มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธวิธีชนะความโกรธ (๕)






พุทธวิธีชนะความโกรธ


ตอนที่ผ่านมา

การพิจารณาโทษของความโกรธนั้น มีพระพุทธพจน์ตรัสไว้มากมายในเรื่องของความโกรธ เช่น

“โกธโน ทุพฺพณฺโณ โหติ แปลว่า คนโกรธมีผิวพรรณไม่งาม”

คนโกรธนอนก็เป็นทุกข์ ตื่นก็เป็นทุกข์ กินก็เป็นทุกข์ คนโกรธไม่รู้เท่าทันว่า ความโกรธเป็นภัยที่เกิดขึ้นข้างในตนเอง เพราะเมื่อโกรธแล้วก็ไม่รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ โกรธแล้วจะมองไม่เห็นธรรม คำนี้น่ากลัว ซึ่งตรงกับคำตรัสของพระพุทธองค์ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” เราต้องการพบพระพุทธเจ้าก็ต้องเข้าถึงธรรม

ดังนั้น เราต้องพึงระมัดระวังเตือนตนไว้ว่า เวลาใดที่ถูกความโกรธครอบงำ จิตใจก็จะมีแต่ความมืด สามารถเผาผลาญได้ทุกสิ่ง แม้กระทั่งความดีของตนเอง และเมื่อจิตใจเกิดความอ่อนล้าขึ้นมา ก็จะเลิกล้มเจตนาในการเข้าถึงธรรมของตนเอง ซึ่งเท่ากับเป็นการฆ่าตัวเองตายไปจากเส้นทางแห่งโลกุตรธรรม ต้องเดือดร้อนใจเหมือนถูกไฟเผา

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [2 มี.ค. 2552 , 19:16:09 น.] ( IP = 118.173.38.136 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ก่อนที่เราจะแสดงความโกรธออกมาให้ใครเห็นนั้น พระพุทธองค์ทรงเปรียบว่า เมื่อเริ่มโกรธก็จะแสดงความหน้าด้านออกมาแล้ว คือ เหมือนควันเกิดขึ้นก่อนไฟฉันใด จิตที่จะเผยโฉมแสดงความรุนแรงออกมาได้ ก็ต้องผ่านหน้าที่มีความหนาแล้วฉันนั้น โบราณให้คิดแบบนี้ว่า เวลาโกรธเราเป็นคนหน้าด้านทำกิริยาอาการได้ทุกอย่าง แสดงความสะบัดสะบิ้ง ค้อน ทำให้เกิดความเดือดดาลใจ เมื่อความหน้าด้านเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะไม่กลัวอะไร ยางอายก็ไม่มี ถ้อยคำก็ไม่มีสัมมาคารวะ

บางคนโกรธจนกระทั่งฆ่าพ่อแม่ของตนเอง ลองคิดดูเถิดว่าลูกที่แม่อุตส่าห์ประคบประหงมเลี้ยงไว้ เมื่อโกรธขึ้นมาก็สามารถฆ่าแม่ผู้มีพระคุณได้นั้น จะเป็นโศกนาฏกรรมเพียงใด

ฉะนั้น ถ้าเราไม่พยายามระงับความโกรธวันนี้ ต่อไปเมื่อความโกรธมีอำนาจมากขึ้นจนกระทั่งทำให้เราสามารถโกรธพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ซึ่งอาจจะเป็นพระอรหันต์ หรือครูของเราอาจจะเป็นพระพุทธเจ้า หรือคนที่เราโกรธอาจอธิษฐานเป็นพระโพธิสัตว์ ถ้าเราโกรธเขา เราก็คงจะต้องไปอบายภูมิ ส่วนเขาก็จะเจริญถึงมรรคผลนิพพาน

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [2 มี.ค. 2552 , 19:21:51 น.] ( IP = 118.173.38.136 : : )


  สลักธรรม 2



พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “กาลี (ความชั่วร้าย) ใดไม่เท่ากับโทสะ” และ “เคราะห์อะไรเท่าโทสะไม่มี” ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายให้มากมาย มีเรื่องราวแสดงไว้ในพระสูตรหลายแห่ง แม้แต่ในชีวิตจริงก็มีมากมายที่แสดงให้เห็นว่า ความโกรธก่อให้เกิดความเสียหาย พินาศย่อยยับ เราจึงต้องเป็นเพชฌฆาตฆ่าความโกรธ ไม่ใช่ให้ความโกรธเป็นเพชฌฆาตฆ่าเรา เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้ผ่านไป อย่าเก็บเอาไว้เลย

โดยปกติแล้วมนุษย์เราย่อมมีข้อดีข้อเสียมากน้อยแตกต่างกัน จะหาคนดีบริบูรณ์นั้นหาไม่ได้หรอก แต่เราต้องมองหาแง่ดีของเขาให้ได้ มิใช่เคยชมว่าเขาดีไม่มีปัญหา เป็นคนน่ารัก แต่พอได้ข่าวว่าเขาพูดไม่ดีบางอย่าง ความรู้สึกที่ดีๆก็หายหมดทันที อย่างนี้เรียกว่า เรือล่มเมื่อจอด พาลไม่เห็นความดีของเขาเสียแล้ว

เพราะฉะนั้น เราต้องมองทีละจุด เขาไม่อยากทำให้เราโกรธ เราโกรธเอง เขามีสิทธิ์ที่จะพูดตามความรู้สึกของเขา แต่เราเอาความรู้สึกของเขามาสร้างความโกรธ แล้วก็บอกว่า “อย่างนี้ต้องลาออก จะขอลาออก” นี่ละอำนาจอย่างแรง

ความโกรธมีผลร้ายแรงฉันใด เมตตาก็มีคุณอนันต์ตรงข้ามกันฉันนั้น เราจึงต้องระงับความโกรธ เพราะเรากลัวตกต่ำด้วยกันทุกคน เราต่างต้องการทำในสิ่งที่ให้ผลเป็นคุณอนันต์ และสิ่งที่ให้ผลเป็นคุณอันอเนกอนันต์คือความเมตตา เพราะเมตตาธรรมค้ำจุนโลก คือ โลกของจิต เจตสิก และรูป ที่ต้องเป็นไปในปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร ในกามภพ รูปภพ และอรูปภพ ที่เวียนว่ายตายเกิด

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [2 มี.ค. 2552 , 19:26:45 น.] ( IP = 118.173.38.136 : : )


  สลักธรรม 3



หรือไม่เราก็เอาปฏิจจสมุปบาทมาพิจารณา เช่น พิจารณาขันธ์ ๕ ว่ามีอะไรบ้าง (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) และยกแต่ละขันธ์ขึ้นมาพิจารณา ดังนี้

รูปขันธ์ เรายกรูปนั่งมาพิจารณาเพียงรูปเดียว ซึ่งในรูปเดียวมีลักษณะ ๑๑ อย่าง คือ รูปอดีตกาล รูปที่เป็นปัจจุบันกาล รูปที่เป็นอนาคตกาล รูปที่เกิดภายใน รูปที่เกิดภายนอก รูปหยาบ รูปละเอียด รูปเลว รูปประณีต รูปใกล้ และรูปไกล

เวทนาขันธ์ พิจารณาว่า เมื่อเราได้รับฟังเรื่องราวแล้วเกิดความทุกข์ คือรู้สึกโกรธ และที่เราโกรธอยู่นั้น เราโกรธอดีต เพราะถ้าหากเรากำลังถูกด่าว่าในขณะนั้น เราไม่โกรธหรอก แต่เราจะต่อสู้เพื่อแก้ไข ความโกรธที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของอดีต คือ โกรธเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว

ส่วนเวทนาที่เป็นอนาคต เช่น คนที่เราโกรธที่สุดอาจจะมาช่วยเหลือเราก็ได้ หนูยังมาช่วยราชสีห์ได้เลย ฉะนั้น อย่าไปโกรธเลย

ส่วนเวทนาที่หยาบ คือ เวทนาที่เกิดมาแล้วเดือดดาลพลุ่งพล่านใจ เวทนาที่ละเอียด คือ รูปที่ค่อยๆเกิดขึ้นทีละนิด ส่วนเวทนาภายใน คือ รู้สึกไม่สบายใจ เวทนาภายนอกคือ เห็นอะไรแล้วไม่พอใจ เวทนาที่หยาบคือ เวทนาที่เกิดมาแล้วเดือดดาลพลุ่งพล่านใจ เวทนาที่ละเอียด คือ รูปที่ค่อยๆเกิดขึ้นทีละนิด เช่น ค่อยๆเมื่อย แต่อารมณ์ของเรารับรู้ได้ทีละน้อย

เวทนาที่เลว คือ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์อย่างแรง เวทนาที่ประณีต เช่น แยกไม่ออกว่าสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนา เวทนาที่ใกล้ คือ เสียงที่มากระทบ เวทนาที่ไกล คือ เอาเรื่องอดีตมาเป็นปัจจุบัน

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [2 มี.ค. 2552 , 19:32:13 น.] ( IP = 118.173.38.136 : : )


  สลักธรรม 4



ให้หมั่นคิดว่า คนที่เราโกรธหรือคนที่ทำให้เราเดือดร้อนใจนั้น ในอนาคตเขาอาจจะช่วยเราออกจากวัฏฏสงสารก็ได้ หรือคนนี้อาจจะมาพูดกับเราแล้วจูงเราให้ออกจากสังสารวัฏ ดั่งเช่นพระสารีบุตรถามพระอัสสชิว่า “ใครเป็นศาสดาของท่าน” และพระอัสสชิก็ตรัสเทศน์ให้พระสารีบุตรฟังจนกระทั่งได้ดวงตาเห็นธรรม ฉะนั้น คนที่เราโกรธ ในอนาคตอันไกลโพ้น อาจจะมีจริยาวัตรที่สุขุมคัมภีรภาพเยี่ยงพระอัสสชิ แล้วเราอาจจะเดินไปพบท่านและได้ดวงตาเห็นธรรมก็ได้

ดังนั้น อย่าไปโกรธ เกลียด รัก ชอบ หรือชังใคร บอกแล้วว่า ทุกวันนี้ชีวิตมีปัญหาก็เพราะว่า “อย่าไปชมใครว่าดี” และวันนี้คนนั้นอาจจะเลวที่สุดสำหรับเราแล้ว เพราะดีไม่เที่ยง ชั่วก็ไม่เที่ยง แต่เราจงเที่ยงตรงต่อความดี

เมื่อใครก็แล้วแต่ที่เราคิดว่าเขาเป็นคนดี ก็ให้รู้สึกรับทราบไว้เพียงในใจ อย่าเพิ่งพลั้งวาจาออกไป คือ “ดีอย่าไปชม” แต่ให้เก็บเอาตัวอย่างของความดีกลับไปใช้ และ ”ชั่วอย่าไปด่า” แต่เราจะไม่ทำตาม เราจะต้องเที่ยงตรงต่อคุณธรรมความดี จะดีหรือชั่วอยู่ที่เรา ทำที่เรา ใจเราร่มเย็นเป็นพอ ฉะนั้น เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยเท่านั้นเอง ทำไมเราต้องไปคิดให้เป็นปัญหามากมายก่ายกอง พระพุทธองค์ไม่ได้สอนอะไรมาก พระองค์เพียงกล่าวว่า

“ดูก่อนพระภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนก็ดี บัดนี้ก็ดี เราจะบัญญัติ คือ คำสอนแต่เรื่องทุกข์และความดับไปแห่งทุกข์ คือ เหตุที่ทำให้ทุกข์นั้นดับไป เพราะเป็นปัญหาชีวิตประจำวันของคนทุกคน” คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ต้องเป็นปัญหาในชีวิต คือ รูป-นาม รูปเป็นรังของโรค นามเป็นรังของกิเลส ดังนั้น สิ่งที่พระองค์ทรงสอนจริงๆ คือ

๑. เฉพาะทุกข์ที่อุปาทานทางจิตใจ

๒. ต้องเห็นได้ด้วยตัวเองจริงๆ พระองค์สอนแล้วไม่ได้เห็นคนเดียว เมื่อใครปฏิบัติธรรมก็เห็นจริงตามพระองค์ไป

๓. ต้องแก้ไขได้จริงๆ ใครทำใครได้ ใครพบตรงไหนก็พ้นตรงนั้นที่ปัจจุบัน

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [2 มี.ค. 2552 , 19:42:40 น.] ( IP = 118.173.38.136 : : )


  สลักธรรม 5



ชาวพุทธที่รักทั้งหลาย ตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ เมื่อเราลงมือปฏิบัติตามแล้ว ความทุกข์ โดยเฉพาะอุปาทานทางจิตใจก็จะลดน้อยลง และหมดไปในที่สุด ศัตรูภายในน่ากลัวมากกว่าศัตรูภายนอก เพราะศัตรูภายนอกอยู่ด้วยกันเพียงชาติเดียวเท่านั้นเอง แต่ศัตรูภายในจะติดตามข้ามชาติ เมื่อเราไม่หมดโกรธชาตินี้ ชาติหน้าก็ไม่หมดโกรธ เราไม่เพียรพยายามปลดเปลื้องความโกรธตั้งแต่ตอนนี้ ชาติหน้าเราก็หาทางหยุดโกรธไม่ได้ เราต้องพยายามทำให้เบาบางจางหาย ไม่มีหรอกที่อยู่ดีๆจะหายโกรธได้ทันที

เช่นดียวกับขณะที่แสงแดดกำลังแรงจัดจ้า แล้วจะให้แสงแดดหายไปทันทีไม่ได้ แต่จะค่อยๆอ่อนแสงจางไป โดยปกติจิตใจของเราถ้าหากไม่มีธรรมะแล้วก็จะตกต่ำทันที ธรรมะจึงเป็นเครื่องพยุงและดึงจิตใจของเราให้สูงขึ้น ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเป็นผู้ประเสริฐยิ่ง กว่าจะได้ตรัสรู้ พระองค์ต้องบำเพ็ญบารมีเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหลายอสงไขย พระองค์ทรงบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นทั้งสิ้น ยอมเสียสละแม้กระทั่งพระชนม์ชีพ

ยามใดก็แล้วแต่ที่พระองค์ถูกข่มเหงกลั่นแกล้งเบียดเบียนด้วยวิธีการต่างๆ พระองค์ก็ไม่ทรงแค้นเคือง ยามใดที่มีคนตั้งตนเป็นศัตรูกับพระองค์ ถึงขนาดพยายามปลงพระชนม์ พระองค์ก็ไม่มีจิตประทุษร้ายตอบ และบางครั้งพระองค์ยังทรงกรุณาช่วยเหลือเขาอีกด้วย แต่แทนที่เขาจะเห็นบุญคุณ เขาก็กลับทำร้ายพระองค์ซ้ำเติมอีก แม้กระนั้นพระองค์ก็ยังมิได้ถือโกรธ ทรงมุ่งทำความดีตลอดไปตามเจตนาที่ทรงอธิษฐาน คือ ตั้งใจอย่างไร มุ่งหวังอย่างไรก็อยู่กับความตั้งใจนั้น

สิ่งที่มากระทบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มุ่งหวังจะได้ ก็จะไม่กระทำตอบโต้ พุทธจริยาที่พูดถึงพระองค์โดยย่อ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปยากที่จะปฏิบัติได้ แต่เป็นแบบอย่างที่ดี

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [2 มี.ค. 2552 , 19:47:53 น.] ( IP = 118.173.38.136 : : )


  สลักธรรม 6



เมื่อเราเป็นชาวพุทธ จึงควรจะระลึกนึกสอนใจตนเองไว้เสมอว่า เหตุการณ์ที่เราถูกกระทบกระทั่งทุกวันนี้ ถ้าเทียบกับที่พระพุทธเจ้าประสบมา นับว่าเล็กน้อยมากเทียบกันไม่ได้เลย และเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ทรงประสบมา เรารู้สึกว่ามีความร้ายแรงมาก แต่พระองค์ยังทรงระงับความโกรธไว้ได้ และมีเมตตาแผ่ไปอย่างสม่ำเสมอ แล้วเราล่ะ ในเมื่อเรากล่าวคำว่า

“พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า”

เหตุใดการกระทบกระทั่งกรณีเล็กน้อย ศิษย์อย่างเราจะระงับไม่ได้

ครั้งหนึ่ง พระองค์ถูกคนปองร้ายหมายเอาชีวิต แต่กระทำไม่สำเร็จ และเมื่อเขากำลังจะตกเหว พระองค์ทรงเสด็จไปช่วย แต่แทนที่เขาจะนึกถึงพระคุณ กลับเอาหินทุ่มใส่พระองค์ จนบาดเจ็บขนาดแทบสิ้นพระชนม์ชีพ พระองค์ก็ไม่โกรธ

เราล่ะ! เราเคยถึงขนาดนั้นแล้วหรือยัง แม้แต่เสี้ยวธุลีก็นับไม่ได้ แล้วเราขอถึงซึ่งพระองค์ แต่เรามิได้ทำตามทางนั้น แล้วเราจะถึงได้อย่างไร ถ้าเราไม่เดินตามพระจริยาวัตรของพระองค์ ก็ไม่สมควรอ้างพระองค์เป็นศาสดาของตน

ผู้ใดไม่สามารถระงับความโกรธได้ ควรหยุดพูดว่า “ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า” แต่เก็บไว้ในใจจะดีกว่า ถ้าเราหยุดความชั่วช้าสามานย์ในใจไม่ได้ จงอย่าเอาสมเด็จพ่อของเรามาอ้างเลย เพราะสายเลือดของพระองค์เป็นสายเลือดแห่งการให้ตลอดกาลนาน

มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ


โดย ธัญธร...นำมาฝาก [2 มี.ค. 2552 , 20:01:35 น.] ( IP = 118.173.38.136 : : )


  สลักธรรม 7

นุโมค่



ติดตามอ่านมาตลอด ได้รับความรู้มากมายซึ่งสามารถเป็นแนวทางนำไปปรับปรุงตนเองได้เป็นอย่างดี

ขอบพระคุณคุณธัญธรมากค่ะ ที่นำเรื่องที่ดีมีประโยชน์มาให้อ่านเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

อนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมค่ะ

โดย พี่ดา [3 มี.ค. 2552 , 09:51:51 น.] ( IP = 124.121.177.243 : : )


  สลักธรรม 8

ติดตามมาอ่านจนถึงตอนนี้ได้แง่คิดและมุมมองในการระงับและแก้ไขความโกรธหลายๆ อย่าง

นับเป็นกระทู้ที่ให้ประโยชน์ไม่น้อยเลยค่ะ เพราะอย่างพวกเรานี่ยังคงคลุกคลีอยู่กับความโกรธอย่างสนิทสนม

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลที่ได้ทำด้วยค่ะพี่ธัญธร

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 15:17:56 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณค่ะพี่ธัญธรและขออนุโมทนาค่ะ
เรื่องความโกรธ เห็นแต่ความวิบัติตามมา


ชีวิตประจำวัน หากย้อนไปดูจะเห็นได้ว่า มีความขุ่นข้อง ไม่สมใจปอง หมองใจมากมาย

มาอ่านแล้วทำให้หาเครื่องป้องกันจิตได้ดีขึ้น


"ผู้ใดไม่สามารถระงับความโกรธได้ ควรหยุดพูดว่า “ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า” เป็นคำกล่าวที่สอนใจดีมากค่ะ"

โดย น้องอุ๊ [3 มี.ค. 2552 , 22:31:36 น.] ( IP = 125.24.14.234 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org