| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร (๔)
![]()
ปาฐกถาเรื่อง
คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร
ตอนที่ ๔
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ นั้น ทุกอารมณ์ก็ย่อมประทับสั่งสมลงไว้ในจิตอย่างสลับซับซ้อนมากมาย กำลังของอารมณ์ก็ย่อมมีเจตนาหรือความปรารถนารวมอยู่ด้วย ความปรารถนามีกำลังมาก ก็ย่อมเป็นไปตามปรารถนานั้น ๆ ความปรารถนาที่จะได้พบชาติใหม่หรือที่จะเกิดใหม่นั่นเอง ที่ทำให้ภพชาติมิได้มีสิ้นสุด ไม่ว่าเป็นความปรารถนาโดนตรงหรือโดยปริยายก็ตาม
ธรรมชาติของกรรมที่กระทำนั้นเป็นสิ่งที่น่าพิศวง เพราะไม่มีตัวตนที่เราจะถูกต้องได้ จะวัดหรือชั่งตวงไม่ได้ แต่ก็มีอำนาจแสดงกำลังความสามารถได้ เมื่อหญิงสาวและชานหนุ่มผูกสมัครรักใคร่กัน ยิ่งนานวันก็ยิ่งเพิ่มพูนความรักมากยิ่งขึ้น เพราะเห็นใจกัน เอาอกเอาใจกันทุกอย่าง ความรักของชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้เป็นไปอย่างดูดดื่มมั่นคงอยู่หลายปี เมื่อจะต้องพรากจากกันไปโดยเด็ดขาดเมื่อใด ทั้งสองฝ่ายก็จะต้องตกอยู่ในความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง จะเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงกันและกันอยู่มิรู้วาย วันละหลายสิบหรือหลายร้อยครั้ง ทั้งนี้เพราะอะไร?
เรื่องความรักใคร่เห็นอกเห็นใจกันก็เป็นอดีตไปแล้ว เป็นเรื่องเก่าที่ดับไปแล้ว เหตุใดกรรมที่ทำไว้ในอดีตจึงได้ก่อให้เกิดความทุกข์ หรือเศร้าเสียใจอยู่มิได้หยุดหย่อน
ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า อารมณ์จะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องมีเหตุ จะเกิดขึ้นลอยๆ หาได้ไม่ เช่น การที่จะเห็นได้ก็ต้องมีคลื่นแสงมาหระทบตา จะได้ยินได้ก็ต้องมีคลื่นเสียงมากระทบหู และจะคิดได้ก็ต้องมีเรื่องที่คิดนั้นมากระทบใจ เหตุนี้จึงเห็นว่าในกรณีของหนุ่มสาวเกิดความเศร้าเสียใจคู่นี้ก็จะต้องมีเรื่องมากระทบใจแน่นอน มิฉะนั้นความเศร้าเสียใจจะเกิดขึ้นมาก็หาได้ไม่ แต่อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยก่อให้เกิดอารมณ์เสียใจเหล่านั้นขึ้นโดย เทพธรรม...นำเสนอ [26 ก.พ. 2552 , 07:42:52 น.] ( IP = 58.9.136.239 : : )
สลักธรรม 1ไม่มีผู้ใดจะปฏิเสธได้เลยว่า อารมณ์เหล่านั้นมิได้เกิดขึ้นจากอารมณ์เก่าๆ คือ เจตนาหรือความปรารถนาที่จะเป็นของซึ่งกันและกัน รักกัน เอาใจกัน และจะแต่งงานอยู่กินด้วยกัน นั่นเองเป็นเหตุปัจจัย จิตจึงได้สร้างให้เห็นหน้า เห็นกิริยาท่าทาง เห็นความดีของแต่ละฝ่าย อารมณ์เก่าๆ เหล่านั้นคือกรรมแต่อดีตที่ดับไปแล้วนั่นเอง แต่มิได้สูญหายไปไหน อารมณ์เก่าหรือกรรมเก่า หรือความปรารถนาเก่านั่นเองได้เกิดกำลังอำนาจขึ้น กำลังอำนาจนี้ได้มากระทบจิตอยู่เสมอมิได้หยุดหย่อน ซึ่งกระทำให้กรรมที่ทำไว้แล้วๆ นั้นกลับขึ้นมาสู่อารมณ์ใหม่อีก
ภาพเก่าๆ ก็ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทำให้มองเห็นคู่รักกำลังยิ้มอย่างหวาน เห็นความน่ารักน่าเอ็นดู เห็นความเอาอกเอาใจ หรือความเสียสละของแต่ละฝ่าย ภาพประทับใจทั้งหลายแหล่ก็ได้ถูกยกขึ้นมาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเหมือนกำลังดูภาพยนตร์ หรือมีเสียงมากระซิบอยู่ข้างหูว่า รัก รัก มิได้หยุดหย่อนเลย
การที่ข้าพเจ้านำตัวอย่างนี้ขึ้นมาแสดง ก็เพื่อจะให้ท่านได้เห็นว่ากำลังของกรรม กำลังของความปรารถนา หรือตัณหา แม้มันไม่มีตัวตนก็ดี แม้มันได้ เกิดขึ้นในอดีตและดับไปแล้วก็ดี มันก็ยังมีความสามารถที่จะแสดงออกโดยการกระทบกับจิตอันก่อให้เกิดอารมณ์ขึ้นมิได้หยุดหย่อน ทั้งนี้เพื่อให้ท่านได้เห็นหน้าตาไว้เพียงนิดเดียวก่อน
กำลังของกรรมหรือตัณหานี้ยังมีกว่านั้นอีกมากนัก สามารถสร้างภาพสร้างชาติก็ยังได้อีก และคนที่ตายไปแล้วไปเกิดก็ด้วยกำลังอำนาจนี่เองผลักดัน ทั้งมิได้สืบต่อไปแต่จิตอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ด้วยอำนาจของกรรม หรือตัณหานี้ยังมีอานุภาพสร้างรูปขึ้นในภพใหม่ได้ด้วย แต่เพื่อให้เข้าใจง่ายข้าพเจ้าจะขอแนะนำวิชาทางโลกเข้ามาประกอบด้วย
ร่างกายของคนเรานี้ คือ รูปหรือวัตถุ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ย่อให้เล็กลงๆ ส่วนที่เล็กที่สุดก็ได้แก่ปรมาณู ปรมาณูประกอบด้วยนิวเคลียส (Nucleus) อยู่ตรงศูนย์กลาง มีอนุภาคโปรตอน (Protons) คือประจุไฟฟ้าบวก และมี อีเล็คตรอน (Electrons) ประจุไฟฟ้าลบวิ่งวนอยู่รอบแกนกลาง แล้วยังมีอนุภาคอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีประจุไฟฟ้าเลย เรียกว่า (Neutrons)
เมื่อว่าโดนรูปหรือวัตถุแล้ว ร่างกายของเรานี้ก็ยังไม่มีอะไรนอกจากประจุไฟฟ้าและพลังงาน ตรงตามทฤษฎีของไอนสไตน์ (Einstein) นักวิทยาศาสตร์ และนักคำนวณผู้ยิ่งใหญ่ของโลกขณะนี้ ซึ่งได้กล่าวว่า พลังงานก็คือสสาร และสสารก็คือพลังงาน มันเป็นการน่าประหลาดมหัศจรรย์เพียงใดหรือไม่ ที่ร่างกายโตๆ ที่มองเห็นและสัมผัสได้ของคนเรานี้มาจากพลังงานที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ ชั่งตวงก็ไม่ได้โดย เทพธรรม...นำเสนอ [26 ก.พ. 2552 , 07:48:09 น.] ( IP = 58.9.136.239 : : )
สลักธรรม 2ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงรูปและวัตถุจากวิชาการทางโลกมาเล็กน้อยแล้ว ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงเรื่องรูปหรือเรื่องวัตถุทางพระพุทธศาสนาให้ท่านฟังดูบ้างว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงย่อยวัตถุทั้งหลายออกเป็นอย่างไร
พระองค์ทรงสอนว่า เม็ดข้าวเปลือกเม็ดหนึ่ง เมื่อแยกออกเป็น ๗ ส่วน ส่วนหนึ่งนั้นก็จะเท่ากับตัวเล็น ใน ๑ ตัวเล็นนี้ย่อยออกไปอีก ๗ ส่วน ๑ ส่วนก็จะเป็นลิกขา ๑ ลิกขานี้ย่อยออกไปอีก ๓๖ ส่วน ๑ ส่วนก็จะเป็นรถเรณู ๑ รถเรณู ย่อยออกอีก ๓๖ ส่วน ๑ ส่วนก็จะเป็น ๑ ตัชชารี ใน ๑ ตัชชารี นี้ เมื่อย่อยออกอีก ๓๖ ส่วนแล้ว ๑ ส่วนนั้นจะเป็น ๑ อณู และ ๑ อณูนี้ย่อยออกเป็น ๓๖ ส่วน ๑ ส่วนนั้นก็จะได้แก่ ๑ ปรมาณู
ข้าพเจ้าไม่สามารถจะตอบได้ว่า คำว่า ๑ ปรมาณูของทางวิทยาศาสตร์ กับ ๑ ปรมาณูของทางธรรม แตกต่างกันเท่าใด แต่ขอให้ท่านลองคูณดูว่า ทางธรรมะนั้นย่อยออกไปจากตัวเล็นจนถึงปรมาณูนั้น จะเป็นขนาดไหน ในขนาดนี้เราไม่สามารถที่จะเห็นหรือถูกต้องได้แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงเป็นรูปอยู่ คือเป็นรูปที่สุขุมละเอียดมาก
และนอกจากนี้พระองค์ยังทรงแสดงต่อไปว่า ใน ๑ ปรมาณูนั้น ทุกๆ ปรมาณูโดยมิได้ยกเว้น ย่อมจะมี ธาตุปถวี, อาโป, เตโช, วาโย, ได้แก่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม (โปรดทำความเข้าใจเรื่องธาตุ ๔ ตามหลักพุทธศาสนาด้วย มิได้มีความหมายตรงไปตามตัวหนังสือ เช่นธาตุน้ำ ก็ไม่ใช่น้ำที่เราดื่ม เพราะธาตุน้ำเป็นสุขุมรูป มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้เป็นต้น)
นอกจากนี้แล้ว ยังมี วรรณะ คันธะ รสะ โอชา คือ รูป หรือสี มีกลิ่น มีรส และโอชะ (หมายถึงสิ่งที่ร่างกายย่อยให้เป็นประโยชน์ได้)
ดังนั้น ๑ ปรมาณู จึงมีรูป ๘ เรียกว่า อวินิพโภครูป และพระองค์ยังได้ทรงสอนต่อไปว่าปรมาณูทั้งหลายเหล่านั้นหาได้ติดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ แม้เราจะเห็นวัตถุใดเป็นแท่งทึบ แต่ปรมาณูทุกปรมาณูย่อมถูกคั่นด้วยปริจเฉทรูป คือ ช่องอากาศ หรือช่องว่าง นั่นคือรูปทั้งหลายที่เราเห็นเป็นแท่งทึบนั้น แท้จริงมีรูปโปร่งคั่นอยู่ด้วย
พระองค์ทรงสอนเรื่องปรมาณู ก็มิได้มีความปรารถนาจะสอนให้ศึกษาวิชาสรีรวิทยา หรือให้ทำลูกระเบิดปรมาณูเพื่อจะได้ทิ้งใส่ทำลายซึ่งกันและกัน พระองค์ปรารถนาจะชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนคงทนของรูป เพราะย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะมิได้หยุดนิ่ง อย่าได้ยึดถือเป็นจริงเป็นจังมั่นคง และเพื่อมิให้หลงงมงายเชื่อเฉพาะที่ตามองเห็นเท่านั้น ถ้าเชื่อ เพียงเท่านั้นก็จะได้ชื่อว่าโง่เขลามองไม่เห็นความจริงของธรรมชาติ แล้วก็หาว่าธรรมชาตินั้นเจ้าเล่ห์มายาโดย เทพธรรม...นำเสนอ [26 ก.พ. 2552 , 07:52:57 น.] ( IP = 58.9.136.239 : : )
สลักธรรม 3และยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังต้องการแสดงสภาวะของรูปเหล่านี้ว่า กรรมหรือตัณหาย่อมมีอานุภาพสร้างรูปอันประณีตนี้ในรูปของรูปปรมาณู หรือในรูปของพลังงาน ในขณะที่ปฏิสนธิตั้งต้นขึ้นในภพใหม่ได้ด้วย แต่ส่วนจะสร้างรูปอะไรในภพใหม่ได้อย่างไรนั้น ข้าพเจ้าจะได้กล่าวต่อไป
ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รับอารมณ์ มีอารมณ์อยู่เสมอ และอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็ด้วยเหตุต่างๆ กัน
แต่สำหรับคนที่ใกล้จะตาย อารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะใกล้ตาย เรียกว่า กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ คตินิมิตอารมณ์ .
๑. ผู้ใดทำกรรมอะไรไว้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตาม เมื่อทำไว้มากๆ กรรมเหล่านั้นก็มักจะกระทบกับจิตทำให้เกิดอารมณ์ขึ้น คือทำให้จิตได้สร้างเป็นมโนภาวะโดยอาศัยอานุภาพของกรรมในอดีตให้เป็นไปต่างๆ นานา เป็นต้นว่า ฆ่าสัตว์มากๆ ก็มักจะเห็นการฆ่าสัตว์ เช่น ยิงนก ตกปลา ...ถ้าทำบุญให้ทานมาก ๆ ก็มักจะเห็นการทำบุญให้ทานนั้น หรือการรักษาศีลเจริญภาวนา อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็น กรรมอารมณ์
๒. บุคคลผู้ใดใกล้จะตายเห็นนิมิตต่างๆ อาจจะเป็นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ดี เช่นเห็นอุปกรณ์การทำกุศลหรืออกุศลที่ตนได้เคยกระทำมา เห็นธงทิว เครื่องตบแต่ง หรือขบวนแห่บวชนาค ทอดกฐินซึ่งเป็นกุศล
ทางฝ่ายอกุศลก็เห็นแห อวน มีด ไม้ เครื่องดักหรือจับสัตว์ เห็นเครื่องมือการพนันหรือคิดอะไรทำอะไรก็มองเห็นเป็นเลขท้าย ๓ ตัว อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเรียกว่า กรรมนิมิตอารมณ์
๓. บุคคลที่ใกล้จะตาย เกิดเห็นถ้ำ เห็นเหว เห็นปล่อง เห็นการทรมานสัตว์ก็ดี หรือเห็นปราสาทราชวังที่ทำด้วยทอง เห็นราชรถอันวิจิตร บางทีก็ไม่มีในเมืองมนุษย์ก็ดี อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า คตินิมิตอารมณ์
สัตว์ทั้งหลายขณะที่ใกล้จะจุติ คือ ตาย จะต้องเกิดอารมณ์ขึ้น ไม่กรรม ก็กรรมนิมิต หรือคตินิมิต อันใดอันหนึ่ง สัตว์ที่จะตายจะไม่เกิดอารมณ์ขึ้นนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
ทั้งนี้เพราะอารมณ์กรรมนั้นๆ ย่อมเป็นกำลังงานอันสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิสนธิขึ้นโดย เทพธรรม...นำเสนอ [26 ก.พ. 2552 , 07:57:25 น.] ( IP = 58.9.136.239 : : )
สลักธรรม 4กรรม, กรรมนิมิต, คตินิมิตนั้นเป็นอารมณ์ครั้งสุดท้ายในชาตินั้นๆ ที่ทรงอิทธินำให้มีภพชาติสืบต่อไป
อารมณ์ที่เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายนี้ เป็นที่หมายได้แน่นอนว่า จะต้องไปเกิดตามที่ตนได้เห็น เหมือนเราทำแบบแปลนแผนผังไว้แล้ว ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยตามแบบแปลนนั้นๆ เช่น
ผู้ที่จะไปเกิดเป็นมนุษย์ย่อมเห็นครรภ์มารดา
ผู้ที่จะเกิดยังเทวภูมิย่อมเห็นเทพยดานางฟ้าหรือวิมาน
ผู้ที่จะเกิดในนรกก็ย่อมเห็นการเผาผลาญสัตว์ เห็นเปลวไฟ
ผู้ที่จะไปเกิดเป็นเปรต ก็เห็นปล่องหุบเขาอันตกอยู่ในความมืดมิด
ผู้ที่จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ย่อมจะเห็นสัตว์หรือเห็นเชิงเขา ชายน้ำ เป็นต้น
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย เทพธรรม...นำเสนอ [26 ก.พ. 2552 , 08:00:09 น.] ( IP = 58.9.136.239 : : )
สลักธรรม 5
มาติดตามศึกษาหาความรู้ต่อค่ะ
ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นถึงอำนาจกรรม และกรรมใครก็กรรมมันจริงๆ เป็นของส่วนตัว ซึ่งจะมาปรากฏให้เรารู้ได้อีกเมื่อตอนใกล้จะตาย โดยเป็นอารมณ์ต่างๆ
น่าอัศจรรย์ยิ่ง
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะที่นำปาฐกถาธรรมที่มากด้วยสาระเช่นนี้มาให้อ่านและศึกษาหาความรู้เป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [26 ก.พ. 2552 , 10:23:07 น.] ( IP = 124.121.174.6 : : )
สลักธรรม 6ไม่ได้เข้ามานาน เนื้อหาน่าติดตามและมีประโยชน์เช่นเคย ขอบคุณครับ
เด๋ยวนี้อ่านรู้เรื่องขึ้นมาก เพราะความโง่เจือจางไปบ้างแล้วโดย น้องบู [26 ก.พ. 2552 , 15:31:26 น.] ( IP = 58.137.140.114 : : )
สลักธรรม 7มาดูความลึกลับและความมหัศจรรย์ของชีวิตต่อค่ะ ..
อารมณ์ใกล้ตายนี้ล้วนอาศัยเรื่องราวในอดีตทั้งนั้นเลยนะคะที่จะมาเป็นอารมณ์ให้ ...พิจารณาแล้ว หากไม่มีตนเองเป็นที่ตั้งในการทำความดีอย่างไม่ประมาทแล้ว ก็ควรจะมีกัลยาณมิตรอยู่เคียงข้างในยามที่ใกล้ตายด้วย เพื่อจะช่วยสร้างเสริมและประคับประคองให้มีนิมิตที่ดี ระลึกได้ถึงกุศลมากกว่าจะรู้สึกไปกับความเจ็บปวดทุรนทุรายที่มีอยู่ในขณะนั้น หรือความกลัวตายที่จะเกิดขึ้น
กราบขอบพระคุณมากนะคะที่นำมาให้อ่าน
โดย น้องกิ๊ฟ [26 ก.พ. 2552 , 15:37:43 น.] ( IP = 125.27.171.194 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |