มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร (๕)






ปาฐกถาเรื่อง
คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร
ตอนที่ ๕
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ทุกคนมีจุดหมายปลายทาง คือความตาย ไม่ว่าพระราชาหรือยาจก ไม่ว่าเทวดาหรือสัตว์นรก ไม่เลือกว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่

เป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญ สำหรับผู้ที่ฉลาดในเรื่องของชีวิต ควรจะต้องศึกษาให้รู้ เมื่อเป็นเช่นนี้ศึกษาเรื่องความตายจึงเป็นการสำคัญอย่างยิ่ง จะได้ชื่อว่าไม่ตกอยู่ในความประมาท เพราะการศึกษาเล่าเรียนเรื่องความตายเสียให้เข้าใจดีแล้ว ก็ย่อมมีหวังอยู่เป็นอันมากที่จะไปเกิดในสุคติภูมิ

การมองดูคนไข้ที่ใกล้จะตาย จะแสดงกิริยาอาการต่างๆ แม้จะทายที่ไปของผู้นั้นไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ก็จริง แต่ก็มีส่วนถูกเป็นอันมาก ด้วยการที่คนไข้เกิดอารมณ์ขึ้นเหมือนความฝัน ภาพนั้นย่อมชัดเจนแจ่มใสมาก จิตของคนไข้จะมีความยินดีหรือตกใจแล้ว ก็ย่อมจะมองเห็นจากการแสดงกิริยาอาการต่างๆ เช่น

.ถ้าคนไข้เห็นนายนิรบาลถือหอกโตเท่าลำตาล กำลังเงือดเงื้อจะพุ่งลงมายังทรวงอก …..หรือเห็นน้ำทองแดงกำลังเดือดพล่านจะไหลเข้าในปาก …..หรือเห็นแร้ง กาตัวโต มีปากเป็นเหล็กกำลังจะฉีกเนื้อของตัวกิน …..หรือเห็นอสุรกายใหญ่ตัวโตราวภูเขาดำทมิฬกำลังย่างเข้ามาทำร้าย เมื่อคนไข้ได้เห็นเช่นนี้ก็จะมีความตกใจ ก็จะร้องโอดครวญด้วยเสียงอันดัง และจะแสดงอาการหวาดหวั่นสะดุ้งกลัวอย่างน่าสงสาร หรือแลบลิ้นปลิ้นตาร้องโวยวายให้คนช่วย เช่นนี้อบายภูมิก็มีหวังได้

ถ้าคนไข้เห็นนิมิตที่มาปรากฏนั้นเป็นพระ เป็นเณร เห็นปราสาทราชวัง เห็นอาภรณ์อันประณีต เห็นคนรักษาศีล คนให้ทาน และคนไข้ก็ยิ้มแย้มผ่องใส หน้าตาอิ่มเอิบ หรือหัวเราะ เช่นนี้สุคติก็มีที่หวังได้

เมื่อเราเอื้อมมือไปจะหยิบอะไรอย่างหนึ่ง บนโต๊ะ ที่อยู่ข้างหน้า ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มเคลื่อนมือไป จิตย่อมจะสั่งการโดยตลอด เหตุนี้เอง .... ถ้าหากมือที่เอื้อมออกไปนั้นยังไม่ถึงสิ่งที่ต้องการ เกิดมีเสียงเอะอะขึ้น จิตก็จะสั่งให้หันไปดูที่เสียงนั้น มือที่เอื้อมก็จะค้างอยู่ คือเกร็ง (spasm)

โดยทำนองเดียวกันนี้ คนที่ใกล้จะตาย เมื่อเกิดอารมณ์ขึ้นครั้งสุดท้าย จะเป็นยินดีหรือตกใจก็ตาม ก็ย่อมจะแสดงกิริยาหรือท่าน่ากลัว หรือยิ้มแย้มทันที

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [27 ก.พ. 2552 , 08:32:05 น.] ( IP = 58.9.145.153 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

จุติ (ตาย) ก็เกิดขึ้น

ซากศพของผู้นั้นก็ปรากฏอาการค้างอยู่ ซึ่งทำให้เราพอทายได้ว่าจะไปสู่สุคติ หรือทุคติได้เป็นส่วนมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแยกธรรมที่จะเป็นเหตุนำให้สัตว์ไปปฏิสนธิ ๔ ประการ คือ

ครุกรรม (กรรมหนัก) ทางฝ่ายกุศลเช่นทำฌาน ทางฝ่ายอกุศลเช่นฆ่าพ่อ ฆ่าแม่เป็นต้น กรรมนี้เป็นกรรมหนักมีกำลังมาก ดังนั้นเมื่อเวลาจุติคือตาย กำลังของกรรมนี้ก็จะเกิดขึ้นเป็นชนกกรรม นำไปสู่การปฏิสนธิ ไม่มีกรรมใดมาขัดขวางได้ เราะเป็นกรรมหนักมีกำลังมากต้องให้ผลก่อน

อาสันนกรรม (กรรมใกล้ตาย) บุคคลใกล้จะตายอาจได้รับอารมณ์อะไรก็ได้ ที่เกิดขึ้นติดชิดกับความตาย เช่นขณะนั้นเห็นพระพุทธรูป ได้ยินเสียงสวดมนต์ เป็นต้น

อาจิณกรรม (กรรมที่ทำอยู่เสมอ) ถ้าอาสันนกรรมมิได้ให้ผลแล้ว อาจิณกรรมก็จะมาให้ผล ข้อนี้ก็คือ บุคคลทั้งหลายย่อมกระทำกรรมอยู่เสมอ เมื่อเช่นนี้กรรมที่กระทำอยู่เสมอนี้มีโอกาสมากทีสุด จะกระทบจิตทำให้เกิดอารมณ์ขึ้น แล้วแต่อารมณ์นั้นจะเป็นกุศลหรืออกุศล

กฏัตตากรรม (กรรมเล็กน้อย) ถ้ากรรมอื่นๆ ทั้งหมดไม่ให้ผลแล้ว กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะมาปรากฏในอารมณ์ นำไปสู่การปฏิสนธิได้

ทั้ง ๔ ข้อนี้ ข้าพเจ้าจะขอกล่าวแต่เพียงย่อๆ เพราะเกรงจะทำให้ท่านต้องทนนั่งอยู่นานเกินไป

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [27 ก.พ. 2552 , 08:36:52 น.] ( IP = 58.9.145.153 : : )


  สลักธรรม 2

อารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาใกล้จะตายนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแยกออกเป็น ๒ คือ

๑. มรณาสันนกาล
๒. มรณาสันนวิถี

ขณะใกล้จะตาย ทั้ง ๒ ข้อนี้ ถ้าจะกล่าวโดยละเอียดแล้ว ก็จะต้องใช้เวลามาก ข้าพเจ้าขอกล่าวเพียงสั้นๆ เท่านั้น ท่านผู้ใดสงสัย หลังจากปาฐกถาแล้วขอได้โปรดถามได้ ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะได้บรรยายมรณาสันนกาล กับ มรณาสันนวิถี ว่า จิตในขณะนั้นทำงานอย่างไร แต่ได้โปรดทราบไว้ด้วยว่า ทั้งรูปทั้งนาม (นามหมายถึง จิต เจตสิก) ปฏิสนธิพร้อมกัน แต่การกล่าวจำเป็นต้องกล่าวทีละอย่าง แล้วขอได้โปรดดูภาพมรณาสันนกาล กับ มรณาสันนวิถีตามไป

สำหรับวิถี คือการทำงานของจิตนั้น ข้าพเจ้าได้เคยบรรยายมาแล้วหลายครั้งว่า เห็น, ได้ยิน, หรือคิดนึกนั้น จิตทำงานกันอย่างไร ถ้าบรรยายซ้ำก็จะยืดยาว ฉะนั้นท่านที่เพิ่งเข้ามาฟังในวันนี้มิได้ติดตามมาแต่ต้น บางท่านก็อาจไม่แจ่มแจ้ง ข้าพเจ้าต้องขออภัยด้วย

สำหรับวันนี้เป็นวิถีที่ใกล้และวิถีที่ติดกับความตาย ซึ่งเราแบ่งออกเป็น ๒ คือ มรณาสันนกาล กับมรณาสันนวิถี

อารมณ์ใกล้จะตายนี้สมมติว่าเป็นเสียงพระสวดมนต์ และข้าพเจ้าจะขอกล่าวอย่างช้า ๆ (แบบฉายหนังช้าๆ) ขอให้ท่านดูที่วงกลมหมายเลข ๑ ตัว ต. เป็นลำดับไป



เลข ๑ ต. หมายถึงอดีตภวังค์ คือเสียงกระทบจิต เมื่อกระทบแล้วก็ถึง

๒ น. = ภวังคจลนะ อันได้แก่ขณะจิตไหวสะเทือนขึ้นแล้วจึง

๓ ท. = ภวังคุปัจเฉทะ จิตดวงนี้ตัดกระแสภวังค์ ทำให้ขาด จะขึ้นรับอารมณ์ใหม่แล้ว เพราะขณะเป็นภวังค์รับอารมณ์อื่นไม่ได้ เหมือนกำลังจะเปิดสวิทช์ให้บังเกิดแสงสว่าง

ต่อไปเลข ๔ ปัญ.= ปัญจทวาราวัชชนะ ได้แก่จิตที่เปิดรับอารมณ์จากทางทวารทั้ง ๕ คือ จะเป็นทางตา จมูก ลิ้น หรือ กาย ถ้าเป็นเสียง จิตรับเสียงก็จะเกิดขึ้นรับเสียงนั้น ต่อไปก็ถึง

เลข ๕ ส. = โสตวิญญาณ หมายถึงจิตที่รับอารมณ์ทางหู คือได้ยิน แต่ไม่ได้หมายความว่าได้ยินเสียงว่ากระไร เพียงแต่ได้ยินเสียงเท่านั้น

๖ สัม. = สัมปฏิจฉนะ เป็นคนกลางที่รับอารมณ์ส่งต่อไปยังดวงที่

๗ สัน. = สันตีรณะ เป็นจิตที่พิจารณาอารมณ์ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงอะไร

๘ โวฏ. = โวฏฐัพพนะ เป็นจิตที่ตัดสินแน่นอนว่าเป็นเสียงสวดมนต์ เมื่อตัดสินแล้วก็ถึง

๙, ๑๐, ๑๑, ๑๒, ๑๓, ๑๔, ๑๕, ช. = ชวนะ เป็นตัวเสพอารมณ์จากการที่ได้ตัดสินแล้ว ยินดี, ยินร้าย, บุญ, บาป ก็จะเกิดขึ้นที่นี่ แล้วก็จะเก็บไว้ในจิตต่อไป

๑๖, ๑๗ ณ. หมายถึง ตทาลัมพณะ คือจิตที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะ เพราะเหตุที่เป็นอารมณ์ที่แรงมาก จึงมีตทาลัมพณะมาคั่น ๒ ขณะ ต่อไปจากนี้ก็จะเป็นภวังค์

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [27 ก.พ. 2552 , 08:46:34 น.] ( IP = 58.9.145.153 : : )


  สลักธรรม 3

จิตที่ขึ้นวิถีรับอารมณ์นี้ ท่านจะเห็นว่า ๑๗ ขณะใหญ่ จิตแต่ละดวง มี ๓ ขณะเล็ก คือ อุปาทขณะ ฐีติขณะ ภังคขณะ ฉะนั้นในวิถีหนึ่งก็มี ๕๑ ขณะเล็ก ใน ๑๗ ขณะใหญ่ หรือ วิถีนี้เกิด-ดับวนเวียนอยู่เป็นอันมาก จึงได้ยินครั้งหนึ่ง เพราะจิตเกิด-ดับรวดเร็วยิ่งนัก จนเราไม่สามารถจะจับจังหวะขาดได้เลย

ตามหมายเลข ๑ ถึง ๑๗ ขณะ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วนี้ เรียกว่า มรณาสันนกาล คือเวลาใกล้จะตาย คนไข้จะมีอารมณ์อยู่เสมอไม่ว่าทวารใดก็ทวารหนึ่ง นอกจากจะถึงแก่วิสัญญีได้สลบไป

มรณาสันนกาลนี้อาจเป็นอยู่เร็วหรือช้าก็ได้ เช่นวินาทีหนึ่ง หรือสัปดาห์หนึ่ง หรือหลายสัปดาห์ คนไข้ที่อยู่ในเขตนี้ มีโอกาสที่จะกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกได้ เมื่อเหตุของความตายต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นยังไม่แสดงผล

แต่ถ้าหากถึง มรณาสันนวิถี คือวิถีต่อมาอันเป็นวิถีสุดท้ายของชาตินี้เมื่อใดแล้ว ก็ไม่มีหวังที่จะคืนชีพได้อีกเลย

ในขณะมรณาสันนกาลนี้ ถ้าเป็นเวลาหลายนาที หรือหลายวัน คนไข้ก็จะเกิดอารมณ์ต่างๆ ขึ้นอย่างสับสนกลับไปกลับมา ถ้าไม่มีครุกรรม คือกรรมหนักอันนี้แล้ว ก็จะเป็นอาสันนกรรม คือ กรรมใกล้ๆ ตายนั้น เช่น เห็นหรือได้ยินอะไร หรือผู้ดูแลคนไข้จะให้อารมณ์

เป็นต้นว่าเอาภาพวัดวาอาราม หรือพระพุทธรูปมาให้ดู นิมนต์พระมาสวดให้ได้ยิน บอกให้ระลึกถึงพระอรหันต์ ให้ระลึกถึงบุญกุศลหรือข้อธรรมต่างๆ ถ้าเคยทำกรรมฐานก็ให้ทำสมถะ หรือวิปัสสนากรรมฐาน ฯลฯ

ถ้าคนไข้เคยศึกษาธรรมมาบ้าง หรือเคยสนใจในธรรมะมาก่อน ควรพูดเรื่องตายเรื่องเกิด หรือจะให้สติอะไรก็ได้

แต่ถ้าคนไข้ไม่ค่อยสนใจในเรื่องธรรมะมาก่อน หรือคนไข้เป็นคนมีเหตุผลน้อย ชอบทำบุญให้ทานอย่างเดียว ไม่ชอบศึกษา หรือคนไข้มีความกลัวตายเป็นทุนอยู่แล้ว การให้สติดังกล่าว คนไข้รู้เท่าทันก็จะบังเกิดความตกใจ หรือเสียใจว่าตัวจะต้องตาย หรือคิดว่าลูกหลานจะแช่งให้ตายเพื่อจะเอาสมบัติ หรือเกิดความอาลัยเสียดายชีวิตขึ้นมา หรือเป็นห่วงทรัพย์สินเงินทอง เรือกสวนไร่นาที่ยังไม่ได้แบ่งสันปันส่วน เมื่อตายลงขณะนั้นก็มีหวังไปสู่ทุคติ

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [27 ก.พ. 2552 , 08:52:45 น.] ( IP = 58.9.145.153 : : )


  สลักธรรม 4

ในขณะมรณาสันนกาลนี้ ถ้าคนไข้ทำอกุศลมามาก คนไข้ก็จะแสดงกิริยาอาการต่างๆ ที่น่ากลัว บางทีก็หลายวัน เพราะได้เห็นหรือได้ยินเสียง หรือจิตได้สร้างภาพอันน่าหวาดเสียวขึ้น

ถ้าคนไข้มิได้ตกอยู่ในวิสัญญี คือสลบ หรือเข้าไปอยู่ในความหลง มีโมหะมากแล้ว เราก็มีหวังจะแก้อารมณ์ได้โดยวิธีการต่างๆ แล้วแต่กรณี แต่ถ้าคนไข้ขาดสติ และหลงอยู่เสมอแล้ว ความหวังเช่นนั้นก็จะอยู่ห่างไกล หรือสิ้นหวังเอาเลยทีเดียว

แต่ถึงอย่างไรก็ดี ผู้ที่พยาบาลคนไข้ที่มีใจอารี มีจิตเป็นกุศลก็ย่อมจะพยายามจนสุดความสามารถ เพราะเสียสละเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจจะให้ประโยชน์อันมหาศาลแก่คนไข้ เขาย่อมไม่ให้เวลาอันเป็นนาทีทองเหล่านั้นสูญเสียไป

ในขณะที่มรณาสันนกาล อารมณ์มักจะเกิดแก่คนไข้ได้มากที่สุดก็คืออาจิณกรรม ซึ่งได้แก่กรรมที่กระทำอยู่เสมอในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ กรรมที่ทำมาชำนาญเหล่านั้นก็มักจะปรากฏแก่คนไข้

เช่นเคยทำกุศลหรืออกุศลในทางใดๆเสมอ กรรมเหล่านั้นก็จะกระทบจิตทำให้เห็นไปต่างๆ นานาอย่างเด่นชัด เหมือนว่าภาพนั้นเป็นจริงเป็นจังต่อหน้าต่อตา ข้อนี้ขอให้ท่านเทียบกับความฝันของท่านในคืนวันที่ความฝันนั้นชัดเจนมากๆ เช่น… …เห็นการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา …เห็นวัดวาอาราม …บางทีก็แสดงกิริยาอาการออกมาด้วย …คนไข้จะยิ้มแย้ม จะหัวเราะ จะเอื้อมมือไขว่คว้าด้วยหน้าชื่นบาน

ถ้าเป็นฝ่ายอกุศล ก็… …จะเอะอะโวยวาย …บางทีถอยหนีด้วยความหวาดกลัว …ถ้าตกเบ็ดล่อปลามาชำนาญก็จะทำมือยกขึ้นๆ ลงๆ เหมือนยกคันเบ็ด …ถ้าชอบขนไก่ก็มักจะเอาหัวแม่มือชนกันจนเลือดออก …ถ้าชอบฆ่าหมูก็มักจะได้ยินเสียงร้องอี๊ดๆ เป็นเสียงหมู …ถ้าหมั่นฆ่าสัตว์อยู่บ่อยๆ ก็มักจะเห็นสัตว์ เห็นอาวุธที่ใช้เป็นเครื่องมือประหารสัตว์ …หรือเห็นสัตว์กำลังได้รับการทรมาน …เห็นเลือดไหลนอง …เห็นภาพตัวเองอยู่ในกระทะน้ำร้อนทีกำลังเดือดพล่าน …ถ้าชอบเล่นหวย ก. ข. ภาพหวย ก.ข. ก็จะปรากฏขึ้น

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [27 ก.พ. 2552 , 08:58:27 น.] ( IP = 58.9.145.153 : : )


  สลักธรรม 5

ขณะมรณาสันนกาลนี้ ถ้าคนไข้ไม่กลับฟื้นขึ้นมาแล้ว ก็นับว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญอย่างยิ่งของชีวิต เพราะอาจไปมีความสุขอย่างสุดที่จะพรรณา หรือได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสก็ได้

ดังนั้น เราผู้ซึ่งยังไม่ถึงมรณาสันนกาล ก็เป็นการสมควรยิ่งนักที่ไม่พึงประมาท จะต้องหมั่นกระทำอาจิณกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลเอาไว้ จะทำทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาก็ได้ ถ้ายิ่งศึกษาธรรมะให้มากๆ ก็ยิ่งดี

ถ้าเดินทางไปยังที่ใดที่หนึ่งในเวลาค่ำมืดเดือนมืด ท่านก็ต้องถือตะเกียงไปด้วย ท่านจึงจะเดินทางไปได้โดยสะดวก แต่ถ้าท่านเดินทางนี้บ่อยๆ จนชำนาญแล้ว ท่านก็ไม่จำเป็นต้องถือตะเกียงไป ท่านก็จะเดินไปได้ง่ายๆ เกือบจะไม่ต้องคิดด้วยซ้ำว่าตรงไหนเป็นหลุมเป็นบ่อ หรือตรงไหนจะรกจะคดเคี้ยว มีก้อนอิฐก้อนหินอยู่ที่ไหนอย่างไร ท่านก็สามารถจะก้าวข้ามหลบหลีก และเลี้ยวได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่ต้องอาศัยแสงสว่าง ทั้งนี้เพราะทางเดินนี้เป็นทางเดินสะดวกเสียแล้ว

เหตุนี้ผู้ที่มรณาสันนกาลยังมิได้มาถึง ผู้ที่มฤตยูยังไม่ได้เรียกร้องถามหา หรือผู้ที่เห็นภัยร้ายแรงในวัฏฏะ ก็ย่อมไม่ตกอยู่ในความประมาท เขาจะพยายามทำอาจิณกรรมทีเป็นฝ่ายกุศลเข้าไว้ให้ชำนาญ ให้เป็นทางเดินสะดวก

ทุกๆ คืนก่อนจะนอนก็จะกราบพระ เพื่อรักษาจิตที่กิเลสทั้งหลายได้เข้ามาเกลือกกลั้วอยู่ตลอดวันมาแล้ว ให้สงบระงับเป็นสมาธิ จะตั้งใจอธิษฐานขอให้พ่อแม่พี่น้อง ครูอาจารย์ เพื่อนฝูง ไม่ว่าศัตรูหรือมิตร ตลอดจนสัตว์ทั้งหลายจงอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ขอให้เขาเหล่านั้นมีความสุขความเจริญ

ขณะจิตก็เป็นสมาธิสะอาดบริสุทธิ์ขึ้น นิสัยเห็นแก่ตัวอันเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่ติดมากับสัตว์ทั้งหลาย ก็จะหยุดยั้งลงชั่วขณะหนึ่ง กุศลก็จะประทับลงไว้ในจิต ประดุจฝุ่นละอองสีดำคล้ำทั้งหลายที่เข้ามายึดกับจิตไว้ได้ ถูกฝุ่นละอองสีขาวบริสุทธิ์แม้เพียงเล็กน้อยปะปนเข้าไป ทำให้ความดำคล้ำนั้นไม่มืดมิดสนิทจริงๆ ต่อจากการแผ่ส่วนกุศลแล้ว

ถ้าทำสมถะหรือวิปัสสนากรรมฐานต่อไปอีกสัก ๑๐ – ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง ได้ ก็จะเป็นประโยชน์มากที่สุดทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำเสนอ [27 ก.พ. 2552 , 09:04:13 น.] ( IP = 58.9.145.153 : : )


  สลักธรรม 6

แสงเทียนแห่งการเดินทาง


ครับผมเป็นความรู้สึกขึ้นมาในใจกับคำนี้ครับผม ดีใจครับ ดีใจที่มีโอกาสสร้างอาจิณกรรม อันเป็นกุศล
และมีโอกาสเสนองานต่างๆนานาให้แก่น้องๆได้มีโอกาสกระทำ อาจิณกรรม

ยิ่งได้อ่านตอนลงท้ายของบทความนี้ ท่านอาจารย์บุญมีท่านบอกให้ไม่ประมาทและสอนให้สร้างความคุ้นเคยกับกุศลไว้ ไม่ใช่เพื่อใครทั้งสิ้น ผลลัพธ์ คือใครทำใครได้ครับ

พี่เณรเองก็กำลังสะสมความชำนาญให้แก่จิต เพื่อจะได้กลับมาให้ผลในตอนใกล้ตาย ซึ่งผลนั้นไม่ต่างไปจากแสงเทียนแห่งการเดินทาง ที่จะมาปรากฏให้แก่เราผู้เพียรหาและรักษาความดีนั่นเอง

สำหรับวันนี้มีกระทู้นี้ เป็นเรื่องที่ทำให้ผมน้ำตาไหล ด้วยความคิดถึงท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ประทีบดวงเอกแห่งวงการพระอภิธรรม...นอกจากนั้นยังอดนึกถึงคำพูดและข้อเขียนคำปรารภในหนังสือพญามัจจุราชผู้น่ารัก ฯลฯ.

ท่านอาจารย์ได้เทียบชีวิต ของท่านว่า... กระผมพยายามเดินเคาะประตูบ้านท่านซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อจะได้ออกมารับรู้เรื่องราวของชีวิตของตนเอง และจะได้พาตนเองไปสู่สันติสุขได้ .. แต่เคาะเท่าใดก็ช่างมีคนน้อยเต็มที ที่จะออกมา หาแสงสว่างของชีวิต ผมพยายามเต็มที่ แต่ก็จนใจ กับพวกดื้อทั้งหลาย

ครับผมเสียงที่ก้องกังวานในจิตของผมไม่ได้เกิดขึ้นอย่างธรรมดาแต่ก่อน แต่มันเกิดขึ้นบนการงานที่ผมกำลังเจริญเดินตามท่านอาจารย์อยู่ครับ ผมไม่เพียงทำหน้าที่เคาะประตูเท่านั้นผมยังขออนุญาตเข้าไปเสนอสินค้าที่มากมายด้วยกำไรชีวิต (ไม่ใช่ผมเก่งหรือมีความสามารถกว่าท่านอาจารย์นะครับ) แต่ผมทราบว่า คนสมัยนี้ชอบความสะดวกตนเป็นที่สุดไม่อยากลงทุนออกมาเท่าไหร่หรอกครับ ถ้าเทียบกับ พ.ศ. 2510 - 2534 ช่วงระยะนั้นถึงดื้อก็ยังมีดีครับ

แต่มาครานี้ซิครับดื้ออย่างไร้เหตุผล หมดท่า ที่จะมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นผู้ว่าง่ายมากๆเลยครับ ผมจึงได้แต่ อดทนเดินหาเพื่อนร่วมทางต่อไปอย่างไร้คู่กรรมครับ

ขอบารมีท่านอาจารย์จงคุ้มครองงานที่ผมรับมาสานต่อให้ลุล่วงไปได้โดยดีด้วยนะครับ และในเดือนหน้าวันที่ ๒๒ ๒๓ ๒๔ จะมีคนมาอบรมกรรมฐานถึง ๓๐ คนนะครับผม ขอบารมีอาจารย์ช่วยผมด้วยนะครับ.

รักเคารพท่านอาจารย์ไม่เลือนเลยครับ


โดย พี่เณร [27 ก.พ. 2552 , 09:21:59 น.] ( IP = 58.9.145.153 : : )


  สลักธรรม 7


มาติดตามทำความเข้าใจชีวิตเกี่ยวกับความตายต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะที่นำปาฐกถาธรรมที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมาให้ได้อ่านและศึกษาทำความเข้าใจเป็นประจำ

อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [27 ก.พ. 2552 , 09:47:30 น.] ( IP = 124.121.172.32 : : )


  สลักธรรม 8

มาทำเรื่องดีๆ ให้กับชีวิตต่อค่ะ ด้วยการอ่านและทำความเข้าใจในเรื่องของอารมณ์ใกล้ตาย นับว่าเป็นการให้แนวทางไม่น้อยเลยในการเตรียมชีวิตไปสู่จุดจบในชาติ

แม้ท่านอาจารย์บุญมีจะไม่อยู่แล้ว พวกเราก็ยังโชคดีนะคะที่มีผลงานของท่านไว้ให้ศึกษา และมีผู้มีจิตเมตตานำมาลงไว้ให้อ่านเสมอ

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2552 , 13:17:31 น.] ( IP = 125.27.174.207 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
มาติดตามสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตค่ะ
และทำให้ระลึกถึงชีวิตที่วันหนึ่งก็จะต้องก้าวไปถึงวาระนั้น

โดย น้องอุ๊ [27 ก.พ. 2552 , 21:59:59 น.] ( IP = 125.24.32.200 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org