ้าอบรมฝึกหัดจนชำนาญด้วยใจรัก นิสัยอันนี้ก็สืบต่อมาถึงชาตินี้
ถ้าเราจะจับเอาเด็ก ๑๐๐ คนที่ไม่มีนิสัยเช่นนั้นมาฝึกหัด ก็หาอาจฝึกหัดวิชาดนตรีให้เป็นผู้มีความสามารถจริงๆ แม้แต่สักคนหนึ่งได้ไม่ หรือถ้าเอาคน ๑๐๐ คนที่ไม่มีนิสัยตลกคะนองมาแสดงเป็นตัวตลก คนทั้ง ๑๐๐ ที่แสดงอยู่ต่อหน้าเรานั้นก็จะทำให้รู้สึกน่าสงสาร เพราะทำให้เราขันไม่ได้เลย
แน่นอน ? ช่างเขียนที่สามรถ นักประพันธ์ที่มีคารมคมคายซึ่งประชาชนชอบอกชอบใจทั่วทิศ นักประดิษฐ์เรืองนาม นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ หรือตัวตลกลิเก ละคร ที่มีคนหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง หรือนักอะไรๆ เหล่านั้น จะไม่มีเลยที่จะฝึกฝนจนกลายเป็นบุคคลชั้นนำเพียงในชาตินี้ชาติเดียว
ความจริงบุคคลเหล่านี้ย่อมมี วาสนา คือได้รับอบรมมาแล้วหลายๆ ชาติทั้งนั้น และการที่เขาเป็นไปได้เช่นนั้น ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของเขาว่า กำลังของความปรารถนาแต่อดีตนั้นสามารถส่งผลให้จนถึงปัจจุบันและอนาคตได้
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย เทพธรรม...นำเสนอ [24 ก.พ. 2552 , 18:36:20 น.] ( IP = 58.9.140.36 : : )
สลักธรรม 5ติดตามมาศึกษาต่อค่ะ ...ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบความเหนียวแน่นของเหตุแห่งทุกข์ ที่ตามสร้างสายใยไว้ให้เราได้ในเกือบทุกการรับอารมณ์ จนมีความเหนียวแน่นก่อให้เกิดภพชาติอย่างยากที่จะตัดรอน
กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่านโดย น้องกิ๊ฟ [25 ก.พ. 2552 , 15:24:55 น.] ( IP = 125.27.174.235 : : )
สลักธรรม 6
แค่ตอนมีชีวิตที่ตื่นอยู่นี้ก็ดูเหมือนว่าชีวิตเรายุ่งเหยิงเกี่ยวพันกันนัวเนียกับอารมณ์ต่างๆ ที่มาโยงใยด้วยอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน ...มิน่าเล่า นั่นเป็นการสร้างเหตุของการเกิดไว้โดยปริยาย เพราะความยุ่งเหยิงนั้นก็คือการกระทำกรรมใหม่ที่สำเร็จไปเรียบร้อยโรงเรียนโลภะไปแล้ว
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะที่นำมาให้ได้อ่านเพื่อศึกษาหาความจริงเกี่ยวกับชีวิตเราโดย พี่ดา [25 ก.พ. 2552 , 19:29:09 น.] ( IP = 124.122.213.125 : : )
สลักธรรม 7อ่านไปก็ดูเหมือนว่าชีวิตแทบจะไม่เคยหยุดโยงใยกับอารมณ์ใดเลย
กำลังแห่งตัณหาช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน
เครือข่ายชีวิตจึงสร้างเหตุใหม่ในทุกๆวันเลย
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่มอบข้อคิดที่ดีมาฝากโดย น้องอุ๊ [25 ก.พ. 2552 , 21:49:35 น.] ( IP = 125.24.75.211 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |