มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร (๖)






ปาฐกถาเรื่อง
คนตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร
ตอนที่ ๖
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ผู้ทำอกุศลมากๆ บางคนเมื่อได้ศึกษาเข้าใจในสภาวะธรรมแล้ว ก็มักมีความเสียใจในอกุศลที่ตนทำแล้ว ๆ นั้น มักจะครุ่นคิดเป็นกังกลว่า ตัวจะได้รับโทษภัยในขณะจะตาย หรือในชาติหน้า

การครุ่นคิดถึงเรื่องเช่นนั้น ก็คือเป็นการที่กำลังสร้างอกุศลขึ้นอีกนั่นเอง เป็นการชักชวนอกุศล หรืออารมณ์อะไรที่ไม่พอใจหรือเจ็บใจที่เกิดแล้วดับแล้ว ให้เกิดซ้ำเติมอยู่เรื่อยๆ บางคนชอบเอาเรื่องเสียใจ เก่าๆ มาสร้างรูปใหม่ แล้วคิดเสียใจอยู่ทุก ๆ วัน เป็นการสร้างอกุศล อันไม่สมควรให้เกิดแก่จิต จึงไม่ควรรื้อฟื้นอกุศลที่แล้วๆ มา จะคิดก็เพียงครั้งหนึ่งคราวเดียวเพื่อเป็นบทเรียน เท่านั้น จะต้องหักใจทำลายลงให้เด็ดขาด

ถ้าผู้ใดชอบคิดนึกอยู่จนชำนาญเสียแล้ว จะเลิกได้ยาก ควรสร้างอารมณ์ที่เป็นกุศลทับถมให้บ่อยๆ ด้วยวิธีการต่างๆ ก็จะช่วยได้มาก ยิ่งกว่านั้นเหตุการณ์ข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึง บางคนก็ชอบคิดวาดภาพที่ไม่ดีอยู่เรื่อยๆ เช่นกลัวจะถูกออกจากงาน ..กลัวจะอดอยาก ..กลัวครอบครัวจะเดือดร้อน ..กลัวเจ้านายจะดุ ..กลัวเพื่อนฝูงจะโกรธ ..กลัวจะอับอายขายหน้า ..กลัวคนรักจะทอดทิ้ง ..กลัวจะเจ็บป่วย ..ตลอดจนกลัวความตาย ทั้งๆ ที่เหตุการณ์เหล่านั้นยังมาไม่ถึง และส่วนมากบางทีก็ไม่เกิดขึ้นเลย แต่เป็นเพราะชอบสร้างภาพขึ้นเองจนชำนาญเป็นเหตุ

จริงอยู่ แม้ว่ามนุษย์จะฝังมั่นอยู่ในความกลัวทุกรูปทุกนามก็ตาม แต่ผู้ใดเข้าใจสภาวธรรม ผู้ใดมีศิลปในการแก้ปัญหาของชีวิตอยู่บ้าง เรื่องเล็กน้อยที่จะทำอารมณ์ให้ขุ่นมัวก็ย่อม จะเกิดได้น้อย ยิ่งน้อยเท่าไรยิ่งดี เพราะเป็นการฝึกจิตให้เกิดทางเดินสะดวก

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [2 มี.ค. 2552 , 09:58:42 น.] ( IP = 58.9.143.10 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

บางท่านอาจสงสัยว่า … ความสำคัญของคนที่จะตายนั้นก็ขึ้นอยู่ตอนใกล้จะตาย ถ้าเช่นนั้น…. ..เราก็ทำชั่ว ..คดโกง ..คอร์รัปชั่น ..เบียดเบียนกันให้เต็มที่ ..แล้วภายหลังก็หมั่นสร้างอารมณ์แก้เสียก็สิ้นเรื่อง

สำหรับข้อนี้ ถ้าเข้าใจธรรมะอยู่บ้างแล้ว ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะรู้ว่า … กรรมที่ทำแล้วนั้นๆ มิได้สูญหายไปไหน จะต้องให้ผลในวันใดวันหนึ่งจนได้

แต่การที่คนได้กระทำความชั่วมาอย่างมาก ครั้นเวลาดับจิตบังเอิญมาได้อารมณ์ที่ดีเข้า ก็เลยไม่ต้องไปสู่อบาย ข้อนี้บางครั้งก็เป็นความจริง เพราะอารมณ์ที่เกิดขึ้นในบั้นปลายของชีวิตนั้น ก็เป็นกรรมเหมือนกัน และกรรมนั้นเป็นผู้ส่ง แต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นเล็กน้อยนี้ก็จะนำไปสู่สุคติได้ ในเวลาไม่นาน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงตัวอย่างไว้ เป็นอันมากในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ดี เราจะต้องแก้อารมณ์ของคนใกล้ จะตายให้ดี ถึงแม้ว่าจะไปรับกรรมนั้นในเวลาอันสั้น เพราะอาจไปเกิดเป็นแมวไม่นานเท่าไร ตายก็จริง แต่ทว่าแมวนั้นก็จะไปสร้างอกุศลกรรม จับหนูกินอยู่ตลอดเวลา ชั่วชีวิตของมัน ก็เพิ่มอกุศลเข้าอีก

ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ได้กล่าวรายละเอียดอันเป็นส่วนปลีกย่อยมาก เกินไปสักหน่อย แต่คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ยังมิได้ศึกษาธรรมะมาจริงๆ บ้าง

ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาเป็นเรื่องในเขตมรณาสันนกาล บัดนี้ก็ได้แสดงมรณาสันนวิถีที่อยู่ติดกับความตาย ว่าขณะนั้นจิตทำงานกันอย่างไร คนเราทำไมจึงตาย ขณะจุติและปฏิสนธิมีความพิสดารอย่างไรบ้าง

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [2 มี.ค. 2552 , 10:02:54 น.] ( IP = 58.9.143.10 : : )


  สลักธรรม 2

ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า มรณาสันนกาล คือเวลาใกล้กับความตาย อาจจะอยู่ไปหลายวันก็ได้ คนไข้อาจมีอาการหนักบ้าง เบาบ้าง หรือสลบไปบ้าง ต่อมาในตอนปลายของมรณาสันนกาล กำลังของจิตและรูปเริ่มจะอ่อนลงมากที่สุด บัดนี้คงจะมีปัญหาขึ้นว่า จิต และรูป อ่อนลงมากนั้น เพราะเหตุใด ?

ข้าพเจ้าได้แสดงมาแล้วตอนต้นๆ ว่า การที่รูปของเรายังยืนหยัดเป็นรูปอยู่ได้นั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะกรรมชรูป คือรูปอันเกิดแต่กรรมรักษาเอาไว้ ในที่นี้ข้าพเจ้าจะไม่บรรยายให้ละเอียดนัก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องกว้างใหญ่จะต้องใช้เวลามาก ข้าพเจ้าจะขอกล่าวไว้พอได้เห็นบ้าง แล้วในตอนต่อไป เมื่อถึงรูปวิถี ก็จะได้กล่าวเรื่องกรรมชรูป คือกรรมสร้างรูปขึ้นได้อย่างไร เพิ่มเติมอีก

ถ้าท่านดูตามภาพแล้ว ก็จะเห็นว่า… เมื่อจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์นั้น วิถีหนึ่งมี ๑๗ ขณะใหญ่ หรือ ๕๑ ขณะเล็ก เมื่อจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์ ๑๗ ขณะดับลงแล้ว รูปก็จะดับลง ๑ รูป เพราะรูปดับช้ากว่าจิตมาก เป็นอยู่เช่นนี้ตลอดไป

ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ตอนต้นๆ ว่า … จิตมิใช่มันสมอง ทั้งจิตก็มิได้อาศัยอยู่ในสมอง มันสมองเป็นเพียงทางแสดงออกของจิตเท่านั้น แท้จริงจิตอยู่ภายในช่องหนึ่งของหัวใจที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายนั่นเอง คือ หทัยวัตถุ ที่อาศัยของจิตเป็นบ่อเล็กๆ โตเท่าเม็ดบุนนาค และมีสีต่างๆ ๖ สี ประมาณ ๑ ฟายมือ อันเป็นการแสดงจริตหรืออุปนิสัยของผู้นั้น ข้อนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มาก

ที่ตั้งที่อาศัยของจิต (มิใช่กล้ามเนื้อหัวใจทั้งหมด) นั้น ประกอบขึ้นมาได้ด้วยกำลังของกรรม กรรมซึ่งข้าพเจ้าเคยกล่าวมาแล้วว่าไม่มีรูปร่างหน้าตาตัวตนนั่นเอง ได้สร้างที่ตั้งที่อาศัยของจิตนี้ขึ้นเรียกว่ากรรมชรูป และกำลังของกรรมก็ปกปักรักษารูปนี้ไว้ตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่

ถ้ากรรมมิได้รักษาที่ตั้งที่อยู่อาศัยของจิตไว้แล้ว จิตก็ไม่อาจจะตั้งอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะถึงแก่ความตายทันที ฉะนั้น ใน ขณะมรณาสันนกาลตอนท้ายๆ กรรมชรูปทำให้หทัยวัตถุ คือรูป อันเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตอ่อนกำลังเต็มที ที่ตั้งที่อาศัยหมดกำลังที่จะทรงตัวอยู่ด้วยดี เหมือนกับรถไฟที่กำลังวิ่งมา ขณะที่ถึงสะพานข้ามแม่น้ำ สะพานข้ามน้ำชำรุดเสียแล้ว ดังนั้นรถไฟก็จะต้องชะลอฝีจักรลง มิฉะนั้นก็จะตกสะพานลงไป

ขณะนี้ใกล้จะถึงความตายมาก คนไข้ถูกโมหะครอบคลุมขาดสติ ความรู้สึกของคนไข้จาก ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย อาจจะหมดลง และเมื่อถึงท้ายวิถีของมรณาสันนกาล กรรมชรูปก็เริ่มจะดับ คือตามธรรมดา กรรมชรูปย่อมจะดับและเกิดทดแทนกันอยู่ทุกขณะจิต แต่ครั้นถึงมรณาสันนวิถี ก่อนจุติ ๑๗ ขณะ กรรมชรูปจะดับโดยไม่มีการเกิดทดแทนอีกเลย เมื่อถึงจุติติดกันนั้นก็ปฏิสนธิ ต่อจากนั้นจิตก็เป็นภวังค์

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [2 มี.ค. 2552 , 10:08:49 น.] ( IP = 58.9.143.10 : : )


  สลักธรรม 3



.ขอให้ท่านดูภาพตามไปด้วย


ท่านก็จะเห็นตั้งแต่เลข ๑ ภ. ไปจนสุดจุตินี้เป็นมรณาสันนวิถี เป็นวิถีสุดท้ายที่จิตยกขึ้นสู่อารมณ์ในชาตินี้ จิตจะเป็นภวังค์ไปจนถึง ๖ แล้วก็จะถึงภวังคจลนะ ๗ น. จิตไหวตัวขึ้น ต่อไปถึง ๘ ท. ภวังคุปัจเฉทะ ตัดกระแสภวังค์เดิม ๙ ม. คือ มโนทวาราวัชชนะ พิจารณาอารมณ์ทางใจพร้อมด้วยการตัดสิน

ในมรณาสันนวิถีนี้มีชวนะเสพอารมณ์ ซึ่งเป็นตัวทำงานอันสำคัญเหลือเพียง ๕ ขณะเท่านั้น แทนที่จะเป็น ๗ ต่อไปก็เป็นตทาลัมพณะ ๑๕ และ ๑๖ อีก ๒ ขณะ แล้วจึงถึงจุติ คือดับหรือตาย

ตลอดมรณาสันนวิถี… คนไข้จะเต็มไปด้วยโมหะไม่มีสติเลยนี้ ความรู้สึกทั้งหลายก็จะสิ้นไปจากทวารทั้ง ๕ ถ้าเอาเข็มไปจิ้มหรือเอาไฟไปจี้ก็จะไม่รู้สึก กำลังก็ตกมากที่สุด

เพราะกรรมชรูปเริ่มดับมาตั้งแต่ต้นมรณาสันนวิถี คือ ภวังค์ดวงที่ ๑ แล้วก็ดับไปตามลำดับจนถึง จุติ ๑๗ จ. ก็จะดับหมดสิ้น ในวิถีสุดท้ายนี้มีกำลังอ่อนมาก เพราะที่ตั้งที่อาศัยของจิตหมดกำลัง จิตก็พลอยอ่อนกำลังตามไปด้วย ชวนะจึงเหลือเพียง ๕ เท่านั้นเอง

กำลังของของกรรมที่ส่งให้ไปปฏิสนธินั้น สืบเนื่องมาแต่มรณาสันนกาล เช่นได้ยินเสียงสวดมนต์ จิตที่รับอารมณ์สวดมนต์ในมรณาสันนกาล เป็นตัวส่งให้ไปปฏิสนธิ เพราะยังมีกำลังมากกว่า

ส่วนในมรณาสันนวิถีเป็นแต่รับ …อารมณ์กรรม …กรรมนิมิต ….คตินิมิต มาจากสันนกาลแล้วสืบต่อไปจนถึงจุติเท่านั้น และเพราะที่กรรมชรูปเริ่มดับโดยไม่เกิดอีก มาตั้งแต่ภวังค์ดวงที่๑ ในมรณาสันนวิถีจนถึงดวงที่ ๑๗ จุติ

เหตุนี้จิตดวงที่ ๑๗ จุติ คือ ดับหรือตายจึงได้เกิดขึ้น เพราะไม่สามารถจะตั้งอยู่ได้อีกต่อไป ทิ้งแต่ซากศพไว้ เอาไปแต่ชั่วดี

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำเสนอ [2 มี.ค. 2552 , 10:16:40 น.] ( IP = 58.9.143.10 : : )


  สลักธรรม 4


อ่านมาถึงตอนนี้ ก็ยิ่งตระหนักชัดเจนดีว่าการที่จะได้สุคติ หรือทุคติภูมิหลังความตายนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตนเองเท่านั้น ก็กรรมที่ตนเองกระทำไว้ กรรมที่ตนเองเชี่ยวชาญนั่นแหละเป็นตัวการนำส่งไป

และเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อตายแล้ว...ทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่ดิ้นรนหามานั้นเอาติดตัวไปไม่ได้จริง สิ่งที่เอาไปได้นั้นมีแต่กรรมดีกรรมชั่วที่เพียรกระทำมาตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะ ที่นำปาฐกถาธรรมที่ล้ำค่าต่อชีวิตมาให้ได้ศึกษาและทำความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอค่ะ ...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [2 มี.ค. 2552 , 10:42:50 น.] ( IP = 124.121.178.17 : : )


  สลักธรรม 5

เคยคิดเหมือนกันค่ะว่า คนที่ศึกษาเรื่องอารมณ์ใกล้ตายนี้แล้ว ส่วนใหญ่ก็คงจะพยายามทำให้อารมณ์สุดท้ายของตนดีๆ โดยที่วาดหวังหรือไหว้วานบุคคลใกล้ชิดให้มาช่วยให้อารมณ์ชักนำอารมณ์ดีๆ ให้เกิดขึ้นในยามที่ตนเองจะตาย

แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ตระหนักก็คือว่า แม้จะได้อารมณ์ที่ดีจนไปเกิดดี แต่ถ้าทำอกุศลไว้มากๆ บุญก็ตามไปอุปถัมภ์ได้ไม่พอก็ต้องเป็นไปตามแรงอกุศลกรรมอีก ...การใช้เล่ห์เหลี่ยมหนีรอดมาสู่สุคติก็เป็นไปได้เพียงชั่วคราว หรือถ้าได้สุคติมาแล้วแต่มีเจ้าหนี้ตามล่ามาคอยทวงหนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ..ก็จะกลายเป็นผู้ที่ประสบทุกข์ยากอย่างน่าสงสาร

ฉะนั้น จะไปหวังทำดีแค่เพียงตอนใกล้ๆ จะตายคงไม่ได้ เพราะการหวังไปเกิดในภพที่ดีคงไม่ใช่เพียงแค่คว้าอารมณ์สุดท้ายที่ดีเพียงตำแหน่งเดียว แต่ต้องเริ่มสะสมสิ่งที่ดีๆ ไว้ตั้งแต่บัดนี้เลย เพื่อจะได้ไปเกื้อกูลกันได้อย่างสอดคล้อง และถ้าหากพลาดไปตกในทุคติภูมิก็คงเป็นไปได้ไม่นานเพราะกำลังกุศลที่สะสมไว้มากๆ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปก็คงตามไปคุ้มครองได้

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 มี.ค. 2552 , 12:53:52 น.] ( IP = 125.27.170.174 : : )


  สลักธรรม 6

อ่านมาถึงตอนนี้ ทำให้เห็นได้ชัดเจนในการทำงานของจิตเกี่ยวกับการตาย การเกิด

ทำให้รู้ว่าการตายเป็นธรรมชาติของจิตที่เกิดดับ แต่เป็นการดับครั้งสุดท้ายของภพชาติ เพราะที่ตั้งที่อาศัยของจิตอ่อนกำลังลง จนจิตไม่สามารถตั้งอยู่ได้ ความตายก็ปรากฏขึ้น

แต่สิ่งสำคัญคือชีวิตภายหลังความตาย ที่เป็นไปตามอำนาจกรรมดีกรรมชั่วของบุคคลนั้นๆที่ได้สั่งสมไว้

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะ ที่นำธรรมบรรยายอันทรงคุณค่าของท่านอาจารย์บุญมีมาให้ได้ศึกษาค่ะ

โดย ธัญธร [11 มี.ค. 2552 , 22:47:50 น.] ( IP = 118.173.35.64 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org